แคมเปญ “Make America Healthy Again” ที่เพิ่งเปิดตัวในสหรัฐฯ กำลังจุดประเด็นร้อนเรื่อง “น้ำมันพืช” ที่เราใช้กันทุกวัน พร้อมตั้งคำถามชวนคิดว่าชาวอเมริกันควรเลิกใช้น้ำมันจากเมล็ดพืชเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าเดิมหรือไม่—ซึ่งกระแสนี้ก็เริ่มส่งแรงกระเพื่อมมาถึงกลุ่มคนรักสุขภาพในบ้านเราเช่นกัน แคมเปญนี้ชี้ว่า การเลิกใช้น้ำมันที่คุ้นเคยอย่างน้ำมันถั่วเหลือง ข้าวโพด ดอกทานตะวัน คาโนลา หรือเมล็ดฝ้าย อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและปัญหาสุขภาพเรื้อรังต่างๆ แถมยังเป็นการกลับไปสู่วิถีการกินแบบดั้งเดิม แม้แนวคิดนี้จะได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญบางส่วน แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงและถูกคัดค้านจากองค์กรสุขภาพชั้นนำหลายแห่ง

ความสนใจเรื่องผลกระทบของน้ำมันเมล็ดพืชกำลังมาแรง สอดรับกับเทรนด์สุขภาพทั่วโลกที่ทั้งคำแนะนำด้านอาหารและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเมื่อพฤติกรรมการกินของคนไทยยุคนี้เริ่มจะเหมือนฝรั่งมากขึ้น—ทั้งฟาสต์ฟู้ดและอาหารแปรรูป—นักโภชนาการและคุณหมอในไทยหลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยควรหันมาทบทวนเรื่องการเลือกใช้น้ำมันในครัว? เสียงสะท้อนจากต่างแดนผ่านเว็บไซต์สุขภาพต่างๆ ชี้ว่า ปัญหาหลักของน้ำมันพืชกลุ่มนี้อาจอยู่ที่กรดไขมันโอเมก้า-6 ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (PUFAs) ที่หากได้รับมากเกินไป อาจกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคอ้วน ซึ่งดูจะสอดคล้องกับสถานการณ์ในไทยที่คนป่วยด้วยโรคกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้น (ข้อมูลองค์การอนามัยโลกประเทศไทย)

แต่ในวงการวิชาการเองก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐฯ (AHA) ยังคงแนะนำให้ใช้น้ำมันพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัว—ซึ่งรวมถึงน้ำมันเมล็ดพืชส่วนใหญ่—แทนไขมันอิ่มตัวอย่างน้ำมันหมูหรือเนย (คำแนะนำ AHA) งานวิจัยหลายชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารดังอย่าง JAMA และ BMJ ก็พบว่า การแทนที่ไขมันอิ่มตัวด้วยน้ำมันจากพืชสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจ (JAMA; BMJ) อย่างไรก็ตาม นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเลือกบางกลุ่มก็แย้งว่า กระบวนการผลิตน้ำมันเมล็ดพืชในปัจจุบัน—ที่ต้องผ่านความร้อนสูงและใช้สารเคมี—อาจสร้างสารอันตรายที่ไม่มีในน้ำมันแบบดั้งเดิม เช่น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นหรือน้ำมันมะกอก

คุณหมอเคท ชานาฮาน แพทย์ชาวอเมริกันที่สื่อหลายเจ้ามักอ้างถึง เป็นหนึ่งในแกนนำที่ออกมาต่อต้านน้ำมันเมล็ดพืช โดยให้เหตุผลว่า “การตัดน้ำมันกลุ่มนี้ออกจากมื้ออาหาร อาจช่วยลดการอักเสบทั่วร่างกายและลดความเสี่ยงโรคทางเมตาบอลิซึมได้” ในขณะที่ ดร.ดาริอุช โมซาฟาเรียน จากมหาวิทยาลัยทัฟต์ กลับมองต่างมุมว่า “หลักฐานเรื่องอันตรายของน้ำมันเมล็ดพืชยังไม่ชัดเจน สิ่งที่เร่งด่วนกว่าคือการลดไขมันทรานส์และน้ำตาล” (ข้อมูลจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health) ความเห็นที่แตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า เรื่องโภชนาการนั้นซับซ้อนและยังไม่มีคำตอบตายตัว

หันกลับมามองบ้านเรา น้ำมันปาล์มและน้ำมันถั่วเหลืองยังคงเป็นพระเอกในครัวเรือนและร้านอาหารทั่วไป ด้วยเหตุผลด้านราคาและความสะดวกในการหาซื้อ แคมเปญสุขภาพในไทยที่ผ่านมาจึงมักเน้นไปที่การลดของทอดและไขมันอิ่มตัวโดยรวม มากกว่าจะเจาะจงไปที่น้ำมันเมล็ดพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง (ข้อมูลจากมูลนิธิส่งเสริมสุขภาพไทย) คุณพลอย แสงชัย นักโภชนาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นว่า “ข้อกังวลเรื่องน้ำมันเมล็ดพืชจริงๆ แล้วมาจากพฤติกรรมการกินแบบตะวันตกเป็นหลัก ซึ่งอาจไม่เหมือนกับวิถีครัวไทยที่ปกติใช้น้ำมันไม่เยอะเท่า และมีตัวเลือกน้ำมันที่หลากหลายกว่า” แต่เธอก็เสริมว่า สถานการณ์ปัจจุบันก็น่าเป็นห่วง เพราะคนไทยกว่า 30% มีภาวะไขมันในเลือดสูง และเกือบ 1 ใน 5 กำลังเผชิญกับภาวะเมตาบอลิกซินโดรม “สิ่งที่น่ากังวลกว่าอาจเป็นสภาพแวดล้อมทางอาหารโดยรวม โดยเฉพาะพวกขนมหรืออาหารนอกบ้านที่มักมีน้ำมันแปรรูปและไขมันแฝงอยู่เยอะ”

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ความขัดแย้งเกี่ยวกับน้ำมันพืชในโลกตะวันตกมีมาตั้งแต่ยุค 1960s ที่เริ่มมีการรณรงค์ให้ใช้น้ำมันพืชแทนไขมันสัตว์เพื่อสุขภาพ จนมาถึงยุคนี้ที่กระแสการกินแบบคีโตและอาหารแนวย้อนยุค (Paleo) กำลังทำให้ไขมันสัตว์และน้ำมันสกัดเย็นกลับมาฮิตอีกครั้งในหมู่คนเมือง เห็นได้จากร้านกาแฟหลายแห่งในไทยที่เริ่มมีเมนู “บูลเล็ตพรูฟคอฟฟี่” ที่ใส่น้ำมันมะพร้าว ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนจึงเสนอว่า ไทยควรมีงานวิจัยในบริบทของเราเองมากขึ้น เพราะข้อมูลจากต่างประเทศอาจใช้ไม่ได้ทั้งหมดกับพันธุกรรม วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตของคนไทย นอกจากนี้ การเลือกใช้น้ำมันยังผูกโยงกับปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น น้ำมันปาล์มที่เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญและเกี่ยวข้องกับรายได้ของคนจำนวนมากในประเทศ

มองไปข้างหน้า บริษัทอาหารยักษ์ใหญ่หลายแห่งเริ่มปรับสูตรผลิตภัณฑ์ หันมาใช้น้ำมันผสมชนิด “ไฮโอเลอิก” ที่อ้างว่าทนความร้อนได้ดีกว่าและกระตุ้นการอักเสบน้อยกว่า ขณะที่นักวิจัยก็กำลังพยายามทำความเข้าใจว่า วิธีการผลิตน้ำมัน อาจส่งผลต่อสุขภาพมากกว่าชนิดของน้ำมันเอง ส่วนภาครัฐทั้งในไทยและต่างประเทศก็เริ่มพิจารณาปรับปรุงมาตรฐานการติดฉลากให้เท่าทันความกังวลของผู้บริโภคเกี่ยวกับอาหารแปรรูปและสารปรุงแต่งต่างๆ

สำหรับคนไทยเรา หัวใจสำคัญอาจอยู่ที่ ‘ทางสายกลาง’ และการเลือกอย่างรู้เท่าทัน เวลาเลือกซื้อหรือทำอาหาร ควรสลับใช้น้ำมันให้หลากหลาย—เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันมะกอก—และพยายามเลี่ยงการใช้น้ำมันทอดซ้ำ โดยเฉพาะจากอาหารริมทาง หันมาเน้นอาหารปรุงสดใหม่ ผัก ผลไม้ และลดขนมกรุบกรอบหรืออาหารแปรรูปที่อาจมีน้ำมัน เกลือ และน้ำตาลซ่อนอยู่เกินพอดี ในขณะที่งานวิจัยยังคงดำเนินต่อไปและข้อมูลจากทั้งสองฝั่งยังคงมีออกมาเรื่อยๆ วิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนไทยอาจเป็นการหาจุดสมดุลที่เหมาะกับตัวเองและวัฒนธรรมการกินของเรา

หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านได้จาก องค์การอนามัยโลกประเทศไทยเกี่ยวกับการป้องกันโรคไม่ติดต่อ, คำแนะนำเรื่องอาหารของสมาคมหัวใจอเมริกัน และติดตามงานวิจัยใหม่ๆ จาก Harvard T.H. Chan School of Public Health อย่างที่คนไทยเราพูดกันเสมอว่า “กินให้พอดี”—รู้จักเลือกและหาจุดสมดุลให้ชีวิต