ผลสำรวจล่าสุดจาก Pew Research Center เผยให้เห็นว่า วัยรุ่นยุคนี้มองโซเชียลมีเดียด้วยสายตาที่ซับซ้อนขึ้น แม้ส่วนใหญ่จะเห็นตรงกันว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ช่วยให้คุยกับเพื่อนฝูงได้ง่ายขึ้น แต่เกือบครึ่งหนึ่งกลับมองว่าโซเชียลมีเดียส่งผลเสียต่อเพื่อนๆ วัยเดียวกัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในเวลาแค่สองปี รายงานฉบับนี้ (เผยแพร่เมื่อ 22 เมษายน 2568) ฉายภาพความคิดและความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ปกครอง ตอกย้ำความกังวลเรื่องสุขภาพจิตของเด็กๆ ที่ต้องเผชิญหน้ากับโลกดิจิทัลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สำหรับสังคมไทย ซึ่งวัยรุ่นติดอันดับต้นๆ ของโลกในการใช้อินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน ผลสำรวจนี้จึงเปรียบเหมือนสัญญาณเตือนที่ชี้ให้เห็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงในยุคดิจิทัล (Pew Research Center: วัยรุ่น โซเชียลมีเดีย และสุขภาพจิต)

จากการสำรวจวัยรุ่นอเมริกัน 1,391 คน (อายุ 13-17 ปี) และผู้ปกครอง พบว่ามีความเห็นต่างกันชัดเจนระหว่างคนสองรุ่น โดย 74% ของวัยรุ่นมองว่าโซเชียลมีเดียช่วยให้ติดต่อกับเพื่อนได้ง่ายขึ้น แต่ขณะเดียวกัน ถึง 48% ก็เชื่อว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ส่งผลลบต่อคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 32% ในปี 2565 อย่างเห็นได้ชัด ที่น่าสนใจคือ มีวัยรุ่นเพียง 14% เท่านั้นที่คิดว่าโซเชียลมีเดียเป็นปัญหา สำหรับตัวเอง สะท้อนความคิดที่ว่า “คนอื่นน่ะโดนผลกระทบ แต่ไม่ใช่ฉัน” ความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ไม่ใช่แค่สำหรับคนกำหนดนโยบาย ครู และพ่อแม่ผู้ปกครองในอเมริกา แต่ยังรวมถึงประเทศที่วัยรุ่นออนไลน์แทบตลอดเวลาอย่างประเทศไทย ซึ่งเด็กเกือบทุกคนมีสมาร์ทโฟนและใช้โซเชียลมีเดียวันละหลายชั่วโมง

ปัญหาทางใจของวัยรุ่นเป็นเรื่องใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกและมีสาเหตุซับซ้อน ทั้งผลพวงจากโควิด-19 และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ แต่ผลสำรวจของ Pew ก็สะท้อนกระแสความตื่นตัวที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กันทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นคำเตือนจากหน่วยงานในสหรัฐฯ หรือการถกเถียงในวงกว้างของไทย เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างการใช้โซเชียลมีเดียกับอัตราความวิตกกังวล ซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ที่เพิ่มสูงขึ้น ในประเทศไทยเอง ผู้เชี่ยวชาญก็แสดงความกังวลไม่ต่างกัน ผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า เยาวชนไทยกว่า 30% มีภาวะเครียดหรืออาการซึมเศร้าในระดับสูง ซึ่งหลายกรณีเกี่ยวพันกับความขัดแย้ง การถูกกีดกันในโลกออนไลน์ หรือการถูกระรานทางไซเบอร์ (Bangkok Post)

งานวิจัยของ Pew ยังชี้ให้เห็นมุมมองที่ต่างกันระหว่างพ่อแม่กับลูก โดย 55% ของผู้ปกครองบอกว่ากังวล มาก กับปัญหาสุขภาพจิตของลูกวัยรุ่น ขณะที่มีวัยรุ่นเพียง 35% ที่บอกว่าตัวเองรู้สึกกังวล มาก ในเรื่องนี้ เมื่อดูแยกตามเพศและเชื้อชาติ ก็มีประเด็นน่าสังเกตเพิ่มเติม โดยกลุ่มแม่ (61%) มักจะกังวลมากกว่าพ่อ (47%) และพ่อแม่ที่มีลูกสาวก็มักจะกังวลมากกว่าพ่อแม่ที่มีลูกชาย ส่วนในกลุ่มวัยรุ่นเอง เด็กผู้หญิงก็มีสัดส่วนที่กังวลสูงกว่าเด็กผู้ชาย (42% ต่อ 28%) และในกลุ่มวัยรุ่นผิวดำและครอบครัว ก็มีอัตราความวิตกกังวลสูงกว่ากลุ่มผิวขาวและฮิสแปนิกอย่างชัดเจน

แม้สาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่นจะยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่ในมุมของผู้ปกครอง 44% ชี้ว่าโซเชียลมีเดียคือ “ต้นเหตุ” สำคัญที่ทำให้ลูกเครียด ซึ่งสะท้อนความท้าทายในการเลี้ยงลูกยุคนี้ “เหมือนลูกเราอยู่ในโลกเสมือนจริงที่ห่างไกลจากครอบครัวไปทุกที” แม่คนหนึ่งให้ความเห็น ในขณะที่วัยรุ่นเอง แม้จะมองว่าโซเชียลมีเดียก่อปัญหา (22%) แต่ส่วนใหญ่กลับชี้ไปที่ปัจจัยอื่นมากกว่า เช่น การถูกบูลลี่ แรงกดดันจากสังคมรอบข้าง และความคาดหวังที่สูงเกินไป “เหมือนทุกคนคาดหวังให้เรารู้ทุกอย่างว่าจะทำอะไรต่อตั้งแต่เรียนจบม.ปลายเลย” วัยรุ่นคนหนึ่งกล่าว

ในบริบทของไทย ผลสำรวจโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปี 2566 ก็พบข้อมูลที่น่ากังวลไม่แพ้กัน โดยวัยรุ่นไทยใช้เวลาออนไลน์เฉลี่ยวันละ 7-8 ชั่วโมง ซึ่งเข้าข่ายเสี่ยงต่อปัญหาความวิตกกังวล การนอนไม่เป็นเวลา และการถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (Thai Health Watch) ข้อมูลจากต่างประเทศและองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า การใช้สื่อดิจิทัลมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิงและเยาวชนชายขอบ

การสื่อสารเรื่องสุขภาพจิตยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ผลสำรวจของ Pew พบว่า 80% ของผู้ปกครองรู้สึกสบายใจมากที่จะพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตกับลูก แต่กลับมีวัยรุ่นเพียง 52% ที่รู้สึกแบบเดียวกัน เด็กผู้หญิงมักจะเปิดใจคุยกับเพื่อนหรือผู้เชี่ยวชาญมากกว่าเด็กผู้ชาย ซึ่งสะท้อนวัฒนธรรมที่ยังมองว่าการแสดงความอ่อนแอทางอารมณ์เป็นเรื่องไม่ควร โดยเฉพาะในหมู่ผู้ชาย สำหรับสังคมไทย ประเด็นนี้ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก ด้วยค่านิยมเรื่องการอดทนเก็บอาการ ไม่แสดงออก และการให้ความสำคัญกับการเคารพผู้ใหญ่ ซึ่งอาจทำให้ทั้งเด็กสาวและเด็กหนุ่มไทยไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกหรือปรึกษาปัญหาส่วนตัว เช่น ความกังวล ความเศร้า หรือแม้แต่การถูกรังแกในโลกออนไลน์

เรื่อง “เวลาหน้าจอ” ก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมาก ปัจจุบัน วัยรุ่นอเมริกันถึง 45% ยอมรับว่าตัวเองใช้เวลาบนโซเชียลมีเดีย มากเกินไป เพิ่มขึ้นจาก 27% ในปี 2566 ขณะที่ในไทย ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ว่าเวลาใช้งานเฉลี่ยต่อคนอาจสูงกว่านั้นด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกัน เด็กอเมริกันถึง 44% บอกว่ากำลังพยายามลดเวลาอยู่หน้าจอ ซึ่งในไทยเองก็เริ่มเห็นแนวโน้มคล้ายกันผ่านการรณรงค์เรื่อง “ดิจิทัลดีท็อกซ์” ในโรงเรียนและครอบครัว โดยเฉพาะหลังช่วงล็อกดาวน์จากโควิด-19

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากโซเชียลมีเดียก็ไม่ได้มีแต่ด้านลบเสมอไป ข้อมูลของ Pew ชี้ว่า วัยรุ่นกว่า 75% บอกว่าโซเชียลมีเดียช่วยให้พวกเขารู้สึกเชื่อมโยงกับเพื่อนๆ ได้ดีขึ้น และราว 60% มองว่าเป็นพื้นที่สำหรับแสดงความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งก็สอดคล้องกับเทรนด์ในไทย ที่แพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ Instagram กลายเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงออก ทั้งเรื่องแฟชั่น การเคลื่อนไหวทางสังคม หรือความบันเทิง นอกจากนี้ วัยรุ่นอเมริกันส่วนหนึ่ง (52%) และวัยรุ่นไทยในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ยังรู้สึกว่าสังคมออนไลน์ช่วยให้พวกเขารู้สึกเป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็น่าสังเกตว่าตัวเลขนี้ลดลงจาก 67% ในปี 2565 ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าประโยชน์ด้านนี้กำลังค่อยๆ ลดลง ขณะเดียวกัน ปัญหา “ดราม่า” การถูกกีดกันออกจากกลุ่ม และแรงกดดันที่ต้องโพสต์คอนเทนต์ให้ดูดีอยู่เสมอก็ยังคงเป็นภาระหนักอกของวัยรุ่น โดย 39% รู้สึกเหมือนถูกถาโถมด้วยแรงกดดันเหล่านี้

ที่น่าสนใจคือ วัยรุ่นจำนวนไม่น้อยหันไปพึ่งโซเชียลมีเดียเพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพจิต โดย 34% ระบุว่าเคยใช้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ Instagram เพื่อหาคำแนะนำหรือกำลังใจ ซึ่งในกลุ่มนี้ถึงสองในสามมองว่าโซเชียลมีเดียเป็น “แหล่งข้อมูลสำคัญ” ในเรื่องนี้ ในไทยเองก็มีแนวโน้มคล้ายกันที่เด็กๆ นิยมใช้กลุ่มออนไลน์หรือฟังอินฟลูเอนเซอร์เพื่อขอคำปรึกษา เพราะรู้สึกเป็นส่วนตัวและปลอดภัยกว่าการเปิดอกคุยกับผู้ใหญ่หรือไปพบผู้เชี่ยวชาญโดยตรง (The Nation) อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญทั้งในไทยและต่างประเทศต่างออกมาเตือนว่า ข้อมูลผิดๆ โฆษณาแฝง และคำแนะนำที่ไม่ได้ผ่านการกลั่นกรองบนโลกออนไลน์ อาจสร้างความเข้าใจผิดและก่อให้เกิดอันตรายที่ไม่คาดคิดได้

เมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างทางเพศ แนวโน้มก็ยิ่งชัดเจนและต่อเนื่อง เด็กผู้หญิงมักประสบกับผลกระทบด้านลบมากกว่า และพยายามจำกัดเวลาการใช้งานมากกว่า แต่ในขณะเดียวกัน พวกเธอก็เปิดเผยความรู้สึกและค้นหาคอนเทนต์เกี่ยวกับสุขภาพจิตมากกว่าด้วย ตัวอย่างเช่น 25% ของเด็กผู้หญิงรู้สึกว่าโซเชียลมีเดียส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของตน เทียบกับเด็กผู้ชายที่ 14% พวกเธอยังมีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาการนอนไม่หลับ ขาดความมั่นใจ รู้สึกถูกกีดกัน และกดดันเรื่องภาพลักษณ์ทางสังคมมากกว่าอย่างชัดเจน แต่ในอีกมุมหนึ่ง โลกออนไลน์ก็มอบพื้นที่รับฟังและโอกาสในการแสดงออกที่สร้างสรรค์ให้พวกเธอได้เช่นกัน ซึ่งตอกย้ำว่าผลกระทบของโซเชียลมีเดียนั้นซับซ้อนและมีหลายมิติ

สำหรับผู้ปกครองและครูชาวไทย งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นทั้งสัญญาณเตือนและโอกาสสำคัญ ข้อค้นพบหลักของ Pew ที่ว่าวัยรุ่นเริ่มตั้งคำถามและระแวดระวังผลกระทบของโซเชียลมีเดียมากขึ้นนั้น ต้องการการตอบสนองในหลายระดับ ปัจจุบัน โรงเรียนในไทยหลายแห่งเริ่มปรับตัวโดยบรรจุหลักสูตร “การรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล” (Digital Literacy) และเน้นทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social-Emotional Learning - SEL) มากขึ้น รวมถึงมีการทดลองโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และองค์กรด้านสุขภาพจิต เพื่อฝึกอบรมครูให้สามารถสังเกตสัญญาณความเครียดหรือซึมเศร้าที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้ออนไลน์ของนักเรียนได้ อย่างไรก็ดี อุปสรรคสำคัญยังคงมีอยู่ ทั้งเรื่องทัศนคติเชิงลบต่อปัญหาสุขภาพจิต (stigma) การขาดแคลนงบประมาณ และจำนวนนักจิตวิทยาประจำโรงเรียนที่ไม่เพียงพอตามเกณฑ์มาตรฐาน ทำให้ยังต้องพึ่งพาองค์กรพัฒนาเอกชน เช่น มูลนิธิกระจกเงา ที่ส่ง “อาสาสมัครไซเบอร์” เข้าไปช่วยเสริม แต่ก็ยังไม่สามารถครอบคลุมได้ทั่วถึง

ประเด็นสำคัญอีกข้อจากการศึกษาของ Pew คือ วัยรุ่นส่วนใหญ่ (50%) ยังคงมองว่าโซเชียลมีเดีย ไม่ได้มีผลกระทบ ต่สุขภาพจิตของตนเองมากนัก และ 51% ก็มองว่าไม่ได้ส่งผลต่อผลการเรียนเช่นกัน อย่างไรก็ดี แม้สัดส่วนของวัยรุ่นที่รู้สึกว่าได้รับผลกระทบในทางลบจะยังไม่ถึงครึ่ง แต่การที่ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้เพียงเล็กน้อย ก็หมายถึงจำนวน “กลุ่มเสี่ยง” ที่เพิ่มขึ้นนับพันนับหมื่นคน โดยเฉพาะในประเทศที่มีประชากรเยาวชนจำนวนมากอย่างไทย ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ สมาร์ทโฟน หรือแอปพลิเคชันแชต สังคมก็มักจะแสดงความวิตกกังวลในช่วงแรก ก่อนที่จะค่อยๆ พัฒนามาตรการรับมือ ทั้งในระดับกฎหมาย การศึกษา และวัฒนธรรมตามมาในภายหลัง

เมื่อมองไปข้างหน้า ทั้งสังคมไทยและสังคมอเมริกันต่างเผชิญโจทย์ใหญ่ร่วมกัน นั่นคือ จะทำอย่างไรให้สามารถใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียในการเชื่อมต่อผู้คนและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ต้องลดความเสี่ยงทางสุขภาพจิตให้เหลือน้อยที่สุด งานวิจัยระดับนานาชาติหลายชิ้นแนะนำแนวทางดังนี้: ส่งเสริม “สุขอนามัยหน้าจอ” (Screen Hygiene) เช่น กำหนดเวลาปิดอุปกรณ์ก่อนนอน หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในวงจรดราม่าหรือการกลั่นแกล้งออนไลน์ สนับสนุนให้มีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตจริงและทำกิจกรรมนอกจอมากขึ้น รวมถึงการสร้างเสริมทักษะให้วัยรุ่นสามารถกลั่นกรองข้อมูลและจัดการกับโลกออนไลน์ของตนเองได้อย่างเท่าทัน ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยให้พวกเขามีสุขภาวะที่ดีขึ้นได้ (American Psychological Association)

สำหรับผู้กำหนดนโยบาย ความท้าทายเร่งด่วนคือการออกกฎระเบียบที่สมดุล เพื่อคุ้มครองเยาวชนจากความเสี่ยงต่างๆ โดยไม่ปิดกั้นโอกาสในการเข้าถึงโลกดิจิทัลอย่างปลอดภัย กฎหมายควรครอบคลุมถึงการควบคุมโฆษณาที่เกินจริง การละเมิดความเป็นส่วนตัว และการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ รวมถึงการสร้างกลไกให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเหล่านี้ ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีเองก็ควรลงทุนพัฒนาระบบป้องกัน ตรวจสอบ และแจ้งปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดใจพูดคุยกับลูกอย่างสม่ำเสมอ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างเหมาะสม ดังคำแนะนำของ พญ. วรนุช จันทรวงศ์ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี ที่เคยกล่าวไว้ว่า “แทนที่จะสั่งห้าม พ่อแม่ควรทำความเข้าใจโลกออนไลน์ของลูก ลองเข้าไปใช้งาน หรือพูดคุยถึงปัญหาที่ลูกเจอเหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อน พร้อมทั้งส่งเสริมให้ลูกสร้างตัวตนที่ดีทั้งในโลกออนไลน์และในชีวิตจริง”

ในระดับชุมชน จุดแข็งของวัฒนธรรมไทย เช่น ความผูกพันในครอบครัว (ความสัมพันธ์ในครอบครัว) การให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม และการตระหนักถึงคุณค่าของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (สุขภาวะทางจิตวิญญาณ) อาจเป็นปัจจัยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้แก่เยาวชนได้ ตัวอย่างเช่น โครงการดูแลสุขภาพจิตวัยรุ่นในวัดบางแห่งทางภาคเหนือ ที่ผสมผสานการฝึกสติ การจัดค่ายดีท็อกซ์ดิจิทัล ควบคู่ไปกับการสนับสนุนจากครอบครัวและชุมชน ก็เริ่มแสดงให้เห็นผลลัพธ์ในเชิงบวก

โดยสรุป ในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว ประสบการณ์และข้อมูลเชิงลึกจาก Pew Research Center ในสหรัฐอเมริกา ย้ำเตือนให้เราเห็นความสำคัญของการใช้ “ความตื่นตัวและความเข้าอกเข้าใจ” ควบคู่กันไป การเปิดพื้นที่พูดคุยอย่างปลอดภัย การให้ความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและทักษะทางอารมณ์ การเสริมสร้างระบบดูแลช่วยเหลือในโรงเรียนและชุมชน และการผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีและภาครัฐเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง คือสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพราะปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่น ไม่ว่าจะเกิดในโลกออนไลน์หรือนอกจอ คือเรื่องที่เราทุกคนจะปล่อยปละละเลยไม่ได้อีกต่อไป

สำหรับผู้ปกครองและวัยรุ่นที่กำลังมองหาแนวทางปฏิบัติเพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ ลองนำข้อแนะนำ 4 ข้อนี้ไปปรับใช้: 1) จำกัดเวลาการใช้หน้าจอ โดยเฉพาะในช่วงก่อนนอน 2) จัดหากิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัวแบบไร้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 3) ชวนกันเข้าร่วมอบรมหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล (ซึ่งบางครั้งจัดโดย สสส. หรือองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่) และ 4) ที่สำคัญที่สุดคือ เปิดใจรับฟังและใส่ใจลูกหลานหรือเพื่อนของคุณอย่างแท้จริง โดยไม่ด่วนตัดสิน จำไว้เสมอว่า ไม่ว่าจะในอเมริกาหรือในประเทศไทย “ผู้ใหญ่ที่เข้าใจและพร้อมรับฟัง” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้เยาวชนรอดพ้นจากความเสี่ยงในโลกดิจิทัลได้

แหล่งข้อมูล: