วิตามินดีที่เคยเชื่อกันว่าเป็นฮีโร่เสริมภูมิคุ้มกัน อาจไม่ได้เป็นเกราะเทพอย่างที่คนไทยและผู้คนทั่วโลกคาดหวัง งานวิจัยชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารดังระดับโลกอย่าง The Lancet Diabetes & Endocrinology และกลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงสุขภาพ ฟันธงว่าการกินวิตามินดีเสริม ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน ไม่ว่าจะเป็นหวัด ไข้หวัดใหญ่ หลอดลมอักเสบ หรือปอดบวม อย่างมีนัยสำคัญในคนทั่วไป ถือว่าสวนทางกับความเชื่อและผลวิจัยเดิมๆ ที่เคยบอกว่า “อาจพอช่วยได้บ้าง” ทั้งที่วิตามินดีเป็นหนึ่งในอาหารเสริมยอดฮิตติดลมบนของคนไทยและทั่วโลก โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่โรคเหล่านี้ระบาดหนัก งานวิจัยนี้จึงกระทบใจหลายล้านครอบครัวไทยที่กำลังมองหาวิธีป้องกันตัวเองและคนในบ้านไม่ให้ป่วยง่าย

ความเชื่อที่ว่าวิตามินดีเกี่ยวพันกับสุขภาพทางเดินหายใจมีมานานแล้ว แม้บ้านเราจะแดดเปรี้ยง แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ขาดวิตามินดีได้ โดยเฉพาะคนที่ทำงานในออฟฟิศ หรือสายบิวตี้ที่โบกครีมกันแดดจัดเต็มจนแทบไม่โดนแสงแดด เดิมทีเชื่อกันว่า วิตามินดีไม่ได้ดีแค่เรื่องกระดูก แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้หลายคนคิดไปว่าถ้ากินเพิ่ม ก็น่าจะช่วยป้องกันอาการจาม น้ำมูกไหล ไอ ได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ ผลวิจัยยุคก่อนๆ รวมถึงงานวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) เมื่อปี 2021 ก็เคยเกริ่นๆ ว่า “อาจมีส่วนช่วยบ้าง” จนคุณหมอและคุณพ่อคุณแม่หลายคนแนะนำให้กินเสริม โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุที่มักป่วยบ่อย Health.com

แต่งานวิเคราะห์อภิมานล่าสุด นำทีมโดย ดร.คาร์ลอส เอ. คามาร์โก จูเนียร์ ศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยา จาก Harvard’s T.H. Chan School of Public Health ได้รวบรวมข้อมูลจากการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่ถึง 46 โครงการ มีผู้เข้าร่วมกว่า 64,000 คน ถือเป็นงานที่ใหญ่และน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยทำกันมา โดยเป็นการอัปเดตข้อมูลจากงานศึกษาเดิม และเพิ่มการทดลองใหม่ๆ ที่มีระเบียบวิธีวิจัยเข้มงวดกว่าเดิมเข้าไปอีก 6 งาน นักวิจัยใช้สถิติขั้นสูงเปรียบเทียบกลุ่มที่กินวิตามินดีกับกลุ่มที่ไม่ได้กิน โดยพิจารณาละเอียดทั้งอายุ ปริมาณที่กิน ถิ่นที่อยู่ ไปจนถึงระดับวิตามินดีตั้งต้น บทสรุปที่ได้คือ “การกินวิตามินดีเสริม ไม่ได้ช่วยลดโอกาสเป็นหวัดหรือติดเชื้อทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็นคนวัยไหน กินขนาดเท่าไหร่ หรือแม้แต่ในคนที่ขาดวิตามินดีอยู่แล้วก็ตาม” ดร.คามาร์โก ให้สัมภาษณ์กับ Health

ประเด็นสำคัญคือ งานวิจัยนี้ยังเจาะลึกไปอีกว่า หากแยกวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มคนที่ขาดวิตามินดีหรือกลุ่มผู้สูงอายุ ผลจะดีกว่ากลุ่มอื่นหรือไม่ ซึ่ง ดร.นีล ดับเบิลยู. ชลูเกอร์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ New York Medical College อธิบายว่า “แม้จะรวมข้อมูลจากงานศึกษาใหม่ๆ ขนาดใหญ่เข้ามาแล้ว ก็ยังไม่พบประโยชน์ที่ชัดเจน ทั้งในทางสถิติและทางคลินิก ของการกินวิตามินดีเสริมเพื่อลดความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจ” เรียกว่าดับฝันความหวังที่จะหาโดสหรือกลุ่มเป้าหมายที่ได้ประโยชน์ชัดๆ ไปเลย Health.com

บทความใน The Lancet ซึ่งเป็นที่อ้างอิงอย่างกว้างขวางในวงการแพทย์ ก็ให้น้ำหนักไปในทางเดียวกันว่า สัญญาณดีๆ ที่เคยเห็นในอดีต อาจเป็นผลมาจากงานวิจัยที่กลุ่มตัวอย่างเล็กเกินไป ความบังเอิญทางสถิติ หรืออาจเป็นเพราะการศึกษาวิจัยด้านสุขภาพมักมีปัจจัยรบกวนซับซ้อน ดร.คามาร์โก สรุปไว้อย่างน่าคิดว่า “หลายคนอยากได้คำตอบฟันธงไปเลยว่าวิตามินดีเสริม ‘เวิร์กหรือไม่เวิร์ก’ แต่จริงๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เรื่องโภชนาการกับภูมิคุ้มกันมันซับซ้อนเกินกว่าจะตอบแบบง่ายๆ ได้” The Lancet, PubMed

แล้วคนไทยควรทำอย่างไร? สำหรับคนทั่วไปที่สุขภาพแข็งแรงดี การควักกระเป๋าซื้อวิตามินดีแบบเม็ด แบบเคี้ยว หรือเยลลี่รูปน่ารักๆ มากิน อาจไม่คุ้มค่าเท่าไหร่ถ้าหวังผลเรื่องกันหวัด อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าวิตามินดียังคงสำคัญมากๆ ต่อสุขภาพกระดูก การดูดซึมแคลเซียม และอาจช่วยลดการอักเสบบางอย่าง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ, ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน, คนที่ไม่ค่อยได้โดนแดด, หรือคนที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง ดังนั้น ภาวะขาดวิตามินดียังเป็นเรื่องที่ควรตรวจและแก้ไขเป็นรายบุคคลไป ข้อมูลจากงานวิจัยในไทยเองก็เคยพบว่า คนที่ระดับวิตามินดีต่ำ มีความเสี่ยงที่จะต้องนอนโรงพยาบาลและเกิดอาการรุนแรงจากโควิด-19 มากกว่าคนที่มีระดับวิตามินดีปกติ JSEAMED

สำหรับคนไทยที่อยากเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้กลับไปเน้นวิธีพื้นฐานที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง เช่น ฉีดวัคซีนป้องกันโรค (โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย), กินอาหารให้หลากหลาย เน้นผักผลไม้, ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, จัดการความเครียด, หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่, และหมั่นล้างมือบ่อยๆ วิธีเหล่านี้ถือว่าเข้ากับวิถีชีวิตคนไทย และทำได้ไม่ยาก ดร.ชลูเกอร์ย้ำว่า “การกินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงบุหรี่ และฉีดวัคซีนตามคำแนะนำแพทย์ ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย” อาหารไทยหลายอย่างก็เป็นแหล่งวิตามินดีที่ดี เช่น ปลาทู ไข่แดง ตับ หรือผลิตภัณฑ์ที่เสริมวิตามินดี เช่น นม ส่วนการออกไปรับแดดอ่อนๆ ยามเช้าหรือเย็น ก็เป็นวิธีธรรมชาติที่ได้ผลดีและปลอดภัยสำหรับคนส่วนใหญ่

