รถเมล์เก่าเล็ก ๆ สีส้มคันหนึ่ง เคลื่อนตัวออกจากคิวจอดหน้าตลาดในเมืองอุดรฯ บรรทุกผู้โดยสารที่เต็มไปด้วยข้าวของพะรุงพะรังมุ่งสู่อำเภอบ้านนอกแห่งหนึ่งในภาคอีสานตอนบน ฉันคือหนึ่งในผู้โดยสารเหล่านั้น ชายหนุ่มที่เพิ่งจบปริญญาตรีไม่ถึงสองเดือน กำลังออกเดินทางสู่ชีวิตใหม่ ชีวิตที่เรียกว่า “ครู”
แม้ผ่านมากว่าครึ่งชีวิต แต่บรรยากาศวันนั้นยังติดตา เสียงเครื่องยนต์เก่า ๆ พาใจไปข้างหน้าอย่างตื่นเต้น สองข้างทางเป็นภาพชนบทกว้างไกล บ่ายวันนั้น ฉันจะได้เห็นที่ทำงานแรกในชีวิต โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ “โนนสังวิทยาคาร” จังหวัดอุดรธานี ตั้งอยู่เหนือเขื่อนอุบลรัตน์ มีภูเขาเขียวขจีเป็นฉากหลัง และผืนน้ำเวิ้งว้างทอดยาวสุดสายตา
หลังจากลงรถเมล์ ยังต้องนั่ง “สกายแล็บ” ต่อไปอีกสองสามกิโลเมตร รถสามล้อเครื่องพื้นบ้านที่กลายเป็นพาหนะประจำถิ่น จำได้ว่าเสียงเครื่องยนต์แต๊ก ๆ ของมันนำฉันและเพื่อนครูใหม่อีก ๔ คนเข้าไปในโรงเรียนช่วงใกล้เวลาเลิกเรียน นักเรียนต่างมองพวกเราเป็นสายตาเดียวกัน เต็มไปด้วยความสงสัยและสนใจ

ผู้อำนวยการโรงเรียนในตอนนั้น ยังหนุ่มแน่น เพิ่งจบปริญญาโท เขาต้อนรับและอบรมพวกเราอย่างกระตือรือร้น ก่อนจะมอบหมายให้ครูรุ่นพี่ดูแลเรื่องที่พัก ฉันได้อยู่บ้านพักกับพี่ครูผู้มีน้ำใจดีมาก นั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย แต่แปลกที่หัวใจกลับรู้สึกอบอุ่นตั้งแต่วันแรก
อีกไม่กี่วัน ครูรุ่นพี่จัดกิจกรรมต้อนรับอย่างอบอุ่น วันศุกร์เย็นวันนั้น เหล่าครูชายรวมตัวกันที่บ้านพัก ท่ามกลางเสียงหัวเราะ อาหารพื้นถิ่น อาหารดิบอย่างลาบก้อยที่ตอนแรกเคอะเขิน กลับกลายเป็นรสชาติที่ผูกพันต่อมาอีกนาน ความเป็นอยู่เรียบง่าย กลายเป็นความสุข ความสัมพันธ์ของผู้คนเต็มไปด้วยน้ำใจและความจริงใจ
สาธารณูปโภคในช่วงนั้นแม้จะกันดาร แต่ความรู้สึกของการเป็นครูใหม่ช่างเปี่ยมพลัง ตื่นเช้าด้วยความกระชุ่มกระชวย อยากสอน อยากเรียนรู้ อยากทดลอง ไม่เคยมีประสบการณ์สอน ไม่ได้เรียนวิชาครู ไม่เคยฝึกสอนสักครั้ง การเตรียมการสอนจึงต้องทำอย่างหนัก เพราะรู้ว่า “ครูที่ดี ต้องเตรียมการเสมอ” และยิ่งในยุคที่การเรียนรู้เริ่มเปลี่ยนจากครูเป็นศูนย์กลาง มาเป็นผู้เรียนเป็นสำคัญ ยิ่งต้องศึกษาและขวนขวายมากขึ้น
สิ่งหนึ่งที่ยังชัดในความทรงจำคือ บ่อน้ำบาดาลหลังอาคารเรียน ซึ่งไกลจากบ้านพักราว ๒๐๐ เมตร เช้าทุกวันต้องตื่นให้ทันเพื่อไปอาบน้ำ ถ้าช้าเกินไป นักเรียนที่มาก่อนจะเห็นครูในสภาพไม่น่าดูมาตักน้ำอาบกัน (ฮา) ..กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ตื่นเช้าตลอดมา
หลายคนถามฉันว่า ทำไมถึงเลือกมาเป็นครูไกลถึงอีสาน คำตอบหนึ่งที่ลึกซึ้ง คือ ความประทับใจในแผ่นดินอีสานตั้งแต่ยังเด็ก ถึงจะจำไม่ได้ชัดเจน แต่ภาพในใจกลับงดงาม ยิ่งเมื่อได้อ่าน “ลูกอีสาน” ของคำพูน บุญทวี ได้ดู “ครูบ้านนอก” ที่สะท้อนชีวิตชนบทและหัวใจของครูแล้ว ความฝันที่จะมารับใช้ที่นี่ก็ฝังแน่น
เมื่อหวนทบทวนวันเวลานั้น ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๙ จึงไม่ใช่แค่วันที่เริ่มรับราชการครู แต่คือวันเกิดของ “ความเป็นครู” ในชีวิตของฉันจริง ๆ
วันนั้นไม่ได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของอาชีพ แต่เป็นประตูสู่การเรียนรู้ที่ไม่มีวันจบ ทั้งในด้านวิชาชีพ และวิถีชีวิต ครูไม่ได้สอนเพียงในห้องเรียน แต่ยังเรียนรู้จากผู้คน รอบตัว และจากหัวใจตัวเอง
และในวันนี้ ๓๙ ปีผ่านไป ความทรงจำเหล่านั้นยังอุ่นเสมอ ยังคงเชื่อ..
ชีวิตครูคือการเรียนรู้ไม่รู้จบ และชีวิตในอีสานคือแบบเรียนที่สอนฉันว่า ความเรียบง่าย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และ “ความจริงใจ” คือคุณค่าที่งดงามที่สุดของความเป็นมนุษย์