จาก ความคิด ความเห็น 2-3 วันที่ผ่านมา
เป็นตัวอย่างที่ดีครับ...ผมเลยได้คิดว่า ไอ้ที่ผมไปเที่ยวเอาความคิดไปทิ้งขว้าง วางไว้ที่ไหนบ้างก็ควรจะตามรวบรวมไว้ก็ดีเหมือนกัน...
ราวกับว่าตรวจสอบความคิดตนเองไปในตัว...พระท่านว่านี่คือสติอ่ะครับ....
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จาก สตรีและอิตถี
เมื่อ พ. 10 ม.ค. 2550 @ 13:29 (134314)
เขาเล่ากันว่าที่ฟินแลนด์ใช้เวลา 5 ปี พลิกระบบการศึกษากันใหม่หมด...ได้รับการยอมรับว่าเป็นอันดับ 1 ของโลกไปแล้วอ่ะครับ...
ประมาณว่าให้ครูเป็นผุ้ที่ได้รับทั้งเกียรติยศเงินทองของตอบแทนสูงที่สุด...ไม่มีอาชีพใดเทียบเท่า...
แต่บ้านเรายังย่ำอยู่กับการหาคนที่สอบเข้าอะไรไม่ได้มาเป็นเรียนเป็นครู...
ครูที่สอนเก่งจริง ๆ ก็เลยหนีไปอยู่สถาบันกวดวิชากันหมด... แล้วเด็กที่เก่งจริง ๆ และสอนเก่งด้วยก็เลยไม่เคยคิดที่จะสอนในระบบ...ทำอาชีพอื่นไปแล้วจัดเวลามารับสอนพิเศษ...สบายกว่ากันเยอะครับ...ฮือ ๆ ๆ..
เมื่อ พฤ. 11 ม.ค. 2550 @ 09:31 (134897)
ต้องตามไปทุกที่แหละครับ...ก็ลมมันเย็นนนนน....5555
ครูต้องสอนพิเศษ... เฉพาะครูที่มีทักษะการสอนเยี่ยมครับถึงจะอยู่ได้นาน(เท่าที่ประเทศเรายังเป็นแบบนี้อยู่..อิอิ)
คนฉลาดที่สุดให้เป็นพระ... ลูกชายผมคนโตเคยถามผมว่า...พ่ออยากให้ตอมเป็นอะไร...ผมบอกว่า ก็เป็นพระซิลูกจะมีอะไรสู้พระได้เล่า... ตั้งแต่นั้นมาลูกชายทั้งสองคนของผม(รวมหัวกับแม่เขาด้วย...555) ไม่เคยอยากคุยเรื่องวางแผนอนาคตกับผมอีกเลย...555
ค่านิยมพื้นฐานของสังคมไทย... ผู้นำฟากฝ่ายประชาสังคมมีความปรารถนาสูงสุดที่จะเห็นคนไทยส่วนใหญ่มีความเข้มแข็ง(คิดเองตัดสินใจเองได้)...ซึ่งพวกเขาก็มองเห็นอยู่ว่า...ปัจจัย(องค์ประกอบ)ที่ทำให้คนไทยมีคุณสมบัติและโทษสมบัติแบบนี้(ลืมง่าย... ใจดี... มีมารยาท... เอื้อเฟื้อญาติ... ยอมผู้ใหญ่... อภัยเร็ว....) เป็นอยู่เป็นไปนานกว่า 700 ปี... จะให้เปลี่ยนค่านิยมพื้นฐานในไม่กี่ปีก็คงยากแค้นแสนเข็ญทีเดียวครับพระอาจารย์....
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จาก สูเจ้าปรารถนาสิ่งใดในชีวิต ? เมื่อ พ. 10 ม.ค. 2550 @ 11:49 (134254)
555...เช่นกันครับ...พระอาจารย์...ผมก็ถามตัวเองตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ มาทำงาน...
จำได้ว่าพอเริ่มทำงาน(ยังไม่ได้บวช)...ตอนนั้นยังศรัทธาวิชาปรัชญาว่าเหนือกว่าศาสนาเช่นเคย... จนกระทั่งได้ไปเริ่มอ่านวารสาร แสงสูร ของสำนักสันติอโศก...เขาใช้ภาษาได้เสียดแทงใจ...ทำให้เริ่มคิดถึงภาคปฏิบัติจริง ๆ ... และเริ่มคิดถึงเป้าหมายชีวิตจริงๆ... สูเจ้าเกิดมาเพื่อสิ่งใด... สูเจ้าปรารถนาสิ่งใดในชีวิต... ทุกสิ่งที่สูเจ้ายึดเอา ผูกติด ดึงรั้งไว้นั้น...ล้วนแต่เป็นของไร้คุณค่าความหมาย...ประหนึ่งว่าหอบฟางแบกขยะไปวัน ๆ หนึ่ง...
ช่วงนั้นผมแทบจะไม่ใส่เสื้อผ้า...เอ้ย...ไม่มีเครื่องประดับประทินโฉมใด ๆ เลย...อิอิ(แต่ตอนหลังมีภรรยาแล้ว...ต้องมาฝึกจิตให้รับรู้ว่าสิ่งของเครื่องประดับ ที่ภรรยาให้ใส่อยู่น่ะ... เป็นสิ่งว่างปล่าวนะ...555)
วันที่ผมอ่าน...คู่มือมนุษย์...ของท่านพุทธทาส...ผมอ่านแล้วอ่านอีกจนแทบจะจำได้ทุกประเด็น... ช่างโดนใจจนเกิดอาการสัญญาใจว่า... ถ้าได้บวชอีกจะอาศัยห้องสมุดธรรมโฆษณ์เป็นเรือนนอน...อาศัยธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรเป็นโรงเรียน...อาศัยพระอาจารย์(เช่นพระอาจารย์ชัยวุธ...อิอิ)ผู้รู้เป็นครูนำทาง...
นี่แหละที่ปรารถนาสุดท้ายในชีวิต...
เมื่อ พฤ. 11 ม.ค. 2550 @ 09:53 (134916)
นั่นคือทำตัวให้เข้ากับบุคคลกลุ่มที่ 3 อ่ะจิครับ พระอาจารย์....5555
คำว่าสมมติ...ก็เป็นอีกคำที่สามารถพิจารณาอย่างละเอียด....
ลูกสาวผมถามว่า...สมมติว่าครูตีน้องเมโดยที่น้องเมไม่ได้ทำผิด...พ่อจะทำยังไง...
ผมบอกว่า...ผมจะไปคุยกับครู...
น้องเมบอกว่า... ไม่ต้องไปหรอกพ่อ...เพราะเป็นเรื่องสมมุติ....555
แล้วสมมติว่า พ่อคุยกับครูแล้วครูบอกว่าน้องเมผิดจริง ๆ พ่อจะตีน้องเมซ้ำนะ...
งั้นพ่อก็ต้องสมมติว่าไม่รักน้องเมก่อน...อิอิ
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เมื่อ อ. 09 ม.ค. 2550 @ 13:46 (133386)
ความจริงที่ยิ่งใหญ่...ไร้ข้อโต้แย้ง...
ที่จริงอยากให้พระอาจารย์ไล่เรียง...ความจริง...เพื่อสนทนาธรรม ตามลำดับของความจริงแต่ละขั้น....นั่นจะเป็นกุศลกรรมร่วมกันในภพนี้อ่ะครับ....
ความจริงของชีวิต...ทุกคนมีสิทธิ์รู้...มีสิทธิ์คิด...และมีสิทธิ์แสวงหาความจริงให้กระจ่างใจตนเอง...
แต่โดยส่วนใหญ่ คนเรามักปล่อยใจให้หลงใหลไปกับ อวิชชา...หรือเป็นเพราะว่า...ความจริงของชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่สามารถพิสูจน์เชิงประจักษ์(ไม่สามารถจับต้องได้...หรือว่าไกลตัวเกินไป)...จึงได้แต่แสวงหาความเพลิดเพลินในโลกียสุข...
มนุษย์เราเกิดมา(ตั้งแต่ปฏิสนธิ)พร้อมกิเลสอาสวะ(ความอยากความต้องการ...และแข่งขันเอาชนะ...ประมาณว่าเราเป็นอสุจิที่ชนะตัวอื่นมาราว 250 ล้านตัว ... 555) ยิ่งเป็นตัวเป็นตนแล้วออกมาจากท้องแม่ก็ยิ่งเพิ่มทวีความอยากความต้องการมากขึ้น ยิ่งโตขึ้นว่ายิ่งได้รับการสนองตอบกิเลส...ยิ่งตอบสนองกิเลสตัณหาก็ยิ่งต้องการเพิ่มขึ้น... กว่าจะพบเห็นหรือสะกิดใจต่อความจริงแห่งทุกข์.....
...ราวกับว่า จะต้องฝ่ากำแพงเหล็ก...ภูผาหิน...จึงจะพบเห็นความจริงแห่งชีวิตได้...
เมื่อ พ. 10 ม.ค. 2550 @ 12:08 (134266)
ความจริงแห่งชีวิต...ความจริงแห่งธรรม...
พระอาจารย์ครับ...
การเกิด...นั่นสิ่งหนึ่ง...ที่ควรพิจารณา(เหตุที่ต้องเกิด....ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พระอาจารย์กล่าวว่าเป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำ)...
ความแก่...นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่ง... ที่ผู้คนพยายามหลีกหนีกันสุดชีวิต(ทั้งที่หนีไม่พ้น)
ความเจ็บ....หามีใครอยากประสบพบเจอไม่
ความตาย... เป็นเรื่องน่ากลัวที่สุดในโลกอย่างไม่ต้องสงสัย(สำหรับผู้ครองเรือง)....
ก็แล้วเหตุใดเล่าครับพระอาจารย์... เมื่อรู้กันอยู่ว่าเป็นสิ่งที่เป็นไป ประกอบเส้นทางแห่งชีวิต...ผู้คนจึงยอมรับไม่ได้ ...ทำใจไม่ลง... เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเทวทูตเหล่านี้(ยกเว้นการเกิด)...
เมื่อ พฤ. 11 ม.ค. 2550 @ 10:27 (134952)
พูดถึงเรื่องนี้...ผมยังระลึกถึงรุ่นน้องของผมคนหนึ่ง...ที่เสียชีวิตไปแล้ว(นัยว่าฆ่าตัวตาย...)
เขาคุยกับผมเรื่องที่ค้างคาใจเขามาตลอด...นั่นคือ...เหตุใดคนทั่วไปจึงโง่เขลา มัวเมา... ไม่ยอมศึกษาธรรมะ ที่ประดุจวิชชาอันสูงส่งสุดยอด...ว่าแล้วก็เอ่ยอ้างธรรมบาลีหลายบทมาสนทนาแลกเปลี่ยนกับผม(ซึ่งคนที่ร่วมวงสนทนาอยู่ด้วยไม่เข้าใจและไม่พอใจน้องคนนี้อยู่พอควร)...
ผมพยายามสะท้อนให้เขามองกลับไปที่ตัวเอง...พิจารณาความคิดตัวเอง(ขณะนั้นผมคิดว่าเขาคงใกล้ไฟธาตุแตกเต็มทีแล้ว...)
เขาบอกผมว่าในจังหวัดพิษณุโลกมีคนที่จะคุยกับเขาได้แค่ 3 คน(ก็แน่ละ...น้องเราเล่นยึดมั่นถือมั่นกับวิชชาจนกลายเป็นอวิชชาไปเช่นนั้น)... หลังจากผมกลับมาก็ไม่ได้ระลึกถึงเขาอีก... กว่าจะนึกถึงเขาได้ก็ทราบจากพรรคพวกเพื่อนฝูงเขาว่าเสียชีวิตไปแล้ว...
ไม่มีใครเสียดายเขา...(เพราะเขาพูดกับใครไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว...ไม่ว่าจะเป็นญาติหรือเพื่อนร่วมงาน)
ไม่มีใครยอมรับวิชชาของเขา...(เพราะว่าเขาเครียดจนต้องสูบบุหรี่มวนต่อมวน...ย้ำคิดย้ำทำ)
ผมเสียดาย...ที่ไม่มีโอกาสเจาะลึกลงไปเพื่อดึงเขากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง...ความจริงแห่งชีวิต
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เมื่อ อ. 09 ม.ค. 2550 @ 12:20 (133312)
นั่นซินะ...พระอาจารย์
แล้วเวลาวัยรุ่นใช้คำว่า...จิงดิ....งุงิ....อ่ะจ้า....อ่ะคับ....ไม่จัย....ไม่ปลื้ม....อย่างเนี้ย....เขาเอามาจากไหนกันอะคับ.....555....จบ
เมื่อ พ. 10 ม.ค. 2550 @ 13:43 (134324)
พระอาจารย์ครับ...อย่าเข้าใจผิดว่าอาจารย์หมอบุญชัยท่านจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะครับ...
ที่จริงท่านเป็นผู้ที่แพร่โรคขัดคอคนอื่นให้ผมไม่น้อยกว่าพระอาจารย์เลยอ่ะครับ...555
คำขอของพระอาจารย์นี่ผมอยากจะรับไว้นะครับ...แต่คำอธิบายของพระอาจารย์เป็นคุณแก่ผมจริง ๆ....
ผมจึงยังมิอาจรับปากได้...555...
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จาก คมนาคม
เมื่อ อ. 09 ม.ค. 2550 @ 11:58 (133299)
จริงๆคำนี้ก็เป็นคำคม(นาคม)เช่นกันนะครับพระอาจารย์....
คล้าย ๆ เวียนว่ายตายเกิดประมาณนั้น...
ไป-มา ๆ ๆ... เพื่อนผมบอกว่า...ไป-กลับ
ถ้าไปไม่กลับ...ก็ตัดวงจรได้แล้วครับพระอาจารย์...อิอิ
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เมื่อ จ. 25 ธ.ค. 2549 @ 09:55 (123571)
สมัยที่ผมเริ่มเรียนปรัชญา(ในหลักสูตรปริญญาตรี)...ผมเริ่มคิดว่า... ที่จริงเราไม่ควรนับถือศาสนาใดเลย...
เพราะปรัชญาคือสุดยอดของความเชื่อแล้วครับท่าน...
ผมทำตัวคล้ายกับคนไร้ศาสนาปานฉะนั้น... จนกระทั่งพบเพื่อนคนหนึ่ง... เกิดอาการปุจฉาวิสัชชนาจนถึงขึ้นท้าทายกัน...
เพื่อนผมเชื่อว่า พุทธศาสนา คือสุดยอดของความเชื่อทั้งปวง....
ผมก็แก้ต่างว่า...อะไรเล่าจะเทียบได้กับความรักในความรู้...ความรักในความฉลาด...ความรักในปัญญา...
ปรัชญาต่างหากที่พาให้คนมุ่งสู่ความเป็นปัญญาชนอย่างแท้จริง...
วันนั้นเราโต้แย้งกันไม่มีที่สิ้นสุด...
เมื่อเรียนจบ...ผมจำใจต้องบวช....เพราะรับปากพ่อไว้ก่อนพ่อเสียชีวิต...
ผมบวช 21 วัน... พบเห็นแต่พระที่มิได้รักษาพระธรรมวินัยอันใดเลย(มีแต่ปมเท่านั้นที่พยามยามกระทำกิจของสงฆ์ให้ครบ 10 ประการ)...ยิ่งทำให้ผมเสื่อมถอยต่อการนับถือพระมากยิ่งขึ้น...
โดยเฉพาะหลวงพี่อ้วน(ที่ชอบเอาใบปริญญาจากศรีลังกามาอวดอ้าง)...ที่ตอบคำถามก่อนผมลาสึกว่า...ไฉนท่านจึงมิยอมลาสิกขาบทไปเสียล่ะท่าน...จะอยู่ให้ศาสนามัวหมองไปใย...(ก็ด้วยท่านมิเคยทำกิจของสงฆ์...ท่านรับดูแลพระใหม่ด้วยกลกามแห่งเพศราคะ...ท่านไม่เคยบิณฑบาตร...ท่านไม่รับกิจนิมนต์...ท่านรับดูดวง...แทงหวย...รวมทั้งจัดทัศนาจร...)
เขาตอบผมว่า...ถ้าเราสึกไปแล้ว...เราต้องไปปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์...ท่านจะเห็นเป็นประการใด...
ผมได้แต่ปลงสังเวชแล้วครับ....
แต่โชคดียังเป็นของผม...เมื่อยามว่างในช่วง 21 วัน...ผมก็มีเวลาไปเปิดตู้พระไตรปิฎกอ่านอย่างเมามัน(ซึ่งภายหลังผมเสียดายโอกาสที่มิได้เลือกสถานที่บวชเพื่อปุจฉาวิสัชชนากับผู้รู้ท่านใดเลย)...
ผมเริ่มมองเห็นความคิดรวบยอด(Concept)ของพุทธศาสนา...เริ่มมองเห็นสิ่งที่พุทธองค์รู้แจ้งแล้วนั้น...หลังจากพุทธองค์ทรงตรัสรู้...ท่านมิได้ตรัสเรื่องใดที่ไม่เป็นความจริงเลย(มีแต่พระอริยะเจ้าทั้งหลายที่พยายามดัดแปลงเพื่อเป็นกุศโลบาย...จนห่างหายไปจากแก่นแท้...ตามที่ท่านพุทธทาสต้องการตัดทอนทิ้งเสียบ้างฉะนั้น)
ผมต้องเทศนาโปรดโยมแม่...จึงต้องศึกษาอย่างลึกซึ้งในธรรมเทศนา กัณฑ์ที่ต้องแสดงธรรม... ปฏิจจสมุทปบาท...ลามเลยไปถึงอิทธัปปัจยตา... นั่นต้องถือเป็นคุณแก่ผมอย่างยิ่ง(แม้ดูว่าโยมแม่จะมิอาจเข้าถึงรสพระธรรมอย่างถ่องแท้...ด้วยความด้อยในการแสดงปริศนาธรรม...และไม่มีตาทิพย์พอที่จะคาดการณ์ว่าควรใช้กุศโลบายใดในเทศนาบทนั้น)
ผมเริ่มนึกถึงเพื่อนเก่าของผมคนนั้น...เมื่อผมเรียนรู้เรื่องราวหลากหลายศาสนามากขึ้น...จนกระทั่งเกิดการปุจฉาวิสัชชนากับเหล่าชาวคริสเตียน(ที่อ้างตนว่าเป็นคริสแท้...กล่าวเช่นนี้เพราะผมคุยกับคริสนิกายอื่น ๆ แล้ว) ครั้งนั้นผมได้คำตอบสุดท้ายที่แตกต่างจากศาสนาคริสต์ที่เน้นการสอนเรื่องความรัก... ความเชื่อของเขา คือพระเจ้าอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างทุกแห่งหน(มีตัวตน) ต่างจากของเราที่ทุกสิ่งทุกอย่างไร้ตัวตน...มีแต่ความเป็นไปตามธรรม(ดาและธรรมชาติ)
ปรัชญาเป็นเครื่องมือให้เสาะหา(เมื่อพบแล้วก็มิใช่ปรัชญาอีกต่อไป)พุทธศาสนาคือความเชื่อที่แจ้งจริงแล้วพิสูจน์ได้(จึงมิใช่ปรัชญา)...เพียงแต่พิสูจน์รู้ได้ด้วยตนเพียงนั้น
เมื่อ อ. 26 ธ.ค. 2549 @ 09:17 (124178)
นมัสการ....พระคุณเจ้า
ขอบพระคุณพระอาจารย์ครับ...เขียนผิดจริง ๆ ครับ...เกือบ 20 ปีแล้วที่ไม่ได้แตะต้องภาษาบาลีเลย...
คราวนี้หันมาดูเรื่องปรัชญา... ผมเคยได้อ่านปรัชญาตะวันตกของพระอาจารย์จรัล(หรือไงไม่ทราบครับเข้าใจว่าเป็นภาคนิพนธ์ปริญญาเอกของท่าน...ถ้าพระอาจารย์รู้ช่วยทบทวนความจำด้วย...หนังสือเล่มนั้นก็หาไม่พบแล้ว) ทำให้เห็นมุมมองเรื่องราวของปรัชญาต่อเนื่อง(พระอาจารย์เรียงลำดับไว้ตามช่วงเวลาอย่างละเอียด) ....
ผมเลยสรุปความคิดรวบยอดไว้คุยกับเพื่อน ๆ ว่า... อันที่จริงความรู้ในโลกนี้ล้วนมีต้นตอเดียวกัน... มาจากวิชาปรัชญาทั้งสิ้น... ต่อเมื่อมีองค์ความรู้ที่ได้รับการพิสูจน์เป็นทฤษฎีแล้ว(Explicit Knowledge)...ความรู้เหล่านั้นก็แตกแยกย่อยไปตามความปรารถนาที่จะเรียนรู้ของมนุษย์....
สาขาวิชาต่าง ๆ จึงมีเกิดขึ้นมากมายหลายร้อยสาขาเป็นพันแขนงวิชาเป็นหมื่นแสนล้านองค์ความรู้เป็นตำราหลายล้านๆเล่มกระจายอยู่ทั่วพื้นปฐพี....
ความรู้เหล่านั้นก็ยังไม่มีวันจบสิ้น ยังมีความรู้อีกมากมายในตัวคน(Tacit Knowledge)ที่ยังมิได้นำออกมาปะทะสังสรรค์ให้เป็นบทเรียนที่แลกเปลี่ยน...จนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่อีกนับไม่ถ้วน...
แถมยังมีความรู้อีกประเภทหนึ่งที่คนจำนวนไม่มากนักที่จะกลั่นกรองให้ตกผลึกเป็นองค์ความรู้ได้...เนื่องจากเป็นความรู้ประเภทแวบเดียวก็จางหาย...หลายท่านเรียกว่าความรู้แบบผุดบังเกิด(Tran self essendence & Enlightenment) ...
พระอาจารย์ครับ... ความหลากหลายสวยงามในความแตกต่างขององค์ความรู้ที่กระจายอยู่ทั่วแผ่นดินนั้นมีอยู่ก็จริง... แต่มนุษย์ผู้เร่งร้อนเร่งรัดในการเรียนรู้ ส่วนใหญ่ก็ไม่อาจสามารถ(มิได้เกี่ยวข้องกับชื่ออำเภอครับท่าน...อิอิ)ที่จะเชื่อมโยงต้นตอกับปลายยอดองค์ความรู้ได้... มิใยที่คนรุ่นหลัง(อาจหมายรวมถึงองค์กร/สถานศึกษาที่ท่านว่า)จะสนใจว่า...แท้จริงเราเรียนรู้วิชาต่าง ๆ ไปเพื่อการใด... มีความสำคัญกับชีวิตมากน้อยแค่ไหน...
เมื่อ พ. 27 ธ.ค. 2549 @ 08:50 (124821)
ถึงจะเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน...พระอาจารย์ก็ยังอารมณ์ดีเป็นที่ตั้ง...
ควรนับได้ว่าเป็นพระที่ทำความประหลาดใจให้ผมตามสมควรทีเดียวครับ...
มีพระอธิการท่านนึงอยู่วัดส่วนร่มบารมี หนองตม พรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก... ท่านเคยไปอบรมเป็นวิทยากรพร้อมผม... วันแรกผมไม่เคยยกมือไหว้ท่านเลย(อาจเป็นเพราะยังมีนิวรณ์อย่างหนา)... ผมเริ่มแปลกใจที่ท่านสอนพระลูกวัดที่มาร่วมอบรมด้วยว่า... ระวังนะ อย่าสุ่มสี่สุ่มห้าไปเที่ยวสั่งสอนใคร...อาจสะดุดขาโสดาบันล้มคะมำไม่เป็นท่าได้...อิอิ
ผมแซวท่าน(จนได้ความรู้ใหม่ ๆ หลายเรื่อง...เช่น ใครนินทา ท่านก็ว่าเขาระลึกถึง...คำว่าวาสนาแปลว่าสันดาน...คนชื่อวาสนาอยากเปลี่ยนชื่อเลย...555) จนกระทั่งเสร็จสิ้นการอบรม ผมก็มีโอกาสผ่านไปแวะเยี่ยมเยียนที่วัดท่าน...
ผมยกมือไหว้ท่านครั้งแรก...ท่านว่า...โยมยกมือไหว้อาตมานั้น...อาตมามิขอรับไว้...(ผมงง)...หากอาตมารับไหว้โยมแล้ว...ฐิถิจะเกิดแก่อาตมา...(ผมยิ้ม)...
ถ้าเช่นนั้นผมขอใช้ใจไหว้พระอาจารย์ก็แล้วกัน...555
วัดของท่านเป็นวัดที่แปลกแตกต่างจากวัดอื่น อย่างน้อย 2 ประการ...
1. คือไม่มีรั้ววัด...กลายเป็นข้อปุจฉาวิสัชชนาของเราในวันนั้น... ทำไมวัดต้องมีรั้ว... กำแพงบางวัดสูงราวกับที่คุมขัง... (ขังใจตนเองยังไม่เพียงพอหรือกระไร...555)
2. วัดของท่านมีสัญญลักษณ์ของศาสดาทุกศาสนาในโบสถ์... ท่านวิสัชชนาว่า... ใยต้องกีดกันความเชื่อของผู้คนด้วยเล่า... หากเขาจะเชื่อถือนับถือสิ่งใด...ล้วนแล้วแต่จริตที่ตรงแท้... ใครก็บีบบังคับมิได้...
นับแต่นั้น...เราก็เป็นพันธมิตรเสวนาธรรมกันไม่ว่าจะพบปะกันที่ใด...
เมื่อ ศ. 29 ธ.ค. 2549 @ 16:03 (126504)
สงสัยว่าพระอาจารย์กำลังว่าง....555
ส่วนผมอยากเข้าสู่ความว่าง...อิอิ
มัวแต่ไปคุยกันเรื่องความว่างจนไม่ว่าง....ฮาๆๆ
เลยไม่มีเรื่องที่จะคุยกันต่อ....
เอ...หรือว่าที่เราคุยกันพบว่าเป็นความจริงแท้แน่นอนเสียแล้ว...จึงไม่เป็นปรัชญาอีกต่อไป...5555
วันนี้ผมได้คุยกับกัลยาณมิตรเก่าคนหนึ่ง...เราคุยกันเรื่องของการตกผลึกทางความคิดของเพื่อนร่วมเส้นทางของผมคนนี้....
เขาลาออกจากราชการ 5 ปี....นับว่าขอกระโดดออกจากมรสุม(Chaos)ของกิจกรรมการงานที่ประเดประดังมาหาจนเขาเองก็สับสนไปหมด....
กลับมาวันนี้เขาขอเล่าเรื่องที่เขา(เชื่อว่า)ไปตกผลึกทางความคิดมาแล้ว(หลังจากอยู่นิ่ง ๆ 5 ปี)...
ผมนั่งฟังเขา(พร้อมกับแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นไปเล็กน้อย)... พบว่า สิ่งที่เขากลับมาบอกผมก็ยังวนเวียนอยู่ในขั้นความอยากระดับสูง(อยากให้สังคมมีความสุข) โดยต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน... ซึ่งเขาพยายามที่จะอธิบายถึงความจริงที่มีอยู่ในตัวคนทุกคน... ความจริงที่ถูกค่านิยมลวงเบียดบีบให้แต่ละคนแทบค้นหาความจริงในตนไม่พบ... และทำให้เราบางทีก็สับสนได้เหมือนกันว่าอะไรจริงอะไรลวง...
ที่อยากถามพระอาจารย์ก็คือ...การกระทำแบบกัลยาณมิตรของผมคนนี้...แตกต่างไปจากการบวชเป็นพระอย่างไร... ขอข้อเปรียบเทียบเชิงวิจารณ์ด้วยขอรับ....
เมื่อ พ. 03 ม.ค. 2550 @ 16:36 (129432)
ช่วงปีใหม่ผมไปเชียงใหม่มาครับ...
ม่มีอะไรมาฝากพระอาจารย์เลย...พอดีช่วงสามทุ่มวันที่ 31 ธันวาคม ผมเดินอยู่ที่ถนนคนเดินเมืองเชียงใหม่...คนเยอะมาก...ไม่ทันได้เคาท์ดาวน์...มีการประกาศให้แม่ค้าเก็บของให้หมดก่อนสี่ทุ่ม... อะไรกันนักหนานะ ประเทศไทย... อิอิ
ปีใหม่แล้วนะครับ...พระอาจารย์... ผมจะใช้ห้องของท่านเป็นที่ไขข้อข้องใจ...จนกว่าจะสิ้นสงสัยกันเลยทีเดียว...(ขอเป็นศิษย์ฆารวาสครับ)
เรื่องแรกที่ชวนพระอาจารย์วิสัชชนาคือ... เรื่องชาดกต่าง ๆ ในพระไตรปิฎกเนี่ย...พระอาจารย์เห็นว่าเป็นเรื่องเกิดขึ้นจริงแท้แน่นอนประการใด... เห็นทีต้องถามเลยเถิดไปถึงเรื่อง...ชาติ...ในความหมายของพระอาจารย์ ที่น่าจะเชื่อมโยงไปยังแนวปรัชญาด้วยอีกทางหนึ่งครับ...
เมื่อ พฤ. 04 ม.ค. 2550 @ 11:31 (129826)
ที่จริงควรถามต่อเนื่องเรื่องบารมีนะครับ พระอาจารย์... เพราะมีการตีความเรื่องบารมีหลากหลายมาก...(ไม่เกี่ยวกับบารมีนอกรัฐธรรมนูญครับ...555)
แต่ถ้ายังไม่ตอบ...ก็หันมาดูเรื่องชาติก่อนละกันครับ...
ชาดกเป็นการเทียบเคียงกับชาติก่อน ๆ ของพระพุทธเจ้า... แต่ผมสังเกตุดูในพระไตรปิฎกแล้วเหมาเอาว่า...พุทธองค์เมื่อตรัสรู้แล้วไม่ทรงตรัสเรื่องชาติก่อน...ชาตินี้...ชาติหน้า...ประเภทที่เกี่ยวข้องกับการตายแล้วเกิดใหม่... แต่พระองค์เน้นเรื่องการเกิดการตายของวงรอบกิเลสอาสวะเท่านั้น...
เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงสถาบันศาสนาเชี่ยวนะท่านอาจารย์... วันที่ผมเสวนากับตัวแทนพระคริสต์แท้...เขาเรียกพุทธเจ้าว่าสิทธัตถะทุกคำ...และบอกว่าสิทธัตถะไม่แน่จริง...ไม่รู้ว่าเราเกิดมาจากไหน...เกิดมาเพื่ออะไร...ตายแล้วไปไหน...ซึ่งเขาตอบได้หมด...
แล้วก็โดนผมตอกกลับไปหลายดอก...เช่นผมถามย้อนกลับไปว่า
พระเยซูเกิดมาจากไหน...
เขาว่า พระเจ้าสร้าง...
แล้วใครสร้างพระเจ้า
เขาว่า แฮโรอิม...
แล้วใครสร้างแฮโรอิม
เขาว่า ...ถ้าพูดถึงแฮโรอิมแล้ว...จะไม่มีคำถามอีกต่อไป(ใจผมนึก...ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันแหละว้า)
แล้วแฮโรอิมคืออะไร
เขาว่า...แฮโรอิมมีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง...(ที่ผมเดาเอาว่า เขาเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีตัวตนและถูกกำหนดไว้แล้ว...ตรงข้ามกับของเรา)
ที่จริงวันที่เขาวิสัชชนากับผมใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง แต่เขา 3 ผม 1 ...เล่นเอาเขาเครียดกันไปหมด...อิอิ
กลับมาที่คำถามเดิม เรื่อง ชาติ ผนวกกับการเวียนว่ายตายเกิด แท้จริงเป็นเช่นไรกันแน่ครับ...พระอาจารย์
เมื่อ พฤ. 04 ม.ค. 2550 @ 14:58 (130019)
อิอิ...ที่จริงแล้ว...ผมอยากเรียนพระอาจารย์ว่า....
ถามไปก็เท่านั้น....ตอบมาก็เท่านี้... อย่าได้หมดความขำเป็นอันขาด....555
เป็นเพราะว่าชื่อประเด็นปรัชญาและศาสนาต่างหาก...ที่พาให้กระผมเข้าใจว่า...หากเราได้แลกเปลี่ยนความเห็นกัน...น่าจะช่วยให้เกิดความกระจ่างมากขึ้นทั้งในส่วนของผมเองและผู้ผ่านเข้ามาพบเห็น...
ทีนี้ก็กลับมาในมุมของเรื่องบารมี...บารมี...เป็นของสะสมชนิดหนึ่ง...(ซึ่งไม่มีใครมองเห็นแต่รู้สึกได้) ส่วนในมุมมองของผม ที่จริงฝรั่งมังค่าเขาพยายามวัดบารมีกันนะครับพระอาจารย์... เขาเรียนว่า IQ,EQ,AQ, SQ (Quantity ต่าง ๆ นา ๆ) ...
ส่วนบารมีในทางศาสนา ผมเห็นว่าเป็นผลคืบหน้าของความชัดเจนแจ่มแจ้งจากการปฏิบัติเพื่อผลนิพพาน(ว่าเข้าไปนั่น)...ผิดถูกประการใดต้องฟังพระอาจารย์แล้วครับ...
เมื่อ ศ. 05 ม.ค. 2550 @ 09:31 (130635)
55555555...
กระผมหาได้สนใจเช่นนั้นไม่...
พระอาจารย์ครับ...มิว่าท่านจะเลี่ยงบาลีอย่างไร...ก็มีอาจรอดพ้นจากคนขี้สงสัยอย่างผมไปได้...อิอิ
ในโลกแห่งมนุษย์...กับโลกแห่งธรรม...ดูเหมือนแตกต่างกัน...เรื่องความเชื่อ(ในใจลึกๆ)ว่ามีตัวตนกับไม่มี...ราวกับว่าเดินคู่ขนานไม่อาจพบพานกันได้...
ยกเว้นต้องกระโดดข้ามสีทันดร(เขียนผิดป่าวนะ...เขียนผิดไม่สำคัญ...เข้าใจผิดนี่ซิ...555)
นั่นทำให้ผู้คนแปลกแยกแตกต่าง...ลุ่มหลงงงงวย...
พระอาจารย์พยายามจะดึงให้กระผมออกนอกลู่...กระผมก็จะไม่ไป...อิอิ
พระอาจารย์เหนื่อยหน่ายรำคาญผม...ผมก็จะเข้ามารบเร้าเอาเรื่องพระอาจารย์อยู่ร่ำไป...555
ลูกชายคนโตของกระผมเริ่มมีความรัก...ผมบอกเขาว่า...รักไปเถอะ... ไม่มี่ทฤษฎีอะไรบอกได้ชัดเจนว่าความรักเป็นอย่างไร... เพียงรู้สึกว่ารักขอให้เชื่อใจในความรู้สึกนั้น...
หากแต่คอยตรวจสอบตัวเองด้วยว่า... อย่าตกเป็นทาสแห่งความรัก... ต้องทำให้ความรักเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของเรา... นั่นจึงจะสามารถมาคุยกับพ่อได้....555555
กรณีเช่นเดียวกันกับการทำงาน... ผมมักถูกทักท้วงเป็นประจำว่า อย่าใช้ความรู้สึกมาตัดสิน... เอาข้อมูลมาดู...เอาทฤษฎีมาจับ(ตามจริตของนักวิชาการ)... โธ่เอ้ย...ไอ้กระผมก็ดันไปเกิดความเบื่อ หน่าย กับ ข้อมูล ทฤษฎี งานวิจัยมากมายหลายล้านเล่มที่อ่านดูแล้วไม่โดนจัยเลยอ่ะครับ...
เออ...นั่นซิ... แล้วความรู้สึกนี่มันมิดีประการใดเหรอครับ
ถ้าไม่รู้สึกรู้สาอะไร... ผมคงเข้าวัดไปนานแล้วครับ...5555
เมื่อ ศ. 05 ม.ค. 2550 @ 16:25 (131030)
อิอิ...พระอาจารย์ครับ...
พระอาจารย์ก็(แก่)พรรษามากแล้ว...พอจะมีปริศนาธรรมดี ๆ สำหรับตัวพระอาจารย์เองมั่งป่าวคับ...555
เอาแบบที่ไม่ต้องอ้างผู้รู้หรือตำราใดๆ(ฤาว่าอ้างหลักกาลามสูตร)...อ่ะครับ...
เพราะผมถามเมื่อไรพระอาจารย์ก็จะอ้างผู้รู้...อ้างตำราอยู่ร่ำไป(ไม่ต่างอันใดกับครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษาเร้ยยย....555)
กล้าถามตรง ๆ แบบนี้ เพราะเชื่อว่าพระอาจารย์แก่(พรรษา)พอ... 55555
เรื่องที่เป็นความเชื่ออันแตกต่างของคนทั่วไปกับเคล็ดวิชาทางธรรมะ เช่น เรื่องภูติผีปีศาจ กายทิพย์ หูทิพย์ ตาทิพย์ ประมาณเนี้ย...
ถ้าพระอาจารย์ไม่แถลงไขให้ผมกระจ่างใจ...ผมเอาไปประยุกต์ ถ่ายทอดผิด ๆ ... พระอาจารย์ก็ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยนะครับ...555555
เมื่อ จ. 08 ม.ค. 2550 @ 11:24 (132576)
555...พระอาจารย์นี่ไม่เบาจริง ๆ....สงสัยเป็นนิ่ว...55555
หนังสือกำลังภายในของโกวเล้งนี่...แทบอยู่ในกระแสเลือดผมเลยครับ...ประมาณว่าสำนวนต่าง ๆ ของผมก็ลอกเลียนแบบโกวเล้งหลายอย่างทีเดียว...อิอิ
ที่จริงอยากยั่วยวนใจพระอาจารย์ให้มากกว่านี้...
ผมเคยเสวนากับพรรคพวกถึงเรื่องความรู้ใหม่ ๆ ในโลกนี้มีจริงหรือ....
โดยส่วนตัวผมคิดว่า...แท้จริงแล้วหาได้มีความรู้ใหม่ ๆ ในโลกนี้ไม่....เพียงแต่เราเผอิญไปพบเข้า...แล้วทึกทักเอาว่าเป็นผู้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ (ที่จริงเป็นสิ่งเก่า) แล้วก็จดลิขสิทธิ์กันให้วุ่นวาย... ห้ามใครมาพบซ้ำ....5555
ความรู้ทางธรรมก็เช่นกัน... ไอ้ที่เราคิดกันว่าเป็นความคิดแบบผูดบังเกิด...ก็หาได้เป็นความรู้ใหม่ ๆ ไม่... เป็นสิ่งที่มี เป็นอยู่ ดำเนินไป แล้วก็สิ้นสุด...
คิดไปคิดมา...เดี๋ยวก็ขอเข้าเป็นคนในสังคมกลุ่มที่ 3 ตามพระอาจารย์ซะให้รู้แล้วรู้รอดไป.....555
เขาว่ากันว่า...ถ้าเป็นคนกลุ่มที่ 3 จริง... คนภายนอกจะมองว่าเป็นพวกเฉื่อย...ไม่รู้ร้อนรู้หนาวครับ....อิอิ
เมื่อ จ. 08 ม.ค. 2550 @ 16:15 (132753)
ขอให้หายหวัดเร็ว ๆ นะครับ...พระอาจารย์
เสาร์อาทิตย์ผมไปเชียงใหม่มาครับ...บ้านแม่ยายน่ะครับ...ไปติดกันสองสัปดาห์ละ...
1. ประเด็นนิยายจีน... สำนวนชวนให้ติดตาม(แต่บางคนก็ไม่ชอบ) แต่ผมเห็นตัวเอกแต่ละเรื่องของโกวเล้ง ล้วนประหลาดพิสดาร... สิ่งที่คล้ายกันของตัวเองแต่ละคน...คือคุณธรรมน้ำมิตร... แม้ตัวเอกบางคนดูโดดเดี่ยวทรนง...แต่คุณธรรมน้ำมิตรกลับควรค่าแก่การสรรเสริญอย่างยิ่ง...
2. ประเด็นความรู้ใหม่-เก่า... เก่าหรือใหม่ไม่สำคัญ... พบความจริง...ยอมรับความจริง...เชื่อมั่นในความจริง...ทำความจริงให้กระจ่างใจ...(ผมเพียรมานาน...ยังฝ่าด่านนิวรณ์มิได้ถึงไหนเลย...เฮ้อ....555)
3. ประเด็นกลุ่มคนที่สาม... พอได้ยินคนบอกว่าเราเฉื่อย... เราก็พาลอยากอยู่นิ่ง ๆ สันโดษ... ยิ่งนานไปถูกหาว่าเป็นคนแปลกๆ... เพื่อนผมหลายคนถูกนินทาว่าบ้า... ไม่ยอมทำเรื่องเอาซีมาก ๆ เงินเดือนเยอะ ๆ(เหมือนคนอื่นเค้า)... แถมถูกกล่าหาว่าดักดานขัดขวางความก้าวหน้าของรุ่นน้องๆ... 55555
ส่วนเรื่องเปิดประเด็นคุยธรรมะ....กับพระชัยวุธ ผมจะตามไปร่วมวงเสวนาด้วยครับ..
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เมื่อ อ. 09 ม.ค. 2550 @ 10:20 (133222)
555...มาลุยกับดักกันหน่อย...อิอิ
ไหนพระอาจารย์ว่าไม่จำเป็นต้องมีอะไรเป็นของตนก็เป็นผู้ยิ่งใหญ่ได้...อิอิ...(นิสัยขัดคอแบบนี้ติดมาจากใครนะ...555)
การตกผลึกทางความคิดในประเด็นกับดักจริยปรัชญานี่...มองดูโดยถ้วนทั่วแล้ว...ถือเป็นมิติใหม่ของการประเมินจริยธรรมผนวกแนวคิดทางปรัชญาอีกระดับนึงเลยนะครับพระอาจารย์....
งานนี้ถือว่าพระอาจารย์ติดกับดักตัวเองนะครับ...555...เพราะยึดเอาถือเอาว่านี่เป็นการตกผลึกของพระอาจารย์เอง...อิอิ....คำตอบที่จะให้อธิบายตรงตามระดับของวิธีคิดของแต่ละคนจึงเป็นเรื่องนึงที่พระอาจารย์สร้างปมกับดักไว้อย่างหลีกเลี่ยงมิได้....5555
อย่างไรก็ตาม...เรามาช่วยพระอาจารย์คลี่คลายสลายขั้วกันดีมั้ยครับ....อิอิ...ขอเวลาไปทำงานก่อนนะครับพระอาจารย์... (ผมก็ติดกับดักพระอาจารย์แล้วอ่ะคับ...ประมาณว่าเกิดสัญญากับบล็อกพระอาจารย์แล้วอ่ะจิ...555...) เดี๋ยวมาครับ...
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
จาก ความว่างเปล่า ที่ว่างจริง ๆ
เมื่อ อ. 26 ธ.ค. 2549 @ 13:18 (124346)
ว่าง....เปล่า....ตกลงว่างหรือปล่าวนะ....
คนมีภาระ(บางทีก็ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไง...แต่ไม่อยากร่วมสังฆกรรมด้วย)ก็จะบอกว่าไม่ว่าง...
คนที่บอกว่าไม่ว่าง...บางทีกลับว่าง...
คนที่บอกว่าว่าง...จริง ๆ แล้วไม่ว่าง...
หากพิจารณาอย่างละเอียด...จนถึงละเอียดอย่างยิ่ง...สู่ละเอียดหมดจด...ไม่ว่าคำใดก็เป็นเส้นทางสู่นิพพานได้ทั้งสิ้น...
ไม่เห็นแก่ตัว(Keyword...ของท่านพุทธทาส)ก็เป็นอีกคำหนึ่ง
สิ้นสงสัย...ก็เป็นอีกคำหนึ่ง
แท้จริงแล้วคำเหล่านี้เป็นเพียงสื่อเส้นทางสู่เป้าหมายหลัก...คือนิพพาน
จะว่างจนถึงที่สุด...
ไม่เห็นแก่ตัวจนถึงที่สุด...
สิ้นสงสัยจนถึงที่สุด...
คำเหล่านี้ล้วนอยู่ในความเชื่อและจินตนาการ...
ไม่ปฏิบัติ...ไม่มีทางรู้แจ้ง
เมื่อรู้แจ้ง...ก็รู้ได้เฉพาะตน...
อมิตตพุทธ....
เมื่อ อ. 26 ธ.ค. 2549 @ 16:32 (124472)
ที่พระองค์สั่งสอนก็ไม่ได้บังคับให้ใครบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร(ให้ต้องมาสังคายนากันตามยุคสมัย)...