รายงานฉบับใหม่ได้พลิกโผโอกาสการมีงานทำแบบหน้ามือเป็นหลังมือ โดยเผยว่าบัณฑิตสาขาโภชนาการ งานบริการก่อสร้าง และวิทยาศาสตร์พืชและสัตว์ มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดในหมู่เด็กจบใหม่ที่สหรัฐอเมริกา อัตรานี้ต่ำกว่าสาขายอดฮิตอย่างเคมีและฟิสิกส์ในกลุ่ม STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) ด้วยซ้ำ ผลสำรวจนี้มาจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก และตีพิมพ์ใน Entrepreneur เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ข้อมูลชุดนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน และส่งสัญญาณสำคัญถึงนักเรียนไทยที่กำลังวางแผนเรียนต่อ

หลายปีมานี้ ทั้งในสหรัฐฯ และไทยต่างมองว่าปริญญาสาย STEM คือ “ตั๋วทอง” สู่ความมั่นคงทางอาชีพและรายได้งาม แต่ข้อมูลล่าสุดที่เก็บสถิติการว่างงานของบัณฑิตจบใหม่อายุ 22-27 ปี ในปี 2566 กลับชี้ว่าสถานการณ์ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สาขาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์โภชนาการ งานบริการก่อสร้าง และวิทยาศาสตร์พืชหรือสัตว์ มีคนว่างงานแค่ 1% หรือน้อยกว่านั้น ขณะที่สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ เคมี และฟิสิกส์ กลับมีคนตกงานมากกว่า อยู่ที่ 6% ขึ้นไป โดยวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มีอัตราว่างงานสูงถึง 7.5%

รายงานชิ้นนี้ออกมาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของแวดวงอุดมศึกษาไทย ที่ทุกวันนี้ผู้ปกครองและนักเรียนต่างให้ความสำคัญกับโอกาสการมีงานทำมากขึ้น ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ไทยเองก็เจอปัญหาบัณฑิตทำงานไม่ตรงสาย หรือที่สื่อบางสำนักเรียกว่า “ปัญหาความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้าง” (Bangkok Post) ดังนั้น ผลสำรวจจากสหรัฐฯ ครั้งนี้จึงเป็นกระจกสะท้อนให้เยาวชนไทยฉุกคิดว่าควรยึดติดกับความเชื่อเดิมๆ ในการเลือกคณะมากน้อยแค่ไหน ตัวเลขจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังชี้ด้วยว่า สาขาประวัติศาสตร์ศิลป์ (ว่างงาน 3%) และปรัชญา (ว่างงาน 3.2%) ยังมีอัตราว่างงานต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศของสหรัฐฯ ที่ 4.2% (เมษายน 2567) สำหรับแรงงานทุกกลุ่มด้วยซ้ำ

แม้รายได้จะเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ผลสำรวจชี้ว่าอัตราว่างงานต่ำก็ไม่ได้การันตีเงินเดือนสูงเสมอไป คนจบประวัติศาสตร์ศิลป์และภาษาอังกฤษมีรายได้มัธยฐานต่อปีราว 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปรัชญาได้ 48,000 ดอลลาร์สหรัฐ และโภชนาการ 75,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับรายได้มัธยฐานของคนอเมริกันในปี 2566 ที่ 42,220 ดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขนี้ถ้าแปลงเป็นเงินไทยก็ใกล้เคียงกับเงินเดือนเริ่มต้นในหลายอาชีพตามเมืองใหญ่ของไทย ในทางกลับกัน สาขาเทคโนโลยีอย่างวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมศาสตร์ ยังคงเป็นกลุ่มที่รับทรัพย์สูงสุด (มัธยฐาน 80,000 ดอลลาร์สหรัฐทั้งคู่) แม้จะเสี่ยงตกงานหลังเรียนจบมากกว่าก็ตาม

อีกเทรนด์ที่น่าสนใจจากข้อมูลนี้คือ บางสาขาต้องการคนวุฒิสูงขึ้น ในกลุ่มเด็กจบใหม่ พบว่า 58% ของคนจบปรัชญา, 48% ของคนจบประวัติศาสตร์ศิลป์และโภชนาการ และกว่าสองในสามของคนจบฟิสิกส์และเคมี เลือกเรียนต่อหรือจบ ป.โท/เอก แล้ว สำหรับบัณฑิตฟิสิกส์ การเรียนต่อดูจะคุ้มค่า โดยมีรายได้มัธยฐานต่อปี 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วยเคมีที่ 55,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในไทยเอง ความต้องการคนวุฒิสูงก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะงานราชการที่แข่งกันดุเดือดและอุตสาหกรรมที่เน้นวิจัย แต่เส้นทางเหล่านี้ก็ต้องแลกมาด้วยเวลาและการลงทุนที่มากขึ้น

เบื้องหลังตัวเลขการจ้างงานเหล่านี้ ไม่ได้มีแค่เรื่องจำนวนตำแหน่งงานที่เปิดรับ ทุกวันนี้ผู้บริหารองค์กรหลายแห่งเริ่มหันมาเห็นคุณค่าของบัณฑิตสายมนุษยศาสตร์มากขึ้น ในการประชุมครั้งล่าสุด ผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการของ BlackRock เล่าว่า แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเงินและเทคโนโลยีก็ยังเปิดรับบัณฑิตนอกสาย STEM อย่างจริงจัง เพราะพวกเขานำมาซึ่งความหลากหลายทางความคิด (Entrepreneur) ผู้บริหารท่านนั้นกล่าวว่า “เราเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเราต้องการคนที่เรียนประวัติศาสตร์หรือภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นสาขาที่ไม่เกี่ยวกับการเงินหรือเทคโนโลยีเลย” และเสริมว่า “ความหลากหลายทางความคิด ความหลากหลายของผู้คน และความหลากหลายในการมองหาวิธีแก้ปัญหาต่างๆ นี่แหละคือพลังขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างแท้จริง”

นายจ้างไทยเองก็น่าจะนำเทรนด์โลกนี้มาปรับใช้ได้ หลายปีมานี้ บริษัทใหญ่ๆ ในไทยมักเจอปัญหาขาดคนที่มีทักษะคิดวิเคราะห์ สื่อสารได้เฉียบคม และปรับตัวเก่งรับมือการเปลี่ยนแปลงเร็ว คุณสมบัติเหล่านี้มักพบในคนที่เรียนจบสายศิลปศาสตร์ (liberal arts education) จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้าน HR ในกรุงเทพฯ พบว่า “ทักษะรอบด้าน” (soft skills) เหล่านี้แหละที่ทำให้ผู้สมัครโดดเด่น ท่ามกลางตลาดบัณฑิตที่แข่งขันกันสูง

ภาพรวมการจ้างงานกำลังเปลี่ยนไปอีกขั้น จากการนำ AI มาใช้อย่างรวดเร็วในโลกการทำงาน บทความระบุว่า ผู้บริหารระดับสูงของ Microsoft เผยว่าปัจจุบัน AI ช่วยเขียนโค้ดโปรแกรมได้ 20-30% ของโค้ดทั้งหมดที่วิศวกรบริษัทเขียน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก Google ที่ AI สร้างโค้ดได้มากกว่า 30% ในโลกที่เครื่องจักรทำงานเทคนิคแทนคนมากขึ้น การผสมผสานความรู้เฉพาะทางเข้ากับการฝึกฝนด้านการวิเคราะห์หรือปรัชญาที่กว้างขึ้นจึงยิ่งสำคัญ ผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศของ Goldman Sachs ถึงกับเสนอว่า ปริญญาสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์อาจต้องเสริมด้วยวิชาปรัชญาหรือมนุษยศาสตร์ เพื่อให้บัณฑิตยังเป็นที่ต้องการและปรับตัวได้ในยุค AI (Entrepreneur)

บริบทโลกแบบนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไทย กระทรวง อว. (การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ได้กระตุ้นให้สถาบันต่างๆ เปิดหลักสูตรสหวิทยาการมากขึ้น พร้อมทั้งทบทวนหลักสูตรแห่งชาติที่อาจไม่ยืดหยุ่นพอ แต่ความคืบหน้ายังเป็นไปอย่างช้าๆ (Bangkok Post) ข้อมูลล่าสุดจากสหรัฐฯ ชี้ว่า มหาวิทยาลัยที่ปั้นนักศึกษาให้พร้อมทั้งความรู้เฉพาะทางและทักษะคิดวิเคราะห์รอบด้าน จะช่วยให้บัณฑิตได้เปรียบชัดเจนในตลาดแรงงานที่ไม่แน่นอน

งานวิจัยในไทยที่ผ่านมาก็หนุนแนวคิดนี้ ผลศึกษาปี 2566 ใน “วารสารประชากรและสังคมศึกษา” พบว่าบัณฑิตไทยที่มีทักษะแก้ปัญหาและปรับตัวเก่ง มีแววได้งานประจำภายในหกเดือนหลังเรียนจบ โดยไม่เกี่ยงสาขา ที่น่าสนใจคือ บางสาขาที่ถูกมองว่า “เสี่ยงสูง” ในไทย เช่น ศิลปะการแสดง กลับมีคะแนนความพอใจของบัณฑิตและการจ้างงานในตลาดเฉพาะกลุ่ม (niche sectors) สูงลิ่วอย่างน่าแปลกใจ โดยเฉพาะเมื่อพวกเขามีทักษะธุรกิจหรือการสื่อสารเสริม

นักวิเคราะห์คาดว่า การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทางเทคโนโลยีพร้อมกับสิ่งที่องค์กรให้ความสำคัญเปลี่ยนไป จะยังคงพลิกโฉมความคาดหวังในตลาดงาน บางอาชีพ โดยเฉพาะงานรูทีนซ้ำๆ มีแววจะหายไปหรือต้องปรับตัวครั้งใหญ่เมื่อ AI เก่งเต็มขั้น ขณะเดียวกัน บทบาทที่ต้องใช้ความฉลาดทางอารมณ์ การใช้เหตุผลเชิงจริยธรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นจุดเด่นของสายศิลปศาสตร์ กลับถูกมองว่าจะยิ่งทวีความสำคัญ ดังนั้น นักศึกษาจึงจำเป็นต้องมองให้ไกลกว่าแค่เรื่องเงินเดือน แล้วหันมามองความยืดหยุ่นในอาชีพและความสุขในระยะยาวด้วย

สำหรับนักเรียนไทย มีข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติที่สรุปได้จากรายงานนี้ ดังนี้:

  • วางแผนเลือกคณะอย่างรอบคอบ แต่อย่ากลัวที่จะเลือกสาขานอกกระแสหรือไม่ใช่สาย STEM โดยเฉพาะถ้าเสริมด้วยทักษะที่เป็นที่ต้องการหรือเรียนรู้เพิ่มเติมขั้นสูง
  • หาประสบการณ์ฝึกงานและทำงานพิเศษในหลากหลายวงการ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และสร้างคอนเนคชั่นก่อนเรียนจบ
  • ถ้าเป็นไปได้ ควรเรียนวิชาเทคนิคควบคู่ไปกับวิชาด้านการสื่อสาร จริยธรรม และการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้ปรับตัวได้ตลอดชีวิตการทำงาน
  • ติดตามเทรนด์ตลาดแรงงานทั้งในไทยและต่างประเทศ เพราะภาพรวมการจ้างงานยังคงเปลี่ยนไปตาม AI และกระแสโลก

ท้ายที่สุด ผลสำรวจจากสหรัฐฯ นี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจให้นักเรียน ผู้ปกครอง และนักการศึกษาไทยเปิดใจให้กว้าง แม้ปริญญาสาย STEM อาจให้เงินเดือนเริ่มต้นสูง แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าจะไม่ตกงานในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ในสังคมที่ยังยึดติดกับค่านิยมเรื่องชื่อเสียงของคณะและมหาวิทยาลัยบางแห่ง คนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ อาจเป็นบัณฑิตที่เชื่อมโยงความรู้หลากหลายแขนงได้ คือคนที่ผสมผสานความรู้เฉพาะทางเข้ากับมุมมองที่กว้างไกล และไฟในการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด