งานวิจัยระดับนานาชาติชิ้นใหม่ล่าสุด เผยข้อมูลน่าสนใจว่า ผู้หญิงที่กำลังรู้สึกวิตกกังวล อาจเข้าใจความรู้สึกทางร่างกายของตัวเองได้น้อยกว่าผู้ชายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกที่เกี่ยวกับการหายใจ งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งเพิ่งตีพิมพ์ลงวารสาร European Journal of Neuroscience และนำเสนอโดย PsyPost ได้ให้มุมมองใหม่ๆ ว่าทำไมความวิตกกังวลถึงส่งผลกระทบและแสดงอาการต่างกันในผู้ชายและผู้หญิง ประเด็นนี้กำลังเป็นที่จับตามองและสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลสุขภาพจิต ทั้งในไทยและทั่วโลก (PsyPost, 2025)

ผลการวิจัยนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อมองในบริบทสังคมไทยที่อัตราความวิตกกังวลสูงขึ้นเรื่อยๆ จากทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การแข่งขันด้านการเรียน และความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มาพร้อมกับความเจริญอย่างรวดเร็ว ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็ระบุว่า โดยรวมแล้วผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรควิตกกังวลมากกว่าผู้ชายเกือบสองเท่า ซึ่งตรงกับข้อมูลในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานของไทย (WHO) แต่งานวิจัยใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่แค่ความชุกของความวิตกกังวลที่ต่างกัน แต่ผู้หญิงยังอาจมีปัญหาเฉพาะตัวในการ ‘อ่านสัญญาณ’ จากภายในร่างกายตัวเอง หรือที่เรียกว่า ‘อินเทอโรเซปชัน’ (Interoception) ซึ่งก็คือความสามารถในการรับรู้และเข้าใจความรู้สึกภายใน เช่น อาการหายใจลำบาก หรือใจสั่น ว่าเชื่อมโยงกับสภาวะอารมณ์หรือจิตใจอย่างไร

อินเทอโรเซปชัน หรือ ‘การรับรู้สัญญาณภายในกาย’ ในทางการแพทย์ คือกระบวนการที่คนเรารับรู้สัญญาณต่างๆ จากข้างในร่างกายเรา เช่น การเต้นของหัวใจ ความหิว หรืออาการหายใจติดขัด (Wikipedia) การตีความสัญญาณเหล่านี้ได้ถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญมากต่อสุขภาพกายและใจ ตัวอย่างเช่น การรู้ตัวว่าอาการใจสั่นที่เป็นอยู่นั้นมาจากความกังวล ไม่ใช่ปัญหาสุขภาพร้ายแรง จะช่วยให้เราจัดการได้ถูกจุด เช่น หันไปฝึกสติหรือฝึกการหายใจ แทนที่จะรีบร้อนไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น

งานวิจัยใหม่นี้ทำในศูนย์วิจัยหลัก 4 แห่งทั่วยุโรป นำทีมวิเคราะห์โดย โอลิเวีย แฮร์ริสัน จากมหาวิทยาลัยโอทาโก ประเทศนิวซีแลนด์ มีผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นผู้ใหญ่สุขภาพดี 175 คน แบ่งเป็นชายและหญิงจำนวนเท่าๆ กัน ผู้เข้าร่วมต้องตอบแบบสอบถามเพื่อวัดระดับความวิตกกังวล ณ ขณะนั้น (state anxiety) และความวิตกกังวลที่เป็นนิสัย (trait anxiety) จากนั้น พวกเขาได้ทำแบบทดสอบการหายใจแบบพิเศษ ซึ่งบางครั้งจะมีการเพิ่มแรงต้านเบาๆ เข้าไปตอนหายใจเข้าผ่านอุปกรณ์ที่ใช้ หลังการทดสอบแต่ละครั้ง ผู้เข้าร่วมต้องบอกว่าพวกเขาสังเกตเห็นแรงต้านหรือไม่ และมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเองแค่ไหน

ผลการศึกษาพบว่า แม้ว่าทั้งชายและหญิงจะจับการเปลี่ยนแปลงการหายใจได้แม่นยำพอๆ กัน แต่คนที่กำลังกังวลมากกว่า (state anxiety สูง) กลับไม่ค่อยมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง ซึ่งเรียกว่าเป็น ‘อคติในการประเมินตนเอง’ (metacognitive bias) ที่สำคัญคือ พอทีมวิจัยดูว่า ใครที่ความมั่นใจสอดคล้องกับความสามารถจริงๆ (ซึ่งเรียกว่า ‘ความเข้าใจในความเข้าใจของตัวเอง’ - metacognitive insight) พวกเขาพบว่าผลเสียจากความวิตกกังวลนี้ เกิดขึ้นชัดเจนในกลุ่มผู้หญิงเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ชาย พูดง่ายๆ ก็คือ ผู้หญิงที่กำลังกังวล มักไม่ค่อยเชื่อว่าตัวเองสังเกตความเปลี่ยนแปลงในร่างกายได้ดีจริง และความมั่นใจที่พวกเธอรู้สึก ก็มักไม่ตรงกับความสามารถจริงๆ (European Journal of Neuroscience)

ดร. แฮร์ริสัน อธิบายเพิ่มเติมกับ PsyPost ว่า: “โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ชายและผู้หญิงมีความสามารถในการรับรู้สัญญาณภายในกาย (interoception) และความเข้าใจเกี่ยวกับการรับรู้การหายใจในระดับเดียวกัน แต่ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวล ณ ขณะนั้น (state anxiety) กับความเข้าใจสัญญาณภายในกายนั้นต่างกัน… ความวิตกกังวลที่มากขึ้น สัมพันธ์กับความเข้าใจที่แย่ลงเฉพาะในผู้หญิงเท่านั้น แต่ไม่พบความสัมพันธ์นี้ในผู้ชาย” รูปแบบนี้ไม่พบในกรณีของความวิตกกังวลที่เป็นนิสัย (trait anxiety) หรือภาวะซึมเศร้า ซึ่งยิ่งเน้นย้ำว่าความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า (state anxiety) ส่งผลต่อผู้หญิงเป็นพิเศษ (PsyPost, 2025)

เรื่องนี้สอดคล้องอย่างยิ่งกับประสบการณ์ของผู้หญิงไทยจำนวนมาก ที่มักถูกคาดหวังให้วางตัวดี ‘รักษาหน้า’ และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม ซึ่งบางครั้งก็ต้องแลกกับการกดเก็บอารมณ์หรือความรู้สึกทางกายไว้ ดังที่ พญ.ดรุณี รัตนวิภาพ จิตแพทย์จากโรงพยาบาลรามาธิบดี (ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้) ให้ความเห็นว่า: “ในสังคมไทย เด็กผู้หญิงมักถูกสอนให้เก็บกดความรู้สึกรุนแรง เพื่อรักษาหน้าตาของครอบครัวและไม่สร้างภาระให้ใคร นานๆ เข้า สิ่งนี้อาจทำให้ผู้หญิงแยกยากขึ้นระหว่างความเครียด ความกังวล หรือปัญหาสุขภาพจริงๆ เราเจอบ่อยในกลุ่มนักศึกษาและคนทำงานรุ่นใหม่ ที่มาหาหมอด้วยอาการปวดหัวเรื้อรัง ใจสั่น หรืออ่อนเพลีย โดยไม่รู้ตัวว่าอาการเหล่านี้เชื่อมโยงกับความวิตกกังวล”

ผลสำรวจสุขภาพจิตในไทยก่อนหน้านี้ก็สะท้อนแนวโน้มคล้ายๆ กัน โดยมีรายงานว่าผู้หญิงมีสัดส่วนสูงกว่าในการไปคลินิกผู้ป่วยนอกด้วยอาการทางกายที่หาสาเหตุชัดเจนไม่ได้ หรือที่บางทีเรียกว่า ‘อาการทางกายจากปัญหาทางใจ’ (somatization) ซึ่งอาจอธิบายได้ด้วยการรับรู้และเข้าใจสัญญาณภายในกายที่ลดลงนี่เอง (ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย) แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีงานวิจัยไม่มากนักที่เจาะลึกว่าความวิตกกังวลส่งผลต่อวิธีที่ผู้หญิง ‘อ่าน’ สัญญาณร่างกายตัวเองต่างจากผู้ชายอย่างไร

ข้อค้นพบนี้จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนสำคัญสำหรับทั้งหมอ ครู หรือคนในครอบครัวที่ดูแลผู้มีปัญหาความวิตกกังวล เพราะผู้หญิงไทยที่กำลังกังวลอาจไม่แน่ใจว่าความรู้สึกในร่างกายตัวเองนั้นถูกต้องหรือไม่ การให้คำแนะนำง่ายๆ เช่น บอกให้ ‘ทำใจให้สบาย’ หรือ ‘ผ่อนคลาย’ อาจไม่ได้ผล และอาจยิ่งทำให้พวกเธอรู้สึกสับสนและทุกข์ใจมากขึ้น ดร. แฮร์ริสันและทีมวิจัยแนะว่า การบำบัดที่เน้นช่วยสร้างความมั่นใจในการรับรู้สัญญาณร่างกาย เช่น การฝึกสติ (mindfulness) การฝึกกำหนดลมหายใจ (breathwork) หรือการใช้เครื่องมือช่วยฝึกการควบคุมร่างกาย (biofeedback) อาจมีประโยชน์มาก แนวทางเหล่านี้ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเชื่อมต่อกับร่างกายตัวเอง และเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นว่าสัญญาณทางกายเป็นเหมือนเข็มทิศบอกอารมณ์ที่สำคัญและเชื่อถือได้

อย่างไรก็ดี แม้กลุ่มตัวอย่างจะมีขนาดเหมาะสมและออกแบบการทดลองมาอย่างดี ทีมวิจัยนานาชาติก็ยอมรับว่ามีข้อจำกัดบางอย่าง การศึกษานี้เป็นการศึกษา ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง (cross-sectional study) จึงยังบอกไม่ได้แน่ชัดว่าความวิตกกังวลทำให้เข้าใจสัญญาณกายแย่ลง หรือเป็นในทางกลับกัน นอกจากนี้ ขั้นตอนการทดลองก็มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละศูนย์วิจัย และศึกษาเฉพาะการรับรู้สัญญาณเกี่ยวกับการหายใจเท่านั้น ทำให้ยังตอบไม่ได้ว่าผลกระทบที่ต่างกันในแต่ละเพศนี้จะเกิดกับความรู้สึกอื่นๆ เช่น จากหัวใจ หรือท้อง หรือในบริบทวัฒนธรรมอื่นๆ ด้วยหรือไม่ (ResearchGate) งานวิจัยในอนาคต ซึ่งอาจร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลในไทย อาจช่วยให้เราเข้าใจประเด็นเหล่านี้ได้ชัดเจนขึ้น

ข้อมูลเชิงลึกทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็สอดคล้องกับองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับเพศ ความวิตกกังวล และการรับรู้ตัวเอง เช่น งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2023 พบว่า การรับรู้สัญญาณภายในกายที่ไม่ดี ร่วมกับความกังวลเรื่องรูปร่างหน้าตาอย่างมาก มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและความผิดปกติในการกินในกลุ่มผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่เป็นชนกลุ่มน้อย (PubMed) ข้อคิดสำคัญสำหรับประเทศไทยและทั่วโลกก็คือ การหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาความตระหนักรู้ในร่างกาย (body awareness) อาจเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยลดปัญหาความวิตกกังวลในผู้หญิงได้

สำหรับผู้อ่านชาวไทย มีคำแนะนำง่ายๆ ที่นำไปใช้ได้จริง: หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการไม่สบายตัวบ่อยๆ ปวดเมื่อยตามตัวโดยไม่รู้สาเหตุ หรือรู้สึกว่าการหายใจเปลี่ยนไป ลองสังเกตดูว่าความวิตกกังวล โดยเฉพาะความเครียดที่กำลังเจออยู่ อาจเป็นสาเหตุที่ซ่อนอยู่ก็ได้ การฝึกสติ การทำสมาธิ โยคะ หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่เน้นการรับรู้ร่างกาย มีงานวิจัยทั้งในไทยและต่างประเทศยืนยันแล้วว่าช่วยเพิ่มการรับรู้สัญญาณภายในกายและลดความวิตกกังวลโดยรวมได้ (ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย; Advance Sage Journals) นอกจากนี้ บุคลากรทางการแพทย์ก็ควรใส่ใจเป็นพิเศษในการถามผู้ป่วยหญิงเกี่ยวกับความเครียดทั้งทางกายและใจ รับฟังความกังวลของพวกเธออย่างจริงจัง และไม่ควรมองข้ามสัญญาณเหล่านี้ไป

ในขณะที่วงการสุขภาพจิตของไทยกำลังมุ่งเน้นการดูแลที่เหมาะกับแต่ละคนมากขึ้น ข้อความสำคัญที่ชัดเจนคือ: การทำความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างกายกับใจ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่กำลังเผชิญความวิตกกังวล คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พวกเธอมีสุขภาวะที่ดีขึ้นและลดความทุกข์ลงได้ อดทนได้ แต่อย่าฝืนจนร่างกายส่งสัญญาณผิดปกติ—ความรู้สึกต่างๆ ก็สำคัญไม่แพ้อาการทางกาย และการเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในสัญญาณเหล่านั้นคือบันไดก้าวแรกสู่สุขภาพและความสุขที่ดีขึ้น

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความวิตกกังวลและการรับรู้สัญญาณภายในกาย สามารถศึกษาได้จากแหล่งข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ติดต่อศูนย์สุขภาพจิตใกล้บ้าน หรือลองหาคอร์สฝึกสติและฝึกหายใจที่น่าเชื่อถือและมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับในชุมชนของคุณ

แหล่งข้อมูล: