งานวิจัยทางจิตวิทยาล่าสุดกำลังเผยให้เห็นถึงความน่าสนใจของเส้นทางกามิโนเดซานติอาโก (Camino de Santiago) เส้นทางจาริกแสวงบุญอันเก่าแก่ทางตอนเหนือของสเปน ซึ่งชี้ว่าประสบการณ์นี้สามารถช่วยเสริมสร้างสุขภาวะได้อย่างลึกซึ้ง ผ่านการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย การสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการฝึกอยู่กับปัจจุบันอย่างมีสติ ในยุคที่คนไทยหันมาให้ความสนใจกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการปลีกวิเวกเพื่อปฏิบัติธรรมกันมากขึ้น ข้อค้นพบเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนหน้าต่างที่เปิดให้เห็นว่าวิถีปฏิบัติแต่โบราณสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพใจในยุคปัจจุบันได้อย่างไร และอาจเป็นประกายความคิดในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับภาคการท่องเที่ยวและสาธารณสุขของไทยในอนาคต

เส้นทางกามิโนเดซานติอาโก หรือที่รู้จักกันในชื่อสั้นๆ ว่า “กามิโน” เป็นหมุดหมายของนักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกที่มุ่งมั่นจะเดินเท้าเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร ซึ่งโดยทั่วไปต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ แม้จะมีจุดเริ่มต้นมาจากการจาริกแสวงบุญทางศาสนาตั้งแต่ยุคกลาง แต่ในปัจจุบัน เส้นทางสายนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกของการค้นพบตัวเอง การเดินทางเพื่อเยียวยาจิตใจ และการท่องเที่ยวอย่างมีสติ บทวิเคราะห์ชิ้นล่าสุดที่เผยแพร่ใน Psychology Today ได้รวบรวมข้อมูลจากประสบการณ์ตรงของผู้ที่เคยพิชิตเส้นทางนี้ รวมถึงมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเส้นทางกามิโนเปรียบได้กับ “การบำบัดด้วยการเดิน” (walking therapy) รูปแบบหนึ่ง ที่ผสานการออกกำลังกาย การสร้างชุมชน และการหวนคืนสู่ความเรียบง่ายของชีวิตได้อย่างทรงพลัง

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ตรงกันว่า ความเรียบง่ายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกิจวัตรประจำวันบนเส้นทางกามิโน ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การแบ่งปันเรื่องราวกับเพื่อนร่วมทาง การตัดขาดจากโลกเทคโนโลยี และการให้ความสำคัญกับความต้องการพื้นฐานของชีวิต ล้วนมีส่วนสำคัญในการช่วยลดความวิตกกังวลและเพิ่มความพึงพอใจในชีวิต หนึ่งในงานวิจัยที่อ้างอิงในบทความของ Psychology Today ได้เน้นย้ำถึงคุณประโยชน์ต่อสุขภาพจิตของการเดินอย่างมีแบบแผนและการได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ ซึ่งต่อยอดมาจากองค์ความรู้เดิมในสาขา “ธรรมชาติบำบัด” (ecotherapy) PubMed: Ecotherapy: A Forgotten Ecosystem Service ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การเดินย่ำเท้าซ้ำๆ อย่างเป็นกิจวัตร การได้ซึมซับความงดงามของธรรมชาติ และการได้รับกำลังใจจากเพื่อนร่วมทาง เป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความรู้สึกถึงเป้าหมายและความเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม

นักจิตวิทยาคลินิกท่านหนึ่งให้ทัศนะผ่าน Psychology Today ว่า “มนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม การได้เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันไป ไม่ใช่แค่ได้พูดคุยกันเท่านั้น แต่ยังช่วยปลดปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระ และเปิดพื้นที่ให้เกิดการเชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง” ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับประสบการณ์ของชาวพุทธไทยที่เคยจาริกแสวงบุญหรือนักเดินป่าผู้เคยเดินทางไกลเป็นเวลานานๆ ซึ่งมักจะเล่าถึงความรู้สึกปลอดโปร่งและเบิกบานใจในทำนองเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินลัดเลาะผืนป่าเขียวชอุ่มทางภาคเหนือ หรือการเดินขึ้นดอยสุเทพที่จังหวัดเชียงใหม่

สิ่งที่น่าสนใจคือ เส้นทางกามิโนส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมได้ “พัก” จากสิ่งรบกวนในโลกยุคใหม่ คล้ายกับแนวคิด “การปล่อยวาง” ในพระพุทธศาสนา เมื่อไม่มีตารางเวลาที่ถูกบีบคั้นด้วยเรื่องงานหรือโซเชียลมีเดีย ผู้ที่เดินบนเส้นทางนี้ต่างบอกเล่าว่าพวกเขามีเวลาได้ใคร่ครวญกับตัวเองมากขึ้น มีบทสนทนาที่เปี่ยมความหมายยิ่งขึ้น และรับรู้สิ่งรอบตัวได้เฉียบคมขึ้น ดังที่อาสาสมัครชาวสเปนผู้ดูแลที่พักนักเดินทาง (hospitalero) ท่านหนึ่งอธิบายไว้ว่า “แต่ละวันบนเส้นทางกามิโนคือการกลับมาดูแลความต้องการพื้นฐานของตนเอง และการอยู่กับปัจจุบันขณะร่วมกับตัวเองและผู้อื่น เราต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกหรือเพื่อความสุขที่แท้จริง?” The Guardian: Why walking the Camino is good for your soul

สำหรับสังคมไทย ซึ่งการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วและเทคโนโลยีมักถูกมองว่าเป็นตัวการเพิ่มความเครียดและความเหงา บทเรียนจากเส้นทางกามิโนจึงนับว่ามาได้ถูกจังหวะเวลา ผลสำรวจล่าสุดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้ให้เห็นถึงอัตราความทุกข์ทางใจที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มคนหนุ่มสาวในกรุงเทพฯ โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งให้ข้อมูลว่ารู้สึก “ไม่เพียงพอ” ซึ่งสะท้อนถึงการขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในชีวิตประจำวัน ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ก็ซ้ำเติมให้หลายคนรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น ทำให้แนวคิด “การบำบัดด้วยการเดิน” หรือการจาริกแสวงบุญเพื่อสุขภาพใจ กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจและสำคัญยิ่งกว่าเดิม Bangkok Post: COVID-19 and Thai youth mental health

ประเพณีอันยาวนานของไทยในเรื่องการฝึกสติ การเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม และการพักอาศัยในวัด ตั้งแต่อารามป่าอันสงบวิเวกในจังหวัดอุบลราชธานีไปจนถึงค่ายปฏิบัติธรรมสำหรับเยาวชนในจังหวัดเชียงราย ล้วนมอบประโยชน์ทางจิตวิทยาที่สอดคล้องกับสิ่งที่ได้รับจากเส้นทางกามิโน ทั้งสองวัฒนธรรมเน้นการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และตั้งใจ การอยู่กับปัจจุบันขณะ และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน งานวิจัยใหม่นี้ได้ตอกย้ำความเข้าใจดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล กล่าวคือ ไม่ว่าจะเป็นชาวคริสต์ ชาวพุทธ หรือผู้ที่ไม่ได้นับถือศาสนาใด มนุษย์จะเติบโตทางอารมณ์และจิตวิญญาณได้ดีเมื่อรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า มีรากฐานมาจากการเคลื่อนไหวและชุมชน

เมื่อมองไปข้างหน้า ผู้เชี่ยวชาญเห็นพ้องกันว่าข้อค้นพบเหล่านี้อาจมีอิทธิพลต่อทิศทางการท่องเที่ยวและสาธารณสุขของไทย การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่แข็งแกร่งในประเทศไทยอยู่แล้ว อาจได้เห็นการเติบโตของโปรแกรมทัวร์ “เดินอย่างมีสติ” หรือการเดินทางเชิงจิตวิญญาณที่เน้นชุมชนและปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และผู้กำหนดนโยบาย อาจพิจารณานำบทเรียนสำคัญจากเส้นทางกามิโน เช่น ความเรียบง่าย การเชื่อมโยง และการมีเป้าหมายในชีวิต มาประยุกต์ใช้ในหลักสูตรการเรียนการสอน การให้คำปรึกษา และโครงการสันทนาการสำหรับคนไทยทุกช่วงวัย

สำหรับผู้ที่กำลังวางแผนการเดินทางหลังการระบาดใหญ่ผ่านพ้นไป เส้นทางของนักจาริกแสวงบุญมอบประสบการณ์ที่มากกว่าความงามของทิวทัศน์หรือการผจญภัย แต่ยังเป็นต้นแบบสำหรับการ “รีเซ็ต” ทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะบนเส้นทางโบราณของสเปนหรือตามรอยเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ของไทย ผู้เชี่ยวชาญสนับสนุนให้ผู้อ่านชาวไทยลองออกแบบการเดินทางอย่างใส่ใจของตนเอง เช่น การเดินจงกรม การเดินป่า หรือการเยือนวัดวาอาราม โดยให้ความสำคัญกับการอยู่กับปัจจุบันและการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่แท้จริง เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะและค้นพบความสุขที่เรียบง่ายของชีวิตอีกครั้ง

ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับผู้อ่านชาวไทย:

  • ลองวางแผนเดินทางแสวงบุญเชิงสุขภาพในประเทศ เช่น เข้าร่วมกิจกรรมเดินจงกรมที่วัดต่างๆ ทางภาคเหนือ หรือเดินสำรวจเส้นทางประวัติศาสตร์ของไทยเป็นเวลาหลายวัน
  • พักการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นครั้งคราว เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดบทสนทนาที่ลึกซึ้งและการได้ทบทวนตัวเอง
  • เข้าร่วมกลุ่มเดินในชุมชน หรือโครงการธรรมชาติบำบัด ซึ่งหลายโครงการได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานสาธารณสุขในท้องถิ่น
  • สนับสนุนการนำแนวคิด “การบำบัดด้วยการเดิน” และกิจกรรมที่อิงธรรมชาติมาปรับใช้ในโครงการส่งเสริมสุขภาพจิตและการศึกษา

แหล่งข้อมูลที่ใช้: