เชื่อว่าหลายคนยังจำภาพไวรัลสุดฮิตเมื่อสิบปีก่อนได้ติดตา ที่คนดัง คนธรรมดา หรือแม้แต่เด็กนักเรียนทั่วโลก พากันเอาน้ำเย็นเจี๊ยบราดตัวในแคมเปญ Ice Bucket Challenge เมื่อปี 2014 ครั้งนั้นระดมทุนไปได้กว่า 220 ล้านเหรียญสหรัฐทั่วโลก เพื่อสู้กับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS (ที่คนไทยอาจคุ้นในชื่อโรค Lou Gehrig) แถมยังปลุกให้สังคมหันมาสนใจโรคที่ตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้จัก มาถึงปี 2025 นี้ Ice Bucket Challenge กลับมาทวงบัลลังก์ไวรัลอีกครั้ง แต่มาพร้อมภารกิจใหม่ที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการทลายกำแพงความเงียบและอคติเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิต โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ (ที่มา: NBC News, New York Times)

ไอเดียตั้งต้นรอบนี้มาจากกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในอเมริกา ที่เห็นพลังของโซเชียลมีเดียแล้วอยากใช้มันขับเคลื่อนประเด็นสำคัญที่คนยังพูดถึงน้อย อย่างเรื่องสุขภาพใจ แคมเปญปี 2025 นี้ใช้แฮชแท็ก #SpeakYourMIND ซึ่งมาจากชื่อชมรม MIND (Mental Illness Needs Discussion) ของมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนา กติกายังคล้ายเดิม คือ ราดน้ำเย็นจัดใส่ตัวเอง ถ่ายคลิปโพสต์ลงโซเชียล แล้วท้าเพื่อนต่อ แต่เปลี่ยนเป้าหมายเป็นการระดมทุนให้ Active Minds องค์กรที่ทำงานด้านส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันการฆ่าตัวตายในกลุ่มเยาวชน (ที่มา: NBC News) แค่ไม่กี่สัปดาห์ แคมเปญก็ระดมทุนทะลุ 100,000 เหรียญ และลามออกนอกรั้วมหาวิทยาลัยไปอย่างรวดเร็ว

การกลับมาของ Ice Bucket Challenge ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินบริจาค แต่ยังสะท้อนพลังของโซเชียลมีเดียในการลดอคติ ทำให้คนกล้าพูดเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น เวด เจฟเฟอร์สัน นักศึกษาวัย 21 ปี ที่สูญเสียเพื่อนสองคนจากการฆ่าตัวตาย และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแคมเปญนี้ เล่าว่า “เป้าหมายคือทำให้การคุยเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติ เข้าถึงง่ายขึ้น” ต่างจากกระแสไวรัลอื่นๆ ที่มาไวไปไว จุดแข็งของชาเลนจ์นี้คือรูปแบบที่ “ส่งต่อ” ได้ง่าย และเปลี่ยนกิจกรรมสนุกๆ ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดคุยในประเด็นที่สังคมต้องรีบแก้ไข (ที่มา: New York Times) พอมีคนดังอย่างโค้ชทีมอเมริกันฟุตบอลมหาวิทยาลัยเซาท์แคโรไลนา หรืออดีตนักกีฬา NFL อย่าง เพย์ตัน แมนนิ่ง มาร่วมวงด้วย กระแสก็ยิ่งแรงขึ้นไปอีก

บรรดาผู้เชี่ยวชาญก็มองเห็นคุณค่าของกระแสไวรัลแบบนี้ เบรตต์ เคอร์ติส ผู้อำนวยการฝ่ายระดมทุนชุมชนของ Active Minds บอกว่า “องค์กรไม่แสวงหากำไรคุยกันมาตลอดว่า อะไรคือ Ice Bucket Challenge ของเรา? สุดท้ายกลายเป็นว่า Ice Bucket Challenge นั่นแหละที่กลับมาเอง แต่คราวนี้เพื่อสุขภาพจิต” แต่เหนือกว่าเงินบริจาค เคอร์ติสย้ำว่า สิ่งสำคัญจริงๆ คือการสร้างบรรยากาศที่ทุกคนกล้าเปิดอกคุยเรื่องสุขภาพใจ และหันมาถามไถ่ใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้น แม้แต่สมาคม ALS ที่เคยได้ประโยชน์เต็มๆ จากแคมเปญปี 2014 ก็ยังออกมาสนับสนุนเวอร์ชันใหม่นี้อย่างเต็มที่ โดยบอกว่า “เราดีใจที่เห็นจิตวิญญาณของ Ice Bucket Challenge ถูกนำไปต่อยอดในรูปแบบใหม่ๆ” (ที่มา: NBC News)

สำหรับคนไทย เรื่องนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะบ้านเรากำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิตที่หนักขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ผลสำรวจปี 2565 ของกรมสุขภาพจิตชี้ว่า วัยรุ่นไทย 1 ใน 7 คน มีภาวะซึมเศร้า และอัตราการฆ่าตัวตายในเยาวชนก็ยังน่าห่วง (ที่มา: กรมสุขภาพจิต) ที่น่าเสียดายคือ อคติในสังคมไทยยังคงเป็นกำแพงใหญ่ ทำให้หลายคนไม่กล้าพูดหรือไม่กล้าขอความช่วยเหลือ ปัญหาสุขภาพจิตมักถูกมองว่าเป็น “เรื่องของใจที่ไม่เข้มแข็ง” มากกว่าจะเป็นความเจ็บป่วยที่ต้องการความเข้าใจและการรักษา ชาเลนจ์ #SpeakYourMIND ที่ดูเหมือนเป็นกิจกรรมสนุกๆ เบาสมอง จึงอาจเป็นประตูบานแรกที่สำคัญในการชวนคนไทยให้หันมาพูดคุย ปรึกษา และยอมรับว่าเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องธรรมดา

ประเทศไทยเองก็พยายามแก้ปัญหานี้อยู่ เช่น การมี Line Official Account ให้คำปรึกษาออนไลน์ (โครงการสายด่วนสุขภาพจิต 1323) หรือแคมเปญต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข ที่กระตุ้นให้ครอบครัวและที่ทำงานช่วยกันสอดส่องดูแลคนใกล้ชิด แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า แคมเปญจากภาครัฐอาจยังต้องการแรงหนุนจากพลังของคนรุ่นใหม่ หรือกระแสแบบปากต่อปาก เพื่อให้เข้าถึงใจผู้คนได้อย่างแท้จริง กิจกรรมบนโซเชียลมีเดียอย่าง Ice Bucket Challenge นี่แหละ ที่จะช่วยเชื่อมโยงนโยบายจากภาครัฐเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้คนได้ดี มันทำให้คนกล้าที่จะเอื้อมมือขอความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะจากครูอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย พระที่วัด หรือเพื่อนสนิท

ปี 2025 ยังถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะครั้งหนึ่ง Ice Bucket Challenge เคยถูกวิจารณ์ (แม้แต่ในไทย) ว่าเป็นแค่กระแสฉาบฉวย ทำตามๆ กันไป แต่สุดท้ายงานวิจัยก็พิสูจน์แล้วว่า แม้จะดูเหมือนแค่การเล่นสาดน้ำสนุกๆ แต่แคมเปญนั้นได้จุดประกายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน ทั้งสร้างความตระหนักรู้ และต่อยอดไปสู่การค้นพบแนวทางการรักษาใหม่ๆ (ที่มา: Forbes) เช่นเดียวกันกับครั้งนี้ หากแคมเปญ #SpeakYourMIND สามารถเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยที่มีต่อสุขภาพจิตได้จริง ผลลัพธ์ที่ได้จะยั่งยืนและมีค่ามากกว่าตัวเลขเงินบริจาคหลายเท่านัก

เมื่อมองไปข้างหน้า นักวิชาการและบุคลากรทางการศึกษาในไทยหลายคนกำลังจับตาดูอย่างใกล้ชิด “ถ้าเราปรับให้เข้ากับบริบทไทยจริงๆ เช่น ตั้งชื่อแฮชแท็กเก๋ๆ อย่าง #ส่งใจเย็นสาดน้ำใจ หรืออะไรทำนองนี้ อาจช่วยเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กไทยกล้าแสดงออกมากขึ้น” ดร.สุธิดา โพธิศรี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็น หากนำกิจกรรมนี้ไปผสมผสานกับเทศกาลอย่างสงกรานต์ หรือกิจกรรมสร้างสุขในชุมชน อาจทำให้การพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตกลายเป็นเรื่อง “สนุก” ในแบบที่คนไทยคุ้นเคย

แล้วคนไทยจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร? ถ้าใครสนใจอยากเล่น #SpeakYourMIND อาจลองใส่ความเป็นไทยเข้าไป เช่น ใช้ภาษาไทย เปิดเพลงไทยสนุกๆ หรือท้าเพื่อนๆ ทั่วประเทศ แต่หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การสาดน้ำ ขอให้ใช้โอกาสนี้แบ่งปันเรื่องราว ถามไถ่คนรอบข้างง่ายๆ ว่า “สบายใจไหมช่วงนี้?” แล้วรับฟังอย่างตั้งใจ สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองหรือคุณครู ลองชวนเด็กๆ ให้กล้าพูดถึงความเครียดของตัวเอง รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ควรขอความช่วยเหลือ และถ้าคุณเองกำลังรู้สึกไม่สบายใจ อย่าลังเลที่จะโทรหาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือติดต่อศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน

บทเรียนจาก Ice Bucket Challenge ทั้งสองครั้งสอนเราว่า พลังของ “คนธรรมดา” นี่แหละที่เปลี่ยนโลกได้จริง ไม่ต้องรอให้คนดังนำเสมอไป ประเทศไทยสามารถหยิบฉวยประโยชน์จากกระแสโลกแบบนี้ได้เต็มที่ หากเรารู้จักปรับใช้ให้เข้ากับวัฒนธรรม กลุ่มเป้าหมาย และความต้องการของเราเอง มาร่วมกันเปลี่ยนกระแสไวรัลบนหน้าจอ ให้กลายเป็นพลังสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสุขภาพใจที่ยั่งยืนกันเถอะ

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: