วารสาร Nature เพิ่งตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นสำคัญจากทีมนักวิจัยสถาบันวิจัยมะเร็งวิลมอต มหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ ซึ่งค้นพบความเชื่อมโยงน่าสนใจระหว่าง “ทอรีน” กรดอะมิโนที่พบได้ทั้งในเครื่องดื่มชูกำลังและอาหารตามธรรมชาติ กับความเสี่ยงที่สูงขึ้นของโรคมะเร็งเม็ดเลือด โดยเฉพาะมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย การค้นพบครั้งนี้จุดประเด็นถกเถียงในเวทีโลก และยิ่งน่าจับตามองเมื่อเกิดขึ้นในจังหวะที่ยอดขายเครื่องดื่มชูกำลังในไทยกำลังทะยาน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานที่ต้องอาศัยเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นตัวช่วยปลุกพลัง

ทอรีนเป็นส่วนผสมหลักในเครื่องดื่มชูกำลังยอดฮิตหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น เรดบูล, มอนสเตอร์, เซลเซียส และอลานี นู ทำให้ผลวิจัยนี้กระทบถึงผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมา หลายคนมองว่าทอรีนเป็นส่วนผสมที่ปลอดภัย หรืออาจจะมีประโยชน์เสียด้วยซ้ำ ร่างกายคนเราสร้างทอรีนได้เองตามธรรมชาติ และยังพบได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นอกจากนี้ยังนิยมเติมลงในเครื่องดื่มเพื่อกระตุ้นความตื่นตัวและเสริมประสิทธิภาพสมอง ทว่างานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้กลับเปิดอีกมุมที่ซับซ้อนยิ่งกว่า รายงานในวารสาร Nature ชี้ว่า ทอรีนอาจมีส่วนเร่งการเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยผ่านการส่งเสริมกระบวนการไกลโคไลซิส (glycolysis) ซึ่งเป็นกลไกเผาผลาญกลูโคสไปเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงเซลล์มะเร็ง ผลการทดลองพบว่าเซลล์ลูคีเมียในหนูทดลองที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องและได้รับทอรีนเสริมนั้นเติบโตเร็วกว่าปกติ ซึ่งบ่งชี้ถึงกลไกที่อาจเอื้อต่อการลุกลามของมะเร็ง (northjersey.com)

หากจะอธิบายเพิ่มเติม ทอรีนจัดเป็นกรดอะมิโนชนิดไม่จำเป็น นั่นคือร่างกายเราสังเคราะห์เองได้ ไม่จำเป็นต้องรับจากอาหารเสริม เว้นแต่ในช่วงที่ร่างกายเผชิญความเครียดสูงหรือเจ็บป่วย (NIH) ทอรีนมีบทบาทสำคัญต่อร่างกายหลายประการ เช่น ช่วยรักษาสมดุลของเหลว สร้างน้ำดี ควบคุมแร่ธาตุ เสริมภูมิคุ้มกัน และทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญ แม้จะมีกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์ แต่ทอรีนไม่ได้สกัดจากปัสสาวะหรืออสุจิวัวแต่อย่างใด ทว่าถูกค้นพบครั้งแรกจากการสกัดจากน้ำดีวัวโดยนักวิทยาศาสตร์เมื่อปี ค.ศ. 1827 และต่อมาก็พบว่ามีอยู่ในร่างกายมนุษย์ด้วยเช่นกัน (PubMed Study) ปัจจุบัน ทอรีนที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารส่วนใหญ่มาจากการสังเคราะห์ทางเคมี

สำหรับเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ดังที่วางจำหน่ายในไทย อย่างเรดบูล (โดยมากเป็นสูตรที่จำหน่ายในต่างประเทศ) ขนาด 8.3 ออนซ์ (ราว 245 มิลลิลิตร) หนึ่งกระป๋องมีทอรีนประมาณ 1,038 มิลลิกรัม ส่วนมอนสเตอร์และร็อกสตาร์มีปริมาณสูงขึ้นไปอีก คืออาจแตะถึง 2,000 มิลลิกรัมต่อกระป๋องขนาด 16 ออนซ์ (ราว 473 มิลลิลิตร) ขณะที่เซลเซียสมีทอรีนราว 1,810 มิลลิกรัมต่อกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ (ราว 355 มิลลิลิตร) และอลานี นู ก็มีปริมาณสูงไม่แพ้กันที่ 2,000 มิลลิกรัมต่อกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ (northjersey.com) ในทางตรงกันข้าม เครื่องดื่มชูกำลังบางยี่ห้อ เช่น แอคเซลเลอเรเตอร์ แอคทีฟ และ แบง เอเนอร์จี้ กลับไม่มีส่วนผสมของทอรีน

แม้ทอรีนจะมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายในหลายมิติ ทั้งช่วยรักษาสมดุลของเหลว สนับสนุนการย่อยอาหาร การทำงานของระบบประสาท และป้องกันโรคบางชนิด แต่ผลวิจัยล่าสุดนี้ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของทอรีนดูซับซ้อนขึ้น ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) สหรัฐอเมริกา ระบุว่าการเสริมทอรีนอาจมีส่วนช่วยป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 และบำรุงสุขภาพหัวใจได้ในบางราย ทว่างานวิจัยชิ้นนี้กลับส่งสัญญาณเตือนว่า การบริโภคทอรีนในปริมาณมากเกินไปจากเครื่องดื่มที่เติมสารนี้ อาจนำไปสู่ความเสี่ยงโรคมะเร็ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอหรือมีความเสี่ยงต่อมะเร็งเม็ดเลือดบางประเภทอยู่แล้ว (NIH)

หัวหน้าคณะนักวิจัยจากสถาบันวิจัยมะเร็งวิลมอต กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทอรีนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำงานของระบบเผาผลาญในภาวะปกติ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าการได้รับทอรีนเสริม โดยเฉพาะจากเครื่องดื่มชูกำลัง อาจมีความเสี่ยงสำหรับประชากรบางกลุ่ม” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยาชั้นนำในประเทศไทยหลายรายได้ออกมาเรียกร้องให้มีการศึกษาเพิ่มเติม โดยให้ทรรศนะว่า “ผลกระทบต่อความเสี่ยงมะเร็งในมนุษย์ยังจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมการบริโภคจริงของคนไทย ซึ่งนิยมดื่มเครื่องดื่มชูกำลังในปริมาณมาก”

การดื่มเครื่องดื่มชูกำลังแพร่หลายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าในประเทศไทย โดยมีผลิตภัณฑ์อย่างเรดบูลที่แทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ ตั้งแต่ตึกออฟฟิศใจกลางเมืองไปจนถึงร้านค้าตามต่างจังหวัด ผลสำรวจจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อปี 2566 เผยว่า เกือบ 30% ของคนไทยวัย 15-35 ปี ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเป็นประจำทุกสัปดาห์ (ThaiHealth) สำหรับคนจำนวนไม่น้อย เครื่องดื่มเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ตัวช่วยปลุกความสดชื่น แต่ยังเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งในห้องเรียนและโรงงานอุตสาหกรรม ข่าวคราวที่ว่าส่วนผสมยอดฮิตอาจเชื่อมโยงกับความเสี่ยงมะเร็งที่สูงขึ้น ย่อมสร้างความกังวลในวงกว้าง และน่าจะนำไปสู่การทบทวนมาตรการจากภาครัฐอย่างแน่นอน

หากมองตามวัฒนธรรมการกินแบบไทยดั้งเดิม คนไทยส่วนใหญ่มักได้รับทอรีนจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติ เช่น อาหารทะเล น้ำปลา และเนื้อสัตว์บางประเภท มากกว่าจะมาจากทอรีนสังเคราะห์ในเครื่องดื่มชูกำลัง แหล่งข่าวในแวดวงสาธารณสุขให้ข้อสังเกตว่า โดยทั่วไปแล้ว อาหารไทยพื้นบ้านก็ให้ทอรีนในปริมาณที่เพียงพอสำหรับคนส่วนมากอยู่แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องหามาเสริมแต่อย่างใด

ทางทีมนักวิจัยแนะนำว่ายังไม่ควรตื่นตระหนก แต่ให้เน้นการบริโภคอย่างพอเหมาะพอดี โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง ตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ให้สัมภาษณ์กับบางกอกโพสต์ว่า “สำหรับผู้ใหญ่ที่สุขภาพแข็งแรงดี การดื่มเครื่องดื่มชูกำลังนานๆ ครั้ง ไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงมากนัก แต่ก็ควรเลี่ยงการบริโภคที่มากเกินไปจนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนกว่านี้ โดยเฉพาะในเด็ก วัยรุ่น และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ” ผู้เชี่ยวชาญในระดับสากลก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ยังจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเชื่อมโยงดังกล่าวในมนุษย์ เนื่องจากผลการศึกษาในปัจจุบันยังจำกัดอยู่แค่ในสัตว์ทดลอง

ในขณะเดียวกัน องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ก็ยังไม่ได้กำหนดแนวทางสากลสำหรับการบริโภคทอรีน ซึ่งสะท้อนว่างานวิจัยในด้านนี้ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว (WHO/FAO) จากผลการศึกษาล่าสุดนี้ มีรายงานว่าสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทยกำลังอยู่ระหว่างการทบทวนแนวทางความปลอดภัยสำหรับเครื่องดื่มชูกำลัง สถานศึกษาและสถานประกอบการในไทยที่มักมีการบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้ อาจต้องมีการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการดื่มอย่างพอเหมาะมากขึ้น รวมถึงอาจมีกฎระเบียบด้านการโฆษณา โดยเฉพาะที่สื่อสารไปยังกลุ่มเยาวชน

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย ข้อแนะนำสำคัญคือการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิดและบริโภคแต่พอดี การได้รับพลังงานจากอาหารตามธรรมชาติ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ และการพักผ่อนให้เพียงพอ ยังคงเป็นหนทางที่ปลอดภัยที่สุด ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์เสริมทอรีนหรือดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำให้อ่านฉลากอย่างละเอียด จำกัดปริมาณการดื่ม และพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น เครื่องดื่มสมุนไพร หรือเครื่องดื่มที่มีเพียงคาเฟอีน ซึ่งมีวางจำหน่ายหลากหลายในท้องตลาดบ้านเรา

ในช่วงที่องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยังคงพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งผู้บริโภคชาวไทย ผู้กำหนดนโยบาย และนักการศึกษา ควรหมั่นติดตามข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานสาธารณสุขและนักวิจัยอย่างสม่ำเสมอ ในระหว่างนี้ การบริโภคอย่างมีสติและความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือกุญแจสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างความต้องการพลังงานในชีวิตประจำวันกับสุขภาพที่ดีในระยะยาว