งานวิจัยล่าสุดที่เพิ่งเผยแพร่สดๆ ร้อนๆ ในสัปดาห์นี้ กำลังจะพลิกโฉมความเข้าใจเรื่องโรคเบาหวานครั้งใหญ่ โดยค้นพบว่าเซลล์ประสาทกลุ่มหนึ่งในสมองส่วนไฮโปทาลามัสที่เรียกว่า AgRP หากทำงานหนักเกินไป อาจเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ แม้คนผู้นั้นจะไม่ได้มีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วนก็ตาม ทีมวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ทดลองในหนูแล้วพบว่า แค่สั่งให้เซลล์ประสาทเจ้าปัญหานี้สงบลง ระดับน้ำตาลในเลือดของหนูก็กลับมาเป็นปกติได้นานหลายเดือน ทั้งๆ ที่น้ำหนักตัวและปริมาณอาหารที่กินยังเท่าเดิม นับเป็นการล้มล้างความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับต้นตอของโรคเบาหวานที่ยึดถือกันมานานหลายสิบปี และยังเป็นการปูทางไปสู่วิธีการรักษาแบบใหม่ๆ ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง (Neuroscience News)
การค้นพบนี้สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับประเทศไทย ที่กำลังเผชิญวิกฤตผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พุ่งสูงขึ้นจนน่ากังวล ข้อมูลเมื่อปี 2564 ระบุว่าคนไทยเป็นเบาหวานมากกว่า 6 ล้านคน และที่ผ่านมา การรณรงค์ด้านสาธารณสุขบ้านเราก็มักจะพุ่งเป้าไปที่เรื่องความอ้วนและการใช้ชีวิตแบบเนือยนิ่งเป็นหลัก (International Diabetes Federation) แต่ผลวิจัยล่าสุดนี้ชี้ว่า แม้เรื่องอาหารการกินและการออกกำลังกายจะยังเป็นเรื่องสำคัญ กลไกในสมองก็อาจเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ทั้งในการป้องกันและรักษาโรค ซึ่งอาจทำให้บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วย รวมถึงผู้กำหนดนโยบายของไทย ต้องหันมาทบทวนแนวทางการรับมือกับโรคนี้กันใหม่
ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Journal of Clinical Investigation ทีมนักวิจัยได้เจาะจงไปที่เซลล์ประสาท AgRP ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าคอยควบคุมความหิวและการใช้พลังงานของร่างกาย พวกเขาใช้เทคนิคพันธุวิศวกรรมไวรัสขั้นสูงเข้าไป ‘ปิดสวิตช์’ การทำงานของเซลล์ประสาทกลุ่มนี้ในหนูทดลองที่เป็นเบาหวาน ผลลัพธ์คือระดับน้ำตาลในเลือดของหนูกลับมาปกติอย่างต่อเนื่อง โดยที่น้ำหนักตัวหรือความอยากอาหารไม่เปลี่ยนแปลงเลย “เซลล์ประสาทกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและโรคเบาหวานชนิดที่ 2” หัวหน้าทีมวิจัยอาวุโส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อและผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคเบาหวานและโรคอ้วนแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าว (Neuroscience News)
เรื่องนี้นัยยะสำคัญไม่ธรรมดา เพราะเท่ากับว่าวิธีการรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเน้นไปที่การเพิ่มความไวของอินซูลินและลดความอ้วนเป็นหลัก (อย่างเช่นยา Ozempic ที่กำลังฮิต) ก็อาจจะส่งผลดีต่อผู้ป่วยผ่านการออกฤทธิ์โดยอ้อมต่อเซลล์สมองกลุ่มนี้ด้วยก็ได้ แม้จะยังไม่รู้แน่ชัดว่ามากน้อยแค่ไหนก็ตาม อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยยอมรับว่าการจะเข้าใจให้ลึกซึ้งว่าทำไมเซลล์ประสาท AgRP ถึงทำงานหนักเกินไปนั้นยังเป็นโจทย์ใหญ่ และต้องศึกษากันต่อไปอีกมาก
บทบาทของระบบประสาทส่วนกลางต่อเบาหวานชนิดที่ 2 นั้นถูกมองข้ามมานาน โดยเฉพาะในแถบเอเชียรวมถึงบ้านเรา ที่วัฒนธรรมบางอย่างมักจะผูกโยงขนาดร่างกายเข้ากับความเสี่ยงสุขภาพโดยตรง ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของไทยที่ผ่านมาจึงมักเน้นไปที่การจัดการโรคอ้วน ทั้งการรณรงค์เรื่องอาหาร การออกกำลังกาย หรือแม้แต่ภาษีความหวาน ก็ล้วนอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจสากลที่ว่าน้ำหนักตัวเกินจะไปสร้างภาระหนักให้เซลล์ที่ผลิตอินซูลิน แต่งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า เบาหวานบางเคสก็ยังคงอยู่ได้แม้ในคนหุ่นปกติ ซึ่งเป็นการโยนคำถามใหญ่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ในสังคม
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการต่อยอดจากผลงานเดิมของทีมวิจัยชุดเดียวกัน ที่เคยค้นพบว่าการฉีดเปปไทด์ชื่อ FGF1 เข้าสมองหนูทดลองที่เป็นเบาหวานโดยตรง สามารถบรรเทาอาการเบาหวานได้ยาวนาน วิธีนี้ยังช่วย ‘เบรก’ การทำงานของเซลล์ประสาท AgRP ได้ด้วย ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าสมอง ที่เคยถูกมองข้ามไปนั้น จริงๆ แล้วมีบทบาทสำคัญในการควบคุมเบาหวาน “งานวิจัยนี้ฉีกกรอบความเข้าใจเดิมๆ เกี่ยวกับต้นตอของโรคเบาหวานไปเลย” หัวหน้าทีมวิจัยอาวุโสท่านเดิมกล่าวเสริม
ประเด็นที่น่าจะทำให้คนไทยตื่นเต้นไปด้วยคือ ความเป็นไปได้ที่จะพัฒนายาหรือวิธีรักษาแบบใหม่ๆ ที่สามารถ ‘กล่อม’ เซลล์ประสาทกลุ่มนี้ให้สงบลงได้อย่างปลอดภัยและได้ผลจริง จริงๆ แล้ว ยารักษาเบาหวานชนิดที่ 2 บางตัวที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเซลล์ประสาท AgRP เหมือนกัน แม้จะยังไม่ฟันธงว่านี่คือเหตุผลหลักที่ยาออกฤทธิ์ได้ดีหรือไม่ก็ตาม การพัฒนายาที่พุ่งเป้าไปที่การควบคุมเซลล์สมองโดยตรง แทนที่จะเน้นแค่เรื่องอินซูลินหรือการลดน้ำหนัก อาจเป็นการปฏิวัติการรักษาครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่สำหรับคนที่เป็นโรคแล้ว แต่ยังอาจรวมถึงการป้องกันในกลุ่มเสี่ยงสูงด้วย
การค้นพบนี้ยังอาจช่วยลด ‘ตราบาป’ ของผู้ป่วยเบาหวานในสังคมไทย โดยเฉพาะคนที่มักถูกมองว่าป่วยเพราะตามใจปาก หรือไม่เด็ดเดี่ยวพอ การเข้าใจว่ากลไกสมองก็มีส่วนในเชิงชีววิทยา อาจช่วยสร้างความเห็นอกเห็นใจ แรงสนับสนุน และการมองปัญหาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้นในสังคมไทย ซึ่งก็สอดรับกับหลักพุทธธรรมเรื่องเมตตาและการเข้าใจความซับซ้อนของทุกข์มนุษย์
ก้าวต่อไปที่สำคัญสุดๆ ของวงการแพทย์คือ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ากลไกที่เจอในหนูทดลองนี้ เกิดขึ้นในคนด้วยหรือเปล่า และถ้าใช่ จะปรับการทำงานของสมองได้อย่างไรให้ปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียงกวนใจ การทดลองในมนุษย์ ซึ่งอาจมีคนไทยเข้าร่วมด้วย นับเป็นสเต็ปต่อไปที่สมเหตุสมผล ระหว่างนี้ กระทรวงสาธารณสุขและสถาบันการแพทย์ในบ้านเรา อย่างโรงเรียนแพทย์ชั้นนำต่างๆ อาจเริ่มนำองค์ความรู้ใหม่นี้ไปปรับใช้ในหลักสูตรแพทย์และแนวทางการคัดกรองเบาหวานได้เลย
สำหรับครอบครัวและผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในไทย คำแนะนำการรักษายังไม่ได้เปลี่ยนปุบปับในทันที การกินยาตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ดูแลเรื่องอาหารการกิน และออกกำลังกายยังคงเป็นหัวใจหลักในการดูแลตัวเอง แต่สำหรับใครที่พยายามคุมน้ำตาลเต็มที่แล้วแต่ยังเอาไม่อยู่ โดยเฉพาะคนที่ลดน้ำหนักแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น งานวิจัยนี้นับเป็นแสงแห่งความหวังว่าในอนาคตอาจมีทางเลือกใหม่ๆ ในการรักษาที่ตรงเข้าจัดการที่สมองโดยตรง
สรุปคือ ในขณะที่ความเข้าใจเรื่องเบาหวานชนิดที่ 2 ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนมุมมอง จากเดิมที่มองว่าเป็นโรคจากระบบเผาผลาญหรือไลฟ์สไตล์เป็นหลัก มาเป็นการมองว่ามีปัจจัยทางระบบประสาทเข้ามาเอี่ยวด้วย ประเทศไทยเราก็อยู่ในจุดที่พร้อมจะเปิดรับนวัตกรรมที่นำองค์ความรู้ใหม่นี้มาต่อยอด ผู้กำหนดนโยบายควรหนุนให้เกิดความร่วมมือด้านวิจัยกับศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลก ลงทุนกับการฝึกอบรมด้านประสาทวิทยาขั้นสูง และทำให้แนวทางการรักษาของประเทศยืดหยุ่นพอที่จะรองรับวิธีรักษาใหม่ๆ ที่กำลังจะตามมา
สำหรับคนไทยทุกคน คำแนะนำที่ยังใช้ได้ดีเสมอคือ ดูแลสุขภาพให้ดีด้วยการมีไลฟ์สไตล์ที่ดี หมั่นไปตรวจคัดกรอง โดยเฉพาะถ้ามีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน และคอยอัปเดตข่าวสารความก้าวหน้าทางการแพทย์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เส้นทางข้างหน้าไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งความหวังในการรักษาที่ได้ผลดียิ่งขึ้น แต่ยังรวมถึงบรรยากาศด้านสาธารณสุขที่จะมีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ และส่งเสริมให้ทุกคนดูแลตัวเองได้ดีขึ้นด้วย
แหล่งข้อมูล: