ท่ามกลางชั้นวางเครื่องดื่มไดเอท ขนมแคลอรี่ต่ำ และของหวานที่แปะป้าย “ไร้น้ำตาล” ในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไทย ผู้บริโภคชาวไทยจำนวนไม่น้อยหันมาพึ่งพาสารให้ความหวานเทียม ด้วยความหวังว่าจะได้ลิ้มรสหวานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลเสียต่อสุขภาพจากน้ำตาล แต่ทว่า งานวิจัยใหม่ๆ กลับเริ่มตั้งคำถามถึงความเชื่อนี้อย่างจริงจัง และพบว่าสารให้ความหวานที่ดูเหมือนจะไร้แคลอรี่เหล่านี้ อาจมาพร้อมความเสี่ยงในตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นความอยากอาหารให้มากขึ้น การส่งเสริมการสะสมไขมัน หรือแม้กระทั่งอาจเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 ดังที่บทความล่าสุดจาก The Independent และงานวิจัยระดับโลกหลายชิ้นได้ชี้ให้เห็น (The Independent)

กระแสความนิยมสารให้ความหวานอย่าง แอสปาร์แตม ซูคราโลส แซ็กคาริน หรือแม้แต่หญ้าหวาน ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในเมืองไทย แต่สถานการณ์บ้านเราสะท้อนภาพปัญหาสุขภาพคนไทยได้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออัตราโรคอ้วนและเบาหวานพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เครื่องดื่มและขนมหวานแบบไทยๆ เช่น ชาเย็น หรือขนมไทยต่างๆ มักมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก แต่ระยะหลัง ด้วยกระแส “ลดหวาน” ในสังคม ทำให้สารให้ความหวานเหล่านี้ได้รับความนิยมมากขึ้น ทว่า ข้อมูลวิจัยล่าสุดกลับทำให้เราต้องฉุกคิดว่า “ตัวช่วยไร้น้ำตาล” เหล่านี้ กำลังแก้ปัญหาให้เราจริงๆ หรือแค่เปลี่ยนปัญหาไปเป็นรูปแบบอื่นเท่านั้น

ประเด็นที่ทำให้เรื่องสารให้ความหวานเทียมกลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน คือผลกระทบต่อระบบเผาผลาญในร่างกาย บทความต้นฉบับของ The Independent อธิบายว่า สารให้ความหวานเทียมนั้นเหมือนไป “หลอกลิ้น” ของเรา ทำให้สมองได้รับสัญญาณเหมือนว่าเรากำลังกินน้ำตาลอยู่จริงๆ ปกติแล้ว การกินน้ำตาลจะไปกระตุ้นระบบโดปามีนในสมอง ซึ่งทำให้เรารู้สึกพึงพอใจและมีแรงจูงใจในการหาพลังงาน แต่สารให้ความหวานกลับไม่สามารถกระตุ้นระบบนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ร่างกายที่คาดหวังว่าจะได้รับพลังงาน กลับไม่ได้รับ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกหิวตามมาได้ ล่าสุด งานวิจัยปี 2025 ที่อ้างถึงใน CNN (CNN) พบว่า การบริโภคซูคราโลส (ซึ่งพบได้บ่อยในน้ำอัดลมและเครื่องดื่มไดเอทในไทย) ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังสมองส่วนไฮโปทาลามัส (ศูนย์ควบคุมความหิว) มากขึ้น และผู้เข้าร่วมวิจัยหลายรายยังรายงานว่ารู้สึกหิวมากขึ้นภายในสองชั่วโมงหลังจากดื่มเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานเหล่านี้

มีงานวิจัยบางชิ้นที่เชื่อมโยงความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้นนี้เข้ากับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ติดตามกลุ่มตัวอย่างเป็นเวลานานถึง 20 ปี พบว่ากลุ่มคนที่บริโภคสารให้ความหวานในปริมาณสูง (เทียบเท่ากับการดื่มน้ำอัดลมสูตรไดเอทวันละ 3-4 กระป๋อง) มีอัตราการเกิดโรคอ้วนสูงขึ้นถึง 70% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่แทบไม่ได้บริโภคเลย (MedicalXpress) สิ่งที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์นี้ดูเหมือนจะอธิบายไม่ได้ด้วยปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับเพียงอย่างเดียว ทำให้นักวิจัยเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า สารให้ความหวานอาจส่งผลโดยตรงต่อกระบวนการเก็บสะสมไขมันของร่างกาย

ความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องโรคอ้วนเท่านั้น งานวิจัยใหม่ๆ หลายชิ้นเริ่มชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างการดื่มเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานเป็นประจำ กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แม้ผู้เชี่ยวชาญจะยังไม่สามารถฟันธงได้ เนื่องจากเครื่องดื่มไร้น้ำตาลเหล่านี้มักมีสารปรุงแต่งอื่นๆ ปนอยู่ด้วย เช่น กรด สี และอิมัลซิไฟเออร์ ซึ่งทำให้ยากต่อการแยกแยะผลกระทบของสารแต่ละชนิด (WebMD ; New York Post) อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปจากงานวิจัยส่วนใหญ่เริ่มไปในทิศทางเดียวกันว่า การใช้สารให้ความหวานเทียมเป็นประจำ ไม่ได้ช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับการเผาผลาญแต่อย่างใด และในบางกรณี อาจยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้น

ถึงกระนั้น ก็ไม่ใช่ว่าทุกงานวิจัยจะเห็นพ้องต้องกันไปเสียหมด งานวิจัยบางชิ้น โดยเฉพาะการศึกษาในระยะสั้น พบว่า การเปลี่ยนจากการบริโภคน้ำตาลมาเป็นสารให้ความหวาน อาจช่วยในการลดน้ำหนักหรือลดไขมันได้บ้าง หากทำต่อเนื่องกันหลายเดือน บทวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal ปี 2024 สรุปว่า หากใช้ในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี ความเสี่ยงต่างๆ ยังไม่ชัดเจนนัก และไม่พบผลเสียที่เด่นชัด แม้จะมีข้อสังเกตเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนจากการได้รับทุนสนับสนุนจากอุตสาหกรรมอาหารก็ตาม งานทบทวนวรรณกรรมขนาดใหญ่จาก The Conversation (The Conversation) และ PubMed (PubMed) ก็ยังพบผลการวิจัยที่ขัดแย้งกันอยู่มาก ทำให้นักวิชาการส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้สารให้ความหวานอย่างระมัดระวัง ใช้เท่าที่จำเป็น และรอข้อมูลจากการศึกษาระยะยาวที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

สำหรับประเทศไทย หน่วยงานด้านโภชนาการกำลังเผชิญกับภาระโรคไม่ติดต่อเรื้อรังครั้งใหญ่ โดยมีคนไทยกว่า 9 ล้านคนต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเบาหวาน ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการบริโภคหวานจัด (กระทรวงสาธารณสุข) ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงอนุญาตให้ใช้สารให้ความหวานที่ได้รับการรับรองอย่างกว้างขวางในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ทั้งที่นำเข้าและผลิตในประเทศ แต่เมื่อข้อมูลเกี่ยวกับผลเสียต่อระบบเผาผลาญเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น ประกอบกับคำเตือนจากองค์การอนามัยโลก และคำแนะนำจากคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของสหราชอาณาจักร (SACN) ที่เริ่มแนะนำให้ลดการบริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก (SACN position paper, 2025) ก็ทำให้ฉลาก “ไร้น้ำตาล” หรือ “ไดเอท” อาจไม่ได้การันตีความปลอดภัยอย่างที่เราเคยเข้าใจ

บริบททางวัฒนธรรมของไทยก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย พฤติกรรม “กินขนมตบท้ายมื้ออาหาร” เป็นเรื่องปกติในทุกเพศทุกวัย ปัจจุบัน ขนมเพื่อสุขภาพสูตรไม่ใส่น้ำตาล หรือที่ใช้สารให้ความหวานแทน จึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกว่าสามารถกินได้โดยไม่รู้สึกผิด อย่างไรก็ตาม นพ.จิตตินันท์ กุลธนันท์ อายุรแพทย์ต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลศิริราช ได้ให้ข้อสังเกตเตือนใจว่า “เราเจอคนไข้จำนวนไม่น้อยที่หันไปบริโภคเครื่องดื่มหรือขนมที่ใช้สารให้ความหวานแทน เพราะคิดว่าปลอดภัยกว่า กินได้เยอะกว่า สุดท้ายกลับได้รับผลเสียไม่ต่างกัน หรืออาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ หัวใจสำคัญคือ คำว่า ‘ไม่มีน้ำตาล’ ไม่ได้แปลว่า ‘ไม่มีความเสี่ยงใดๆ’ ทุกอย่างควรบริโภคแต่พอดี”

ปัญหาของสารให้ความหวานเทียมไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องน้ำหนักตัวและเบาหวานเท่านั้น งานวิจัยใหม่ๆ เริ่มหันมาให้ความสนใจกับผลกระทบต่อสุขภาพของลำไส้ เนื่องจากมีหลักฐานเบื้องต้นว่า แบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร (จุลินทรีย์ในลำไส้ หรือ ไมโครไบโอม) อาจถูกรบกวนโดยสารให้ความหวานบางชนิด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันและการย่อยอาหารได้ แม้ว่างานวิจัยส่วนใหญ่ในด้านนี้ยังเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลองหรือในกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก แต่ก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง หากมีการบริโภคในปริมาณมากเป็นระยะเวลานาน (PubMed systematic review)

ประเด็นที่หลายครอบครัวไทยให้ความกังวล คือผลกระทบของสารให้ความหวานต่อการรับรสของเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่หลายท่านพยายามลดการบริโภคน้ำตาลของลูกหลาน โดยหันไปเลือกโยเกิร์ตหรือน้ำผลไม้สูตรไม่มีน้ำตาล แต่ผู้เชี่ยวชาญกลับเตือนว่า การให้เด็กบริโภคสารให้ความหวานเหล่านี้ อาจทำให้ลิ้นของเด็กคุ้นชินกับรสหวานจัด จนทำให้ผลไม้สดหรืออาหารตามธรรมชาติที่มีรสหวานอ่อนๆ กลายเป็นของที่ไม่ถูกปากเมื่อเทียบกับขนมหรือเครื่องดื่มรสหวานจัดอื่นๆ ในระยะยาว (Wikipedia) ด้วยเหตุนี้ บทวิเคราะห์ของ SACN และองค์การอนามัยโลกจึงแนะนำให้จำกัดการบริโภคสารให้ความหวานในเด็ก จนกว่าจะมีงานวิจัยที่ให้ข้อสรุปที่ชัดเจนกว่านี้

มาถึงตรงนี้ แล้วผู้บริโภคชาวไทยอย่างเราควรตัดสินใจอย่างไร? คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังคงเน้นย้ำที่ “การบริโภคแต่พอดี และการอ่านฉลากก่อนเลือกซื้อ” แม้การบริโภคสารให้ความหวานเป็นครั้งคราวอาจไม่ส่งผลเสียร้ายแรงในทันที แต่หากใช้เป็นข้ออ้างในการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอื่นๆ เพิ่มเติม สุดท้ายก็อาจนำไปสู่ความเสี่ยงได้ไม่ต่างกัน คุณวรางคณา ศรีกมลป่า นักโภชนาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปว่า “หลักการ ‘ทางสายกลาง’ ยังคงสำคัญที่สุด ทางออกที่ดีที่สุดคือการหันกลับไปบริโภคผลไม้สดให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป แม้จะติดฉลากว่า low-calorie หรือ ‘ไม่มีน้ำตาล’ ก็ตาม”

แล้วคนไทยจะดูแลสุขภาพของตัวเองในเรื่องนี้ได้อย่างไร? สิ่งสำคัญคือการฝึกอ่านฉลากและสังเกตส่วนประกอบต่างๆ อย่างละเอียด รู้เท่าทันสารให้ความหวานที่อาจแฝงตัวอยู่ในอาหารและเครื่องดื่ม หรือแม้กระทั่งในอาหารคาวบางชนิด อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า “ไม่มีน้ำตาล” หมายถึงแคลอรี่ต่ำหรือปลอดภัยเสมอไป เพราะอาจกลายเป็นตัวกระตุ้นความอยากอาหารและทำให้เรากินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว สำหรับผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ควรเน้นการเลือกรับประทานอาหารจากธรรมชาติที่มีใยอาหารสูงและน้ำตาลต่ำเป็นหลัก มากกว่าจะพึ่งพาผลิตภัณฑ์แปรรูปสูตรไดเอท หรือที่แปะป้ายว่า “ไร้น้ำตาล” ในขณะเดียวกัน ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมก็มีบทบาทสำคัญในการให้ข้อมูลที่โปร่งใส ชัดเจน และสนับสนุนการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

ในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ความเป็นสังคมสมัยใหม่ ท่ามกลางวัฒนธรรมอาหารที่หลากหลายและอุดมสมบูรณ์ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสื่อสารด้านสุขภาวะ เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองได้ ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งหลักการทางวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาไทย ต่างก็ย้ำเตือนเราเสมอว่า “ความหวานในชีวิต ควรมีขอบเขต” และสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนนั้น เริ่มต้นที่ความพอดีเสมอ

แหล่งข้อมูล: