องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) หรือ อย.สหรัฐฯ ประกาศแผนเตรียมสั่งห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็กที่ใช้อย่างแพร่หลายชนิดหนึ่ง หลังมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นที่ชี้ว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับกรณีสมองถูกทำลายในเด็ก ข้อมูลนี้ได้รับการรายงานจากสำนักข่าวชั้นนำหลายแห่ง รวมถึง New York Post ความเคลื่อนไหวนี้สร้างความตื่นตัวและความกังวลในหมู่ครอบครัวไทย แพทย์ และนักการศึกษาไม่น้อย เนื่องจากพ่อแม่ชาวไทยในเขตเมืองจำนวนมากนิยมให้ลูกหลานทานอาหารเสริมตามกระแสจากฝั่งอเมริกา ด้วยความหวังว่าจะช่วยบำรุงสมอง เพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ และเสริมสร้างสุขภาพ
ข่าวคราวนี้ออกมาในช่วงจังหวะที่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับเด็กกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ทั้งในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าช่วยพัฒนาศักยภาพสมอง สำหรับพ่อแม่จำนวนมากที่กังวลเกี่ยวกับการแข่งขันด้านการเรียนและกลัวว่าลูกจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ อาหารเสริมเหล่านี้จึงกลายเป็นเหมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์สำหรับคำถามคาใจที่ว่า “จะทำอย่างไรให้ลูกเก่งเต็มศักยภาพ” ทว่า ผลการศึกษาล่าสุดและคำเตือนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับฉายภาพที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าเดิม
ตามรายงานระบุว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเจ้าปัญหาตัวนี้ (ซึ่งยังไม่มีการเปิดเผยชื่อยี่ห้ออย่างเป็นทางการ เพราะคำสั่งแบนยังอยู่ในขั้นตอน) ก่อนหน้านี้เคยถูกมองว่าปลอดภัยจากผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย แถมยังได้รับการสนับสนุนจากร้านค้าปลีกสายสุขภาพบางแห่งเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ทาง อย.สหรัฐฯ ก็ตัดสินใจลงดาบ หลังมีงานวิจัยชิ้นใหม่เผยแพร่ออกมา ซึ่งชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างส่วนประกอบออกฤทธิ์หลักของผลิตภัณฑ์กับความผิดปกติทางระบบประสาทในเด็ก มีรายงานด้วยว่าหลักฐานทางการแพทย์เบื้องต้นพบกรณีเด็กมีพัฒนาการล่าช้า และในเคสที่รุนแรงถึงขั้นมีความบกพร่องด้านการรับรู้และความคิดอย่างถาวร
งานวิจัยที่ผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตีพิมพ์ในปี ๒๕๖๗ ชิ้นหนึ่งพบว่า สารออกฤทธิ์สำคัญในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถทะลุผ่านเยื่อกั้นระหว่างเลือดและสมอง (blood-brain barrier) เข้าไปส่งผลกระทบต่อการพัฒนาระบบประสาทในสัตว์ทดลองได้ ผลวิจัยนี้สอดคล้องกับรายงานผู้ป่วยเด็กเล็กหลายกรณีที่มีภาวะการเรียนรู้ถดถอยลงอย่างไม่คาดคิดหลังใช้ผลิตภัณฑ์นี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน การตัดสินใจเตรียมสั่งแบนครั้งนี้มีขึ้นหลังจากที่ อย.สหรัฐฯ ได้ทบทวนข้อมูลอย่างละเอียด ทั้งจากผลการศึกษาในสัตว์ทดลองและรายงานผู้ป่วยเด็ก ผู้เชี่ยวชาญยังออกมาเตือนด้วยว่า การเติบโตของตลาดอาหารเสริมที่ไม่ได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดเพียงพอทั่วโลก อาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับครอบครัวที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์
ตัวแทนจาก อย.สหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ว่า “ณ ตอนนี้มีหลักฐานมากพอที่ชี้ว่า หากปล่อยให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวนี้วางขายสำหรับเด็กต่อไป จะทำให้เด็กและเยาวชนตกอยู่ในความเสี่ยงต่ออันตรายร้ายแรงที่อาจส่งผลกระทบระยะยาวแบบแก้ไขไม่ได้ จึงขอให้ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กหยุดใช้ผลิตภัณฑ์นี้กับเด็กโดยทันที”
คำเตือนนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เนื่องจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนำเข้า โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา สามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาชั้นนำทั่วไป หรือแม้กระทั่งบนแพลตฟอร์มออนไลน์ยอดนิยมอย่าง Lazada และ Shopee แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของไทย (อย.ไทย) จะมีหน้าที่กำกับดูแลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในประเทศอยู่แล้ว ทว่าผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากสถาบันอุดมศึกษาแห่งหนึ่งก็ยังแสดงความกังวล โดยมองว่าผลิตภัณฑ์นำเข้าบางตัวอาจเล็ดลอดการตรวจสอบตามกฎระเบียบที่มีอยู่ได้ ปัญหานี้ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น เมื่อการบังคับใช้กฎหมายอาจตามไม่ทันการซื้อขายออนไลน์ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
พฤติกรรมการใช้อาหารเสริมในครอบครัวไทยนั้นน่าสนใจไม่น้อย ผลสำรวจของกรมอนามัยเมื่อปี ๒๕๖๑ พบว่า เกือบ ๑ ใน ๓ ของครัวเรือนในเขตเมืองให้ลูกหลานทานอาหารเสริมเป็นประจำ โดยหวังว่าจะช่วยบำรุงความจำหรือเพิ่มความอึดในการเรียนหนังสือ ผู้ปกครองชาวไทยจำนวนไม่น้อยมองว่าอาหารเสริมเหล่านี้จำเป็นเพื่อรับมือกับการแข่งขันทางการศึกษาที่เข้มข้น แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์จะออกมาเตือนอยู่เนืองๆ ว่า การทานอาหารเสริมมากเกินไปหรือขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ผลเสียที่ไม่คาดคิดได้
กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทจากโรงพยาบาลชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ (ขอสงวนนามตามนโยบายของโรงพยาบาล) ให้ข้อมูลว่า “มีความเชื่อที่บอกต่อกันมานานในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่าอาหารเสริมบางชนิดช่วยให้เด็กฉลาดขึ้นได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การได้รับสารอาหารครบถ้วนจากมื้อหลักและการพักผ่อนให้เพียงพอต่างหากที่สำคัญกว่ามาก หากพ่อแม่ผู้ปกครองให้ลูกทานอาหารเสริมตามกระแส โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ก็เท่ากับเป็นการผลักให้เด็กต้องไปเสี่ยงโดยไม่จำเป็น”
เรื่องนี้ทำให้นึกถึงดราม่าในอดีตเกี่ยวกับอาหารเสริมลดความอ้วนนำเข้า และยาสมุนไพรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ที่เคยเป็นข่าวดังครึกโครมในไทยมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา จากปัญหาความปลอดภัยคล้ายๆ กัน (Bangkok Post) ในทุกครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมจะกระตุ้นให้มีการตรวจสอบและออกกฎคุมเข้มมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าเรื่องทำนองนี้กำลังจะวนลูปกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เป็นคิวของอาหารเสริมที่อ้างว่าช่วยบำรุงสมองเด็ก
นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เห็นได้ชัด การสั่งแบนของ อย.สหรัฐฯ ครั้งนี้ คาดว่าจะส่งแรงกระเพื่อมไปไกลกว่าแค่ในอเมริกา ผู้ผลิตอาหารเสริมหลายเจ้ามักใช้กฎเกณฑ์ของสหรัฐฯ เป็นมาตรฐาน ดังนั้น การสั่งแบนในอเมริกาอาจเป็นตัวเร่งให้ อย.ไทย ต้องหันมาทบทวนนโยบายของตัวเองให้สอดรับกับมาตรฐานสากล ล่าสุด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในกรุงเทพฯ เริ่มออกมารณรงค์ให้ครอบครัวต่างๆ ตรวจสอบที่มาที่ไปและใบอนุญาตของอาหารเสริมทุกชนิดที่ซื้อให้ลูกหลาน โรงเรียนและคุณครูก็ได้รับคำแนะนำให้ช่วยกันให้ความรู้แก่นักเรียนและผู้ปกครองถึงความสำคัญของการเลือกแนวทางการเรียนรู้และโภชนาการที่อ้างอิงข้อมูลที่เชื่อถือได้
สำหรับพ่อแม่ชาวไทยจำนวนมาก ความหวังที่จะผลักดันให้ลูกเป็นเลิศนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และหยั่งรากลึกในค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาตัวเอง อย่างไรก็ดี ดังที่กรณีนี้ชี้ให้เห็น แม้ความพยายามจะมาจากเจตนาดี ก็อาจส่งผลเสียได้ หากผลิตภัณฑ์ที่วางขายในตลาดนั้นขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับที่เพียงพอ และล้ำหน้าการกำกับดูแลของภาครัฐไปมาก
ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ต่อจากนี้ไปควรกลับไปโฟกัสที่เรื่องพื้นฐาน นั่นคือ ดูแลให้เด็กๆ ได้ทานอาหารหลากหลายที่อุดมด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ ส่งเสริมการเล่นกลางแจ้งและสุขอนามัยการนอนที่ดี และควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งก่อนตัดสินใจให้ลูกหลานเริ่มทานอาหารเสริมใดๆ โฆษกจากกระทรวงสาธารณสุขท่านหนึ่งเคยให้ทัศนะไว้ว่า “อาหารเสริมไม่สามารถทดแทนอาหารมื้อหลักหรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ ซึ่งเป็นอนาคตที่สำคัญที่สุดของชาติ” สำหรับผู้ที่ยังข้องใจ สามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ของ อย.ไทย อย.สหรัฐฯ หรือปรึกษาแพทย์ที่ดูแลลูกหลานของท่านเพื่อรับข้อมูลและคำแนะนำที่อัปเดตที่สุด
การเคลื่อนไหวของ อย.สหรัฐฯ ครั้งนี้ ตอกย้ำให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านสุขภาพในยุคตลาดไร้พรมแดนนั้นเป็นปัญหาระดับโลก ครอบครัวไทยจึงควรเกาะติดข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด ไม่หลงเชื่อคำโฆษณาที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง และระวังการตลาดที่เน้นปั่นกระแสมากกว่าอ้างอิงงานวิจัยที่น่าเชื่อถือ