สถานการณ์สุขภาพจิตของคนทำงานทั่วโลกกำลังย่ำแย่ลงจนน่าเป็นห่วง จากผลการศึกษาล่าสุดของ AXA ที่ทำร่วมกับ IPSOS ซึ่งสำรวจข้อมูลใน 16 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย เผยให้เห็นภาพรวมปัจจุบันที่น่ากังวล ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะหมดไฟ ที่กลายเป็นเรื่องปกติในหมู่พนักงาน ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้กระทบแค่ชีวิตส่วนตัวของแต่ละคน แต่ยังลามไปถึงประสิทธิภาพการทำงานและสุขภาวะโดยรวมขององค์กรด้วย
ผลสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามในประเทศต่างๆ เช่น เบลเยียม จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี ฮ่องกง ไอร์แลนด์ อิตาลี ญี่ปุ่น เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ สเปน สวิตเซอร์แลนด์ ไทย ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิตอย่างน้อยหนึ่งอย่าง โดยเฉพาะภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล ซึ่งเป็นปัญหาที่พูดถึงกันมากที่สุด ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้น ซ้ำร้าย ปัญหานี้ยังถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยต่างๆ ทั้งความไม่มั่นคงทางการเงิน ความไม่แน่นอนในหน้าที่การงาน และการเสพข่าวสารด้านลบไม่หยุดหย่อน ผลกระทบที่ตามมานั้นกว้างไกล เพราะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยคุกคามทางดิจิทัล ก็ยิ่งสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงแผ่ขยายไปทั่ว ซึ่งผู้บริหารอย่าง Patrick Cohen จาก AXA เรียกว่าเป็น “ความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก” (eco-anxiety) ที่ยิ่งซ้ำเติมระดับความเครียดให้สูงขึ้นไปอีก
ในแง่การทำงาน พนักงานกว่าครึ่งยอมรับว่ารู้สึกเครียดมากขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นปัญหาเร่งด่วนเรื่องความไม่สมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ตอกย้ำด้วยข้อมูลที่ว่า ปัจจุบันปัญหาสุขภาพจิตเป็นสาเหตุของการลาป่วยถึง 27% ทั่วโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากปีก่อนๆ โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ปัญหาสุขภาพจิตได้กลายเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการลาป่วยระยะยาวไปแล้ว ยิ่งเน้นให้เห็นว่าปัญหานี้รุนแรงแค่ไหน
ที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุ 18-24 ปี คนกลุ่มนี้มีอัตราการลาป่วยจากปัญหาสุขภาพจิตสูงขึ้น โดยพบว่า 42% ได้รับผลกระทบ และมากถึง 85% อาจกำลังเผชิญกับความวิตกกังวล ความเครียด หรือภาวะซึมเศร้า การติดโซเชียลมีเดียประกอบกับความรู้สึกโดดเดี่ยว ถูกมองว่าเป็นตัวเร่งให้สุขภาพจิตของคนรุ่นใหม่ย่ำแย่ลง โดยครึ่งหนึ่งของคนรุ่นใหม่ที่ตอบแบบสำรวจยอมรับว่าโซเชียลมีเดียส่งผลเสียต่อความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขา
ผลสำรวจเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยเร่งด่วนให้องค์กรธุรกิจทั่วโลก รวมถึงในไทย ต้องหันมาใส่ใจเรื่องการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตในที่ทำงานมากขึ้น Nils Reich ซีอีโอของ AXA Global Health ผลักดันให้มีนโยบายด้านสุขภาพจิตที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยชี้ว่าพนักงานถึง 52% ต้องการให้บริษัทของตนมีระบบช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพ ความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างที่สำคัญระหว่างการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่องค์กรมีในปัจจุบันกับสิ่งที่พนักงานต้องการจริงๆ การตอบสนองความต้องการเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้พนักงานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดอัตราการลาป่วยได้อีกด้วย
สำหรับบริบทของประเทศไทย แนวโน้มระดับโลกเหล่านี้อาจกระตุ้นให้เกิดการให้ความสำคัญกับการนำเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานมาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรมากขึ้น การคำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและค่านิยมของสังคมไทยจะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างกรอบการดูแลสุขภาพจิตที่มีประสิทธิภาพ แนวคิดแบบไทยๆ เรื่องการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชนและความเป็นอยู่ที่ดี อาจนำมาปรับใช้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีคุณค่าในการสร้างสรรค์แนวทางการดูแลสุขภาพจิตที่ยั่งยืนได้
เมื่อมองไปข้างหน้า หากมีการวางมาตรการที่เหมาะสม ที่ทำงานก็มีศักยภาพที่จะเป็นมากกว่าแค่สถานที่สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจ แต่ยังสามารถเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม สำหรับบริษัทในประเทศไทย การเข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์เรื่องสุขภาพจิตและการสร้างนโยบายในที่ทำงานที่เอื้อต่อพนักงานมากขึ้น สามารถพลิกโฉมบรรยากาศทางธุรกิจ และนำไปสู่พนักงานที่มีสุขภาพดีและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในที่สุด
สำหรับผู้อ่านชาวไทย สิ่งสำคัญคือการหมั่นสังเกตสัญญาณความเครียดและความเหนื่อยล้าทางใจของตนเอง และอย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ ไม่ว่าจะเป็นจากช่องทางที่องค์กรมีให้ ระบบช่วยเหลือในชุมชน หรือบริการด้านสุขภาพจิตโดยตรง การตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตของตัวเองและการช่วยกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงาน สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกได้อย่างมากทั้งในชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว