งานวิจัยด้านจิตวิทยาชิ้นใหม่ล่าสุดค้นพบว่า วัยรุ่นที่เคยเผชิญประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กมักมีปฏิกิริยาหวาดกลัวเกินจริงต่อสถานการณ์ที่ไม่อันตราย นับเป็นข้อมูลสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพจิตระยะยาวที่เด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางของไทยกำลังเผชิญอยู่ นักวิจัยค้นพบว่าวัยรุ่นที่เผชิญกับปัจจัยกดดันตั้งแต่เยาว์วัย เช่น การถูกทารุณกรรม การถูกละเลย หรือปัญหาความไม่มั่นคงในครอบครัว เผชิญความยากลำบากในการแยกแยะระหว่างสัญญาณบ่งบอกความปลอดภัยกับสัญญาณอันตราย ทำให้พวกเขามีปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายและอารมณ์ที่รุนแรงเกินกว่าปกติในชีวิตประจำวัน ผลการค้นพบเหล่านี้ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารชื่อดังอย่าง Journal of Child Psychology and Psychiatry อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยอธิบายถึงอัตราการเกิดภาวะวิตกกังวลและโรคซึมเศร้าที่พุ่งสูงขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นไทย พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตที่เข้าใจและสอดรับกับบริบททางวัฒนธรรมไทย (PsyPost.org, Journal of Child Psychology and Psychiatry)

ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงในครอบครัว การหย่าร้างของพ่อแม่ ปัญหาการใช้สารเสพติดในบ้าน หรือแม้แต่บาดแผลทางใจจากภัยธรรมชาติ ล้วนเป็นที่ยอมรับในแวดวงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั่วโลกว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตไปตลอดชีวิต สำหรับสังคมไทย ที่ซึ่งความผูกพันในครอบครัวขยายมักเป็นรากฐานของความมั่นคงทางใจ แต่ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นพื้นที่ซ่อนเร้นความขัดแย้ง ผลกระทบที่ตามมาจึงนับว่าน่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีหลักฐานชิ้นใหม่ที่เชื่อมโยงประสบการณ์เลวร้ายเข้ากับกลไกการเรียนรู้ความกลัวที่ผิดเพี้ยนไปในวัยรุ่นโดยตรง ยิ่งเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ และการศึกษา ต้องหันมาทบทวนแนวทางการรับรู้และรับมือกับบาดแผลทางใจของเด็กๆ ทั้งในบ้านและที่โรงเรียนอย่างจริงจัง

งานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งนำทีมโดยสถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในยุโรปและได้รับการอ้างอิงจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ได้ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างวัยรุ่นจำนวน 119 คน อายุระหว่าง 12-16 ปี โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เข้าร่วมเคยเผชิญประสบการณ์เลวร้ายในวัยเยาว์อย่างมีนัยสำคัญ จากการประเมินด้วยแบบสอบถามการตกเป็นเหยื่อในเยาวชน (Juvenile Victimization Questionnaire) ในการทดลองที่ออกแบบมาอย่างรัดกุม วัยรุ่นจะได้เห็นภาพวงกลมขนาดต่างๆ โดยภาพวงกลมบางภาพจะปรากฏพร้อมกับการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าสถิตระดับต่ำที่ข้อมือเป็นระยะ การทดลอง “การวางเงื่อนไขความกลัว” (fear conditioning) นี้ ยังมีการทดสอบการรับรู้ทางสายตาควบคู่ไปด้วย เพื่อกำจัดปัจจัยรบกวนที่อาจทำให้เกิดความสับสนในการมองเห็น

ผลการศึกษาที่น่าสนใจคือ เมื่อการทดลองดำเนินไป ผู้เข้าร่วมทุกคนต่างคาดการณ์ว่าจะถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้ามากขึ้น แต่ที่น่าสังเกตคือ กลุ่มวัยรุ่นที่เคยมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กกลับประเมินระดับอันตรายสูงเกินจริงอยู่เสมอ แม้จะปรากฏสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความปลอดภัยก็ตาม กลุ่มเด็กชายที่มีประวัติดังกล่าวให้คะแนนสิ่งเร้าที่ปลอดภัยและสิ่งเร้าที่กำกวมว่าน่ากลัวกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน ส่วนกลุ่มเด็กหญิงแสดงรูปแบบ “การขยายขอบเขตความกลัว” (fear generalization) หรือการตีความสิ่งต่างๆ โดยรวมว่าน่ากลัวไปหมด ซึ่งมีลักษณะที่กว้างกว่า โดยพวกเธอตอบสนองต่อสิ่งเร้าแทบทุกชนิดราวกับว่าเป็นภัยคุกคาม ประเด็นสำคัญคือ ปฏิกิริยาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความสับสนในการแยกแยะภาพวงกลมต่างๆ ในทางตรงกันข้าม วัยรุ่นกลุ่มที่เคยเผชิญประสบการณ์เลวร้ายกลับทำคะแนนในการทดสอบการแยกแยะภาพได้ดีกว่าเสียอีก ผลลัพธ์นี้ชี้ให้เห็นว่า บาดแผลทางใจในวัยเด็กส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ทางอารมณ์โดยตรง ไม่ใช่ความสามารถในการรับรู้พื้นฐาน (PsyPost.org)

คณะผู้วิจัยสรุปว่า “ประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็กมีความเชื่อมโยงกับการที่ความสามารถในการแยกแยะระหว่างภัยคุกคามและความปลอดภัยลดลง และการขยายขอบเขตความกลัวที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงวัยรุ่น การเรียนรู้เรื่องความกลัวที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ กลายเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประสบการณ์เลวร้ายเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการทางจิตเวชในเวลาต่อมา” ผลการค้นพบนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของบุคลากรด้านสุขภาพจิตในประเทศไทย ที่สังเกตเห็นมาโดยตลอดว่าเด็กที่ถูกทำร้ายหรือถูกทอดทิ้งในช่วงปฐมวัย มักมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับภาวะวิตกกังวล โรคซึมเศร้า และความผิดปกติทางอารมณ์อื่นๆ เมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น (องค์การอนามัยโลก)

ในบริบทของประเทศไทย ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ยิ่งทวีความสำคัญ ในภาวะที่สังคมกำลังเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตในกลุ่มเยาวชนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานคุ้มครองเด็กต่างๆ ชี้ว่าอัตราการทำร้ายตนเอง ภาวะวิตกกังวลเรื้อรัง และการหนีเรียนในกลุ่มวัยรุ่นไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (ThaiPBS News, Bangkok Post) สถิติจากกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า จำนวนเยาวชนที่เข้ารับคำปรึกษาด้านสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังการระบาดของโควิด-19 โดยเกือบร้อยละ 60 ของผู้รับบริการระบุว่าความเครียดในครอบครัว ปัญหาเศรษฐกิจ หรือความรุนแรงในบ้านเป็นปัจจัยหลัก สำหรับเด็กไทยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและชุมชนเมืองที่มีรายได้ต่ำ ประสบการณ์เลวร้ายอาจแฝงตัวมาในรูปแบบที่ซับซ้อนและสังเกตได้ยาก ตั้งแต่ปัญหาความยากจนข้ามรุ่น การหยุดชะงักทางการศึกษา ไปจนถึงความคาดหวังของผู้ปกครองที่ไม่เอื้อให้เด็กได้เปิดใจระบายความรู้สึก

ในวัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับ “ความเกรงใจ” ซึ่งหมายถึงการคิดถึงจิตใจผู้อื่นและไม่ต้องการเป็นภาระ บางครั้งกลับกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้เด็กๆ ไม่กล้าขอความช่วยเหลือหรือเปิดเผยประสบการณ์เลวร้ายที่ตนเองเผชิญ นักการศึกษาและผู้ให้คำปรึกษาในประเทศไทยสังเกตเห็นว่า วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเก็บงำความทุกข์ไว้กับตัวเอง ลังเลที่จะแจ้งปัญหาในครอบครัวเพราะกลัวจะทำให้ผู้ใหญ่เสียหน้าหรือทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสียชื่อเสียง บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของโครงการให้ความช่วยเหลือเชิงรุกที่ไม่ตัดสินตีตราและรักษาความลับอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังชี้ให้เห็นว่าเหตุใดการคัดกรองสุขภาพจิตในโรงเรียนอย่างทั่วถึง ซึ่งเริ่มมีการนำร่องในโรงเรียนบางแห่งในกรุงเทพมหานครแล้ว จึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการตรวจพบปัญหาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (กระทรวงสาธารณสุข, ยูนิเซฟ ประเทศไทย)

ในอดีต สังคมไทยเคยมีกลไกการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนที่เข้มแข็งเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตในครอบครัว แต่กระแสความเป็นเมืองสมัยใหม่ได้ค่อยๆ บั่นทอนโครงสร้างการสนับสนุนเหล่านี้ลงไปบ้าง สื่อสังคมออนไลน์และกลุ่มเพื่อนในโลกดิจิทัลได้กลายเป็นทั้งแหล่งพักพิงทางใจที่สำคัญ และในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่เสี่ยงสำหรับวัยรุ่นไทยกลุ่มเปราะบาง เจ้าหน้าที่จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้ข้อมูลว่า แพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นทั้งช่องทางในการเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพจิต และในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่เยาวชนกลุ่มเสี่ยงอาจเผชิญกับการกลั่นแกล้งทางโลกออนไลน์ (cyberbullying) หรือตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่ถูกขูดรีดเอาเปรียบได้ (Bangkok Post)

เมื่อมองไปในอนาคต หลักฐานใหม่เกี่ยวกับกลไกการเรียนรู้ความกลัวและประสบการณ์เลวร้ายนี้ เปิดโอกาสให้เราสามารถออกแบบการช่วยเหลือและแทรกแซงได้อย่างตรงจุดและทันท่วงทีตั้งแต่ระยะแรก แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศระดับสากล เช่น การจัดการเรียนการสอนที่คำนึงถึงผลกระทบจากบาดแผลทางใจ (trauma-informed classroom) การพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรแนะแนวในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างโรงเรียน ศูนย์บริการสุขภาพชุมชน และกลุ่มสนับสนุนครอบครัว กำลังเป็นที่สนใจและสอดรับกับบริบทของระบบโรงเรียนไทยมากขึ้น กระทรวงศึกษาธิการ โดยความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านสาธารณสุขและองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ สามารถนำผลการวิจัยนี้ไปต่อยอดเพื่อขยายผลโครงการโรงเรียนปลอดภัยที่ดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาความยากจนหรือภัยพิบัติต่างๆ (ยูเนสโก กรุงเทพฯ, สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.))

ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ซึ่งรวมถึงนักจิตวิทยาคลินิกที่ทำงานร่วมกับราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ได้เรียกร้องให้มีนโยบายที่มุ่งลดการตีตราปัญหาทางอารมณ์ ส่งเสริมให้ผู้ใหญ่มีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงสัญญาณของภาวะ “ขยายขอบเขตความกลัว” ที่เชื่อมโยงกับบาดแผลทางใจ และให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างพลังใจ (resilience) ให้กับเยาวชนในทุกระดับการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่นท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยมหิดลให้ข้อสังเกตว่า “การขยายขอบเขตความกลัวนั้น แม้จะเป็นกลไกที่สมเหตุสมผลในมุมมองของการเอาชีวิตรอด แต่หากยังคงอยู่แม้ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย มันจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ ความสัมพันธ์ และสุขภาวะที่ดีในระยะยาว เราจำเป็นต้องสอนให้เยาวชนไทยรู้จักและสามารถจัดการกับการตอบสนองต่อความกลัวของตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่มีประวัติเคยเผชิญประสบการณ์เลวร้ายมาก่อน”

สถาบันครอบครัวไทยเองก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งทั้งในการเยียวยาและป้องกัน การสนับสนุนให้มีการพูดคุยถึงความรู้สึกกันอย่างเปิดใจ การขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแม้แต่พระสงฆ์ที่นับถือ ตลอดจนการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมสุขภาพจิตในชุมชน ล้วนเป็นแนวทางที่ทุกภาคส่วนในชุมชนสามารถร่วมมือกันเพื่อบรรเทาผลกระทบที่ซ่อนเร้นจากประสบการณ์เลวร้ายเหล่านี้ ผู้ปกครองและครูอาจารย์สามารถเรียนรู้ที่จะสังเกตสัญญาณของความวิตกกังวลหรือพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในกลุ่มวัยรุ่น พร้อมทั้งส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีงามตามแบบแผนประเพณีไทย เช่น การฝึกเจริญสติ (วิปัสสนา) หรือการทำกิจกรรมกลุ่มที่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่น ปลอดภัย และไว้วางใจ

เพื่อให้มั่นใจว่าเยาวชนรุ่นต่อไปจะมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับครอบครัว โรงเรียน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อสนับสนุนการสร้างพลังใจและสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กและเยาวชนไทยทุกคน การให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งครอบคลุมถึงการคัดกรองประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก การจัดการศึกษาที่เน้นความเข้าอกเข้าใจ และการจัดบริการให้คำปรึกษาที่เข้าถึงได้ง่าย จะสามารถช่วยป้องกันไม่ให้แนวโน้มความกลัวที่ควบคุมไม่ได้นี้ลุกลามจนกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตในวัยผู้ใหญ่ได้ ท่านผู้อ่านทุกท่านสามารถมีส่วนร่วมได้โดยการหมั่นสังเกตสัญญาณความทุกข์ทางใจของเด็กและวัยรุ่นรอบตัว สนับสนุนโครงการดีๆ ในชุมชน และร่วมกันผลักดันให้มีการให้ความรู้ด้านสุขภาพจิตอย่างทั่วถึงในทุกจังหวัดของประเทศไทย

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านรายงานต้นฉบับได้จาก PsyPost.org และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลด้านสุขภาพจิตที่น่าเชื่อถือในประเทศไทยตามที่อ้างอิงไว้ในบทความ