งานวิจัยชิ้นใหม่ที่อาจพลิกความเข้าใจเดิมๆ ของเราไปอย่างสิ้นเชิง ได้เผยให้เห็นว่าสมองของคนเราสามารถเรียนรู้ความกลัวได้ ไม่เพียงแต่จากประสบการณ์ตรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการ “อนุมาน” หรือการปะติดปะต่อเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ เข้าด้วยกัน การค้นพบนี้อาจเปลี่ยนแปลงความเข้าใจที่เรามีต่อการพัฒนาการตอบสนองทางอารมณ์อันซับซ้อนของมนุษย์ และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการไขปริศนาต้นตอของภาวะวิตกกังวลและโรคเครียดจากเหตุการณ์สะเทือนใจ (Trauma Disorders) งานวิจัยชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับโลกอย่าง “เนเจอร์” (Nature) เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นผลงานของทีมนักวิจัยจากศูนย์วิทยาศาสตร์สมองริเคน (RIKEN Center for Brain Science) ประเทศญี่ปุ่น งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นเป็นครั้งแรกถึงกลไกการเรียนรู้ทางอารมณ์ในระดับที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นภายในสมอง ซึ่งอาจสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อวงการประสาทวิทยาศาสตร์และการบำบัดรักษาสุขภาพจิตทั่วโลก (Neuroscience News)
สำหรับคนไทย งานวิจัยนี้นับว่ามีความสำคัญไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะปัญหาความวิตกกังวลและภาวะทางใจที่เกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญนั้นพบได้บ่อยในสังคมไทย ประกอบกับกระแสความสนใจเรื่องสุขภาวะทางอารมณ์ที่เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่หยุดนิ่ง การเข้าใจว่าความกลัวและความกังวลสามารถก่อตัวขึ้นได้ผ่านการเชื่อมโยงทางอ้อม ไม่จำเป็นต้องมาจากประสบการณ์เลวร้ายโดยตรงเสมอไปนั้น อาจนำไปสู่การพัฒนาแนวทางการบำบัดรักษาและการวางนโยบายด้านสาธารณสุขที่เข้าอกเข้าใจและละเอียดอ่อนมากยิ่งขึ้นในบริบทของประเทศไทย ที่ซึ่งปัญหาการตีตราเรื่องสุขภาพจิตยังคงเป็นกำแพงสำคัญที่ขัดขวางการเข้าถึงความช่วยเหลือ (องค์การอนามัยโลก ประเทศไทย)
ทีมวิจัยจากศูนย์ริเคนได้ออกแบบการทดลองอย่างแยบยลในหนูทดลอง เพื่อจำลองกระบวนการที่มนุษย์อาจใช้ในการ “อนุมาน” ความกลัวขึ้นมาเอง ในการศึกษานี้ นักวิจัยเริ่มต้นด้วยการจับคู่เสียงและภาพที่เป็นกลาง (คือไม่ได้กระตุ้นอารมณ์ใดๆ) เข้าด้วยกัน จากนั้น พวกเขาก็นำเฉพาะภาพนั้นไปเชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเป็นเทคนิคที่เรียกว่า “การวางเงื่อนไขแบบไม่พึงประสงค์” (aversive conditioning) สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ ในวันรุ่งขึ้น เมื่อหนูทดลองได้ยินเพียงเสียงที่เป็นกลางซึ่งเคยจับคู่กับภาพไว้ก่อนหน้านี้ พวกมันกลับแสดงอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เช่น พฤติกรรม “ตัวแข็งทื่อ” (freezing) ทั้งๆ ที่เสียงดังกล่าวไม่เคยถูกเชื่อมโยงโดยตรงกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ใดๆ มาก่อนเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ชี้ว่า หนูทดลองไม่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถสร้าง “แบบจำลองภายใน” (internal model) ขึ้นในสมอง เพื่ออนุมานความเชื่อมโยงระหว่างเสียงกับเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัว โดยอาศัยข้อมูลเดิมที่พวกมันมีอยู่
สมองส่วนหน้าพรีฟรอนทัลคอร์เท็กซ์ส่วนกลาง (medial prefrontal cortex หรือ mPFC) คือหัวใจสำคัญของกระบวนการอนุมานความกลัวที่ว่านี้ สมองส่วนนี้เป็นที่รู้จักกันดีมานานแล้วว่ามีบทบาทสำคัญในการใช้เหตุผลที่ซับซ้อนและการควบคุมอารมณ์ นักวิจัยได้นำเทคนิคสุดล้ำอย่างการสร้างภาพจากแคลเซียม (calcium imaging) และออปโตเจเนติกส์ (optogenetics) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีควบคุมเซลล์ด้วยแสง มาใช้เพื่อติดตามการทำงานของเซลล์ประสาทแต่ละเซลล์ในสมองส่วน mPFC ขณะที่หนูทดลองเรียนรู้และจดจำการเชื่อมโยงทางอารมณ์ต่างๆ ข้อมูลที่ได้บ่งชี้ว่า หลังจากการวางเงื่อนไขแบบไม่พึงประสงค์ เซลล์ประสาทที่ตอบสนองต่อทั้งเสียงและภาพจะทำงานอย่างคึกคัก แต่ก็เฉพาะในกรณีที่เสียงและภาพนั้นเคยถูกจับคู่กันมาก่อนเท่านั้น พูดง่ายๆ ก็คือ สมองส่วน mPFC ได้ “ติดป้าย” (tagged) เซลล์ประสาทบางกลุ่มไว้ล่วงหน้า ในช่วงที่มันรับรู้สิ่งเร้าที่เป็นคู่กัน เพื่อเตรียมเซลล์เหล่านั้นให้พร้อมสำหรับการเข้ารหัสความเชื่อมโยงทางอ้อมระหว่างเสียงกับประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์
เมื่อนักวิจัยลองยับยั้งการทำงานของสมองส่วน mPFC ในระหว่างกระบวนการเรียนรู้ พบว่าหนูทดลองไม่สามารถสร้างความเชื่อมโยงความกลัวจากการอนุมานได้เลย ในขณะที่ความสามารถในการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงยังคงทำงานได้เป็นปกติ และเมื่อนักวิจัยทำการขัดขวางการสื่อสารจาก mPFC ไปยังอะมิกดาลา (amygdala) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการประมวลผลอารมณ์ที่สำคัญของสมอง ในช่วงของการระลึกถึงความจำ หนูทดลองก็ไม่สามารถแสดงความกลัวต่อสิ่งกระตุ้นที่มันอนุมานขึ้นเอง (นั่นคือเสียง) ได้เช่นกัน แม้ว่าการเชื่อมโยงโดยตรงกับภาพจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ (บทคัดย่อจาก Nature) ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ชัดเจนว่า mPFC คือศูนย์บัญชาการสำคัญในสมองสำหรับการเรียนรู้ความกลัวในระดับที่ซับซ้อน หรือที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเรียนรู้ “แบบมนุษย์”
หัวหน้านักประสาทวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยริเคน กล่าวว่า “การศึกษาเรื่องการเรียนรู้แบบไม่พึงประสงค์ในสัตว์ฟันแทะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาได้เผยให้เห็นว่า อะมิกดาลาเป็นเหมือนคลังเก็บความทรงจำทางอารมณ์แบบพื้นฐานที่เกิดจากการเชื่อมโยงประสบการณ์ตรง อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยล่าสุดของเรากลับชี้ว่า mPFC ต่างหากที่เป็นศูนย์กลางของสมองสำหรับอารมณ์ในระดับที่สูงขึ้น คล้ายกับของมนุษย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างแบบจำลองภายในและการอนุมาน”
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ความเข้าใจใหม่นี้อาจพลิกโฉมหน้าความรู้ความเข้าใจเดิมๆ ที่เรามีต่อความผิดปกติทางสุขภาพจิตไปเลยทีเดียว ภาวะวิตกกังวลและกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สะเทือนใจหลายชนิด เช่น โรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรง (Post-traumatic stress disorder หรือ PTSD) มักเกี่ยวข้องกับความกลัวและพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงที่ขยายวงกว้างออกไปไกลเกินกว่าตัวเหตุการณ์กระทบกระเทือนจิตใจต้นตอ และบ่อยครั้งก็ถูกกระตุ้นโดยสิ่งเตือนความจำหรือสัญญาณทางอ้อมต่างๆ นักวิจัยอาวุโสผู้รับผิดชอบงานวิจัยชิ้นนี้ ตั้งข้อสังเกตว่า “คุณูปการสำคัญของงานวิจัยของเราคือการเปิดประตูบานใหม่ให้นักวิจัยทั่วโลกได้เข้ามาสำรวจกลไกทางระบบประสาทที่เป็นตัวกลางของอารมณ์ในระดับที่ซับซ้อน ซึ่งมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับภาวะทางจิตเวชของมนุษย์ เช่น ความวิตกกังวล หรือความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สะเทือนใจต่างๆ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น”
ในบริบทของประเทศไทย ซึ่งกำลังเผชิญกับอัตราผู้มีภาวะวิตกกังวลและ PTSD ที่เพิ่มสูงขึ้น และประเด็นสุขภาพจิตยังคงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน งานวิจัยนี้ได้ให้คำอธิบายทางประสาทวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า เหตุใดผู้คนจึงอาจพัฒนาการตอบสนองด้วยความกลัวต่อสิ่งต่างๆ ที่ไปกระตุ้นให้นึกถึงเหตุการณ์สะเทือนใจ แม้จะไม่ได้ประสบกับเหตุการณ์เลวร้ายใหม่ๆ โดยตรงก็ตาม (รายงานพิเศษเรื่องสุขภาพจิตจาก Bangkok Post) การทำความเข้าใจว่าสมองของเราสามารถสร้างแบบจำลองภายในเพื่อคาดการณ์สถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์จากสัญญาณทางอ้อมได้นั้น จะช่วยให้ทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทยสามารถออกแบบกลยุทธ์การป้องกันและบำบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดทางความคิดที่ตรงจุด หรือการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ในสังคม เพื่อรับมือกับความกลัวที่ถูกเรียนรู้มาในรูปแบบที่ซับซ้อนทางอารมณ์เหล่านี้
หากย้อนมองไปในอดีต วัฒนธรรมไทยดั้งเดิมมักอธิบายเรื่องความกลัวและความวิตกกังวลผ่านมุมมองทั้งทางด้านจิตวิญญาณและจิตวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุมมองทางพระพุทธศาสนาที่เน้นการใช้สติเพื่อเท่าทันและตัดวงจรการเชื่อมโยงอารมณ์เชิงลบ ปัจจุบันนี้ ประสาทวิทยาศาสตร์ได้เพิ่มมิติใหม่เข้ามาในการทำความเข้าใจเรื่องนี้ นั่นคือกลไกทางชีววิทยาที่สมองของเราสร้างเครือข่ายการอนุมานอันซับซ้อน ซึ่งส่งอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อโลกทางอารมณ์ของเรา (กรมสุขภาพจิต ประเทศไทย) ในขณะที่คนไทยยังคงต้องเผชิญกับสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับความเครียดรูปแบบใหม่ๆ ที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน การทำความเข้าใจความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างวัฒนธรรมและชีววิทยาของระบบประสาทจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพจิตที่ทั้งถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์และสอดรับกับบริบททางวัฒนธรรมได้อย่างแท้จริง
เมื่อมองไปข้างหน้า ผลการวิจัยเหล่านี้ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางที่น่าสนใจสำหรับการค้นคว้าวิจัยและการพัฒนาวิธีการแทรกแซงเพิ่มเติมในอนาคต การบำบัดที่มุ่งเป้าไปที่สมองส่วน mPFC โดยเฉพาะ เช่น เทคนิคการกระตุ้นระบบประสาทแบบไม่รุกล้ำ (non-invasive neuromodulation) หรือการพัฒนายารักษาชนิดใหม่ๆ อาจมีศักยภาพในการช่วยขัดขวางหรือปรับเปลี่ยนกระบวนการอนุมานความกลัวที่ไม่เหมาะสมได้ในอนาคต แน่นอนว่ายังจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในมนุษย์ แต่กรอบการทำงานที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญสำหรับการออกแบบการทดลองทางคลินิกในประเทศไทย ซึ่งกำลังต้องการนวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพจิตอย่างเร่งด่วน (PubMed: การเรียนรู้ทางอารมณ์และการบำบัด)
สำหรับผู้อ่านชาวไทยทุกท่าน สิ่งที่ได้รับจากงานวิจัยชิ้นนี้มีทั้งประโยชน์ที่นำไปปรับใช้ได้จริงและเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ประการแรกสุด คือการตระหนักรู้ว่าความกลัวและความวิตกกังวลสามารถ “เรียนรู้” ได้ทางอ้อม บางครั้งอาจไม่ได้มาจากเหตุการณ์สะเทือนใจที่ชัดเจนเพียงเหตุการณ์เดียวเสมอไป ความเข้าใจนี้อาจช่วยลดการกล่าวโทษตัวเองหรือความรู้สึกสับสนเกี่ยวกับการตอบสนองทางอารมณ์ของตัวเราเองได้ หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังเผชิญกับความกลัวหรือความวิตกกังวลที่ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผล เมื่อต้องเจอกับสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเตือนความจำบางอย่าง ขอให้เข้าใจว่าความรู้สึกเหล่านี้อาจมีรากฐานมาจากการทำงานตามปกติของสมองในการสร้าง “แบบจำลองภายใน” ขึ้นมา ไม่ได้เกิดจากจิตใจที่อ่อนแอหรือเป็นเรื่องของนิสัยส่วนตัวแต่อย่างใด การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตที่ไว้วางใจได้ หรือการฝึกเจริญสติซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผล สามารถช่วยปรับเปลี่ยนการเชื่อมโยงของสมองเสียใหม่ และตัดวงจรความกลัวที่เกิดจากการอนุมานเหล่านี้ได้
จากผลการวิจัยที่น่าทึ่งนี้ สังคมไทยสามารถเปิดพื้นที่พูดคุยเรื่องการเรียนรู้ทางอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น โดยเปิดใจรับทั้งภูมิปัญญาดั้งเดิมและองค์ความรู้ทางประสาทวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อทำความเข้าใจ ป้องกัน และเยียวยาความทุกข์ทางใจของผู้คน การให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต ทั้งในระดับครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทำงาน ตลอดจนในระดับนโยบายสาธารณะ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดกว่าครั้งไหนๆ ด้วยความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพลังแห่งการ “อนุมาน” ของสมอง ประเทศไทยจะมีความพร้อมมากยิ่งขึ้นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางใจและสุขภาวะที่ดีให้กับทุกคนในสังคม