แบบแผนการประเมินสุขภาพตามแนวคิดของกอร์ดอน
(Marjory Gordon’s Functional Health Patterns)
ดร.ภาณุ อดกลั้น
บทนำ
แบบแผนการประเมินสุขภาพตามแนวคิดของ มาร์จอรีย์ กอร์ดอน (Marjory Gordon’s Functional Health Patterns) เป็นกรอบการประเมินทางการพยาบาลที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ช่วยให้พยาบาลเข้าใจผู้ป่วยอย่างครอบคลุม และส่งเสริมการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care) โดยพิจารณาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ เน้นการดูแลผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centered Care) เป็นแบบแผนที่ยังคงมีความทันสมัย เพราะช่วยระบุปัญหาที่ซับซ้อนและวางแผนการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แบบแผนการประเมินสุขภาพตามแนวคิดของกอร์ดอน เป็นกรอบแนวคิดที่ยืดหยุ่นและเป็นระบบ จึงเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับพยาบาลในการวินิจฉัยปัญหาและส่งเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาสุขภาพยุคใหม่ที่มุ่งเน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา ประกอบด้วยแบบแผน 11 ด้าน ช่วยให้พยาบาลจัดระบบข้อมูลอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่ประวัติสุขภาพ พฤติกรรมสุขภาพ ไปจนถึงปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ของผู้ป่วย ดังนี้
แบบแผนที่ 1 การรับรู้ภาวะสุขภาพและการดูแลสุขภาพ (Health Perception and Health Management)
1. การรับรู้ภาวะสุขภาพ (Health Perception)
1.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพควรครอบคลุมความเข้าใจ ทัศนคติ และความเชื่อของผู้ป่วยเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง เช่น
- "คุณคิดว่าสุขภาพโดยรวมของคุณในขณะนี้เป็นอย่างไร? และเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?"
- "คุณเข้าใจเกี่ยวกับภาวะสุขภาพหรือโรคที่คุณเป็นอยู่อย่างไรบ้าง? คุณคิดว่าอะไรเป็นสาเหตุของอาการที่คุณกำลังประสบอยู่?"
- "คุณมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของคุณในด้านใดบ้าง? และมีความคาดหวังอย่างไรต่อการรักษาในครั้งนี้?"
- "คุณคิดว่าอะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการมีสุขภาพดี? และอะไรที่ทำให้สุขภาพแย่ลง?"
- "คุณได้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับภาวะสุขภาพหรือโรคของคุณจากแหล่งใดบ้าง? และข้อมูลเหล่านั้นทำให้คุณรู้สึกอย่างไร?"
1.2 การตรวจร่างกาย เพื่อประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ เช่น
- การสังเกตท่าทางและพฤติกรรม ประเมินความสอดคล้องระหว่างอาการที่แสดงออกกับข้อมูลที่ได้รับจากการซักประวัติ
- การสังเกตสีหน้า การแสดงออกทางอารมณ์ ประเมินผลกระทบทางอารมณ์จากการรับรู้ภาวะสุขภาพ เช่น สีหน้าวิตกกังวล ซึมเศร้า สงบนิ่ง หรือเฉยเมย
- การประเมินระดับความรู้สึกตัว และการรับรู้ ประเมินความสามารถในการเข้าใจและอธิบายภาวะสุขภาพของตน
- การประเมินปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ สังเกตความลังเล ความมั่นใจ หรือการหลีกเลี่ยงคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ
- การประเมินทักษะการสื่อสาร ประเมินความสามารถในการอธิบายอาการ ความเจ็บป่วย และการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
1.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
- การประเมินความรู้ความเข้าใจ ใช้แบบประเมินความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและภาวะสุขภาพของผู้ป่วย (Health Literacy Assessment)
- การประเมินระดับความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า ใช้แบบประเมิน Hospital Anxiety and Depression Scale (HADS), State-Trait Anxiety Inventory (STAI)
- การประเมินการรับรู้ภาวะสุขภาพ ใช้แบบประเมิน Health Perception Questionnaire (HPQ), SF-36 Health Survey
- แบบประเมินคุณภาพชีวิตที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ใช้แบบประเมิน EQ-5D, WHOQOL-BREF เพื่อประเมินการรับรู้คุณภาพชีวิตที่สัมพันธ์กับสุขภาพ
- การตรวจวัดสัญญาณชีพ เพื่อเปรียบเทียบกับการรับรู้อาการของผู้ป่วย
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ภาวะสุขภาพ เช่น
- ความรู้เกี่ยวกับภาวะสุขภาพไม่เพียงพอ เนื่องจากขาดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและแนวทางการรักษา
- การรับรู้ภาวะสุขภาพบิดเบือน เนื่องจากความเชื่อและทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโรค
- ความวิตกกังวลสูง เนื่องจากการรับรู้ความรุนแรงของโรคมากเกินจริง
- ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา เนื่องจากการรับรู้ประโยชน์ของการรักษาน้อยกว่าความเป็นจริง
- การเผชิญปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากการรับรู้ว่าไม่สามารถควบคุมภาวะสุขภาพของตนเองได้
2. การดูแลสุขภาพ (Health Management)
2.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินการดูแลสุขภาพควรครอบคลุมพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ การปฏิบัติตามแผนการรักษา และความสามารถในการจัดการภาวะสุขภาพ เช่น
- "คุณมีวิธีการดูแลสุขภาพของตนเองในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง? ทั้งในด้านการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน และการจัดการความเครียด"
- "คุณมีการตรวจสุขภาพประจำปีหรือไม่? ครั้งล่าสุดเมื่อใด? และมีการตรวจคัดกรองโรคอะไรบ้าง?"
- "หากคุณมีอาการผิดปกติหรือเจ็บป่วย คุณมีวิธีจัดการอย่างไร? และเมื่อใดที่คุณตัดสินใจไปพบแพทย์?"
- "คุณรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งหรือไม่? มีปัญหาหรืออุปสรรคในการใช้ยาหรือไม่? และคุณจัดการอย่างไร?"
- "มีใครในครอบครัวหรือสังคมที่ช่วยสนับสนุนคุณในการดูแลสุขภาพบ้างหรือไม่? และพวกเขาช่วยคุณอย่างไร?"
2.2 การตรวจร่างกาย เพื่อประเมินการดูแลสุขภาพเช่น
- การประเมินสุขอนามัยส่วนบุคคล สังเกตความสะอาดของร่างกาย เสื้อผ้า เล็บ และการดูแลช่องปาก
- การประเมินสภาพผิวหนัง ตรวจหาร่องรอยของการดูแลตนเอง เช่น แผลเรื้อรัง แผลกดทับ ผื่นผิวหนังจากการแพ้ หรือการระคายเคือง
- การประเมินน้ำหนักและสัดส่วนของร่างกาย วัดค่า BMI และเส้นรอบเอว เพื่อประเมินภาวะโภชนาการ
- การประเมินความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ ทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และประเมินขีดจำกัดในการทำกิจกรรม
- การประเมินทักษะการดูแลตนเอง สังเกตความสามารถในการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เครื่องพ่นยา เครื่องวัดระดับน้ำตาล การฉีดอินซูลิน เป็นต้น
2.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
- การตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar, HbA1c) ประเมินประสิทธิภาพของการควบคุมเบาหวานในผู้ป่วยเบาหวาน
- การตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile) ประเมินประสิทธิภาพของการควบคุมไขมันในเลือดและการปฏิบัติตามคำแนะนำด้านอาหาร
- การตรวจระดับยาในเลือด (Drug Level Monitoring) ประเมินการรับประทานยาตามแผนการรักษา
- การตรวจองค์ประกอบของร่างกาย (Body Composition Analysis) ประเมินสัดส่วนของกล้ามเนื้อและไขมัน ซึ่งสะท้อนถึงพฤติกรรมการออกกำลังกายและการรับประทานอาหาร
- การประเมินความสามารถในการดูแลตนเอง ใช้แบบประเมิน เช่น Self-Care Ability Scale, Appraisal of Self-Care Agency Scale
- การประเมินความร่วมมือในการรักษา ใช้แบบประเมิน เช่น Morisky Medication Adherence Scale (MMAS), Brief Medication Questionnaire (BMQ)
2.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ เช่น
- การจัดการสุขภาพตนเองไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพตามภาวะโรค
- ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา เนื่องจากมีอุปสรรคด้านเศรษฐกิจและการเข้าถึงระบบบริการสุขภาพ
- ความสามารถในการดูแลตนเองลดลง เนื่องจากมีข้อจำกัดทางด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว
- มีพฤติกรรมสุขภาพที่เป็นอันตราย เนื่องจากขาดความตระหนักถึงผลกระทบของพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ
- การดูแลสุขภาพที่บ้านไม่เพียงพอ เนื่องจากขาดระบบสนับสนุนทางครอบครัวและสังคม
แบบแผนที่ 2 โภชนาการและการเผาผลาญสารอาหาร (Nutrition and Metabolism)
1. โภชนาการ (Nutrition)
1.1 การซักประวัติ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโภชนาการ เช่น
- "คุณรับประทานอาหารวันละกี่มื้อ และมื้อไหนที่คุณรับประทานมากที่สุด?"
- "ช่วงเดือนที่ผ่านมา น้ำหนักของคุณมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่? ถ้ามี เพิ่มหรือลดประมาณเท่าไร?"
- "คุณมีอาหารที่แพ้หรือไม่สามารถรับประทานได้หรือไม่? ถ้ามี โปรดระบุ"
- "คุณมีอาการผิดปกติหลังรับประทานอาหารหรือไม่? เช่น แน่นท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน หรือปัญหาการเคี้ยว/กลืน?"
- "คุณมีการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน หรือแร่ธาตุเสริมใดๆ หรือไม่?"
1.2 การตรวจร่างกาย
1.2.1 ประเมินภาวะโภชนาการ
- วัดสัดส่วนร่างกาย น้ำหนัก ส่วนสูง ดัชนีมวลกาย (BMI) เส้นรอบเอว และสัดส่วนเอวต่อสะโพก
- ประเมินกล้ามเนื้อและไขมันใต้ผิวหนัง
- ใช้เครื่องมือทางคลินิก เช่น BIA (Bioelectrical Impedance Analysis) เพื่อประเมินองค์ประกอบของร่างกาย
1.2.2 ตรวจร่างกายเพื่อหาสัญญาณของภาวะขาดสารอาหาร
- ผิวหนัง ความแห้ง ความยืดหยุ่น จุดเลือดออก บริเวณคอและใบหน้าคล้ำ (acanthosis nigricans)
- ช่องปาก ภาวะเยื่อบุอักเสบ ลิ้นอักเสบ เหงือกอักเสบ ฟันผุ
- ผม ความเงางาม ความหนาแน่น การหลุดร่วง
- เล็บ รูปร่างผิดปกติ เปราะบาง เส้นตามขวาง
- ตา ความชุ่มชื้น ภาวะตาแห้ง จอประสาทตาผิดปกติ
- กล้ามเนื้อ มวลกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง
1.2.3 ตรวจระบบทางเดินอาหาร
- ตรวจการเคลื่อนไหวของลำไส้ (bowel sounds)
- คลำช่องท้องเพื่อหาความผิดปกติของตับ ม้าม และอวัยวะอื่น
- ตรวจหาภาวะท้องอืด ท้องมาน และอาการกดเจ็บ
1.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
1.3.1 การตรวจทางห้องปฏิบัติการพื้นฐาน
- CBC ประเมินภาวะซีดจากการขาดสารอาหาร
- ระดับโปรตีนในเลือด Albumin, Prealbumin, Transferrin
- ระดับไขมันในเลือด Cholesterol, Triglycerides, HDL, LDL
- ระดับวิตามินและแร่ธาตุ วิตามิน B12, วิตามิน D, โฟเลท, เหล็ก, สังกะสี, แมกนีเซียม
- การทำงานของตับ ALT, AST, ALP, Bilirubin
1.3.2 การตรวจทางรังสีวิทยา
- การถ่ายภาพรังสีทรวงอก ประเมินภาวะปอดบวมน้ำจากการขาดโปรตีน
- การตรวจด้วยอัลตราซาวด์ ประเมินไขมันในตับ ภาวะตับแข็ง ถุงน้ำดี
- CT scan หรือ MRI ตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะในช่องท้อง
1.3.3 การตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
- การส่องกล้องทางเดินอาหาร ประเมินการอักเสบ แผล หรือมะเร็ง
- การตรวจการดูดซึมสารอาหาร glucose tolerance test, D-xylose absorption test
- DEXA scan ประเมินความหนาแน่นของมวลกระดูก
- การตรวจอุจจาระครบวงจร หาเลือด ไขมัน พยาธิ และการติดเชื้อ
- การตรวจภาวะแพ้อาหาร Skin prick test, IgE specific food allergens, Elimination diet
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ภาวะโภชนาการบกพร่องเนื่องจากการรับประทานอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย
- ความเสี่ยงต่อภาวะทุโภชนาการจากการดูดซึมสารอาหารผิดปกติ
- ภาวะน้ำหนักเกินเนื่องจากการรับประทานอาหารที่มีพลังงานสูงเกินความต้องการของร่างกาย
- ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเนื่องจากภาวะขาดสารอาหารส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
- การรับรู้เกี่ยวกับโภชนาการบกพร่องเนื่องจากขาดความรู้เรื่องหลักโภชนาการที่เหมาะสม
2. การเผาผลาญสารอาหาร (Metabolism)
2.1 การซักประวัติ การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการเผาผลาญสารอาหาร เช่น
- "คุณมีประวัติโรคเกี่ยวกับการเผาผลาญสารอาหารหรือไม่? เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ หรือโรคตับอ่อน?"
- "คุณมีอาการผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือดหรือไม่? เช่น หิวบ่อย กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย หรือเหนื่อยง่าย?"
- "คุณรับประทานยาที่มีผลต่อการเผาผลาญสารอาหารหรือไม่? เช่น ยาเบาหวาน ยาลดไขมัน หรือยารักษาโรคไทรอยด์?"
- "ครอบครัวของคุณมีประวัติโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือโรคไทรอยด์หรือไม่?"
- “คุณสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักโดยที่ไม่ได้ตั้งใจหรือไม่? การทนต่อความร้อนหรือความเย็นของคุณเปลี่ยนไปหรือไม่?”
2.2 การตรวจร่างกาย
2.2.1 ประเมินสัญญาณชีพ
- วัดอุณหภูมิร่างกาย ภาวะเผาผลาญสูงอาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น
- วัดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ภาวะไทรอยด์เป็นพิษอาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว
- วัดอัตราการหายใจ ประเมินภาวะเลือดเป็นกรด (หายใจเร็วลึก) หรือด่าง (หายใจช้าตื้น)
2.2.2 ตรวจร่างกายเฉพาะระบบ
- ตรวจต่อมไทรอยด์ ขนาด รูปร่าง และความผิดปกติ
- ตรวจตา ภาวะตาโปน (exophthalmos) ในโรคไทรอยด์เป็นพิษ
- ตรวจผิวหนัง ความชุ่มชื้น อุณหภูมิ ความหนาของผิวหนัง
- ตรวจมือ อาการสั่น (tremor) ในภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
- ตรวจระดับความรู้สึกตัว ซึม สับสน ในภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงมาก
2.2.3 ประเมินอาการเฉพาะภาวะ
- ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เหงื่อออก ใจสั่น หิว มือสั่น วิงเวียน
- ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ หิว เพลีย คันตามตัว
- ภาวะกรดคีโตนจากเบาหวาน (DKA) หายใจหอบลึก (Kussmaul respiration) ลมหายใจมีกลิ่นผลไม้
- ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ กระวนกระวาย ขี้ร้อน เหงื่อออกมาก ผอมลง
- ภาวะพร่องไทรอยด์ อ่อนเพลีย ขี้หนาว ผิวแห้ง ท้องผูก น้ำหนักเพิ่ม
2.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
2.3.1 การตรวจระดับน้ำตาลและการควบคุมเบาหวาน
- Fasting Plasma Glucose (FPG)
- 2-hour Postprandial Glucose
- Hemoglobin A1c (HbA1c)
- การตรวจสารคีโตนในเลือดและปัสสาวะ
- การตรวจ Continuous Glucose Monitoring (CGM)
2.3.2 การตรวจการทำงานของไทรอยด์
- TSH, Free T3, Free T4
- Thyroid Antibodies Anti-TPO, Anti-TG
- Thyroid Ultrasound
- Radioactive iodine uptake test
2.3.3 การตรวจไขมันในเลือด
- Total Cholesterol, Triglycerides, HDL-C, LDL-C
- Non-HDL Cholesterol
- Apolipoprotein A1 and B
2.3.4 การตรวจความสมดุลกรด-ด่าง
- Arterial Blood Gas (ABG)
- Venous Blood Gas (VBG)
- Serum Electrolytes
- Anion Gap
2.3.5 การตรวจการทำงานของตับและตับอ่อน
- Liver Function Tests ALT, AST, ALP, Bilirubin
- Serum Amylase และ Lipase
- การตรวจภาพตับด้วย Ultrasound, CT scan, MRI
2.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเนื่องจากการได้รับอินซูลินหรือยาเบาหวานไม่สัมพันธ์กับการรับประทานอาหาร
- ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและการเกิดภาวะกรดคีโตนจากเบาหวาน
- ภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเนื่องจากระดับไขมันในเลือดผิดปกติ
- ความไม่สุขสบายเนื่องจากอาการของภาวะเผาผลาญผิดปกติจากโรคไทรอยด์
- การรับรู้เกี่ยวกับการดูแลตนเองบกพร่องในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของการเผาผลาญสารอาหาร
3. ภาวะสมดุลของน้ำและอิเล็กโทรไลต์ (Fluid and Electrolyte Balance)
3.1 การซักประวัติ การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับภาวะสมดุลของน้ำและอิเล็กโทรไลต์ เช่น
- "คุณดื่มน้ำวันละเท่าไร? และดื่มเครื่องดื่มประเภทใดบ้าง?"
- "คุณสังเกตเห็นความผิดปกติเกี่ยวกับปัสสาวะหรือไม่? เช่น ปัสสาวะน้อยลง มีสีเข้มขึ้น หรือปัสสาวะบ่อยผิดปกติ?"
- "คุณมีอาการบวมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายหรือไม่? เช่น ขา เท้า มือ หรือใบหน้า?"
- "คุณมีอาการท้องเสีย อาเจียน หรือเหงื่อออกมากผิดปกติในช่วงที่ผ่านมาหรือไม่?"
-
"คุณรับประทานยาขับปัสสาวะ ยาประเภทสเตียรอยด์ หรือยาที่มีผลต่อการทำงานของไตหรือไม่?"
