ความห่วงใยกำลังก่อตัวขึ้นในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั่วโลก เมื่อผลวิจัยล่าสุดชี้ว่าสารเคมีที่อาจก่อมะเร็ง ซึ่งบางชนิดพบได้แม้ในภาชนะบรรจุอาหารที่แปะป้ายว่า ‘รักษ์โลก’ กำลังปนเปื้อนเข้าสู่อาหารที่เรากินกันอยู่ทุกวัน การค้นพบเหล่านี้ ซึ่งมาจากงานศึกษาหลายชิ้นและได้รับการตอกย้ำจากนักพิษวิทยา บ่งชี้ว่าผู้บริโภคชาวไทย เช่นเดียวกับผู้คนทั่วโลก อาจกำลังรับสารอันตรายเหล่านี้เข้าไปโดยไม่รู้ตัวทุกครั้งที่รับประทานอาหารจากบรรจุภัณฑ์
ในบ้านเรา กระแสความสนใจเรื่องบรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกำลังมาแรง ตลาดภาชนะใส่อาหารที่ย่อยสลายได้และนำไปหมักทำปุ๋ยได้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สอดรับกับธุรกิจสั่งอาหารเดลิเวอรี่และวัฒนธรรมอาหารริมทางที่ขยายตัวไม่หยุด ทว่า ผลการศึกษาใหม่กลับชี้ว่าบรรจุภัณฑ์ทางเลือกจำนวนไม่น้อยยังคงมีหรือปล่อยสารเคมีสังเคราะห์ที่เชื่อมโยงกับมะเร็งออกมา เช่น สารกลุ่มเพอร์และโพลีฟลูออโรอัลคิล (PFAS) สารบิสฟีนอล และสารทาเลต ซึ่งมักใช้เป็นส่วนผสมในสารเคลือบ พลาสติก หรือแม้แต่ในกระดาษห่ออาหารที่เรียกว่า ‘ฉลากเขียว’ การตรวจสอบครั้งสำคัญโดยองค์กร Food Packaging Forum พบสารที่อาจก่อและสารที่ยืนยันแล้วว่าก่อมะเร็งเต้านมถึง 189 ชนิดในวัสดุสัมผัสอาหาร รวมถึงสินค้าที่โฆษณาว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดคำถามตามมาถึงความปลอดภัยที่แท้จริงของทางเลือกเหล่านี้ (foodpackagingforum.org)
ประเด็นนี้น่ากังวลอย่างยิ่งในประเทศไทย ซึ่งผู้ค้าและธุรกิจอาหารต่างนำบรรจุภัณฑ์หลากหลายรูปแบบมาใช้อย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งโดยไม่ได้ใส่ใจหรือรู้เท่าทันถึงส่วนประกอบทางเคมีของบรรจุภัณฑ์เหล่านั้น ตลาดน้ำยอดฮิต วัดวาอาราม โรงอาหารในโรงเรียน และศูนย์อาหาร ต่างก็เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นนานาชนิดในภาชนะที่ออกแบบมาให้สะดวกและดูเหมือนจะรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ กระนั้น นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมชั้นนำแห่งหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า “แม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่ติดฉลากรักษ์โลกก็อาจมีสารเติมแต่งหรือสารเคลือบที่เป็นอันตรายเพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการกันไขมันหรือกันน้ำ” สารเคมีเหล่านี้สามารถซึมปนเปื้อนเข้าสู่อาหารมันหรืออาหารร้อน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ยิ่งถูกเร่งให้เร็วขึ้นจากสภาพอากาศร้อนชื้นของบ้านเรา สาร PFAS ที่บางครั้งถูกเรียกว่า ‘สารเคมีอมตะ’ เพราะความคงทนในสิ่งแวดล้อมและร่างกาย รวมถึงสารบิสฟีนอล (เช่น BPA) และทาเลต ล้วนตรวจพบในบรรจุภัณฑ์ทั่วโลกและกำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบตามกฎระเบียบอย่างเข้มงวด (รายงานจาก CNN, ผลการศึกษาจาก EHN)
งานทบทวนวรรณกรรมระดับนานาชาติที่เพิ่งตีพิมพ์ได้บันทึกการสัมผัสสารเคมีสัมผัสอาหาร (Food Contact Chemicals หรือ FCCs) มากกว่า 3,600 ชนิดในมนุษย์ และหลายร้อยชนิดจัดเป็นสารที่น่ากังวลเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง การรบกวนระบบฮอร์โมน และอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์ (บทความใน Nature, รายงานข่าวจาก The Guardian) การปนเปื้อนของสารเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สินค้านำเข้าเท่านั้น การวิเคราะห์ในประเทศพบระดับสารพลาสติไซเซอร์และสารประกอบฟลูออริเนตที่วัดได้ในบรรจุภัณฑ์ตามท้องตลาดของไทย โดยเฉพาะจากผู้จำหน่ายรายย่อยซึ่งวัสดุของพวกเขามักไม่ค่อยได้รับการทดสอบจากหน่วยงานภายนอก
ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์และนักพิษวิทยา รวมถึงบุคลากรจากหน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทย เตือนว่าการสัมผัสสารเคมีเหล่านี้ในระดับต่ำแต่ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีอัตราผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงโรคมะเร็งซึ่งพบได้บ่อยขึ้นในกลุ่มประชากรไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังที่งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นว่า การได้รับสารตั้งแต่อายุยังน้อย ตั้งแต่ภาชนะใส่อาหารทารกไปจนถึงกล่องข้าวของนักเรียน ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงสุด โดยเฉพาะสารที่เชื่อมโยงกับมะเร็งเต้านมและภาวะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน
ความเป็นพิษเกิดขึ้นได้หลายช่องทาง การปนเปื้อนสามารถเกิดขึ้นเมื่อเก็บอาหารร้อน อาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรด หรืออาหารมันไว้ในบรรจุภัณฑ์ที่มีสาร PFAS ทาเลต หรือสารพลาสติไซเซอร์อื่นๆ อาหารไทยรสจัดจ้าน เช่น แกงเผ็ด หรือของทอดต่างๆ สามารถเร่งการแพร่กระจายของสารเคมีได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ขายใส่อาหารเหล่านี้ในภาชนะที่ทำจากกระดาษเคลือบพลาสติก หรือภาชนะเยื่อขึ้นรูปที่ปิดผนึกด้วยสารเคมีเคลือบผิว แม้แต่การอุ่นอาหารในภาชนะที่ระบุว่าใช้กับไมโครเวฟได้ก็สามารถเร่งการปล่อยสารเคมีออกมาได้เช่นกัน
นักวิจัยคนสำคัญจากหน่วยงานสาธารณสุขแห่งหนึ่งในยุโรปตั้งข้อสังเกตว่า “ความกังวลที่แท้จริงไม่ใช่การได้รับสารในปริมาณสูงเป็นครั้งคราว แต่เป็นการสะสมของการได้รับสารในปริมาณน้อยๆ หลายครั้งจากบรรจุภัณฑ์ เครื่องครัว และแหล่งต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงชีวิต” มุมมองนี้สอดคล้องกับความเห็นของผู้บริหารระดับสูงด้านความปลอดภัยอาหารจากองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคชั้นนำของไทย ซึ่งกล่าวว่า “กฎระเบียบจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน ระบบการทดสอบของเรามักจำกัดอยู่แค่โลหะหนัก ทำให้มองข้ามภัยคุกคามที่มองไม่เห็นแต่แฝงอยู่ทั่วไปจากสารเคมีสัมผัสอาหาร”
หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารทั่วโลกเริ่มตื่นตัวกับเรื่องนี้แล้ว สหภาพยุโรปได้ดำเนินการจำกัดการใช้สาร PFAS ในบรรจุภัณฑ์อาหาร และองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) เพิ่งสั่งห้ามใช้สารทาเลตหลายชนิดในวัสดุสัมผัสอาหาร (ข้อมูลล่าสุดจาก FDA) อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย นโยบายยังตามหลังอยู่พอสมควรและการบังคับใช้กฎหมายยังไม่ทั่วถึง โดยผู้ผลิตในประเทศบางครั้งก็แค่เปลี่ยนไปใช้สารเคมีทางเลือกอื่นที่ยังไม่ผ่านการศึกษาอย่างถี่ถ้วนแทนสารอันตรายตัวเดิม
สำหรับผู้บริโภคชาวไทย ผลกระทบในชีวิตจริงนั้นชัดเจน อาหารเป็นหัวใจสำคัญของชีวิตประจำวันและการพบปะสังสรรค์ ตั้งแต่ตลาดโต้รุ่งที่คึกคัก ร้านอาหารกลางวันของครอบครัว งานวัด ไปจนถึงโรงอาหารในโรงเรียน การพึ่งพิงวัฒนธรรมบรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งยิ่งหนักข้อขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและการเติบโตของธุรกิจเดลิเวอรี่ ได้ก้าวล้ำหน้าระเบียบความปลอดภัยไปแล้ว ตัวแทนจากองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศเตือนว่า “เราเห็นวัฒนธรรมความสะดวกสบายเข้ามาแทนที่การใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่วุ่นวายและคนทำงานรุ่นใหม่”
ในอดีต บรรจุภัณฑ์แบบไทยแท้ๆ เช่น ใบตอง เครื่องสานไม้ไผ่ และหม้อดิน เป็นวัสดุสัมผัสอาหารที่ปลอดภัย ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และไม่มีความเสี่ยงจากสารเคลือบสังเคราะห์สมัยใหม่ ภูมิปัญญาการห่ออาหารแบบดั้งเดิมเหล่านี้ยังคงมีใช้อยู่ในบางพื้นที่ชนบท และกำลังถูกนำกลับมาให้ความสนใจใหม่ในโครงการรักษ์โลกบางโครงการในเมือง ผู้สนับสนุนรณรงค์ให้กลับไปใช้วัสดุที่พิสูจน์คุณค่ามาอย่างยาวนานเหล่านี้ โดยชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญแนะนำแนวทางปฏิบัติหลายประการสำหรับทั้งผู้บริโภคชาวไทยและผู้กำหนดนโยบาย ประการแรก จำกัดการใช้อาหารร้อนหรืออาหารมันในบรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือกระดาษเท่าที่เป็นไปได้ และให้ความสำคัญกับภาชนะที่ทำจากแก้ว เซรามิก หรือวัสดุย่อยสลายได้ตามธรรมชาติแบบดั้งเดิม ประการที่สอง สนับสนุนการวิจัยและการให้ความรู้ในระดับชุมชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ รวมถึงการติดฉลากที่เหมาะสมและการเปิดเผยส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์อย่างโปร่งใส ประการที่สาม ผลักดันให้หน่วยงานกำกับดูแลระดับจังหวัดและระดับชาติเร่งรัดการทดสอบและสั่งห้ามสารเคมีอันตรายในบรรจุภัณฑ์อาหาร โดยเรียนรู้จากรูปแบบการกำกับดูแลที่เข้มแข็งในระดับสากล
ประเทศไทย ซึ่งมีมรดกทางวัฒนธรรมด้านอาหารอันรุ่มรวยและเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว กำลังยืนอยู่บนทางแพร่ง การปกป้องสุขภาพของคนในชาติจะต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างความตื่นตัวทางวิทยาศาสตร์ การดำเนินการด้านกฎระเบียบ และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น การตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นของผู้ขายหรือผู้บริโภค สามารถช่วยพลิกสถานการณ์จากภัยคุกคามทางเคมีที่มองไม่เห็น ไปสู่วิธีการที่ปลอดภัยและยั่งยืนยิ่งขึ้นในการเสิร์ฟอาหารอันเป็นที่รักของผู้คนทั่วประเทศ
เพื่อความปลอดภัย ขอแนะนำให้ผู้อ่านชาวไทยเลือกใช้บรรจุภัณฑ์อาหารที่ทำจากวัสดุดั้งเดิมเมื่อหาได้ หลีกเลี่ยงการอุ่นอาหารในภาชนะแบบใช้แล้วทิ้ง และเรียกร้องข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นจากธุรกิจอาหารเกี่ยวกับความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ เมื่อความตระหนักรู้เพิ่มขึ้นและมีงานวิจัยเพิ่มเติมที่ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับอันตรายจากสารเคมีเหล่านี้ แรงผลักดันจากสังคมและการตัดสินใจอย่างมีข้อมูลจะสามารถขับเคลื่อนทั้งนวัตกรรมและการคุ้มครองสุขภาพในอุตสาหกรรมอาหารของไทยได้
แหล่งข้อมูล: dailymail.co.uk, foodpackagingforum.org, cnn.com, theguardian.com, nature.com, ehn.org, fda.gov.