งานวิจัยวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุดที่ศึกษาปรากฏการณ์ชวนพิศวงของประสบการณ์ออกจากร่าง (Out-of-Body Experiences หรือ OBEs) กำลังจุดประเด็นถกเถียงครั้งใหญ่อีกครั้งถึงคำถามคาใจที่มีมานานว่า ตกลงแล้วจิตสำนึกทั้งหมดฝังอยู่ในสมอง หรือสามารถล่องลอยอยู่นอกกายเราได้กันแน่? งานวิจัยนี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 เผยข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจจากคำบอกเล่าของผู้ที่อ้างว่าเคยมีประสบการณ์รับรู้ว่าตนเองลอยออกจากร่าง ซึ่งท้าทายความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าจิตสำนึกของคนเราผูกติดอยู่กับสมองเท่านั้น (yahoo.com)
ความสำคัญของงานวิจัยนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงนักปรัชญาเท่านั้น แต่ยังสะเทือนไปถึงวงการประสาทวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา และการศึกษาด้านจิตวิญญาณ โดยเฉพาะสำหรับคนไทย ซึ่งคุ้นเคยกับเรื่องราวความเชื่อทางพุทธศาสนา ภูตผีวิญญาณ หรือเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ ที่มักกล่าวถึงการเดินทางของจิตวิญญาณ หรือสภาวะเหนือสามัญสำนึก ประสบการณ์ถอดจิตจึงกลายเป็นจุดเชื่อมที่น่าสนใจระหว่างวิทยาศาสตร์กับความเชื่อพื้นบ้าน สังคมไทยที่ให้ความสนใจเรื่อง “วิญญาณ” (ไม่ว่าจะเป็นจิตสำนึกหรือดวงจิต) อย่างมาก ก็พลอยได้มุมมองใหม่ ๆ จากข้อถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ยุคนี้ ที่พยายามค้นหาว่าประสบการณ์เหล่านี้มีที่มาจากกลไกทางชีววิทยาล้วนๆ หรือเป็นเครื่องยืนยันถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น
จากการศึกษาพบว่า ทีมวิจัยได้สัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ตรง 10 ราย ที่บรรยายถึงประสบการณ์ออกจากร่างอย่างละเอียด พวกเขามักใช้คำว่า “ภพภูมิอื่น” หรือ “จิตสำนึกสากล” คำบอกเล่าเชิงคุณภาพเหล่านี้สอดรับกับทฤษฎีที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่าง “จิตสำนึกไร้ขอบเขต” (non-local consciousness) ที่มองว่าจิตสำนึกอาจไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในระบบประสาทของสมอง แม้การตีความแบบนี้จะยังไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่นักประสาทวิทยาส่วนใหญ่ แต่ก็เริ่มเป็นที่สนใจของนักวิจัยกลุ่มที่พยายามไข “ปัญหาที่ยากยิ่งของจิตสำนึก” (hard problem of consciousness) ซึ่งก็คือคำถามที่ว่า ทำไมและอย่างไรกลไกทางกายภาพของสมองถึงสร้างประสบการณ์ส่วนตัวขึ้นมาได้ (Frontiers in Psychology; Wikipedia: Hard problem of consciousness)
ถึงอย่างนั้น นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็ยังปักใจเชื่อว่าจิตสำนึกเชื่อมโยงกับการทำงานของสมองอย่างแยกไม่ออก งานวิจัยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาก็ชี้ชัดว่า หากสมองบาดเจ็บหรือเปลี่ยนแปลงไป ย่อมส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการรับรู้ ความจำ และสติสัมปชัญญะ ตัวอย่างเด่นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงคือการศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อปี 2566 ที่ศึกษาผู้ป่วยโรคลมชักซึ่งมีอุปกรณ์ฝังในสมอง ผลการศึกษาพบว่าการกระตุ้นไฟฟ้าไปยังสมองส่วน anterior precuneus ซึ่งทำหน้าที่ประมวลข้อมูลจากสัมผัสทางกาย สามารถทำให้ผู้ป่วยรู้สึกคล้ายกับกำลังถอดจิตได้ (yahoo.com) การทดลองนี้และงานวิจัยทำนองเดียวกันยิ่งตอกย้ำคำอธิบายเชิงชีววิทยาของประสบการณ์ถอดจิต นั่นคือ ความผิดปกติหรือการทำงานที่ไม่สอดประสานกันของสมองส่วนที่ควบคุมการรวมข้อมูลจากประสาทสัมผัส การรับรู้มิติสัมพันธ์ และการทรงตัว (vestibular) อาจทำให้รู้สึกเหมือนลอยหรือเห็นร่างตัวเองจากภายนอกได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีจิตสำนึกที่หลุดลอยออกไปจากสมอง
ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาศาสตร์การรู้คิด จากมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในยุโรป ซึ่งมีผลงานอ้างอิงในบทวิจารณ์งานวิจัยหลายชิ้น อธิบายว่า “ปัจจุบันเราเข้าใจแล้วว่าประสบการณ์ถอดจิตเกิดจากการที่การประมวลผลสัญญาณจากหลายประสาทสัมผัสถูกรบกวน โดยเฉพาะระบบการทรงตัว (vestibular) การมองเห็น และการสัมผัส การปรับเปลี่ยนเครือข่ายเหล่านี้ทำให้เราสามารถกระตุ้นให้เกิดประสบการณ์ถอดจิตในห้องทดลองได้ โดยไม่จำเป็นต้องสรุปว่าจิตสำนึกหลุดออกจากสมองไป” เช่นเดียวกับนักวิจัยชั้นนำด้านประสาทวิทยาชาวไทย สังกัดโรงพยาบาลใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่ได้ให้ทัศนะในเวทีเสวนาเมื่อไม่นานมานี้ว่า “แม้ความเชื่อทางวัฒนธรรมบางอย่างในบ้านเราจะตีความประสบการณ์ถอดจิตว่าเป็นการเดินทางของดวงวิญญาณ แต่เราต้องสนับสนุนให้มีการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง แทนที่จะอาศัยคำอธิบายตามความเชื่อโบราณแต่เพียงอย่างเดียว”
กระนั้น ข้อถกเถียงนี้ก็ยังไม่ถึงจุดสิ้นสุด ทีมผู้วิจัยโต้แย้งว่า การมองประสบการณ์ถอดจิตเป็นเพียงความผิดพลาดของระบบประสาท อาจทำให้เรามองข้ามมิติของประสบการณ์ส่วนตัวที่สำคัญไป พวกเขาเขียนในงานวิจัยว่า “เราเห็นควรบรรยายประสบการณ์เหล่านี้ตามที่มันปรากฏต่อจิตสำนึก โดยไม่ต้องอิงสมมติฐานทางทฤษฎีหรือคำอธิบายจากปัจจัยภายนอก การจัดการกับช่องว่างตรงนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดเพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างถ่องแท้” สำหรับผู้ที่เคยมีประสบการณ์ถอดจิต ไม่ว่าจะจากการทำสมาธิ เหตุการณ์สะเทือนใจ หรือประสบการณ์เฉียดตาย การทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาที่พูดคุยกันได้เปิดอกถือเป็นเป้าหมายสำคัญทางสังคม (Frontiers in Psychology)
สังคมไทยมีความผูกพันเป็นพิเศษกับประสบการณ์ถอดจิตและปรากฏการณ์ทำนองนี้ ซึ่งมักปรากฏในการทำสมาธิแบบพุทธและเรื่องเล่าพื้นบ้าน พระภิกษุและผู้ปฏิบัติธรรมชาวไทยหลายรูปได้เล่าถึงสภาวะสมาธิขั้นสูง ที่เส้นแบ่งระหว่างกายกับใจเลือนราง และบางครั้งก็ตีความว่าเป็นการเห็นภพภูมิที่เหนือกว่าโลกมนุษย์ ถึงกระนั้น ความเชื่อดั้งเดิมเหล่านี้ก็อยู่คู่ขนานไปกับการเปิดรับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่มากขึ้นในแวดวงการศึกษาไทย ก่อให้เกิดทั้งความสนใจใฝ่รู้และความเคลือบแคลงสงสัยต่อคำกล่าวอ้างเหล่านั้น (Wikipedia: Buddhism in Thailand)
ในมุมมองวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างที่เล็กเพียง 10 คนในงานวิจัยชิ้นใหม่นี้ ทำให้ข้อสรุปที่อาจจะดูยิ่งใหญ่เกี่ยวกับธรรมชาติของจิตสำนึกต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ ถึงกระนั้น ดังที่ทีมผู้วิจัยเสนอ การรวบรวมและวิเคราะห์เรื่องเล่าจากประสบการณ์ส่วนตัวที่มีคุณภาพมากขึ้น อาจช่วยให้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่า ประสบการณ์ถอดจิตส่วนไหนที่เชื่อมโยงกับการทำงานของสมอง และส่วนไหนที่อาจต้องการคำอธิบายที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น
เมื่อมองไปข้างหน้า นักประสาทวิทยาศาสตร์คาดว่าเทคโนโลยีภาพถ่ายสมองขั้นสูงและเทคโนโลยีโลกเสมือน (Virtual Reality หรือ VR) อาจพลิกโฉมการศึกษาประสบการณ์ถอดจิตไปอย่างสิ้นเชิง เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถปรับเปลี่ยนสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัส และติดตามการทำงานของสมองแบบทันทีทันใด ขณะที่กระตุ้นให้เกิดหรือมีผู้เล่าถึงประสบการณ์ถอดจิต บางส่วนหวังว่าการผสมผสานมุมมองดั้งเดิม เช่น ทัศนะพุทธศาสนาแบบไทยที่มองจิตสำนึกเป็นกระบวนการ ไม่ใช่ “สิ่ง” ที่หยุดนิ่ง อาจช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมได้ (Nature Reviews Neuroscience; Lancet Neurology)
สำหรับคนไทย ผลการค้นพบเหล่านี้ให้ข้อคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริง อย่างแรกคือคุณค่าของการเปิดใจคุยกันถึงประสบการณ์ทางจิตสำนึกที่ไม่ปกติ ไม่ว่าจะเกิดในโรงพยาบาล ตอนนั่งสมาธิ หรือในช่วงวิกฤตชีวิต โดยไม่ด่วนตัดสินว่าเป็นภาพหลอนหรือการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ นักจิตวิทยาในไทยแนะว่า ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ “ถอดจิต” จนไม่สบายใจหรือรู้สึกดีใจจนล้นปรี่ ควรขอคำปรึกษาจากผู้ที่พร้อมรับฟัง หรือเข้าร่วมกลุ่มพูดคุยเพื่อแบ่งปันและทำความเข้าใจประสบการณ์เหล่านั้น ส่วนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเอง ก็ควรได้รับการสนับสนุนให้ผสมผสานความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความเข้าใจในวัฒนธรรม โดยใช้ทั้งวิทยาศาสตร์สมองยุคใหม่และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ลุ่มลึกและสืบทอดกันมานาน (Bangkok Post: Mental Health in Thai Society)
ท้ายที่สุดแล้ว งานวิจัยในอนาคตจะยืนยันหรือปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จิตสำนึกจะอยู่นอกสมองได้หรือไม่นั้น ยังคงเป็นคำถามปลายเปิด ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับทั้งวิทยาศาสตร์ ปรัชญา และประสบการณ์จริงของผู้คนทั่วไปไม่แพ้กัน ณ ตอนนี้ งานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าจิตสำนึกยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาอันล้ำลึกที่สุดของมวลมนุษย์ และความใฝ่รู้ด้วยใจที่เปิดกว้างอาจนำไปสู่ความเข้าใจใหม่ๆ ได้