- การตรวจร่างกาย
3.2.1 ประเมินสถานะการไหลเวียนของเลือด
- วัดความดันโลหิตในคุณอนและท่ายืน (orthostatic hypotension)
- วัดอัตราการเต้นของหัวใจและคุณภาพชีพจร
- ประเมิน Capillary refill time
3.2.2 ประเมินสถานะน้ำในร่างกาย
- ตรวจความตึงตัวของผิวหนัง (skin turgor)
- ตรวจความชุ่มชื้นของเยื่อบุช่องปากและลิ้น
- ตรวจความยุบของตา (sunken eyes)
- ประเมินความตึงตัวของหลอดเลือดดำที่คอ (jugular venous pressure)
3.2.3 ตรวจหาอาการของความไม่สมดุลของอิเล็กโทรไลต์
- Hyponatremia สับสน ชัก กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- Hypernatremia กระสับกระส่าย กระหายน้ำ ผิวแห้ง
- Hypokalemia กล้ามเนื้ออ่อนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ท้องผูก
- Hyperkalemia ใจสั่น ชีพจรช้า ชาตามปลายมือปลายเท้า
- Hypocalcemia ชัก เกร็ง อาการ Chvostek's sign และ Trousseau's sign
- Hypercalcemia อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ปวดกระดูก สับสน
3.2.4 ประเมินภาวะบวมน้ำ
- ตรวจหาอาการบวมตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย (pitting edema)
- วัดเส้นรอบวงของขา แขน หรือส่วนที่มีอาการบวม
- ตรวจหาภาวะน้ำในช่องปอด ช่องท้อง หรือเยื่อหุ้มหัวใจ
- การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
3.3.1 การตรวจเลือด
- Serum Electrolytes Na, K, Cl, Ca, Mg, P
- BUN และ Creatinine
- Serum Osmolality
- Acid-Base Balance Arterial Blood Gas
- Complete Blood Count Hct (ประเมินภาวะเข้มข้นของเลือด)
3.3.2 การตรวจปัสสาวะ
- Urinalysis Specific gravity, Osmolality
- Urine Electrolytes Na, K, Cl
- Urine Creatinine
- Fractional Excretion of Sodium (FENa)
3.3.3 การตรวจทางรังสีวิทยา
- Chest X-ray ประเมินภาวะน้ำในปอด
- Ultrasound ตรวจขนาดไต ตรวจหาภาวะท้องมาน
- CT scan ประเมินการสะสมของน้ำในเนื้อเยื่อต่างๆ
3.3.4 การตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
- การวัดสมดุลน้ำเข้า-ออก (Intake-Output)
- การชั่งน้ำหนักประจำวัน
- Bioelectrical Impedance Analysis (BIA) ประเมินองค์ประกอบน้ำในร่างกาย
- การทดสอบการทำงานของต่อมหมวกไต (Adrenal function tests)
3.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำเนื่องจากการสูญเสียน้ำทางทางเดินอาหารและไม่สามารถดื่มน้ำได้เพียงพอ
- ภาวะปริมาตรน้ำในร่างกายเกินเนื่องจากการทำงานของไตบกพร่องหรือภาวะหัวใจล้มเหลว
- ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะอิเล็กโทรไลต์ผิดปกติเนื่องจากการใช้ยาขับปัสสาวะหรือยาสเตียรอยด์
- ความไม่สุขสบายเนื่องจากภาวะบวมน้ำในเนื้อเยื่อ
- ความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากความไม่สมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย
แบบแผนที่ 3 การขับถ่าย (Elimination)
การขับถ่ายเป็นกระบวนการสำคัญในการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. การขับถ่ายปัสสาวะ (Urine)
1.1 การซักประวัติ เกี่ยวกับการขับถ่ายปัสสาวะ แบบแผนการขับถ่ายปัสสาวะปกติ อาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายปัสสาวะ ประวัติการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง การใช้ยาที่มีผลต่อการขับถ่ายปัสสาวะ หรือ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น
- "คุณปัสสาวะบ่อยแค่ไหนในแต่ละวัน และมีการตื่นมาปัสสาวะในเวลากลางคืนหรือไม่?"
- "คุณมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการปัสสาวะหรือไม่ เช่น แสบขัด ปวด ปัสสาวะลำบาก หรือมีสีผิดปกติ?"
- "คุณดื่มน้ำวันละประมาณเท่าไร และมีการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานหรือไม่?"
- "คุณเคยมีประวัติเป็นโรคไต โรคทางเดินปัสสาวะ หรือโรคเบาหวานหรือไม่?"
- "คุณกำลังรับประทานยาอะไรอยู่ โดยเฉพาะยาขับปัสสาวะหรือยาที่มีผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะหรือไม่?"
1.2 การตรวจร่างกาย เพื่อประเมินการขับถ่ายปัสสาวะ เช่น
- ตรวจการบวมบริเวณใบหน้า เท้า และข้อเท้า เพื่อประเมินการคั่งของน้ำในร่างกาย
- คลำบริเวณเหนือหัวเหน่า (Suprapubic) เพื่อประเมินการโป่งพองของกระเพาะปัสสาวะ
- เคาะบริเวณมุมกระดูกสันหลังและซี่โครง (Costovertebral angle) เพื่อตรวจหาความเจ็บปวดบริเวณไต
- สังเกตลักษณะของปัสสาวะ เช่น สี กลิ่น ความขุ่น ฟอง ตะกอน หรือมีเลือดปน
- ประเมินความสมดุลของการได้รับและขับออกของสารน้ำ (Intake/Output)
- ตรวจสัญญาณชีพเพื่อประเมินภาวะขาดน้ำหรือมีน้ำเกิน
- ตรวจการทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน
1.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่น ๆ
1.3.1การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) ตรวจหาความผิดปกติพื้นฐานเช่น โปรตีน น้ำตาล เม็ดเลือด เซลล์เม็ดเลือดขาว ไนไตรท์ และความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะ
- Urine Culture and Sensitivity ตรวจเพาะเชื้อและความไวต่อยาปฏิชีวนะ
- การตรวจทางชีวเคมี Blood Urea Nitrogen (BUN), Creatinine, Electrolytes, eGFR
- Urine Protein/Creatinine Ratio หรือ Albumin/Creatinine Ratio ประเมินการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ
- 24-hour Urine Collection ตรวจหาปริมาณโปรตีน ครีเอตินิน แคลเซียม และสารอื่นๆ
1.3.2การตรวจทางรังสีวิทยา
- Ultrasound ไตและทางเดินปัสสาวะ ตรวจโครงสร้างของไต กระเพาะปัสสาวะ และตรวจหานิ่ว
- CT Scan ไตและทางเดินปัสสาวะ ให้ภาพที่ละเอียดกว่า Ultrasound
- Plain KUB (Kidney, Ureter, Bladder) ตรวจหานิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ
- IVP (Intravenous Pyelography) หรือ CT Urography ประเมินการทำงานและโครงสร้างของทางเดินปัสสาวะ
- MRI ของไตและระบบทางเดินปัสสาวะ ตรวจโรคในผู้ป่วยที่แพ้สารทึบรังสี
1.3.3การตรวจพิเศษอื่น ๆ
- Cystoscopy ส่องกล้องตรวจภายในกระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ
- Urodynamic Studies ประเมินการทำงานของกระเพาะปัสสาวะและกล้ามเนื้อหูรูด
- Renal Biopsy ตรวจชิ้นเนื้อไตเพื่อวินิจฉัยโรคไตบางชนิด
- Post-void Residual (PVR) Measurement วัดปริมาณปัสสาวะที่เหลือในกระเพาะปัสสาวะหลังปัสสาวะ
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- การขับถ่ายปัสสาวะบกพร่อง เนื่องจากการอุดกั้นของทางเดินปัสสาวะ
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากมีการคาสายสวนปัสสาวะ
- ปัสสาวะกลั้นไม่ได้ เนื่องจากความอ่อนแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
- ภาวะสมดุลสารน้ำเสีย เนื่องจากมีการบกพร่องในการกรองของไต
- ความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ เนื่องจากต้องมีถุงเก็บปัสสาวะติดตัวตลอดเวลา
2. การขับถ่ายอุจจาระ (Stool)
2.1 การซักประวัติ เกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ แบบแผนการขับถ่ายอุจจาระปกติ อาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายอุจจาระ ประวัติการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้อง พฤติกรรมการรับประทานอาหารและการดื่มน้ำ หรือ การใช้ยาที่มีผลต่อการขับถ่ายอุจจาระ เช่น
- "ปกติคุณถ่ายอุจจาระบ่อยแค่ไหน และมีความเปลี่ยนแปลงในลักษณะหรือความถี่หรือไม่?"
- "คุณเคยมีอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นท้อง หรือมีเลือดปนในอุจจาระหรือไม่?"
- "คุณรับประทานผักและผลไม้หรือไม่ และดื่มน้ำวันละประมาณเท่าไร?"
- "คุณมีประวัติเป็นโรคลำไส้ หรือเคยผ่าตัดช่องท้องหรือไม่?"
- "คุณใช้ยาระบายหรือยาที่มีผลต่อการทำงานของลำไส้หรือไม่ และใช้บ่อยแค่ไหน?"
2.2 การตรวจร่างกาย เพื่อประเมินการขับถ่ายอุจจาระควรประกอบด้วย
- ตรวจดูสภาพทั่วไป ภาวะซีด ซึมเศร้า น้ำหนักลด
- ตรวจช่องปาก ความชุ่มชื้น ภาวะขาดน้ำ
- ตรวจช่องท้อง การดูรูปร่าง การโป่งพอง แผลผ่าตัด การฟังเสียงการเคลื่อนไหวของลำไส้ (Bowel sound) การเคาะบริเวณที่มีลมหรือก้อนในช่องท้อง การคลำหาความเจ็บ ก้อนอุจจาระ หรือมวลในช่องท้อง
- ตรวจทวารหนัก ริดสีดวงทวาร รอยแตก ความตึงตัวของหูรูด
- ตรวจดูลักษณะอุจจาระ สี ความแข็ง ของเหลว มูก เลือด
2.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่น ๆ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- การตรวจอุจจาระทั่วไป (Stool Examination) ตรวจหาเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ไข่พยาธิ
- Stool Occult Blood ตรวจหาเลือดที่มองไม่เห็นในอุจจาระ
- Stool Culture and Sensitivity ตรวจหาเชื้อแบคทีเรียก่อโรค
- Stool for Clostridium difficile Toxin ตรวจหาเชื้อ C. difficile ที่เป็นสาเหตุของท้องเสียรุนแรง
- Complete Blood Count (CBC) ประเมินภาวะซีดจากการเสียเลือดทางลำไส้
- Serum Electrolytes ประเมินภาวะขาดสมดุลเกลือแร่จากท้องเสีย
- Stool Elastase ประเมินการทำงานของตับอ่อน
- Calprotectin บ่งชี้การอักเสบในลำไส้
การตรวจทางรังสีวิทยา
- X-ray ช่องท้อง ตรวจหาภาวะลำไส้อุดตัน
- CT Scan ช่องท้อง ให้ภาพละเอียดของช่องท้องและอวัยวะภายใน
- MRI ช่องท้อง ให้ภาพที่ชัดเจนของเนื้อเยื่ออ่อน
- Barium Enema ตรวจหาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่
- Defecography ศึกษาการทำงานของกล้ามเนื้อในการขับถ่าย
การตรวจพิเศษอื่น ๆ
- Colonoscopy ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทั้งหมด
- Sigmoidoscopy ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย
- Proctoscopy ส่องกล้องตรวจเฉพาะทวารหนักและลำไส้ตรง
- Anorectal Manometry วัดความดันและการทำงานของกล้ามเนื้อทวารหนัก
- Transit Time Study ประเมินระยะเวลาที่อาหารเคลื่อนผ่านลำไส้
2.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ท้องผูก เนื่องจากการเคลื่อนไหวของลำไส้ช้าและการรับประทานอาหารที่มีกากใยไม่เพียงพอ
- ท้องเสีย เนื่องจากการติดเชื้อในทางเดินอาหาร
- กลั้นอุจจาระไม่ได้ เนื่องจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหูรูดทวารหนัก
- ความเสี่ยงต่อการขาดสมดุลของเกลือแร่ เนื่องจากท้องเสียเรื้อรัง
- ภาพลักษณ์เปลี่ยนแปลง เนื่องจากมีทวารเทียม (Stoma)
แบบแผนที่ 4 กิจกรรมและการออกกำลังกาย (Activity and Exercise)
1. กิจวัตรประจำวัน (Activity)
1.1 การซักประวัติ เกี่ยวกับการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ระดับความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันขั้นพื้นฐาน (Basic Activities of Daily Living BADLs) และกิจวัตรประจำวันขั้นสูง (Instrumental Activities of Daily Living IADLs) ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน อุปกรณ์ช่วยเหลือที่ใช้ในการทำกิจวัตรประจำวัน เช่น
- "คุณสามารถทำกิจวัตรประจำวัน เช่น อาบน้ำ แต่งตัว รับประทานอาหาร และเข้าห้องน้ำได้ด้วยตนเองหรือไม่? ถ้าไม่ คุณต้องการความช่วยเหลือในกิจกรรมใดบ้าง?"
- "คุณมีความยากลำบากในการทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น การไปซื้อของ การเดินทาง หรือการจัดการด้านการเงินหรือไม่?"
- "มีอุปกรณ์ช่วยเหลือใดที่คุณใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ไม้เท้า รถเข็น หรืออุปกรณ์ช่วยในห้องน้ำหรือไม่?"
- "คุณมีอาการเจ็บปวด เหนื่อยล้า หรืออาการอื่นๆ ที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันหรือไม่?"
- “ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คุณมีการเปลี่ยนแปลงในความสามารถทำกิจวัตรประจำวันหรือไม่? อย่างไร?”
1.2 การตรวจร่างกาย เพื่อประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันควรประกอบด้วย
-
การประเมินการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ
- การตรวจกำลังกล้ามเนื้อ (Muscle strength) โดยใช้เกณฑ์ 0-5
- การประเมินการทรงตัว (Balance) และการเดิน (Gait)
- การประเมินการรับความรู้สึก (Sensation)
-
การประเมินพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ (Range of Motion)
- การตรวจประเมินการเคลื่อนไหวข้อต่างๆ แบบ Active และ Passive
-
การประเมินความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน
- ใช้แบบประเมินมาตรฐาน เช่น Barthel Index, Functional Independence Measure (FIM)
- สังเกตการปฏิบัติกิจวัตรประจำวันจริง เช่น การเคลื่อนย้ายตัว การรับประทานอาหาร
-
การประเมินปัจจัยสิ่งแวดล้อม
- ความปลอดภัยของสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย
- สิ่งกีดขวางที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหว
1.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
-
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- Complete Blood Count (CBC) เพื่อประเมินภาวะโลหิตจางซึ่งอาจส่งผลต่อความเหนื่อยล้า
- ระดับอิเล็กโทรไลต์ โดยเฉพาะระดับแคลเซียมและโพแทสเซียม ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ
- ระดับวิตามินดี (Vitamin D) ซึ่งมีผลต่อความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ
-
การตรวจทางรังสีวิทยา
- X-ray กระดูกและข้อ เพื่อประเมินภาวะกระดูกพรุน กระดูกหัก หรือข้อเสื่อม
- CT scan หรือ MRI ในกรณีที่สงสัยรอยโรคของระบบประสาทหรือกระดูกสันหลัง
-
การตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
- Electromyography (EMG) และ Nerve Conduction Studies (NCS) เพื่อประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท
- การทดสอบการเดินและการทรงตัว เช่น Timed Up and Go Test (TUG), Berg Balance Scale
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ความสามารถในการดูแลตนเองบกพร่อง (Self-care deficit) เนื่องจากความเจ็บปวดจากข้อเข่าเสื่อม ส่งผลให้ไม่สามารถอาบน้ำและแต่งตัวได้ด้วยตนเอง
- การเคลื่อนไหวร่างกายบกพร่อง (Impaired physical mobility) เนื่องจากมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขาทั้งสองข้างจากโรคหลอดเลือดสมอง ส่งผลให้ไม่สามารถเดินได้โดยลำพัง
- เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหกล้ม (Risk for falls) เนื่องจากการทรงตัวไม่ดีร่วมกับมีประวัติหกล้มในอดีต
- เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการถูกจำกัดการเคลื่อนไหว (Risk for disuse syndrome) เนื่องจากต้องนอนบนเตียงเป็นเวลานาน
- ความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันลดลง (Impaired home maintenance) เนื่องจากเหนื่อยล้าจากภาวะหัวใจล้มเหลว ส่งผลให้ไม่สามารถทำงานบ้านได้
2. การออกกำลังกาย (Exercise)
2.1 การซักประวัติ เกี่ยวกับการออกกำลังกาย รูปแบบ ความถี่ และความหนักของการออกกำลังกายในปัจจุบัน ทัศนคติและความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกาย ข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการออกกำลังกาย ประวัติการเจ็บป่วยที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการออกกำลังกาย เช่น
- "คุณออกกำลังกายหรือไม่? ถ้าใช่ คุณออกกำลังกายรูปแบบใด บ่อยแค่ไหน และนานครั้งละกี่นาที?"
- "ระหว่างออกกำลังกาย คุณมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือเวียนศีรษะหรือไม่?"
- "มีปัจจัยใดที่ทำให้คุณไม่สามารถออกกำลังกายได้ตามที่ต้องการ เช่น เวลา สถานที่ หรือข้อจำกัดทางสุขภาพ?"
- "คุณเคยได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพของคุณหรือไม่?"
- "คุณรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการออกกำลังกาย มีความมั่นใจในการออกกำลังกายหรือไม่?"
2.2 การตรวจร่างกาย เพื่อประเมินความพร้อมและความสามารถในการออกกำลังกาย
-
การประเมินสัญญาณชีพ
- ความดันโลหิต อัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ทั้งขณะพักและหลังออกแรงเล็กน้อย
- การตรวจวัดออกซิเจนในเลือด (Oxygen saturation)
-
การประเมินระบบหัวใจและหลอดเลือด
- การฟังเสียงหัวใจและปอด
- การสังเกตอาการบวมที่ขา
- การประเมินการไหลเวียนของเลือดที่ปลายมือปลายเท้า
-
การประเมินความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ
- การทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหลัก (Core muscle strength)
- การทดสอบความทนทานของกล้ามเนื้อ (Muscle endurance)
-
การประเมินความยืดหยุ่นของร่างกาย
- การทดสอบความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อและเอ็น
- การประเมินพิสัยการเคลื่อนไหวของข้อ
2.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
-
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ระดับน้ำตาลในเลือด (Blood glucose) และ HbA1c เพื่อประเมินการควบคุมเบาหวาน
- Lipid profile เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ระดับ Creatine Kinase (CK) และ Lactate Dehydrogenase (LDH) เพื่อประเมินความเสียหายของกล้ามเนื้อ
-
การตรวจทางรังสีวิทยา
- การถ่ายภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray) เพื่อประเมินสภาพปอดและหัวใจ
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อประเมินการทำงานของหัวใจ
-
การตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
- Exercise stress test เพื่อประเมินการตอบสนองของหัวใจต่อการออกกำลังกาย
- Cardiopulmonary exercise testing (CPET) เพื่อประเมินการทำงานของระบบหัวใจและปอดระหว่างการออกกำลังกาย
- Six-minute walk test เพื่อประเมินความทนทานในการออกกำลังกาย
2.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- การขาดความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม (Deficient knowledge regarding appropriate exercise) เนื่องจากไม่เคยได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง ส่งผลให้ออกกำลังกายไม่เหมาะสมกับโรคความดันโลหิตสูง
- ภาวะไม่มีกิจกรรมการออกกำลังกาย (Sedentary lifestyle) เนื่องจากขาดแรงจูงใจและมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการออกกำลังกาย
- ความทนทานในการทำกิจกรรมลดลง (Activity intolerance) เนื่องจากมีภาวะหายใจลำบากจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ส่งผลให้ไม่สามารถออกกำลังกายได้นานเกิน 5 นาที
- เสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย (Risk for injury) เนื่องจากออกกำลังกายที่มีความหนักสูงโดยไม่มีการเตรียมความพร้อมร่างกาย
- ความไม่สมดุลของรูปแบบการดำเนินชีวิต (Imbalanced lifestyle pattern) เนื่องจากมีภาระงานและครอบครัวมาก ส่งผลให้ไม่มีเวลาสำหรับการออกกำลังกาย
แบบแผนที่ 5 การพักผ่อนและการนอนหลับ (Sleep and Rest)
1. การพักผ่อน (Rest)
1.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินคุณภาพและรูปแบบการพักผ่อนของผู้ป่วย เช่น
- "คุณมักจะทำกิจกรรมอะไรในเวลาว่างเพื่อผ่อนคลายความเครียด?"
