งานวิจัยล่าสุดเผยข้อมูลน่าสนใจ ชี้ว่าพฤติกรรมการกินในช่วงวัยกลางคนนี่แหละ คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ตอนแก่ได้ การศึกษาชิ้นนี้เป็นความร่วมมือของสถาบันชั้นนำหลายแห่ง ทั้ง T.H. Chan School of Public Health, University of Copenhagen และ University of Montreal โดยติดตามกลุ่มตัวอย่างถึง 105,000 คน ที่มีอายุระหว่าง 39 ถึง 69 ปี เป็นเวลานานกว่า 30 ปี ผลสรุปชัดเจนว่า การเน้นกินอาหารจากพืชเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการกินเนื้อสัตว์ในปริมาณพอเหมาะพอดี ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังได้อย่างเห็นผล
เรื่องนี้ถือว่าใกล้ตัวคนไทยอย่างเราๆ มาก เพราะเป็นการตอกย้ำว่าการเลือกกินตอนวัยกลางคน ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่ไลฟ์สไตล์ต่างๆ ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้มากนั้น สำคัญแค่ไหน อีกทั้งงานวิจัยนี้ยังสอดคล้องกับวัฒนธรรมอาหารไทยดั้งเดิม ที่เน้นผัก สมุนไพร และไม่ได้กินเนื้อสัตว์เยอะจนเกินไป ทำให้เราสามารถนำผลวิจัยนี้มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ไม่ยาก แต่ก็น่าเป็นห่วงที่ยุคสมัยนี้เราหันไปกินอาหารแปรรูปกันมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพได้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงเหมือนเป็นสัญญาณเตือนใจให้เราหันมาใส่ใจเรื่องอาหารการกินกันอย่างจริงจัง
ผลการวิจัยที่น่าสนใจพบว่า มีผู้เข้าร่วมถึง 9.3% ที่สุขภาพยังดีเยี่ยมแม้อายุเข้าเลข 7 หรือพูดง่ายๆ คือ แทบไม่มีโรคเรื้อรังเลย งานวิจัยนี้ใช้เกณฑ์ที่เรียกว่า “ดัชนีการกินอาหารเพื่อสุขภาพทางเลือก” (Alternative Healthy Eating Index score) มาวัดคุณภาพอาหาร โดยเน้นให้กิน ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเปลือกแข็ง พืชตระกูลถั่ว และไขมันดีเยอะๆ พร้อมกับลดการกินเนื้อแดง เนื้อแปรรูป เครื่องดื่มหวานๆ โซเดียม และธัญพืชขัดสีลง ที่สำคัญคือ คนที่ได้คะแนนคุณภาพอาหารติดท็อป 20% แรก มีแนวโน้มจะห่างไกลจากโรคเรื้อรังได้มากกว่ากลุ่มที่ได้คะแนนน้อยถึง 86%
มาร์ตา กัวช-เฟร์เร หนึ่งในทีมวิจัย กล่าวว่า “การมีชีวิตที่ยังแอคทีฟและพึ่งพาตัวเองได้เป็นเป้าหมายสำคัญของทุกคนและระบบสาธารณสุข งานวิจัยเกี่ยวกับการสูงวัยอย่างมีสุขภาพดีจึงจำเป็นมาก ผลวิจัยของเราชี้ว่า การกินอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก และกินอาหารจากสัตว์ที่ดีต่อสุขภาพในปริมาณพอเหมาะ อาจช่วยส่งเสริมให้เราแก่ตัวไปอย่างมีคุณภาพโดยรวม และยังช่วยกำหนดแนวทางเรื่องโภชนาการในอนาคตได้ด้วย” ความเห็นของเธอตอกย้ำว่างานวิจัยนี้มีศักยภาพที่จะเป็นแนวทางด้านโภชนาการทั่วโลกได้ ซึ่งดีทั้งต่อสุขภาพส่วนตัวและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของสังคม
แม้ผลวิจัยจะออกมาดี แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น กลุ่มตัวอย่างค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ งานวิจัยต่อๆ ไปจึงควรศึกษาในกลุ่มคนที่หลากหลายทางเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์นี้นำไปปรับใช้ได้กับทุกคน โดยเฉพาะในบ้านเราที่สังคมมีความหลากหลายสูง และพฤติกรรมการกินก็ต่างกันไปในแต่ละภาค การศึกษาลักษณะนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับปรุงคำแนะนำด้านสาธารณสุขให้เข้ากับบริบทของคนไทยจริงๆ
เรื่องนี้มีความสำคัญต่ออนาคตอย่างมาก โดยเฉพาะกับสังคมไทยที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินตามแนวทางนี้ มีส่วนช่วยยืดอายุให้ยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลได้ในระยะยาว นอกจากนี้ วัฒนธรรมไทยที่ให้ความสำคัญกับการกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาในชุมชน ก็อาจช่วยส่งเสริมประโยชน์เหล่านี้ให้มากขึ้นไปอีก
สำหรับคนไทยเรา การนำผลวิจัยนี้มาปรับใช้ไม่ใช่เรื่องยากเลย ลองหันมาเพิ่มเมนูจากพืชในมื้ออาหารประจำวันให้มากขึ้น เช่น เต้าหู้ ผักต่างๆ ถั่ว และพืชตระกูลถั่ว ซึ่งก็เป็นวัตถุดิบที่เราคุ้นเคยกันดีในอาหารไทยอยู่แล้ว ที่สำคัญคือการกินแต่พอดี โดยเฉพาะอาหารไทยรสจัดหรือมีไขมันสูงบางชนิด การปลูกฝังนิสัยการกินที่ดีตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เราป้องกันโรคเรื้อรังได้อย่างตรงจุด ทำให้แก่ตัวไปอย่างแข็งแรงและมีความสุข
สรุปแล้ว งานวิจัยนี้สนับสนุนให้เราหันมาใส่ใจเรื่องการกินมากขึ้น และยังเป็นการยืนยันภูมิปัญญาเรื่องอาหารการกินที่มีมาแต่โบราณด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ นี่คือเสียงเรียกร้องให้ทั้งตัวเราเองและผู้กำหนดนโยบายหันมาให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ด้านโภชนาการอย่างจริงจัง และการทำให้คนเข้าถึงอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสร้างสังคมที่มองเห็นคุณค่าของสุขภาพที่ดีในระยะยาว มากกว่าความสุขปากแค่ชั่วครั้งชั่วคราว