ทั้งนี้ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญต่างเตือนว่า อย่าเพิ่งคิดว่ามีทางลัดหรือสูตรสำเร็จเรื่องอาหารเสริมที่ใช้ได้กับทุกคน แม้ว่าบางกลุ่ม เช่น ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุน ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หรือคนที่ตรวจเลือดแล้วพบว่าขาดวิตามินดีจริงๆ อาจยังจำเป็นต้องกินเสริมตามคำแนะนำของแพทย์ แต่อย่า “กินเผื่อ” เพียงเพราะหวังจะกันหวัด เพราะผลวิจัยล่าสุดชี้ชัดว่าไม่มีเหตุผลมารองรับความคิดนี้อีกต่อไป ดร.คามาร์โกแนะนำว่า การดูแลสุขภาพควรเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล และควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ หรือ ‘หมอประจำบ้าน’ ที่เราไว้ใจเสมอก่อนตัดสินใจซื้อวิตามินดีมากิน เพราะการได้รับมากเกินไปอาจส่งผลเสีย เช่น ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง หรือปัญหาเกี่ยวกับไตได้ คนไทยจึงควรปรึกษาคุณหมอก่อนเสียเงินซื้อวิตามินมาทาน

ที่ผ่านมา ความเชื่อเรื่อง “ภูมิคุ้มกันเทพๆ” จากอาหารเสริม มักจะมาแรงเป็นพิเศษในช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาด หรือช่วงเปิดเทอมที่เด็กๆ ป่วยกันบ่อย งานวิจัยชิ้นนี้จึงมาได้จังหวะพอดี ที่จะทำให้เราได้ฉุกคิดทบทวน โดยเฉพาะในยุคที่ข้าวของแพงและมีผลิตภัณฑ์สุขภาพวางขายเกลื่อนตลาด หมอชลูเกอร์สรุปทิ้งท้ายว่า “คนจำนวนมากกินวิตามินโดยไม่ได้รับประโยชน์จริง เว้นแต่จะมีข้อบ่งชี้ชัดเจนจากแพทย์ว่าขาดวิตามินดีเท่านั้น” สรุปง่ายๆ คือ อย่าเพิ่งเคลิ้มตามคำโฆษณา

มองไปข้างหน้า ในอนาคต ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อาจมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ แต่สำหรับ ณ เวลานี้ วิธีดูแลสุขภาพที่น่าเชื่อถือที่สุดยังคงเป็นการกลับไปสู่พื้นฐาน ตรวจสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์สำหรับกลุ่มเสี่ยง กินอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ฉีดวัคซีนตามกำหนด ถ้ารู้สึกไม่มั่นใจในภูมิคุ้มกันของตัวเอง การไปโรงพยาบาลเพื่อปรึกษาคุณหมอย่อมดีกว่าการไปหาซื้ออาหารเสริมมากินเอง ขณะเดียวกัน หน่วยงานภาครัฐและนักวิชาการก็ควรปรับปรุงแนวทางให้สอดคล้องกับข้อมูลใหม่ๆ และเน้นการส่งเสริมวินัยสุขภาพตามวิถีชีวิต มากกว่าการโปรโมทสินค้าเสริมสุขภาพ

สำหรับคนไทย ใครที่กำลังคิดจะหยิบขวดวิตามินดีโดยหวังว่าจะช่วยกันหวัด กันไอ กันน้ำมูกได้ ลองหยุดคิดสักนิด แล้วหันมาลงทุนกับสุขภาพแบบพื้นฐานที่ยั่งยืนน่าจะคุ้มค่ากว่ามาก ลองหาเวลาเดินออกไปรับแดดอ่อนๆ ช่วงเช้าหรือเย็น, หาปลาทูสดๆ อร่อยๆ มาทำกับข้าว หรือเลือกกินอาหารเสริมที่มีฉลากน่าเชื่อถือเมื่อมีข้อบ่งชี้ ที่สำคัญ อย่าลืมเคล็ดลับง่ายๆ สไตล์ไทยๆ: นอนให้พอ กินข้าวร้อนๆ ใช้ช้อนกลาง (ถ้ากินกับคนอื่น) ออกกำลังกายบ้าง หาเรื่องหัวเราะบ่อยๆ และถ้ามีข้อสงสัยอะไร ไปหาคุณหมอที่ไว้ใจได้เลย สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเอง!

อ้างอิง