ช่วงนี้ในวงการสุขภาพกำลังฮือฮากับสิ่งที่เรียกว่า “อาหารเสริมมหัศจรรย์” ที่มีข่าวพาดหัวกันใหญ่โตว่าอาจช่วยป้องกันมะเร็ง บำรุงหัวใจ และชะลอความแก่ของผิวหนังได้ ข่าวนี้ดังมาจากสื่อต่างประเทศอย่าง New York Post ทำเอาคนไทยสายสุขภาพหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า: อาหารเสริมที่ว่านี้มันดีจริงอย่างที่เขาว่ากันหรือเปล่า แล้วเราควรจะหามาใช้ในชีวิตประจำวันแบบไทยๆ ของเราไหม?
บทความล่าสุดของ New York Post พาดหัวข่าวว่า “อาหารเสริมมหัศจรรย์ที่คุณอาจไม่เคยรู้จัก ช่วยป้องกันมะเร็ง เสริมสร้างหัวใจ และชะลอความชราของผิว” (เข้าไปอ่านได้ที่นี่) ได้จุดประกายความสนใจเกี่ยวกับสารประกอบในอาหารชนิดหนึ่งที่เชื่อกันว่ามีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพถึงสามด้าน แม้ว่าบทความจะไม่ได้เปิดเผยชื่ออาหารเสริมตัวนั้นตรงๆ ในพาดหัวและย่อหน้าแรก (เพราะต้องสมัครสมาชิกเพื่ออ่านเนื้อหาเต็ม) แต่การอ้างสรรพคุณที่ฟังดูน่าทึ่งขนาดนี้ ก็ย่อมทำให้เกิดการพูดคุยกันในวงกว้าง ทั้งในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและคนทั่วไป สำหรับคนไทยที่คุ้นเคยกับกระแสสุขภาพที่เข้ามามากมาย ตั้งแต่ผงคอลลาเจนไปจนถึงสารสกัดสมุนไพรนานาชนิด ความสงสัยใคร่รู้จึงมักจะตามมาเป็นเงาตามตัว
ทำไมเรื่องนี้ถึงน่าสนใจในบริบทของประเทศไทย? ทั้งเรื่องสังคมสูงวัย อัตราการป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (เช่น โรคหัวใจและมะเร็ง) ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงคนชั้นกลางที่ขยายตัวและหันมาใส่ใจสุขภาพ อยากมีอายุยืนยาว ปัจจัยเหล่านี้ล้วนขับเคลื่อนให้ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในบ้านเราเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากสถิติพบว่า ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยขยายตัวเฉลี่ย 7.5% ต่อปีในช่วงปี 2559-2565 โดยมีผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นที่มองหาผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม สุขภาพ และการป้องกันโรค (ข้อมูลจาก BOI) พอมีข่าวใหญ่ระดับโลกเกี่ยวกับอาหารเสริมตัวใหม่ๆ คนไทยก็มักจะหูผึ่ง และหลายคนก็พร้อมจะเปิดใจลอง “ของใหม่” ที่ดูเหมือนจะผสมผสานทั้งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่และภูมิปัญญาดั้งเดิมอย่างสมุนไพรเข้าไว้ด้วยกัน
เมื่อพิจารณาถึงสรรพคุณที่สื่อต่างประเทศเน้นย้ำ ประเด็นเรื่องการป้องกันมะเร็งดูเหมือนจะได้รับความสนใจมากที่สุด ดร. แอนโธนี มิลเลอร์ ศาสตราจารย์กิตติคุณจาก Dalla Lana School of Public Health มหาวิทยาลัยโทรอนโต ให้ความเห็นว่า “สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายตัวแสดงผลลัพธ์ที่น่าสนใจในห้องทดลอง แต่ประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งในชีวิตจริงนั้น จะยืนยันได้ก็ต่อเมื่อผ่านการทดลองในมนุษย์ระยะยาวเท่านั้น” (ข้อมูลเพิ่มเติมจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ สหรัฐฯ) องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็เน้นย้ำในทำนองเดียวกันถึงความสำคัญของอาหารการกินและวิถีชีวิตโดยรวม มากกว่าจะพึ่งพาอาหารเสริมเพียงอย่างเดียวเพื่อป้องกันโรค (ข้อมูลจาก WHO)
การอ้างสรรพคุณด้านสุขภาพหัวใจก็เป็นอีกเรื่องที่ดึงดูดความสนใจของคนไทยไม่น้อย เพราะโรคหัวใจและหลอดเลือดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของบ้านเรา (ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข) งานทบทวนวรรณกรรมชิ้นหนึ่งในปี 2022 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients ชี้ว่า อาหารเสริมบางชนิด เช่น CoQ10 กรดไขมันโอเมก้า-3 และสารต้านอนุมูลอิสระบางตัว อาจมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของหลอดเลือดและรักษาสมดุลของคอเลสเตอรอลได้ แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละคน และไม่สามารถมาทดแทนการกินอาหารไทยที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งอุดมไปด้วยผัก ปลา และธัญพืชไม่ขัดสีได้เลย (อ่านงานวิจัย) ที่น่าสังเกตคือ การดูแลสุขภาพหัวใจในบ้านเรามักเน้นที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่าการพึ่งอาหารเสริม ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากหลักความพอเพียงในพุทธศาสนาและวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นของเรานั่นเอง
ส่วนเรื่องการชะลอวัย โดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณ น่าจะเป็นประเด็นที่คนไทยเข้าถึงได้ง่ายที่สุด เพราะความสวยความงามเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ในสังคมเมือง จะเห็นได้จากการใช้ครีมผิวขาว ครีมกันแดด และเครื่องดื่มคอลลาเจนกันอย่างแพร่หลาย งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในช่วงหลังๆ ก็สนับสนุนว่าส่วนผสมบางอย่าง เช่น แอสตาแซนธิน หรือ โพลีฟีนอล อาจช่วยลดการอักเสบและความเครียดจากอนุมูลอิสระที่เกี่ยวข้องกับริ้วรอยแห่งวัยได้ (อ่านเพิ่มเติม) อย่างไรก็ตาม แพทย์ผิวหนังก็แนะนำให้คาดหวังตามความเป็นจริง โดยอธิบายว่าไม่มีอาหารเสริมตัวไหนเป็นยาอายุวัฒนะ และพื้นฐานของการมีผิวสุขภาพดีคือ การป้องกันแสงแดด การดื่มน้ำให้เพียงพอ และโภชนาการที่สมดุล ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่สุด
เมื่อมีคำกล่าวอ้างมากมายเช่นนี้ แล้วผู้บริโภคชาวไทยจะแยกแยะได้อย่างไรว่าอะไรคือกระแสที่โหมเกินจริง อะไรคือประโยชน์ต่อสุขภาพที่น่าเชื่อถือ? แพทยสภาและกระทรวงสาธารณสุขแนะนำให้ตรวจสอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เสมอ ระมัดระวังการตลาดที่โฆษณาเกินจริง และควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ดังที่ นพ. สุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อชั้นนำของไทยท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า “ไม่มียาวิเศษขนานไหน อาหารเสริมอาจมีบทบาทอยู่บ้าง แต่การป้องกันโรคที่ดีที่สุดยังคงมาจากการใช้ชีวิตที่ดี การรับประทานอาหารแบบไทยๆ ที่สมดุล และการตรวจสุขภาพเป็นประจำ” (อ้างอิงจาก แพทยสภา)
มุมมองทางประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยก็มีความเกี่ยวข้องเช่นกัน ในขณะที่ชาติตะวันตกอาจมองหาอาหารเสริมสังเคราะห์ตัวใหม่ๆ วัฒนธรรมไทยเรากลับมีภูมิปัญญาในการใช้สมุนไพรจากธรรมชาติมายาวนาน เช่น ขมิ้นชัน ขิง และมะรุม เพื่อหวังผลในการป้องกันโรคและส่งเสริมให้อายุยืนยาวในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน (ข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรไทย) การเปรียบเทียบระหว่างอาหารเสริมแผนปัจจุบันกับสมุนไพรดั้งเดิมนี้ช่วยให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ทำให้คนไทยเข้าใจถึงจุดแข็งและข้อจำกัดของทั้งสองแนวทาง
เมื่อมองไปในอนาคต งานวิจัยเกี่ยวกับอาหารเสริมชนิดใหม่ๆ ก็ยังคงเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์กำลังสำรวจส่วนผสมจากการหมักด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง สารสกัดใหม่ๆ จากทะเล และการผสมผสานระหว่างโปรไบโอติกกับสารประกอบจากพืชเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น ตลาดอาหารเสริมของไทยก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตตามเทรนด์เหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้บริโภคมีความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น และมีนโยบายที่สนับสนุนการใช้ข้อมูลตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงย้ำเตือนว่า การกำกับดูแลที่เข้มงวดและการให้ความรู้แก่สาธารณชนต้องก้าวให้ทัน เพื่อปกป้องผู้บริโภคจากคำกล่าวอ้างที่ทำให้เข้าใจผิดและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัย
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจอยากจะใช้อาหารเสริมอย่างชาญฉลาด มีขั้นตอนง่ายๆ ที่ทำได้ดังนี้: ตรวจสอบเลขทะเบียน อย. ทุกครั้ง มองหาสูตรที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยรองรับ เลือกซื้อจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ปรึกษาแพทย์หากคุณมีโรคประจำตัว และที่สำคัญ ห้ามใช้อาหารเสริมเพื่อทดแทนการรักษาทางการแพทย์ หรือทดแทนอาหารไทยที่ดีต่อสุขภาพและสมดุลเด็ดขาด เช่นเดียวกับนวัตกรรมด้านสุขภาพอื่นๆ การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญ อย่าเพิ่งหลงเชื่อง่ายๆ ยังคงเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุดเสมอเมื่อต้องเผชิญกับพาดหัวข่าวสุขภาพที่ฟังดูดีเกินจริง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง: