ผ่านมื้อเที่ยงไปได้ไม่นาน อากาศเริ่มจะร้อนอบอ้าว แต่ผมก็ยังนั่งฝันหวานอยู่ในวงสาโท ที่มีสมาชิกมาร่วมดื่มมากขึ้น ผมเริ่มหูอื้อตาลาย แต่ไม่วายที่จะวาดหวังว่าสักวันจะมาบ้านหลังนี้อีกครั้ง

รักครั้งแรก

         ผมเป็นหนุ่มราชภัฎหน้าตาดี แต่มีปัญหาทางการเงินบ้างเล็กน้อยถึงปานกลาง จึงต้องปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง หันหน้าสู่ตำราเรียนเพียงอย่างเดียว เพื่อสิ่งที่มุ่งหวังคือปริญญา เป็นของขวัญให้พ่อกับแม่และเป็นใบเบิกทางสู่วิชาชีพครู

          ผมเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๓ แล้ว เหลืออีกปีเดียวเท่านั้นก็จะได้อำลาสถาบัน ตลอดเวลาที่ศึกษาเล่าเรียน ผมไม่เคยข้องแวะกับสุรายาเมาและไม่เคยมองสาวคนใดให้จิตใจวาบหวิว

          เพราะรักตัวเองและรู้สึกสงสารพ่อกับแม่ ที่สู้อุตส่าห์ส่งเสียและสั่งสอนมาตลอด ว่าจะมีภรรยาทั้งที ควรรอให้ทำงานทำการเสียก่อน อย่าหาเหาใส่หัว อย่าไปหลงเมามัวกับอบายมุข

          แต่แล้วด้วยเหตุและปัจจัยที่มิอาจควบคุมได้ ก็พลันบังเกิดเรื่องราวแห่งความรัก ทั้งที่ผมเองไม่เคยคิดถึงหญิงสาวคนไหน ปรารถนาเพียงอย่างเดียวคือ ผมจะปรับปรุงเสื้อผ้าและการแต่งกาย ต้อนรับปีการศึกษาใหม่ ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

          “แม่ครับ เปิดเทอมหน้า ผมต้องไปฝึกสอนครับ” ผมบอกแม่ก่อนที่จะปิดเทอมชั้นปีที่ ๓

          “แล้วไง ก็ดีแล้วนี่จะได้จบไวๆ ได้ไปสอบบรรจุเหมือนคนอื่นเขา” แม่พูด โดยที่ไม่มองหน้าลูกชายผู้น่าสงสาร

          “ผมขอตังค์แม่ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับใส่ไปฝึกสอนได้ไหมครับ”  ผมถามแม่ ทำให้แม่นิ่งอึ้งและครุ่นคิดไปพักใหญ่

          “แม่ต้องเก็บเงินไว้ให้น้องตอนเปิดเทอม เอางี้สิลูก ไปทำงานกับอามานิตย์สัก ๒ เดือน เดี๋ยวก็ได้ค่าเสื้อผ้าแล้ว” แม่แนะนำให้ผมไปทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว แบบนี้ผมก็ต้องตัดสินใจให้เร็วที่สุด

          นายช่างมานิตย์เป็นหลานของพ่อ ทำงานเป็นนายช่างชลประทานอยู่ต่างจังหวัด ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมากนัก แต่โครงการหรือแค้มป์คนงานที่กำลังซ่อมแซมประตูระบายน้ำ ซึ่งอามานิตย์ควบคุมงานอยู่นั้น ตั้งอยู่ในอำเภอรอบนอก  ใกล้ชิดติดลำธารและป่าไม้ ห่างไกลจากตัวจังหวัดพอสมควร

          ปิดเทอมวันแรกผมเลยไม่รอช้า นั่งรถบัสสีแดงจากขนส่งหมอชิต จุดหมายปลายทางคือตัวอำเภอที่ตั้งโครงการชลประทาน แต่รถบัสแดงแค่วิ่งผ่านเท่านั้น ผมต้องไปต่อรถสองแถวอีกทอดหนึ่ง เพื่อจะเดินทางไปบนถนนลูกรัง ราวครึ่งชั่วโมงก็ถึงแค้มป์คนงาน

          อามานิตย์ทราบความต้องการจำเป็นของผมจากพ่อ ก่อนที่ผมจะเดินทางมาถึงแค้มป์ได้ ๑ สัปดาห์ ท่านก็เลยเตรียมห้องพักให้ผมพร้อมเครื่องนอนครบครัน ภายในห้องแถวชั้นเดียวมี ๑๐ ห้อง แต่มีนายช่าง เจ้าหน้าที่และคนงานอยู่รวมกันในห้องแถวแค่ ๔ - ๕ คนเท่านั้น 

          “ตามสบายเลยนะ ห้องอาจจะคับแคบไปหน่อยเพราะเป็นบ้านพักชั่วคราว สำหรับงานภาคสนามที่อาต้องมาดูแลประตูระบายน้ำ” อามานิตย์บอกผมที่โต๊ะอาหาร

          “พ่อบอกว่าอามีลูกน้องหลายคน ไปไหนกันหมดล่ะครับ” ผมถาม

          “อาจ้างคนงานในหมู่บ้าน ให้ค่าแรงรายวันแต่อาจ่ายให้เขาเป็นเดือน เหมือนกับที่จ้างหลานนี่แหละ”

          “อาจะให้ผมทำหน้าที่อะไรครับ” ผมรีบถามด้วยความอยากรู้

          “อาจะให้อยู่ประจำบนออฟฟิศ ช่วยพิมพ์งานและตรวจเอกสาร ตรวจบัญชีรับจ่ายพัสดุก็พอ”

          ผมยิ้มรับแล้วเก็บอาการดีใจเอาไว้เงียบๆ แต่ในวันรุ่งขึ้น ภายในออฟฟิศกลับเงียบกว่า ผมนั่งทำงานคนเดียวในห้องที่ไม่กว้างใหญ่นัก ฝาห้องกั้นด้วยไม้อัดเก่าๆ หลังคาสังกะสี ภายในห้องมีโต๊ะเก้าอี้ไม่กี่ตัวกับเครื่องพิมพ์ดีดที่ฝุ่นจับหนาเตอะ

          อามานิตย์จะกลับเข้าบ้านโดยมีคนงานมาส่งในตอนค่ำๆ  อาจะมีอาการซวนเซและพูดจาลิ้นพันกัน ฟังแทบไม่รู้เรื่อง เย็นวันไหนถ้าอาไม่เมา แล้วมีฝนตกลงมา อามานิตย์ก็จะออกไปจับเขียดที่ออกมากระโดดโลดเต้นอยู่รอบบ้าน ผมจึงได้กินอาหารเมนูเขียดทอดและต้มยำเป็นประจำ

          “ที่นี่จะเงียบเหงาหน่อยนะ พอดีอาก็ชอบอยู่แบบลูกทุ่งเสียด้วย” อามานิตย์บอกผม ขณะที่นั่งจิบเบียร์ มีเขียดผัดเผ็ดเป็นกับแก้ม

          “เงียบสงบดีครับ” ผมพูดเอาใจอา ภายในใจก็คิดว่าเมื่อไหร่จะเปิดเทอมเสียที

          “พรุ่งนี้วันเสาร์ ลูกน้องของอาจะบวช อาต้องไปช่วยงาน ค้างคืนนึง จะไปด้วยกันไหมล่ะ”

          “ไปสิครับ” ผมรีบตอบรับเพราะจะได้ออกจากแค้มป์ไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง

          ภายในบ้านงานบวชที่ผมเหยียบย่างไปถึง  เป็นบ้านไม้ชั้นเดียวใต้ถุนสูง คนที่จะบวชเป็นหนุ่มใหญ่วัยเกือบ ๓๐ ปี เป็นลูกน้องคนสนิทของอามานิตย์ ผมจึงไม่แปลกใจที่อามาแต่เช้าและประสงค์จะค้างคืน เพื่อจะแห่นาคเข้าโบสถ์ในวันรุ่งขึ้น

          พ่อกับแม่และลูกน้องของอา ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีและดูเป็นกันเองมาก แสดงว่าอามานิตย์มาบ้านหลังนี้เป็นประจำ อาหารการกินที่เจ้าภาพเตรียมไว้ทะยอยออกมาตั้งที่โต๊ะ อาหารเป็นแบบพื้นบ้าน ฝีมือแม่ครัวจากบ้านใกล้เรือนเคียงมาช่วยกัน แขกเหรื่อที่มาช่วยงานจะมีข้าวปลาอาหารให้กินตลอด

          อาแนะนำให้ผมรู้จักเจ้าภาพ  จากนั้นก็กระดกน้ำเย็นสีขาวข้นจากขวดแก้วที่วางเรียงอยู่ตรงหน้า ผมเริ่มสงสัยว่าน้ำอะไรสีแปลกๆ ไม่ใช่เหล้าขาวอย่างแน่นอน

          “ลูกน้องอาเขาต้องทำงานส่งน้องสาวเรียน เลยบวชช้าไปหน่อย” 

          “น้องสาวพ่อนาคเรียนที่ไหนครับ” ผมถาม

          “เรียนราชภัฎเอกนาฏศิลป์ตอนนี้เห็นว่าอยู่ปี ๒ แล้ว พูดถึงก็เดินมาพอดีเลย” อาชี้มือไปที่ครัว

          ผมมองไปทางที่อาบอก หญิงสาวหน้าขาวใสในชุดผ้าถุงลายไทย ใส่เสื้อยืดลายดอกไม้ ในมือถือชามชนมจีนและแกงเขียวหวาน กำลังเดินมาที่โต๊ะ ผมตะลึงจนตาค้าง เพราะหน้าตาของนางสวยบาดตาบาดใจเหลือเกิน

          ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเจอใครสวยหยาดเยิ้มเช่นนี้ ผมไม่ได้ยินเสียงอาที่แนะนำให้เรารู้จักกัน เห็นแต่รอยยิ้มของเธอหวานแหววและดวงตาที่สวยคม ทิ่มแทงเข้าไปถึงหัวใจ

          “เฮ้ย เป็นไร ลองสาโทสักหน่อยดิ” อาตบที่เข่าผมเบาๆแล้วส่งแก้วให้ผม

          “ผมไม่ดื่มเหล้าครับอา”

          “ไม่ใช่เหล้า มันคือสาโท ลองดูสักนิดจะได้กินข้าวอร่อย” อาพูดพร้อมกับส่งแก้วที่มีน้ำขาวข้นให้ผม

          ผมจิบสาโทไปนิดนึง พอรู้รสชาติว่าหวานเย็นชื่นใจก็เลยดื่มรวดเดียวจนหมดแก้ว ตามด้วยต้มยำไก่ ๒ - ๓ คำ ผมไม่รู้สึกหิวข้าว แต่อิ่มเอมอยู่ในอกที่ได้รู้จักและถูกตาต้องใจสาวปี ๒ เข้าให้แล้ว

          เธอช่วยงานอยู่ในครัว สายตาของผมก็เลยจดจ้องไปที่ครัวอยู่ตลอดเวลา พอเธอออกมาตาต่อตาก็ประสานกัน เธอยิ้มให้ผมอย่างเป็นมิตรไมตรียิ่งนัก ทำให้ผมเริ่มคิดและมีความหวังต่างๆนานา

          อาคงสังเกตเห็นว่าผมมีความสุขจากการจดจ่ออยู่กับสาวสวยเอกนาฎศิลป์ ก็เลยส่งแก้วสาโทให้ผมอย่างต่อเนื่อง ผมไม่ได้ปฏิเสธเลยสักครั้ง จนได้เวลาอาหารมื้อเที่ยง

          ผมเดินไปที่ครัวเพื่อช่วยยกสำรับกับข้าว ทำให้ผมได้ใกล้ชิดเธอ เมื่อเธอยื่นโถข้าวส่งให้ ผมเอื้อมไปรับ มือของผมเกาะกุมอยู่บนมือนุ่มๆของเธอ แก้มเธอแดงระเรื่อ ส่วนใจผมสั่นระรัว แต่ก็ไม่อยากจะปล่อยมือ

          ผ่านมื้อเที่ยงไปได้ไม่นาน อากาศเริ่มจะร้อนอบอ้าว แต่ผมก็ยังนั่งฝันหวานอยู่ในวงสาโท ที่มีสมาชิกมาร่วมดื่มมากขึ้น ผมเริ่มหูอื้อตาลาย แต่ไม่วายที่จะวาดหวังว่าสักวันจะมาบ้านหลังนี้อีกครั้ง

          ผมไม่ยอมลดละสายตาไปจากครัว หลายครั้งที่ผมส่งยิ้มให้เธอและเธอก็ยิ้มกลับมาทุกครั้ง ผมไม่เคยมีความรู้สึกที่ดีๆแบบนี้กับสาวคนไหนเลย เป็นครั้งแรกที่ผมคิดว่าได้เจอเนื้อคู่เข้าให้แล้ว

          แต่คงต้องหยุดความคิดทั้งหมดเอาไว้ก่อน เพราะเมื่อผมลุกขึ้นจะเข้าห้องน้ำ ผมซวนเซจนล้มลง ตาพร่ามัวไปหมด อามานิตย์และใครต่อใครมาช่วยพยุง ผมเวียนหัวและอยากจะอาเจียน

          ผมถูกพยุงออกมานอกวงสาโท มานั่งลงตรงโคนไม้ใหญ่ข้างบ้าน ร่างกายของผมแปรปรวนไปหมด สมองไม่ยอมสั่งการ ขออาเจียนอย่างเดียวเท่านั้น ทุกอย่างก็น่าจะดีขึ้น

          ชั่วพริบตา ทั้งน้ำมูก น้ำลายและน้ำตา ตลอดจนอาเจียน เลอะเทอะตามใบหน้าและเสื้อผ้าของผม สุนัข ๒ – ๓ ตัวมาเดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆตัวผม แต่ผมไม่มีเรี่ยวแรงที่จะไล่มันให้ออกไปห่างๆ

          เปลือกตาของผมปิดสนิท ความรู้สึกดับวูบ ไม่อยากรับรู้อะไร สลบไสลในท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาล

          ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้าด้วยอาการที่ยังไม่สร่างเมา มึนหัวและกระอักกระอ่วนในท้อง เดินอย่างอ่อนระโหยโรยแรง เพื่อมายืนพิงกำแพงโบสถ์มองดูขบวนแห่นาค ผมเข้าใจคำว่าหมดสภาพก็วันนี้นี่เอง

          สาวคนสวยที่ผมหมายปองเมื่อวันวาน เดินผ่านหน้าผมไป ไม่ได้ปรายตามามองผมเลยแม้แต่นิดเดียว มิหนำซ้ำยังพูดคุยกระหนุงกระหนิงกับชายหนุ่มที่เดินอยู่เคียงข้าง

          “อาขอโทษ ไม่น่าให้หลานกินสาโทเลย กลับบ้านกันเถอะนะ” อามานิตย์ตบที่ไหล่ผมเบาๆ

          “ครับ” ผมตอบรับด้วยเสียงแหบแห้ง ส่วนหัวใจนั้นห่อเหี่ยวสุดที่จะทานทน รักครั้งแรกทำให้ปวดเนื้อปวดตัว และเจ็บแปลบไปถึงขั้วหัวใจจริงๆ

  ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๒๐  มีนาคม  ๒๕๖๘