- "ในแต่ละวัน คุณมีเวลาพักผ่อนจากภาระงานประมาณกี่ชั่วโมง?"
- "กิจกรรมใดที่ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ดีที่สุด?"
- "คุณรู้สึกว่าได้พักผ่อนอย่างเพียงพอหรือไม่? เพราะเหตุใด?"
- "มีปัจจัยหรือสถานการณ์ใดที่ขัดขวางการพักผ่อนของคุณบ้าง?"
1.2 การตรวจร่างกาย
- ประเมินสีหน้า ท่าทาง แววตา (สดชื่นหรือหม่นหมอง)
- สังเกตอาการแสดงของความเหนื่อยล้า เช่น การเดินลากเท้า ท่าทางอ่อนเพลีย
- ประเมินความตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle tension)
- สังเกตอาการบ่งชี้ความเครียด เช่น กัดฟัน ขมวดคิ้ว หรือการทำมือเป็นกำแน่น
- ตรวจวัดสัญญาณชีพ โดยเฉพาะความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก
1.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
- การตรวจระดับคอร์ติซอลในเลือดหรือน้ำลาย (ฮอร์โมนความเครียด)
- การตรวจวัดระดับแลคเตทในเลือด (เพื่อประเมินการพักฟื้นของกล้ามเนื้อ)
- การตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ขณะพัก
- การประเมินโดยใช้แบบทดสอบความเครียดและการพักผ่อน เช่น Perceived Stress Scale, Rest and Recovery Questionnaire
- การใช้อุปกรณ์ติดตามการเคลื่อนไหวและกิจกรรมประจำวัน (Activity tracker)
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- พักผ่อนไม่เพียงพอเนื่องจากภาระงานที่มากเกินไปและการจัดการเวลาที่ไม่เหมาะสม
- ขาดกิจกรรมผ่อนคลายที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากไม่มีความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการผ่อนคลาย
- มีความเครียดสะสมเนื่องจากขาดการพักผ่อนที่มีคุณภาพ
- เสี่ยงต่อภาวะหมดแรง (Burnout) เนื่องจากการพักผ่อนไม่เพียงพอและความเครียดเรื้อรัง
- ความสามารถในการทำกิจกรรมลดลงเนื่องจากร่างกายและจิตใจไม่ได้รับการพักฟื้นอย่างเพียงพอ
2. การนอนหลับ (Sleep)
2.1 การซักประวัติ เกี่ยวกับการนอนหลับควรครอบคลุมรูปแบบการนอน คุณภาพการนอน และปัจจัยที่ส่งผลต่อการนอนหลับ เช่น
- "คุณเข้านอนและตื่นนอนเวลาใดในวันทำงานและวันหยุด?"
- "คุณใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะหลับหลังจากเข้านอน?"
- "คุณมีอาการตื่นกลางดึกบ่อยหรือไม่? และสามารถกลับไปนอนต่อได้ง่ายหรือไม่?"
- "คุณมีอาการผิดปกติขณะนอนหลับหรือไม่ เช่น กรน หยุดหายใจชั่วขณะ นอนละเมอ ฝันร้าย หรือขยับขาไม่หยุด?"
- "คุณรู้สึกสดชื่นหลังตื่นนอนหรือไม่? หรือยังรู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงซึมระหว่างวัน?"
2.2 การตรวจร่างกาย
- ประเมินลักษณะทางกายภาพที่อาจส่งผลต่อการนอนหลับ เช่น โครงสร้างใบหน้า คอ ทางเดินหายใจส่วนบน
- สังเกตอาการแสดงของการอดนอน เช่น รอยคล้ำใต้ตา ตาแดง ตาแห้ง
- ตรวจสอบระดับความง่วงโดยใช้ Epworth Sleepiness Scale หรือ Stanford Sleepiness Scale
- ประเมินน้ำหนักและเส้นรอบคอ (ในผู้ที่สงสัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ)
- ตรวจสอบสัญญาณทางระบบประสาทที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคการเคลื่อนไหวขณะนอนหลับ
2.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการและการตรวจพิเศษ
- การตรวจการนอนหลับ (Polysomnography) เพื่อวิเคราะห์คุณภาพและรูปแบบการนอน
- การตรวจความแข็งแรงของการตื่นตัว (Multiple Sleep Latency Test - MSLT)
- การใช้เครื่องติดตามการนอนหลับแบบพกพา (Portable sleep monitoring)
- การตรวจระดับฮอร์โมนเมลาโทนินในน้ำลาย
- การบันทึกกิจกรรมการนอนหลับ (Sleep diary หรือ Actigraphy) ต่อเนื่อง 1-2 สัปดาห์
- การตรวจระดับออกซิเจนในเลือดระหว่างการนอน (Overnight oximetry)
2.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- นอนหลับไม่มีคุณภาพเนื่องจากสิ่งแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย (เสียงดัง แสงสว่างมากเกินไป)
- แบบแผนการนอนหลับเปลี่ยนแปลงเนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเจ็บป่วย
- นอนไม่หลับเนื่องจากอาการปวดเรื้อรังที่ควบคุมไม่ได้
- เสี่ยงต่อการบาดเจ็บเนื่องจากง่วงนอนตอนกลางวันจากภาวะการนอนหลับไม่เพียงพอ
- รบกวนการนอนหลับเนื่องจากอาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea)
แบบแผนที่ 6 สติปัญญาและการรับรู้ (Cognition and Perception)
1. สติปัญญา (Cognition)
1.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินความสามารถทางสมองด้านความจำ การคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจ
เช่น
- ท่านมีปัญหาในการจำเรื่องล่าสุดหรือเหตุการณ์สำคัญในอดีตหรือไม่?
- ท่านมีปัญหาการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน เช่น การจัดการการเงินหรือการใช้ยาหรือไม่?
- ท่านเคยได้รับการวินิจฉัยโรคที่ส่งผลต่อความคิดหรือความจำ เช่น โรคสมองเสื่อม หรือโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่?
- ท่านใช้ยาหรือสารใดที่อาจส่งผลต่อการทำงานของสมอง (เช่น ยานอนหลับ แอลกอฮอล์)?
- ท่านรู้สึกว่าความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ลดลงหรือไม่?
1.2 การตรวจร่างกาย
-
การประเมินภาวะสติปัญญาเบื้องต้น
- ทดสอบการรู้ตัว (Orientation) ถึงบุคคล เวลา และสถานที่
- ทดสอบความจำระยะสั้น (เช่น ให้จำคำ 3 คำแล้วถามซ้ำหลัง 5 นาที)
-
สังเกตพฤติกรรม
- การพูดซ้ำๆ ความลังเล หรือการตอบคำถามไม่ตรงประเด็น
1.3 การตรวจวินิจฉัย
-
แบบประเมินมาตรฐาน
- Mini-Mental State Examination (MMSE) หรือ Montreal Cognitive Assessment (MoCA)
- การทดสอบความจำเฉพาะทาง (เช่น Clock Drawing Test)
-
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่แก้ไขได้ (เช่น Vitamin B12, TSH, Electrolyte)
-
ตรวจพิเศษอื่นๆ
- MRI หรือ CT สมองเพื่อดูโครงสร้างสมอง
- PET scan ในกรณีสงสัยโรคอัลไซเมอร์
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ความจำบกพร่อง จากภาวะสมองเสื่อมระยะเริ่มต้น
- เสี่ยงต่อการตัดสินใจผิดพลาด เนื่องจากความสามารถทางสติปัญญาลดลง
- ความสับสน จากผลข้างเคียงของยา
- ขาดทักษะการแก้ปัญหา ส่งผลต่อการดูแลตนเอง
- วิตกกังวล จากการรับรู้ความสามารถทางสมองที่ลดลง
2. การรับรู้ (Perception)
2.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสและการตีความข้อมูล เช่น
- ท่านมีการมองเห็นหรือการได้ยินเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่?
- ท่านมีอาการชา เจ็บแปลบ หรือรู้สึกผิดปกติที่ส่วนใดของร่างกายหรือไม่?
- ท่านเคยเห็นหรือได้ยินสิ่งที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง (ภาพหลอน หูแว่ว) หรือไม่?
- ท่านมีปัญหาการรับรสหรือกลิ่นลดลงหรือไม่?
- ท่านรู้สึกว่าการรับรู้ความเจ็บปวดของท่านเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่?
2.2 การตรวจร่างกาย
-
การตรวจประสาทสัมผัส
- การมองเห็น (ทดสอบด้วย Snellen chart)
- การได้ยิน (ทดสอบด้วย Whisper test)
- การรับรู้สัมผัส (ใช้ปลายเข็มหรือสำลีทดสอบ)
-
การประเมินความเจ็บปวด
- ใช้แบบประเมินความเจ็บปวด (Numeric Rating Scale 0-10)
2.3 การตรวจวินิจฉัย
-
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ตรวจน้ำตาลในเลือด (หากสงสัย Peripheral Neuropathy จากเบาหวาน)
-
ตรวจพิเศษอื่นๆ
- EEG ในกรณีสงสัยโรคลมชัก
- Audiogram หรือ Visual Evoked Potential (VEP)
2.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- การรับรู้ความเจ็บปวดเปลี่ยนแปลง จากโรคระบบประสาท
- เสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม จากการมองเห็นบกพร่อง
- หูตึง ส่งผลต่อการสื่อสาร
- ภาพหลอน จากภาวะ Psychosis
- ขาดความรู้ เกี่ยวกับการดูแลตนเองเมื่อการรับรู้บกพร่อง
แบบแผนที่ 7 การรับรู้ตนเองและอัตมโนทัศน์ (Self-perception and Self-concept)
1. การรับรู้ตนเอง (Self-perception)
การรับรู้ตนเอง คือ กระบวนการที่บุคคลรับรู้และประเมินตนเองจากประสบการณ์ การสังเกตพฤติกรรมของตัวเอง และการรับข้อมูลย้อนกลับจากผู้อื่น ซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมสุขภาพของบุคคล
1.1 การซักประวัติ เกี่ยวกับการรับรู้ตนเอง การรับรู้ความสามารถในการดูแลตนเอง การรับรู้การเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากการเจ็บป่วย ความเชื่อเกี่ยวกับความสามารถในการฟื้นฟูสุขภาพ ความรู้สึกต่อการเจ็บป่วยปัจจุบัน ผลกระทบของการเจ็บป่วยต่อการรับรู้ตนเอง เช่น
- "คุณรู้สึกอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ้นจากโรค/การรักษา?"
- "คุณคิดว่าตัวเองสามารถจัดการกับความเจ็บป่วยนี้ได้ดีเพียงใด?"
- "มีความกังวลใดบ้างเกี่ยวกับความสามารถในการดูแลตนเองหลังออกจากโรงพยาบาล?"
- "คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำกิจวัตรประจำวัน?"
- "คุณเปรียบเทียบตัวเองกับช่วงก่อนป่วยอย่างไรบ้าง?"
1.2 การตรวจร่างกาย เกี่ยวข้องกับการรับรู้ตนเอง
- สังเกตสีหน้า ท่าทาง และการแสดงออกขณะพูดถึงตนเอง
- ประเมินการแสดงออกทางอารมณ์เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย
- สังเกตพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงหรือปกปิดส่วนของร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลง
- ประเมินการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลและการแต่งกาย
- สังเกตการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคลากรทางการแพทย์และญาติ
1.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
- แบบประเมินความเครียด (Stress Assessment Scale)
- แบบประเมินความวิตกกังวล เช่น Hamilton Anxiety Rating Scale (HAM-A)
- แบบประเมินอาการซึมเศร้า เช่น Beck Depression Inventory (BDI)
- แบบประเมินการรับรู้สมรรถนะแห่งตน (Perceived Self-Efficacy Scale)
- การตรวจระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ในกรณีที่มีอาการเครียดรุนแรง
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- การรับรู้สมรรถนะแห่งตนลดลง เนื่องจากขาดความมั่นใจในการดูแลตนเองหลังการผ่าตัด
- ความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงบทบาท เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในครอบครัวได้ตามปกติ
- ความกลัวเกี่ยวกับการรักษา เนื่องจากการรับรู้ว่าตนเองไม่มีความสามารถในการจัดการกับการรักษาที่ซับซ้อน
- การรับรู้ทางลบต่อความเจ็บป่วย เนื่องจากมีความเชื่อว่าโรคนี้รักษาไม่หาย
- การปรับตัวไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีการรับรู้ที่ผิดเกี่ยวกับความสามารถในการฟื้นฟูสุขภาพ
2. อัตมโนทัศน์ (Self-concept)
อัตมโนทัศน์ คือ ความคิด ความเชื่อ และการรับรู้ที่บุคคลมีต่อตนเองทั้งหมด ประกอบด้วยภาพลักษณ์ของร่างกาย (Body Image), อัตตา (Self-identity), บทบาทหน้าที่ (Role Performance) และความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-esteem)
1.1 การซักประวัติ เกี่ยวกับอัตมโนทัศน์ การรับรู้เกี่ยวกับภาพลักษณ์ร่างกาย ความรู้สึกเกี่ยวกับคุณค่าและความสามารถของตนเอง ผลกระทบของการเจ็บป่วยต่อบทบาทและความสัมพันธ์ทางสังคม ความภาคภูมิใจในตนเองก่อนและหลังการเจ็บป่วย กลไกการเผชิญปัญหาที่ใช้เมื่อเกิดวิกฤตในชีวิต เช่น
- "คุณคิดว่าการเจ็บป่วยครั้งนี้ส่งผลต่อความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองอย่างไร?"
- "การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายส่งผลต่อความรู้สึกของคุณอย่างไร?"
- "คุณรู้สึกอย่างไรกับบทบาทในครอบครัวและสังคมที่เปลี่ยนไปเนื่องจากการเจ็บป่วย?"
- "มีสิ่งใดที่คุณคิดว่าเป็นจุดแข็งของตัวเองในการรับมือกับการเจ็บป่วยครั้งนี้?"
- "คุณเคยใช้วิธีการใดบ้างในการจัดการกับความรู้สึกท้อแท้หรือสิ้นหวัง?"
1.2 การตรวจร่างกาย เกี่ยวข้องกับอัตมโนทัศน์
- ประเมินท่าทางและบุคลิกภาพโดยรวม (เช่น การเดิน การนั่ง การมอง)
- สังเกตการดูแลตนเองและการแต่งกาย
- ประเมินการแสดงออกทางสีหน้าเมื่อพูดถึงตนเอง
- สังเกตพฤติกรรมการปฏิเสธหรือการยอมรับส่วนของร่างกายที่มีการเปลี่ยนแปลง
- ประเมินน้ำเสียงและภาษาที่ใช้เมื่อพูดถึงตนเอง
1.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น
- แบบประเมินความภาคภูมิใจในตนเอง (Rosenberg Self-Esteem Scale)
- แบบประเมินภาพลักษณ์ทางร่างกาย (Body Image Assessment Scale)
- แบบประเมินความพึงพอใจในชีวิต (Life Satisfaction Scale)
- แบบคัดกรองความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย (Suicide Risk Assessment) ในรายที่มีอัตมโนทัศน์ต่ำมาก
- การประเมินทางจิตวิทยาคลินิกโดยนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ในรายที่มีปัญหาซับซ้อน
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ภาพลักษณ์ทางร่างกายเปลี่ยนแปลง เนื่องจากการสูญเสียอวัยวะหรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกายจากการผ่าตัด
- ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่ำ เนื่องจากการสูญเสียความสามารถในการทำงานหรือการพึ่งพาผู้อื่น
- ความเสี่ยงต่อการแยกตัวจากสังคม เนื่องจากความรู้สึกอับอายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
- การปฏิเสธความเจ็บป่วย เนื่องจากไม่สามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงของอัตมโนทัศน์
- ความสิ้นหวัง เนื่องจากการรับรู้ว่าไม่สามารถกลับไปมีชีวิตและบทบาทเหมือนเดิมได้
แบบแผนที่ 8 บทบาทและสัมพันธภาพ (Role and Relationship)
1. บทบาท (Role)
1.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินบทบาทของผู้ป่วยควรครอบคลุมทั้งบทบาทในครอบครัว สังคม และการทำงาน โดยเปรียบเทียบก่อนและหลังการเจ็บป่วย รวมถึงการปรับตัวต่อบทบาทใหม่ เช่น
- "คุณมีบทบาทหน้าที่อะไรบ้างในครอบครัว และหลังจากป่วยบทบาทเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?"
- "การเจ็บป่วยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อความรับผิดชอบหรือหน้าที่ในการทำงานของคุณอย่างไรบ้าง?"
- "คุณรู้สึกอย่างไรกับการที่ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการทำกิจกรรมที่เคยทำได้ด้วยตนเอง?"
- "คุณมีกลวิธีหรือแนวทางอย่างไรในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงบทบาทที่เกิดขึ้น?"
- "มีใครในครอบครัวที่ต้องรับบทบาทหน้าที่แทนคุณบ้าง และพวกเขาปรับตัวกับสถานการณ์นี้อย่างไร?"
1.2 การตรวจร่างกาย
- สังเกตพฤติกรรมการแสดงออกถึงการยอมรับหรือปฏิเสธบทบาทของการเป็นผู้ป่วย
- ประเมินความสามารถทางร่างกายที่อาจส่งผลต่อการทำหน้าที่ตามบทบาท เช่น การเคลื่อนไหว การสื่อสาร
- สังเกตภาษากายและน้ำเสียงเมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงบทบาทหรือหน้าที่ความรับผิดชอบ
- ประเมินอาการทางกายที่อาจเกี่ยวข้องกับความเครียดจากการสูญเสียบทบาท เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร
1.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่น ๆ
- แบบประเมินบทบาทและการปรับตัว ใช้แบบประเมินมาตรฐานเช่น Role Strain Assessment Tool หรือ Role Functioning Scale
- การประเมินความเครียดและภาวะซึมเศร้า เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงบทบาทอาจส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น แบบประเมิน DASS-21 (Depression, Anxiety, Stress Scale)
- การตรวจประเมินสมรรถภาพทางกาย เพื่อประเมินความสามารถในการทำหน้าที่ตามบทบาท เช่น Barthel ADL Index หรือ Functional Independence Measure (FIM)
- การตรวจภาพทางรังสีวิทยา ในกรณีที่มีข้อจำกัดทางกายภาพที่ส่งผลต่อการทำบทบาทหน้าที่ เช่น ภาพรังสีกระดูกและข้อ หรือภาพสแกนสมองในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ความไม่สมดุลของบทบาทเนื่องจากภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง สัมพันธ์กับการสูญเสียความสามารถในการทำงาน
- ความขัดแย้งในบทบาทการเป็นผู้ดูแลครอบครัวและบทบาทของผู้ป่วย สัมพันธ์กับข้อจำกัดทางร่างกายจากการเจ็บป่วย
- ความเครียดจากบทบาทใหม่ในฐานะผู้ป่วยเรื้อรัง สัมพันธ์กับการขาดความรู้และทักษะในการดูแลตนเอง
- ภาวะเศร้าโศกจากการสูญเสียบทบาททางสังคม สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว
- การปรับตัวต่อบทบาทใหม่ไม่มีประสิทธิภาพ สัมพันธ์กับการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน
2. สัมพันธภาพ (Relationship)
2.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินสัมพันธภาพควรครอบคลุมความสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญในชีวิต ผลกระทบของการเจ็บป่วยต่อความสัมพันธ์ และระบบสนับสนุนทางสังคม เช่น
- "คุณมีใครเป็นคนที่คุณสามารถพูดคุยหรือขอความช่วยเหลือได้เมื่อมีปัญหาหรือต้องการกำลังใจ?"
- "ความสัมพันธ์ของคุณกับคนในครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างหลังจากการเจ็บป่วย?"
- "คุณรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างเพียงพอหรือไม่ อย่างไร?"
- "มีความขัดแย้งหรือความตึงเครียดในความสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่เกิดขึ้นหลังจากการเจ็บป่วยหรือไม่?"
- "คุณมีวิธีการสื่อสารความต้องการหรือความรู้สึกของคุณกับคนใกล้ชิดอย่างไร?"
2.2 การตรวจร่างกาย
- สังเกตปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับญาติหรือผู้ดูแลที่มาด้วย
- ประเมินการตอบสนองของผู้ป่วยต่อบุคลากรทางการแพทย์
- สังเกตความถี่และลักษณะของการมาเยี่ยมโดยครอบครัวและเพื่อน
- ประเมินความสามารถในการสื่อสารที่อาจส่งผลต่อสัมพันธภาพ เช่น ความบกพร่องทางการได้ยิน การพูด
- สังเกตอาการทางกายที่อาจเกิดจากปัญหาความสัมพันธ์ เช่น ความดันโลหิตสูงเมื่อมีญาติบางคนมาเยี่ยม
2.3 การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ การตรวจทางรังสีวิทยา และการตรวจพิเศษอื่น ๆ
- แบบประเมินแรงสนับสนุนทางสังคม เช่น Multidimensional Scale of Perceived Social Support (MSPSS)
- แบบประเมินความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น Family APGAR Questionnaire เพื่อประเมินการทำหน้าที่ของครอบครัว
- แบบประเมินผลกระทบจากการดูแลผู้ป่วย เช่น Caregiver Strain Index สำหรับประเมินความเครียดของผู้ดูแล
- การประเมินทางจิตวิทยาสังคม เช่น Social Relationship Scale หรือ Interpersonal Support Evaluation List (ISEL)
- แผนภูมิครอบครัว (Genogram) และ แผนผังเครือข่ายทางสังคม (Ecomap) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และแหล่งสนับสนุนทางสังคม
2.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ความเสี่ยงต่อการแยกตัวทางสังคม สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์จากการรักษา
- ระบบสนับสนุนทางสังคมไม่เพียงพอ สัมพันธ์กับการย้ายถิ่นฐานและอยู่ห่างไกลจากครอบครัว
- ความพร่องในการสื่อสาร สัมพันธ์กับผลกระทบทางระบบประสาทจากโรคหลอดเลือดสมอง
- ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปลี่ยนแปลง สัมพันธ์กับการปรับบทบาทและภาระการดูแลที่เพิ่มขึ้น
- การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมบกพร่อง สัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง
แบบแผนที่ 9 เพศและการเจริญพันธุ์ (Sexuality and Reproduction)
1. เพศ (Sexuality)
1.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินความสัมพันธ์ทางเพศ พฤติกรรมเสี่ยง และสุขภาวะทางเพศ เช่น
- คุณมีเพศสัมพันธ์บ่อยแค่ไหน และมีคู่นอนกี่คนในปัจจุบัน?
- คุณใช้วิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (เช่น ถุงยางอนามัย) หรือการคุมกำเนิดหรือไม่?
- คุณเคยมีอาการผิดปกติหลังมีเพศสัมพันธ์ เช่น เจ็บปวด มีเลือดออก หรือตกขาวผิดปกติหรือไม่?
- คุณเคยได้รับการตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (เช่น HIV, ซิฟิลิส, หนองใน) ครั้งล่าสุดเมื่อไร?
- คุณมีปัญหาเกี่ยวกับความต้องการทางเพศ (Libido) หรือความพึงพอใจในชีวิตเพศหรือไม่?
1.2 การตรวจร่างกาย
- ทั่วไป สังเกตพฤติกรรม ท่าทาง การสื่อสารเกี่ยวกับเพศ ตรวจต่อมน้ำเหลืองขาหนีบ (หากสงสัยติดเชื้อ)
- ผู้หญิง ตรวจอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก หาตกขาวผิดปกติ หรือรอยโรค
- ผู้ชาย ตรวจอวัยวะเพศ หาแผล ผื่น หรือความผิดปกติของลูกอัณฑะ
1.3 การตรวจวินิจฉัย
-
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- NAAT ( Nucleic Acid Amplification Test) สำหรับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (เช่น หนองใน, หนองในเทียม)
- การตรวจ HIV, Hepatitis B/C, ซิฟิลิส (VDRL/RPR)
- ตรวจหาการติดเชื้อรา/แบคทีเรียในช่องคลอด ( Wet prep, KOH test)
-
ตรวจพิเศษอื่นๆ
- Pap smear (ในผู้หญิง) เพื่อคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
- การส่องกล้องตรวจทางเดินปัสสาวะ (Cystoscopy) ในกรณีมีอาการปัสสาวะผิดปกติ
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- เสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากมีคู่นอนหลายคนและไม่ใช้ถุงยางอนามัย
- ความวิตกกังวล เกี่ยวกับผลตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- ความรู้ขาดเกี่ยวกับการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
- เจ็บปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia) จากสาเหตุไม่ทราบแน่ชัด
- ความบกพร่องในภาพลักษณ์ทางเพศ เนื่องจากโรคหรือการผ่าตัด
2. การเจริญพันธุ์ (Reproduction)
2.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินการทำงานของระบบสืบพันธุ์และปัญหาที่เกี่ยวข้อง เช่น
- คุณมีประจำเดือนมาปกติไหม? (ความถี่ ปริมาณ อาการปวด)
- คุณเคยตั้งครรภ์หรือไม่? มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?
- คุณใช้วิธีคุมกำเนิดอะไรอยู่? มีผลข้างเคียงหรือไม่?
- คุณมีปัญหามีบุตรยากหรือวางแผนมีบุตรในอนาคตหรือไม่?
- คุณมีประวัติโรคทางนรีเวช เช่น ช็อกโกแลตซีสต์, เนื้องอกมดลูก หรือไม่?
2.2 การตรวจร่างกาย
-
ผู้หญิง
- ตรวจเต้านม (Clinical Breast Exam) หาก้อนหรือความผิดปกติ
- ตรวจอุ้งเชิงกราน (Pelvic Exam) ประเมินมดลูก รังไข่
-
ผู้ชาย
- ตรวจลูกอัณฑะ (Testicular Exam) หาเนื้องอกหรือภาวะไส้เลื่อน
2.3 การตรวจวินิจฉัย
-
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- การตรวจฮอร์โมน (FSH, LH, Estrogen, Testosterone) ในกรณีมีบุตรยาก
- การตรวจเชื้ออสุจิ (Semen Analysis)
- ตรวจการตกไข่ (Ovulation Test)
-
ตรวจทางรังสีวิทยา
- อัลตราซาวนด์ช่องท้อง/อุ้งเชิงกราน
- HSG (Hysterosalpingography) ตรวจท่อนำไข่
-
ตรวจพิเศษอื่นๆ
- การส่องกล้องตรวจมดลูก (Hysteroscopy)
2.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ปวดประจำเดือนรุนแรง (Dysmenorrhea) จากภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่
- เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ เนื่องจากขาดความรู้เรื่องการคุมกำเนิด
- วิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะมีบุตรยาก
- เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง จากประจำเดือนมามากผิดปกติ
- ไม่สุขสบายจากอาการวัยหมดประจำเดือน (ร้อนวูบวาบ, นอนไม่หลับ)
แบบแผนที่ 10 การปรับตัวและความทนทานต่อความเครียด (Coping and Stress Tolerance)
1. การปรับตัว (Coping)
1.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินกลไกการปรับตัวและทรัพยากรที่ผู้ป่วยใช้จัดการกับความเครียด เช่น
- คุณมักใช้วิธีใดในการจัดการกับความเครียดหรือปัญหาชีวิต? (เช่น พูดคุยกับคนใกล้ชิด ออกกำลังกาย ใช้สื่อสังคมออนไลน์)
- คุณรู้สึกว่าวิธีที่ใช้อยู่ช่วยลดความเครียดได้มีประสิทธิภาพหรือไม่?
- คุณมีบุคคลหรือแหล่งสนับสนุนที่ช่วยเหลือเมื่อเกิดความเครียดหรือไม่? (เช่น ครอบครัว เพื่อน นักจิตวิทยา)
- คุณเคยมีช่วงที่รู้สึกว่าจัดการกับความเครียดไม่ได้จนส่งผลต่อชีวิตประจำวันหรือไม่?
- คุณเคยใช้สารเสพติด ยา แอลกอฮอล์ หรือพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงความเครียดหรือไม่?
1.2 การตรวจร่างกาย
- สังเกตพฤติกรรม การสบตา ท่าทาง การแสดงออกทางสีหน้า (เช่น หมกมุ่น กระสับกระส่าย)
-
อาการทางกาย
- สัญญาณความวิตกกังวล (เหงื่อออกมาก มือสั่น หายใจเร็ว)
- อาการซึมเศร้า (พูดช้า ท่าทางห่อเหี่ยว)
- ในเด็ก สังเกตพฤติกรรมถดถอย (เช่น ดูดนิ้ว ปัสสาวะรดที่นอน)
1.3 การตรวจวินิจฉัย
-
แบบประเมินมาตรฐาน
- แบบสอบถามความเครียด (Perceived Stress Scale PSS)
- แบบประเมินภาวะซึมเศร้า (PHQ-9) และความวิตกกังวล (GAD-7)
-
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ตรวจระดับฮอร์โมนความเครียด (Cortisol ในเลือดหรือน้ำลาย)
- ตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ (หากสงสัยการใช้สารเพื่อจัดการความเครียด)
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- กลไกการปรับตัวไม่เหมาะสม เนื่องจากใช้สารเสพติดเพื่อลดความเครียด
- ขาดทักษะการแก้ปัญหา ส่งผลให้เผชิญความเครียดไม่ได้ผล
- เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า จากความเครียดสะสม
- ความโดดเดี่ยวทางสังคม ทำให้ขาดแหล่งสนับสนุน
- ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ จากการปรับตัวต่อปัญหาต่อเนื่อง
2. ความทนทานต่อความเครียด (Stress Tolerance)
2.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากความเครียด เช่น
- คุณรู้สึกว่าตนเองรับมือกับสถานการณ์กดดันได้ดีเพียงใด? (ให้คะแนน 1-10)
- คุณมีอาการทางกายเมื่อเครียดหรือไม่? (เช่น ปวดหัว นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว)
- คุณเคยมีประวัติโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียดหรือไม่? (เช่น โรคกระเพาะ ความดันโลหิตสูง)
- คุณใช้เวลากู้คืนจากความเครียดนานแค่ไหน?
- คุณคิดว่าปัจจัยใดช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทางจิตใจของคุณ?
2.2 การตรวจร่างกาย
- สัญญาณชีพ ความดันโลหิตสูง ชีพจรเร็ว (อาจสัมพันธ์กับความเครียดเฉียบพลัน)
- ระบบทางเดินอาหาร อาการปวดท้อง กรดไหลย้อน
- ระบบภูมิคุ้มกัน ผื่นลมพิษ แผลร้อนใน (หากเครียดเรื้อรัง)
2.3 การตรวจวินิจฉัย
-
ตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- ตรวจระดับ Electrolyte (หากมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง)
- ตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ (TSH, Free T4) เพื่อแยกโรค
-
ตรวจพิเศษอื่นๆ
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ในกรณีหัวใจเต้นผิดจังหวะจากความเครียด
- การประเมินการนอนหลับ (Sleep Study) หากมีภาวะนอนไม่หลับ
2.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ความทนทานต่อความเครียดลดลง เนื่องจากขาดการพักผ่อนเพียงพอ
- เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง จากความเครียดเรื้อรัง
- การนอนหลับผิดปกติ ส่งผลให้ฟื้นตัวจากความเครียดได้ไม่ดี
- อาการปวดกล้ามเนื้อจากความเครียด (Tension Myalgia)
- ภาวะหมดไฟ (Burnout) จากความเครียดในการทำงาน
แบบแผนที่ 11 คุณค่าและความเชื่อ (Values and Beliefs)
1. คุณค่า (Values)
1.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินค่านิยมหลักที่ชี้นำการตัดสินใจและวิถีชีวิตของผู้ป่วย เช่น
- อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณในปัจจุบัน? (เช่น ครอบครัว การงาน ศาสนา สุขภาพ)
- คุณมีหลักการหรือค่านิยมอะไรที่ยึดถือในการใช้ชีวิต? (เช่น ความซื่อสัตย์ การช่วยเหลือผู้อื่น)
- คุณเคยประสบสถานการณ์ที่ค่านิยมของคุณขัดแย้งกับการรักษาพยาบาลหรือไม่?
- คุณคิดว่าค่านิยมของคุณส่งผลต่อการดูแลสุขภาพตนเองอย่างไร?
- คุณต้องการให้ทีมสุขภาพเคารพค่านิยมของคุณในเรื่องใดเป็นพิเศษ?
1.2 การตรวจร่างกาย
-
สังเกตพฤติกรรม
- การแสดงออกเมื่อพูดถึงค่านิยม (สีหน้าแจ่มใส/เคร่งเครียด)
- การใช้คำพูดสะท้อนค่านิยม (เช่น "ฉันต้องดูแลพ่อแม่ให้ดีที่สุด")
- ในเด็ก สังเกตของเล่นหรือสิ่งของที่เด็กให้คุณค่า (เช่น ตุ๊กตาที่เป็นของขวัญจากพ่อแม่)
1.3 การตรวจวินิจฉัย
-
แบบประเมินมาตรฐาน
- แบบสอบถามค่านิยมส่วนบุคคล (Personal Values Questionnaire PVQ)
- แบบประเมินความขัดแย้งทางค่านิยม (Values Conflict Scale)
-
ตรวจพิเศษอื่นๆ
- การสนทนากลุ่ม (Focus Group) ในกรณีต้องประเมินค่านิยมครอบครัว
1.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ความขัดแย้งทางค่านิยม ระหว่างความเชื่อส่วนตัวกับแผนการรักษา
- เสี่ยงต่อการตัดสินใจไม่เหมาะสม เนื่องจากขาดการตระหนักถึงค่านิยมตนเอง
- ความทุกข์ทรมานทางจิตใจ จากความรู้สึกว่าตนละเมิดค่านิยมหลัก
- ขาดแรงจูงใจในการรักษา เนื่องจากไม่สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิต
- ต้องการการสนับสนุนด้านจิตวิญญาณ เพื่อเสริมสร้างคุณค่าในตนเอง
2. ความเชื่อ (Beliefs)
2.1 การซักประวัติ เพื่อประเมินความเชื่อที่ส่งผลต่อสุขภาพและการยอมรับการรักษา เช่น
- คุณมีความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุของโรคหรือการรักษาที่แตกต่างจากการแพทย์หรือไม่?
- คุณมีพิธีกรรมหรือข้อห้ามทางความเชื่อที่อาจกระทบต่อการรักษาไหม? (เช่น การรับเลือด การผ่าตัดในวันสำคัญ)
- คุณเคยปฏิเสธการรักษาเนื่องจากความเชื่อส่วนตัวหรือศาสนาหรือไม่?
- คุณคิดว่าพลังจิตหรือความเชื่อช่วยให้หายป่วยได้ไหม?
- คุณต้องการให้ทีมสุขภาพคำนึงถึงความเชื่อของคุณในด้านใดบ้าง?
2.2 การตรวจร่างกาย
-
สังเกตพฤติกรรม
- การปฏิเสธการตรวจ/รักษา (เช่น ไม่ยอมรับเลือด)
- การใช้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (เช่น ผ้ายันต์ พระเครื่อง)
- อาการทางอารมณ์ ความวิตกกังวลเมื่อความเชื่อถูกท้าทาย
2.3 การตรวจวินิจฉัย
-
แบบประเมินมาตรฐาน
- แบบประเมินความเชื่อด้านสุขภาพ (Health Belief Model Questionnaire)
- แบบวัดความผาสุกทางจิตวิญญาณ (FACIT-Sp)
-
ตรวจพิเศษอื่นๆ
- การปรึกษานักจิตวิทยาหรือนักบวชในกรณีความเชื่อทางศาสนา
2.4 ตัวอย่างข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล
- ไม่ร่วมมือในการรักษา เนื่องจากความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุโรค
- ความกลัวหรือปฏิเสธการผ่าตัด จากข้อห้ามทางศาสนา
- วิตกกังวลเกี่ยวกับการพยากรณ์โรค เนื่องจากเชื่อว่าเป็นการลงโทษ
- ต้องการพิธีกรรมทางความเชื่อ เพื่อเสริมสร้างความหวัง
- ความขัดแย้งในครอบครัว จากการเลือกการรักษาตามความเชื่อ
สรุป
ในฐานะผู้ให้การพยาบาลผู้ป่วย การใช้แบบแผนการประเมินสุขภาพของมาร์จอรีย์ กอร์ดอนเป็นแนวปฏิบัติที่ช่วยให้มองเห็นผู้ป่วยอย่างรอบด้านและเป็นองค์รวม แบบแผนทั้ง 11 ด้านนี้เปรียบเสมือนเข็มทิศชี้ทางให้สามารถ ประเมินอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มตั้งแต่แบบแผนการรับรู้สุขภาพ (Health Perception) ที่ช่วยให้เข้าใจมุมมองผู้ป่วย ไปจนถึงแบบแผนการรับรู้-สติปัญญา (Cognitive-Perceptual) ที่ประเมินความสามารถในการเข้าใจข้อมูลสุขภาพ ค้นหาปัญหาที่ซ่อนเร้น เช่น จากแบบแผนการนอน (Sleep-Rest) อาจพบว่าผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมีคุณภาพการนอนไม่ดี หรือแบบแผนการเผชิญความเครียด (Coping-Stress) ช่วยอธิบายสาเหตุการควบคุมน้ำตาลไม่ได้ในผู้ป่วยเบาหวาน วางแผนการดูแลอย่างมีเป้าหมาย โดยเชื่อมโยงข้อมูลทุกด้านเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น การปรับการสอนผู้ป่วย (Teaching-Learning) ต้องสอดคล้องกับแบบแผนค่านิยมความเชื่อ (Values-Beliefs) ของผู้ป่วยแต่ละราย
ในยุคปัจจุบันที่การพยาบาลมุ่งสู่การดูแลแบบแม่นยำ (Precision Nursing) เราได้พัฒนาการใช้แบบแผนนี้โดย บูรณาการกับเทคโนโลยี เช่น ใช้แอปพลิเคชันบันทึกแบบแผนกิจกรรม (Activity-Exercise) หรือระบบติดตามการนอน เน้นการมีส่วนร่วม โดยให้ผู้ป่วยและครอบครัวร่วมประเมินแบบแผนต่างๆ ประยุกต์ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิก การใช้แบบแผนของกอร์ดอนช่วยให้เข้าใจผู้ป่วยได้ดีขึ้น เป็นพื้นฐานสำคัญของการพยาบาลที่มีมาตรฐานสูงในศตวรรษที่ 21 และมุ่งส่งเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืนมากกว่าการรักษาโรคเพียงอย่างเดียว