งานวิจัยล่าสุดจากยุโรปตีแผ่แนวโน้มที่น่ากังวลในกลุ่มคู่รักสูงวัย เมื่อฝ่ายภรรยาในชีวิตคู่ล้มป่วยลงในช่วงวัยกลางคน ความเสี่ยงที่ชีวิตคู่จะจบลงด้วยการหย่าร้างกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นหากฝ่ายสามีเป็นผู้ล้มป่วย ผลการศึกษาดังกล่าว ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Journal of Marriage and Family เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2025 และถูกนำไปอ้างอิงอย่างกว้างขวางในนิตยสาร Psychology Today สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลของบทบาทและความคาดหวังทางเพศในชีวิตสมรสที่ยังคงหยั่งรากลึก และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของคู่รักวัยกลางคนขึ้นไปทั่วโลก รวมถึงในสังคมไทย

คำมั่นสัญญาในพิธีวิวาห์อันคุ้นหูว่า “จะรักกันไม่ว่ายามเจ็บไข้หรือสุขสบาย” ที่เคยเป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความผูกพันอันแน่นแฟ้นมานานหลายทศวรรษ บัดนี้ งานวิจัยยุคใหม่กลับชี้ให้เห็นว่าคำสัญญานี้อาจเปราะบางและมีเงื่อนไขแอบแฝงมากกว่าที่เคยคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงวัยกลางคนที่ต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพในชีวิตคู่ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน งานวิจัยดังกล่าว ซึ่งดำเนินการโดยนักวิจัยด้านจิตวิทยาสามท่าน ได้แก่ ดานีเอเล วินโญลี, จามมาร์โก อัลเดร็อตติ และเซซิเลีย โทมาสซินี ได้ติดตามคู่รักต่างเพศชาวยุโรปกว่า 25,500 คู่ ที่มีอายุระหว่าง 50 ถึง 64 ปี ตั้งแต่ปี 2004 ถึง 2022 ผลการศึกษาพบว่า แม้ภาพรวมอัตราการหย่าร้างจะค่อนข้างคงที่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่กลับมีอัตราที่สูงขึ้นอย่างน่าตกใจเมื่อฝ่ายภรรยามีปัญหาสุขภาพรุนแรงหรือมีข้อจำกัดทางร่างกาย ในขณะที่อัตราการหย่าร้างยังคงเท่าเดิมเมื่อฝ่ายสามีประสบปัญหาสุขภาพในลักษณะเดียวกัน (Psychology Today)

ปรากฏการณ์ “รักร้าววัยเก๋า” (silver split) หรือการหย่าร้างในกลุ่มคนอายุ 50 ปีขึ้นไปนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในโลกตะวันตกเท่านั้น แม้สังคมไทยจะให้ความสำคัญกับชีวิตสมรสที่มั่นคงและยืนยาว แต่การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและสังคมก็ส่งผลให้การแยกทางในวัยกลางคนตอนปลายมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในเขตเมือง ปัจจัยต่างๆ เช่น อายุขัยเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น บรรทัดฐานทางเพศที่เปลี่ยนแปลงไป และทัศนคติที่เปิดกว้างขึ้นต่อการหย่าร้าง ล้วนมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ในสังคมไทย (Bangkok Post)

ในช่วงปลายทศวรรษ 2010 ที่สหรัฐอเมริกา อัตราการหย่าร้างในวัยกลางคนตอนปลายพุ่งสูงขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับตัวเลขในปี 1989 โดยพบว่าผู้ใหญ่อายุมากกว่า 50 ปี ประมาณ 10 คนจากทุก 1,000 คน เลือกที่จะยุติชีวิตสมรสในแต่ละปี ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ใกล้เคียงหรืออาจสูงกว่าในบางประเทศของยุโรป เช่น ฝรั่งเศสและเบลเยียม (มหาวิทยาลัยเพอร์ดู) สำหรับประเทศไทย ข้อมูลสถิติทางการและผลสำรวจภาวะสุขภาพและสวัสดิการของครัวเรือนปี 2019 ชี้ให้เห็นว่าการหย่าร้างมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่มอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองและคู่รักที่ต้องแยกกันอยู่เนื่องจากเหตุผลด้านการทำงาน (สำนักงานสถิติแห่งชาติ)

ผลการศึกษาจากยุโรปยังชี้ลึกลงไปถึงรูปแบบที่เชื่อมโยงกับเพศภาวะอย่างชัดเจน นั่นคือ ความเปราะบางของชีวิตสมรสที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ จะนำไปสู่การหย่าร้างในอัตราที่สูงกว่ามากเมื่อฝ่ายภรรยาเป็นผู้ล้มป่วย ประเด็นนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความสามารถทางร่างกายที่ถดถอยหรือภาระจากความเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นผลพวงจากความคาดหวังทางเพศที่ฝังรากลึกมานานหลายชั่วอายุคน สังคมไทยก็ไม่ต่างจากสังคมอื่น ๆ ทั่วโลก ที่มักปลูกฝังให้ผู้หญิงต้องรับผิดชอบการดูแลครอบครัวและงานบ้าน ขณะที่ผู้ชายมักไม่ได้รับการฝึกฝนให้ทำหน้าที่เหล่านี้ เมื่อความเจ็บป่วยทำให้ภรรยาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทเดิมได้ สามีบางคนอาจมองว่านี่คือการสั่นคลอน “สัญญาหลัก” ของชีวิตสมรส แทนที่จะมองว่าเป็นโอกาสในการให้กำลังใจและช่วยเหลือแบ่งเบาภาระซึ่งกันและกัน

นักสังคมวิทยาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง อธิบายว่า “บทบาททางเพศที่หยั่งรากลึกคือหัวใจสำคัญของปรากฏการณ์นี้ ผู้หญิงมักถูกคาดหวังให้เป็นผู้ดูแลหลักของครอบครัว ซึ่งบ่อยครั้งต้องแลกมาด้วยสุขภาพของตนเอง หากพวกเธอล้มป่วยและไม่สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้ ทัศนคติแบบเดิม ๆ อาจมองว่านี่คือการผิดสัญญาหรือความคาดหวังพื้นฐานในชีวิตสมรส ทัศนคติเช่นนี้อาจยังคงเข้มข้นในกลุ่มคนรุ่นก่อน ทั้งในสังคมชนบทและสังคมเมืองของไทย”

รูปแบบดังกล่าวปรากฏให้เห็นชัดเจนทั่วโลก ผลการศึกษาในปี 2023 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Business and Psychology พบว่า แม้แต่ในคู่รักยุคใหม่ ภาระงานบ้าน การทำอาหาร และการดูแลสมาชิกในครอบครัว ก็ยังคงตกเป็นของผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ (แหล่งข้อมูล) ในบริบทของสังคมไทย ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่อิงกับค่านิยมเรื่อง “บุญคุณ” (โดยเฉพาะต่อมารดา) อาจเป็นได้ทั้งเกราะคุ้มกันและตัวเสริมแรงความคาดหวังทางเพศเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบครอบครัวขยาย

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้อัตราการหย่าร้างพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อภรรยาล้มป่วย? คณะนักวิจัยคาดการณ์ว่า ความคาดหวังที่ยังคงมองว่าภรรยาคือ “เสาหลัก” ของบ้าน ทำให้การหยุดชะงักใด ๆ ก็ตาม เช่น การเจ็บป่วยเรื้อรังหรือความพิการ อาจถูกตีความว่าเป็นการบ่อนทำลายรากฐานของชีวิตคู่ ในทางกลับกัน เมื่อสามีล้มป่วย ภรรยามักจะสวมบทบาทผู้ดูแล ซึ่งเป็นการรักษาบทบาทเดิมและช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสต่อไป

ผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตนั้นนับว่ารุนแรง การหย่าร้างในช่วงวัยกลางคนตอนปลายมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกโดดเดี่ยวทางสังคม และความไม่มั่นคงทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิง ในประเทศไทย ผู้หญิงวัย 50 และ 60 ปีที่ผ่านการหย่าร้างอาจต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงเงินบำนาญที่เพียงพอ สิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ และการยอมรับจากสังคม แม้จะมีความพยายามรณรงค์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้นก็ตาม (ประวัติการสมรสที่มั่นคงทำนายความสุขและสุขภาพในวัฒนธรรมต่างๆ) การสูญเสียโครงสร้างครอบครัวขยายและการย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงานที่เพิ่มสูงขึ้น ยังส่งผลให้เครือข่ายความช่วยเหลือที่เคยเป็นเกราะป้องกันผลกระทบจากการแยกทางในชีวิตคู่เมื่อสูงวัยลดน้อยลง

ในขณะเดียวกัน ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปเกี่ยวกับชีวิตสมรสและการหย่าร้างก็ได้เปิดโอกาสใหม่ ๆ เช่นกัน ปัจจุบัน ผู้หญิงไทยวัยกลางคนและผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยต่างมองหาความเป็นอิสระ การเติมเต็มชีวิตตนเอง และความสัมพันธ์ทางสังคมนอกกรอบครอบครัวแบบเดิม ๆ เครือข่ายสนับสนุนสำหรับผู้หญิงที่ผ่านการหย่าร้าง เช่น ชมรมสังคมและกลุ่มต่าง ๆ บน Facebook เริ่มมีบทบาทและเคลื่อนไหวมากขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และแม้แต่ในเมืองขนาดเล็ก ผู้แทนจากกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกล้าเปิดเผยปัญหาในชีวิตสมรส และการส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือ

อย่างไรก็ดี ผลการวิจัยนี้ได้จุดประเด็นคำถามที่ชวนอึดอัดใจว่า สังคมให้คุณค่าต่อแรงงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนของผู้หญิงอย่างไร และสถาบันครอบครัวมีความยืดหยุ่นเพียงใดเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤต ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและมีแนวโน้มที่อัตราการแต่งงานจะลดลง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่านโยบายภาครัฐควรมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างโครงสร้างการสนับสนุนทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุและผู้หญิงที่หย่าร้าง การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงบริการสุขภาพตลอดช่วงชีวิต และการปลูกฝังความคาดหวังเรื่องความรับผิดชอบในงานบ้านอย่างเท่าเทียมกันตั้งแต่อายุยังน้อย (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ)

หากมองในเชิงประวัติศาสตร์ การแต่งงานของไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการผสมผสานระหว่างประเพณีทางพุทธศาสนา ความเชื่อดั้งเดิม การมีส่วนร่วมของครอบครัว และหลักการ “อดทน” เมื่อเผชิญกับความยากลำบาก แต่กระนั้น ประเพณีก็ย่อมมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย นักวิชาการและนักวิจารณ์สังคมไทยจำนวนมากขึ้นเรียกร้องให้มีการตีความคำมั่นสัญญาในพิธีแต่งงานให้สอดคล้องกับปัจจุบัน โดยเน้นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่าย และความจำเป็นเร่งด่วนที่ผู้ชายจะต้องได้รับการปลูกฝังและมีแบบอย่างในการดูแลบ้านเรือนรวมถึงการให้การสนับสนุนทางด้านอารมณ์

สำหรับอนาคตข้างหน้า งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจพลวัตการหย่าร้างที่เปลี่ยนแปลงไป ท่ามกลางความท้าทายด้านสุขภาพและประเด็นเพศภาวะ คณะนักวิจัยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเพิ่มเติม โดยเฉพาะในสังคมแถบเอเชีย เพื่อสำรวจประสบการณ์ชีวิตจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขและข้อมูลสถิติ ผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า “เราจำเป็นต้องรับฟังเรื่องราวของผู้หญิง ว่าพวกเธอมีประสบการณ์อย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับความเจ็บป่วย การได้รับการสนับสนุน หรือการถูกปฏิเสธในชีวิตสมรส เพื่อที่เราจะสามารถส่งเสริมวัฒนธรรมของความเป็นหุ้นส่วนที่แท้จริงได้ ทั้ง ‘ในยามเจ็บไข้และสุขสบาย’”

สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายในชีวิตคู่ หรือกำลังดูแลคู่ชีวิตที่เจ็บป่วย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เปิดใจสื่อสารกันอย่างตรงไปตรงมา ขอคำปรึกษาจากผู้รู้ และร่วมกันมองหารูปแบบการดูแลครอบครัวที่ยืดหยุ่นและเหมาะสม แหล่งข้อมูลในชุมชน เช่น คลินิกสุขภาพในพื้นที่และกลุ่มสนับสนุนภาคประชาสังคม สามารถให้ความรู้และช่วยแบ่งเบาภาระของคู่สมรสที่ทำหน้าที่ดูแลได้ ในภาพรวมที่กว้างขึ้น การท้าทายบรรทัดฐานทางเพศที่หยั่งรากลึก ไม่ว่าจะผ่านหลักสูตรการศึกษาในโรงเรียน คำสอนทางศาสนา หรือนโยบายในที่ทำงาน ยังคงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็งและความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาว

งานวิจัยล่าสุดนี้เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยว่า สถาบันครอบครัว โดยเฉพาะในกลุ่มคู่รักวัยกลางคนตอนปลาย จะมั่นคงแข็งแกร่งได้ก็ต่อเมื่อมีความมุ่งมั่นร่วมกันอย่างแท้จริงเท่านั้น ในขณะที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การทำให้คำมั่นสัญญาที่ว่า “ไม่ว่ายามเจ็บไข้หรือสุขสบาย” เป็นมากกว่าเพียงคำพูดสวยหรู และถูกนำไปปฏิบัติจริงโดยทั้งสองฝ่าย จึงเป็นภารกิจสำคัญและเร่งด่วนสำหรับอนาคต

แหล่งข้อมูล: Psychology Today, มหาวิทยาลัยเพอร์ดู, สำนักงานสถิติแห่งชาติ, PMC, [วารสาร Journal of Marriage and Family], Bangkok Post, สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, บทความ PMC