เป็นเรื่องน่าทึ่งมากที่ แองกัส คอลลินส์ นักกีฬาแกร่งทรหดระดับโลก (ultra-endurance athlete) หันมาทุ่มเทให้กับภารกิจสำคัญ คือการสร้างความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตของผู้ชาย คอลลินส์เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักผจญภัยตัวยง และเป็นเจ้าของสถิติโลกสุดทึ่งถึง 5 รายการ รวมถึงการเป็นคนอายุน้อยที่สุดที่พายเรือข้ามมหาสมุทรอินเดีย แปซิฟิก และแอตแลนติก แต่ครั้งนี้ เขาหันมาให้ความสำคัญกับประเด็นที่สะเทือนใจเขาอย่างลึกซึ้ง หลังจากรอดชีวิตจากความพยายามฆ่าตัวตายเมื่อห้าปีก่อน เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าจะใช้ชื่อเสียงและเรื่องราวของตัวเองเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชายและเด็กผู้ชายกล้าที่จะเปิดเผยความรู้สึกเปราะบาง และกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาสุขภาพจิตของตัวเอง

แคมเปญนี้ถือว่าใกล้ตัวคนไทยไม่น้อย ท่ามกลางกระแสความสนใจเรื่องสุขภาพจิตที่เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก ในสังคมไทยที่ค่านิยมเดิมๆ มักสอนให้ผู้ชายต้องอดทน เก็บความรู้สึก ไม่แสดงความอ่อนแอ การรณรงค์ของคอลลินส์จึงอาจเป็นเหมือนเชื้อไฟที่จุดประเด็นให้เกิดการพูดคุยในเรื่องสำคัญนี้มากขึ้น สถิติหลายปีที่ผ่านมาก็ชี้ว่า สังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพจิตที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอัตราการฆ่าตัวตายในกลุ่มผู้ชายที่สูงกว่าผู้หญิงมาตลอด เรื่องราวและภารกิจของคอลลินส์จึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่สังคมทั่วโลกต้องปรับเปลี่ยนมุมมองไปสู่การเปิดใจและความเข้าใจในประเด็นสุขภาพจิตให้มากขึ้น

แองกัส คอลลินส์ เริ่มต้นความท้าทายครั้งล่าสุดนี้จากประสบการณ์ตรงอันเจ็บปวด โดยมีพลังใจที่ได้จากการล้มแล้วลุกขึ้นสู้ (resilience) และการเข้าใจตัวเองเป็นแรงผลักดัน แนวคิดนี้สอดคล้องกับค่านิยมไทยเรื่อง “ความเข้มแข็ง” แต่เป็นการตีความในมุมใหม่ว่า ความเข้มแข็งที่แท้จริงไม่ใช่การเก็บกดอารมณ์ แต่คือความกล้าที่จะยอมรับและรับมือกับปัญหาเหล่านั้นอย่างถูกวิธี การรณรงค์ของเขายังสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวระดับโลก รวมถึงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันว่า การพูดคุยอย่างเปิดอกและการสนับสนุนจากคนรอบข้างมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดอัตราการฆ่าตัวตาย

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเห็นตรงกันว่า การทำให้การพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติในสังคม คือกุญแจสำคัญในการทำลายอคติเกี่ยวกับการขอความช่วยเหลือ ดร. ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ นักจิตวิทยาชั้นนำของไทย กล่าวว่า “พอคนดังอย่างคุณคอลลินส์ออกมาเล่าประสบการณ์ที่เคยผ่านความยากลำบาก มันทำให้ปัญหาสุขภาพจิตดูเป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์มากขึ้น เป็นการส่งสัญญาณว่าความเปราะบางไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราทุกคนต่างก็เจอได้” มุมมองนี้ตอกย้ำถึงพลังของการแบ่งปันเรื่องราวส่วนตัวในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

สำหรับประเทศไทย ผลลัพธ์จากโครงการของคอลลินส์อาจส่งผลได้ในหลายมิติ ประเทศไทยพยายามผนวกเรื่องสุขภาพจิตเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวาระสุขภาพแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่อง โดยพยายามขยายบริการให้คำปรึกษาและสร้างเครือข่ายช่วยเหลือต่างๆ อย่างไรก็ตาม สังคมยังต้องการการปรับเปลี่ยนทัศนคติและวัฒนธรรมครั้งใหญ่ เพื่อให้เกิดการยอมรับว่าความเปราะบางไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเข้มแข็งได้เช่นกัน

หากมองย้อนไปในอดีต ประเด็นสุขภาพจิตในไทยมีความผูกพันลึกซึ้งกับกรอบความคิดทางสังคมและความคาดหวังแบบเดิมๆ ที่มีต่อผู้ชาย ในวัฒนธรรมที่ให้ค่ากับความอดทนและการเก็บความรู้สึกมานาน ยุคปัจจุบันจึงเป็นโอกาสดีที่จะทบทวนและนิยามความหมายของ ‘ความเข้มแข็ง’ กันใหม่ การรณรงค์ของคอลลินส์อาจเป็นแรงกระตุ้นให้สังคมไทยช่วยกันตีความ ‘ความเป็นชาย’ ในมุมที่กว้างขึ้น และส่งเสริมให้บรรยากาศการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติธรรมดาเหมือนการพูดคุยเรื่องสุขภาพกาย

เมื่อมองไปข้างหน้า ความทุ่มเทของคอลลินส์ในการสร้างความตระหนักรู้อาจเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดแคมเปญคล้ายๆ กันนี้ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก การที่สังคมหันมาพูดคุยกันในเรื่องนี้มากขึ้นผ่านเวทีต่างๆ ย่อมมีพลังพอที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย และพัฒนาระบบสนับสนุนด้านสุขภาพจิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

สำหรับคนไทยเราเอง ก็มีขั้นตอนง่ายๆ ที่นำไปปรับใช้ได้ การเริ่มต้นพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตอย่างเปิดอกในครอบครัวและในกลุ่มเพื่อนฝูง จะช่วยลดอคติทางสังคมที่มีต่อเรื่องนี้ได้ การสร้างความเข้าใจและแนะนำให้คนเข้าถึงแหล่งข้อมูลและบริการด้านสุขภาพจิตก็เป็นอีกก้าวที่สำคัญ อยากเชิญชวนคนไทยทุกคนลองเข้าร่วมกิจกรรมอบรม หรืองานรณรงค์ด้านสุขภาพจิตต่างๆ ที่จัดขึ้นในชุมชน เพื่อมาช่วยกันสร้างสังคมที่แข็งแรงและพร้อมช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

ด้วยหัวใจเดียวกับภารกิจของคอลลินส์ การร่วมมือกันส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยเรื่องสุขภาพจิตอย่างเปิดเผยและสร้างสรรค์ จะช่วยปูทางไปสู่สังคมที่มีความเข้าอกเข้าใจและเอื้ออาทรต่อกันมากยิ่งขึ้น