วงการแพทย์ฮือฮา! ผลวิจัยล่าสุดและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญชี้ตรงกันว่า การกินสเตอรอลและสตานอลจากพืชเป็นประจำ—ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์เติมแต่ง—ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้มากถึง 10% ภายในเวลาแค่ 3 สัปดาห์ ถือเป็นอีกทางเลือกสายโภชนาการที่น่าสนใจมาก สำหรับคนไทยที่เสี่ยงโรคหัวใจ ซึ่งนับวันยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไลฟ์สไตล์และอาหารการกินที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในสังคมเมือง
คอเลสเตอรอล ที่หลายคนยกให้เป็น “เพชฌฆาตเงียบ” เพราะมักไม่มีอาการเตือน เป็นต้นเหตุสำคัญของโรคหัวใจขาดเลือดและเส้นเลือดในสมองตีบ ข้อมูลจาก NHS ที่องค์กร Heart UK อ้างถึงเผยว่า ผู้ใหญ่เกือบ 2 ใน 3 มีคอเลสเตอรอลสูง เช่นเดียวกับสถานการณ์ในบ้านเรา ล่าสุด กทม. ก็เพิ่งรายงานว่าเจอคนไขมันในเลือดสูงเพียบ จนต้องเร่งหาทางดูแลสุขภาพหัวใจคนกรุง (Nation Thailand) ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาคอเลสเตอรอลสูงยังลามไปทั่วทั้งในเมืองและต่างจังหวัด เห็นได้จากผลตรวจสุขภาพและยอดขายยาลดไขมันที่พุ่งไม่หยุด (Bumrungrad Hospital; Grandview Research)
คำแนะนำใหม่ๆ ที่ได้รับการยืนยันจากสื่ออย่าง Get Surrey และ Heart UK คือการหันมาเน้น “สเตอรอล” และ “สตานอล” จากพืช ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่มีโครงสร้างคล้ายคอเลสเตอรอล กลไกของมันคือเข้าไปขวางการดูดซึมคอเลสเตอรอลในลำไส้ ทำให้คอเลสเตอรอลเข้าสู่กระแสเลือดน้อยลง แม้อาหารไทยอย่างน้ำมันพืช ถั่ว หรือธัญพืชจะมีสารเหล่านี้อยู่บ้าง แต่ปริมาณตามธรรมชาติมักไม่มากพอ งานวิจัยชี้ว่าต้องกิน “สเตอรอล” หรือ “สตานอล” จากผลิตภัณฑ์ที่เติมสารเหล่านี้เข้าไปโดยเฉพาะ เช่น โยเกิร์ตพร้อมดื่มสูตรลดไขมัน เนยเทียมหรือสเปรดทาขนมปังสูตรพิเศษ หรือผลิตภัณฑ์นมต่างๆ จึงจะเห็นผลชัดเจน
หลักฐานจากการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (RCT) ยืนยันว่า การกินสเตอรอลหรือสตานอลจากพืชวันละ 1.5–3 กรัม ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ไขมันเลว” ได้ราว 7–10% ภายใน 3 สัปดาห์ (British Heart Foundation; BBC) บทความในวารสาร International Journal of Molecular Sciences ปี 2025 ก็สนับสนุนข้อมูลนี้ โดยระบุว่าปริมาณที่เหมาะสมคือ 2–3 กรัมต่อวัน และการกินมากกว่า 3 กรัม ก็ไม่ได้ช่วยให้ประโยชน์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด (IJMS PubMed) วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีคอเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเพิ่งตรวจเจอ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็น แต่ไม่จำเป็นเลยสำหรับคนที่ค่าไขมันยังปกติ
พญ.จูดิธ ไฟน์โกลด์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ จากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ให้ความเห็นว่า “ประสิทธิภาพของสเตอรอลและสตานอลจากพืชในการลดคอเลสเตอรอลนี่ชัดเจนมาก สำหรับคนที่มี LDL สูง การเพิ่มอาหารเหล่านี้เข้าไปในมื้อประจำวัน ถือเป็นการดูแลสุขภาพที่มีงานวิจัยรองรับ ซึ่งทำควบคู่ไปกับการใช้ยา หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอื่นๆ ได้” (Heart UK) สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งสหราชอาณาจักร (BDA) ก็แนะนำว่าสามารถใช้เสริมกับยากลุ่มสแตตินได้ เพราะทำงานคนละกลไกกัน จึงช่วยเสริมฤทธิ์ลดไขมันได้ดีขึ้น (BDA)
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ควรกินอาหารเสริมกลุ่มนี้ Heart UK เตือนว่า หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และเด็กเล็ก (ยกเว้นกรณีมีภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรมที่ต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์) ไม่ควรกิน เพราะอาจมีความเสี่ยงหรือไม่จำเป็น นอกจากนี้ คนที่กินยา Ezetimibe (Ezetrol) ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลเหมือนกัน ก็แทบจะไม่ได้รับประโยชน์เพิ่มจากการกินผลิตภัณฑ์เหล่านี้แล้ว (Heart UK guidance)
สำหรับคนไทย คำแนะนำนี้ก็สอดคล้องกับแนวทางโภชนาการระดับประเทศฉบับล่าสุด ที่เน้นให้จำกัดคอเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน หลีกเลี่ยงของทอด ไขมันสัตว์ และหันมากินผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสีให้มากขึ้น (Bumrungrad Hospital; Thai FBDGs) แต่ด้วยวิถีชีวิตคนเมืองที่เร่งรีบ บวกกับอิทธิพลอาหารตะวันตกและอาหารแปรรูปที่ทะลักเข้ามา ทำให้คนไทยห่างเหินจากอาหารสุขภาพดั้งเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ปัญหาคอเลสเตอรอลสูงและเบาหวานชนิดที่ 2 แพร่หลายในวงกว้าง (Bangkok Heart Hospital)
ปัจจุบัน แพทย์และบุคลากรสาธารณสุขในไทยเริ่มนำแนวทางสากลมาปรับใช้มากขึ้น ทั้งการรณรงค์ให้ออกกำลังกาย ปรับการกิน ลดไขมันอิ่มตัว ลดน้ำตาล รวมถึงการตรวจเช็กระดับคอเลสเตอรอลและไขมันในเลือดตามโรงพยาบาลชั้นนำต่างๆ (Bangkok Heart Hospital) ในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ก็เริ่มมีเนย/สเปรด และโยเกิร์ตสูตรลดไขมัน อย่าง Flora ProActiv หรือ Benecol ที่ฮิตในยุโรป วางขายให้เห็นกันแล้ว
อย่างไรก็ดี แม้การกินสเตอรอลและสตานอลจากพืชจะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้จริง แต่ก็ยังมีข้อถกเถียงว่ามันช่วยลดอัตราการเกิดหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้โดยตรงหรือไม่ งานทบทวนวรรณกรรมล่าสุดยังไม่เจอหลักฐานชัดเจนว่าสารกลุ่มนี้ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน หรือลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ (Wikipedia; IJMS) มีบางงานวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า หากร่างกายดูดซึมสเตอรอลตามธรรมชาติได้สูงผิดปกติ อาจเพิ่มความเสี่ยงภาวะหลอดเลือดแข็งตัวได้ แต่ความเสี่ยงนี้พบน้อยมากและมักเกี่ยวกับพันธุกรรมเฉพาะบุคคล (IJMS)
หากมองย้อนกลับไปที่อาหารไทยดั้งเดิม จะเน้นการกินข้าวกับ กับข้าวจำพวกปลานึ่ง ผักสด น้ำพริก ส้มตำ หรือแกงต่างๆ ซึ่งมีไขมันเลวต่ำและเต็มไปด้วยคุณค่าจากพืชผัก การเติมผลิตภัณฑ์เสริมสเตอรอลจึงอาจเป็นแค่ส่วนผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาเก่ากับวิทยาศาสตร์ใหม่ ทว่า ความท้าทายใหญ่หลวงคือ วิถีชีวิตปัจจุบันที่คนหันไปหาอาหารจานด่วน ขนมกรุบกรอบ และอาหารแปรรูปมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ซึ่งปัญหานี้ต้องอาศัยมาตรการทางสาธารณสุขเข้ามาช่วยแก้ด้วย
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ในอนาคต ตลาดชุดตรวจคอเลสเตอรอลและยาลดไขมันในไทยจะเติบโตต่อเนื่อง พร้อมๆ กับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยให้ตรวจสุขภาพได้แม่นยำขึ้น และเลือกใช้ยาที่เหมาะกับแต่ละคนได้ดีขึ้น (Statista) แนวทางการใช้ยาหลายตัวร่วมกัน (เช่น สแตติน, Ezetimibe และสเตอรอลจากพืช) น่าจะมีบทบาทมากขึ้น โดยมีงานวิจัยมารองรับทั้งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความสัมพันธ์กับพันธุกรรมของแต่ละคน (Healthline; SciTechDaily) สิ่งสำคัญที่สุดคือ ประชาชนต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกแนวทางดูแลสุขภาพที่เหมาะกับตัวเอง
สำหรับคนไทยที่อยากลดคอเลสเตอรอล คำแนะนำง่ายๆ คือ: ไปตรวจเลือดเช็กไขมัน ปรึกษาหมอถึงความเสี่ยงของตัวเอง และหากจำเป็น อาจลองเสริมด้วยอาหารที่มีสเตอรอลหรือสตานอล (เช่น โยเกิร์ตหรือเนยสูตรพิเศษ) ในปริมาณที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ลดของทอดของมัน กินผักผลไม้เยอะๆ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของอาหารไทยที่ดีต่อสุขภาพมาแต่ไหนแต่ไร จำไว้ว่า แค่กินอย่างเดียวคงไม่พอ (“อาหารเสริมอย่างเดียวแก้ทุกปัญหาไม่ได้”) แต่การดูแลตัวเองแบบองค์รวม ทั้งอาหาร การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพเป็นประจำต่างหาก ที่จะช่วยปกป้องหัวใจของเราไปได้นานๆ
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมหรือดูคำแนะนำผลิตภัณฑ์ได้ที่ หน้าข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ Heart UK, งานวิจัย ฉบับเต็ม, และข้อมูลโภชนาการสำหรับคนไทยจาก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ และ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์