ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารได้เผยถึงข้อผิดพลาดสุดคลาสสิกที่คนส่วนใหญ่มักทำเวลาคุยเล่นทั่วไป พร้อมแนะเทคนิคที่เอาไปใช้ได้จริง ซึ่งอาจพลิกโฉมวิธีที่คนไทยเราใช้สานสัมพันธ์ ไม่ว่าจะกับเพื่อนฝูง ที่โรงเรียน หรือที่ทำงาน ยิ่งช่วงหลังโควิด-19 ที่ผู้คนเริ่มกลับมาเจอหน้าค่าตากันมากขึ้น ทักษะการชวนคุยเลยยิ่งสำคัญ แต่ดูเหมือนว่าหลายคนยังพลาดเรื่องเดิมๆ ในการเข้าสังคม ซึ่งกระทบต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น
ประเด็นสำคัญที่นักพูดสร้างแรงบันดาลใจและผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารแถวหน้าท่านหนึ่งได้แชร์ผ่านโซเชียลมีเดียก็คือ ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งในการคุยเล่นกลับเป็นการที่เราเอาแต่สนใจเรื่องตัวเองมากไป แทนที่จะใส่ใจคู่สนทนาอย่างแท้จริง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะเผลอดึงบทสนทนาเข้าเรื่องประสบการณ์หรือความคิดเห็นของตัวเอง อาจจะด้วยความเคยชินหรือความประหม่า แม้ว่านิสัยแบบนี้จะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ก็ทำให้วงสนทนาจืดชืดและทั้งสองฝ่ายรู้สึกไม่เต็มอิ่มได้ ผู้เชี่ยวชาญแนะว่าวิธีแก้คือปรับมุมมองให้เป็นคนขี้สงสัยใฝ่รู้ แทนที่จะจ้องหาจังหวะพูดหรือพยายามโยงทุกอย่างเข้าเรื่องตัวเอง เราควรชวนให้อีกฝ่ายเล่าเรื่องของเขาให้มากขึ้น
แนวคิดนี้สอดรับกับสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและการพูดจาที่ถนอมน้ำใจ จากผลสำรวจของมหาวิทยาลัยและนักวิจัยสังคมในประเทศ พบว่าคนไทยส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ “การรักษาหน้า” และการส่งเสริมความสามัคคีในกลุ่มเป็นอันดับแรกๆ แต่ในทางปฏิบัติ การสื่อสารแบบอ้อมค้อมหรือพูดไม่ตรงประเด็นบางครั้งก็ทำให้การคุยเล่นกลายเป็นเรื่องซ้ำซากจำเจ มักจะคุยกันแต่เรื่องดินฟ้าอากาศ รถติด หรือทักทายตามมารยาท ซึ่งแม้จะช่วยให้การเข้าสังคมเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่าสิ่งนี้ก็อาจจำกัดโอกาสในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อกันอย่างแท้จริงได้เช่นกัน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารแนะนำให้ปรับวิธี โดยเน้นถามคำถามปลายเปิดที่แสดงความใส่ใจ แทนที่จะเอาแต่เล่าเรื่องตัวเอง ตัวอย่างเช่น แทนที่จะรีบเล่าประสบการณ์เที่ยวของตัวเองทันทีที่อีกฝ่ายพูดถึงวันหยุดพักผ่อน เราอาจถามว่า “อะไรคือสิ่งที่ประทับใจที่สุดในทริปนั้น” หรือ “เลือกไปที่นั่นได้ยังไง” วิธีนี้ไม่เพียงแต่แสดงความเคารพและความใส่ใจ แต่ยังกระตุ้นให้อีกฝ่ายเล่ารายละเอียดมากขึ้น ช่วยเสริมสร้างความซาบซึ้งใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ผลการศึกษาทางจิตวิทยา อย่างงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ยืนยันว่าเมื่อคนเรารู้สึกว่ามีคนรับฟังอย่างแท้จริง ความรู้สึกผูกพันและความสุขของพวกเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (แหล่งข้อมูล)
ศาสตราจารย์ด้านนิเทศศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไทยท่านหนึ่งได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้กับผู้อ่านชาวไทยว่า “ในสังคมไทยที่การแสดงออกทางอ้อมและความเกรงใจเป็นเรื่องสำคัญ เรามักจะเลือกคุยกันแบบผิวเผินและเซฟตัวเองไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนความอยากรู้อยากเห็นอย่างแท้จริงตามที่ผู้เชี่ยวชาญท่านนี้แนะนำ สามารถเปลี่ยนบทสนทนาสั้นๆ ให้กลายเป็นการปฏิสัมพันธ์ที่มีความหมายได้”
ตำราสมบัติผู้ดีหรือคู่มือมารยาทไทยในอดีตได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความอ่อนน้อมถ่อมตนและการไม่โอ้อวดตัวเองในการเข้าสังคมมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นมุมมองที่โดดเด่นในค่านิยมที่ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนาด้วยเช่นกัน คำแนะนำที่ให้ความสำคัญกับผู้อื่นมากกว่าตนเองในการสนทนานั้นสอดคล้องกับบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อควรระวังอยู่บ้าง การแสดงความอยากรู้มากเกินไปอาจทำให้ถูกมองว่าเป็นการก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวได้ โดยเฉพาะในสังคมที่ให้ความสำคัญกับขอบเขตส่วนตัวและความนุ่มนวล ผู้ฝึกสอนด้านการสื่อสารในยุคปัจจุบันจึงแนะนำให้สร้างสมดุล นั่นคือการตั้งใจฟัง ควบคู่ไปกับการสังเกตอวัจนภาษาและความรู้สึกสบายใจของอีกฝ่าย ตัวอย่างเช่น การอบรมเชิงปฏิบัติการด้านความฉลาดทางดิจิทัลในประเทศไทยปัจจุบันมีการสอนให้เยาวชนรู้วิธีสร้างความสัมพันธ์ที่ดีทั้งในโลกออฟไลน์และออนไลน์ โดยเปลี่ยนจากการสื่อสารที่เน้นตัวเองเป็นศูนย์กลางไปเป็นการให้ความสำคัญกับผู้อื่น พร้อมทั้งเคารพความเป็นส่วนตัวและบริบทแวดล้อม
เมื่อมองไปในอนาคต ในขณะที่สถานที่ทำงานและห้องเรียนทั่วประเทศต่างให้ความสำคัญกับความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชุดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ศิลปะการพูดคุยทั่วไปก็จะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น ธุรกิจที่ลงทุนในการฝึกอบรมด้านบริการลูกค้า และครูที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในห้องเรียน ต่างก็ได้เริ่มนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้แล้ว ที่ปรึกษาด้านทรัพยากรบุคคลในกรุงเทพฯ สังเกตว่าทีมที่ฝึกฝนเทคนิคการฟังอย่างตั้งใจและการถามคำถามปลายเปิดมักจะมีความไว้วางใจและมีความร่วมมือกันในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับผลการศึกษาทั่วโลกในหลากหลายสาขา ตั้งแต่การดูแลสุขภาพไปจนถึงงานบริการและการโรงแรม (Harvard Business Review)
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่ต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทั้งในชีวิตส่วนตัวและในหน้าที่การงาน งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะง่ายๆ ที่นำไปปฏิบัติได้คือ ครั้งต่อไปที่คุณมีโอกาสได้คุยเล่นสบายๆ ไม่ว่าจะเป็นหลังมื้ออาหารกับครอบครัว ขณะทำความรู้จักผู้คนในงานประชุม หรือแม้แต่ตอนเรียกแท็กซี่ในกรุงเทพฯ ลองหยุดสักครู่ก่อนจะเล่าเรื่องของตัวเอง แล้วเปลี่ยนเป็นการถามคำถามที่แสดงความใส่ใจและตั้งใจฟังคำตอบอย่างลึกซึ้ง เมื่อทำเป็นประจำ นิสัยนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความสนิทสนมและความเข้าใจ แต่ยังช่วยบ่มเพาะความอ่อนน้อมถ่อมตนและความเห็นอกเห็นใจซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวัฒนธรรมไทยอีกด้วย
หากสนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการสื่อสารและการปรับตัวทางวัฒนธรรม ผู้อ่านสามารถค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลของสมาคมนิเทศศาสตร์แห่งประเทศไทย (tcaa.or.th) และเอกสารอ่านประกอบแนะนำในหลักสูตรนิเทศศาสตรศึกษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศ
แหล่งข้อมูล: