วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๗ ผมไปเสวนากับประชาคม มทส. ที่โคราช เป็นครั้งแรกหลังจากทำหน้าที่นายกสภามาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๖๗ และจะหมดวาระวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ (และทราบในการประชุมสภาวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ว่าเขาสรรหาให้ผมเป็นต่ออีก ๑ สมัย ๒ ปี) โดยตั้งใจว่าเป็นการพูดคุยอย่างกันเอง ไม่เป็นทางการ ประเด็น คือ มทส. จะทำประโยชน์แก่พื้นที่จังหวัดนครราชสีมา กลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์ ประเทศไทย และโลก ได้อย่างไร
มทส. จัดตัวเองเป็นมหาวิทยาลัยกลุ่มที่ ๑ คือเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก เน้นงานวิจัยขับเคลื่อนองค์ความรู้ใหม่ หรือ blue sky research แต่ไม่หมายความว่าจะไม่สนใจเรื่องการพัฒนากำลังคนให้แก่พื้นที่ ประเทศ และโลก และในขณะเดียวกัน ก็ต้องเอาใจใส่การเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่ โดยเรื่องการพัฒนาพื้นที่นี้ สถาบันอุดมศึกษาอื่น (เช่นราชภัฏ ราชมงคล วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา) อาจนำ มทส. หนุนโดยทำวิจัยพัฒนานวัตกรรมจากโจทย์ในพื้นที่ตามความถนัดของ มทส.
ตัวผมเองมีความเชื่อว่า มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่แห่งคุณธรรม ตามภารกิจด้านที่ ๔ ของอุดมศึกษาไทยที่ยึดถือกันมานานมาก คือ ทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ที่ผมตีความว่า เน้นอย่างยิ่งที่คุณธรรม
การร่วมมือกันทุกสถาบันอุดมศึกษา (หลังมัธยมศึกษา) ในพื้นที่นครชัยบุรินทร์ และร่วมกับกลไกภาคส่วนอื่นๆ ในพื้นที่ เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ เป็นโจทย์ให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ร่วมกันตอบโจทย์ โดยอาจชวนสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งนอกพื้นที่มาร่วมกันทำในเรื่องที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ สนใจ หรือเชิญอาจารย์นักวิจัยนอกพื้นที่มาร่วมตามความสนใจของท่าน และอาจชวนผู้แทนโรงเรียนระดับมัธยมปลายมาร่วมให้ข้อมูลหรือความเห็นด้วย รวมทั้งชวนแหล่งทุนเพื่อการพัฒนา (PMU) เข้ามาร่วมสนับสนุนทุนตามวิสัยทัศน์และเป้าหมายของแต่ละแหล่งทุน
ผมจึงเตรียมไปพูดคุยโอกาสที่ มทส. จะทำประโยชน์แก่พื้นที่และบ้านเมือง ไปพร้อมๆ กันกับยกระดับความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก ไปพร้อมๆ กัน โดยมทส. ต้องทำการบ้านหาข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่นครชัยบุรินทร์ในมิติต่างๆ เพื่อหาประเด็นที่อุดมศึกษาจะเข้าไปมีส่วนพัฒนา
กลไกหนึ่งที่ผมเตรียมไปเสนอคือ เวทีตั้งโจทย์วิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่นครชัยบุรินทร์อย่างบูรณาการ จัดที่ มทส. กลางปี ๒๕๖๘ มีการจัดตั้งคณะทำงานร่วมสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่นครชัยบุรินทร์ เพื่อจัดการประชุมดังกล่าว เตรียมศึกษาสภาพทางการศึกษา เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม สุขภาวะ ของคนในพื้นที่ เปรียบเทียบกับภาพใหญ่ของประเทศ และของโลก สำหรับเป็นข้อมูลพื้นฐานสู่การร่วมกันตั้งโจทย์วิจัยในเวทีตั้งโจทย์วิจัย
เป็นเวทีที่ผู้บริหารและแกนนำของทุกภาคส่วนในพื้นที่นครชัยบุรินทร์มาร่วมกันกำหนดวิสัยทัศน์ของการพัฒนาพื้นที่ใน ๕ - ๑๐ ปีข้างหน้า กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา และกำหนดเป้าหมายใน ๑ ปีข้างหน้า รวมทั้งระบุทรัพยากรที่มีในพื้นที่ และทรัพยากรที่ต้องการเสริมจากภายนอกหรือจากองค์กรระดับประเทศ นำสู่ประเด็นพัฒนาและวิจัย ที่มีการแนะนำหรือตกลงว่า หน่วยงานกลุ่มไหน หรือหน่วยงานใดรับไปดำเนินการ เพื่อหนุนให้พื้นที่นครชัยบุรินทร์มีการพัฒนาแบบนวัตกรรมนำ (หรือหนุน - innovation-based development)
มีการเชิญองค์กรระดับประเทศ มาร่วมประชุม เช่นสภาพัฒน์ สป.อว., สกสว. และอื่นๆ มาร่วม เพื่อให้โจทย์ว่า พื้นที่นครชัยบุรินทร์จะทำหน้าที่เป็นตัวอย่างของการร่วมมือกันของทุกฝ่ายในพื้นที่เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเพื่อการรวมพลังพัฒนาพื้นที่ตามแนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะที่ ๑๓ ได้อย่างไร
เวทีดังกล่าวนอกจากใช้ร่วมกันตั้งโจทย์วิจัยแล้ว ยังใช้สำหรับเสนอความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่ เพื่อการพัฒนาพื้นที่นครชัยบุรินทร์ โดยมองไปข้างหน้า ๕ - ๑๐ ปี และมีกลไกประสานความร่วมมือ ที่มีการจัดประชุมหารือระหว่างผู้แทนภาคส่วนต่างๆ ปีละ ๒ ครั้ง เน้นการดำเนินการประสานงานเชิงรุก และดำเนินการต่อเนื่อง โดยใน ๒ ปีแรก มทส. อาสาทำหน้าที่ประสานงาน หลังจากนั้นค่อยตกลงกันว่าจะมีการหมุนเวียนหน่วยประสานงานหรือไม่
ในปี ๒๕๖๙ มีการจัด เวทีประจำปี เพื่อร่วมพัฒนาพื้นที่นครชัยบุรินทร์อย่างบูรณาการ (NCBR Annual Development Forum) เพื่อเสนอความก้าวหน้าของความร่วมมือดำเนินการสร้าง พื้นที่นวัตกรรมนครชัยบุรินทร์ และเสนอโจทย์วิจัยไปข้างหน้า รวมทั้งเพื่อปูทางสู่การได้รับทุน ววน. หรือทุนอื่นๆ เข้ามาเสริม เป็นตัวอย่าง innovation-led development ให้แก่สังคมไทย
ผมเชื่อว่า เมื่อมีการดำเนินการและปรับตัว พัฒนาวิธีการไปเรื่อยๆ ไม่เกิน ๑๐ ปีจะเห็นผลต่อการพัฒนาพื้นที่อย่างชัดเจน โดยใช้พลังสาม คือ พลังความร่วมมือ พลังข้อมูลความรู้ และพลังอุดมศึกษา
อุดมศึกษามีพลังมากกว่าที่คิด ต้องการการจัดการรวมพลังเพื่อปลดปล่อยศักยภาพออกมาทำประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง โดยภายใน มทส. เองก็ต้องมีกลยุทธปลดปล่อยศักยภาพของสมาชิกออกมากระทำการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พลังหนุ่มสาว” ของนักศึกษา ที่ตามหลักการของการเรียนรู้สมัยใหม่ ต้องเน้นเรียนจากการปฏิบัติในสภาพจริง เป็นไปได้ไหมที่จะมีการพัฒนา “ชาลาปฏิบัติการเพื่อการเรียนรู้” (Learning Operating Platform) ในหลักสูตร ให้มีเวลาเรียนในสภาพการทำงานจริงไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐ ทุกหลักสูตรภายใน ๒ ปี โดยกลไกกลางของมหาวิทยาลัย ร่วมกับอาจารย์ประจำหลักสูตร ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ในทุกหลักสูตรใหม่ ให้อย่างน้อยร้อยละ ๕๐ ของเวลาเป็น การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง (Action ตามด้วย Reflection) ที่ผมเชื่อว่า จะยกระดับสมรรถนะของบัณฑิต มทส. ขึ้นไปอย่างมากมาย และเป็นการยกระดับสหกิจศึกษา และกระบวนการ Public Engagement ของ มทส. ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
โดยแนวคิดนี้ สามารถทำให้กิจกรรมการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของนักศึกษา เป็นการวิจัยตอบโจทย์ของสถานประกอบการ และสร้างทฤษฎีจากการปฏิบัติสู่ผลงานตีพิมพ์ของอาจารย์ไปในตัว เรื่องนี้คุยกันได้อีกยาว เพราะจะช่วยยกระดับความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลกได้จากโจทย์วิจัยระดับท้องถิ่น เป็นไปได้หรือไม่ ต้องมาเสวนาถกเถียงกัน
ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม สำหรับเป็น BAR ของผม และส่งให้ประชาคม มทส. อ่านล่วงหน้า
ต่อไปนี้เป็น AAR ที่ผมสะท้อนคิดหลังการประชุม
ท่านอธิการบดีอ่านข้อเขียนข้างบนแล้วแจ้งทาง Line ทันทีว่า ท่านเห็นด้วยกับข้อคิดเห็นของผมอย่างยิ่ง และเตรียมรองอธิการบดีฝ่ายพันธกิจสัมพันธ์กับสังคม และผู้อำนวยการโรงพยาบาลนำเสนอเรื่องที่ มทส. มีแผนใหญ่เรื่อง Korat Wellness Corridor กับเรื่องแนวทางสร้างสุขภาวะของคนในพื้นที่นครชัยบุรินทร์ โดย รพ. มทส. ที่เมื่อเสนอสั้นๆ ก็ช่วยให้ผู้เข้าประชุมเห็นภาพใหญ่ที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจินตนาการไว้เป็นอย่างดี และกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งเสนอว่าเชื่อมกับเรื่อง เมืองใหม่นครราชสีมา และ เมืองใหม่สุรนารี ซึ่งเมื่อผมเข้าที่พักที่สุรสัมมนาคารและค้นเรื่องเมืองใหม่ทั้งสองข่าว ก็เห็นโอกาสที่ มทส. จะทำหน้าที่อุดมศึกษารับใช้การก่อเกิดและความสำเร็จของ “ซิลิคอนวัลเล่ย์โคราช” ที่ตามข่าวบอกว่าจะต้องใช้เวลาตั้งครรถ์ราวๆ ๕ ปี จึงจะ “คลอด”
กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งเสนอว่า ต้องไม่เอียงไปทางทำกิจกรรม For the Best (เพื่อผู้มีฐานะ) มากเกินไป ต้องเอาใจใส่กิจกรรม For the Mass (เพื่อคนส่วนใหญ่) อย่างสมดุลกัน ที่ตรงกับที่ผมเสนอตอนกล่าวนำ ๑๕ นาทีตาม PowerPoint (ลิ้งค์ไปยังไฟล์ มทส.) โดยผมให้ชื่อเรื่องใน PowerPoint ว่า วิสัยทัศน์ระยาว มทส. ? และบอกที่ประชุมว่า อีกชื่อหนึ่งคือ Reinventing SUT
ผมมองว่า มทส. ต้องใช้เวลา ๕ ปีทอง ก่อนเมืองใหม่สุรนารีจะเป็นรูปเป็นร่าง เข้าไปร่วมดำเนินการเตรียมความพร้อมในหลากหลายด้าน เพื่อร่วมขับเคลื่อนการลงทุนทั้งจากภาครัฐ และการดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ส่วนที่น่าจะสำคัญที่สุดในส่วนการเตรียมพัฒนา “โครงสร้างพื้นฐาน” (infrastructure) คือด้านคน มทส. ควรเข้าไปเป็นแกนนำร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่นครชัยบุรินทร์ และ สป.อว. วางแผนพัฒนากำลังคนเตรียมรองรับ และขับเคลื่อนงบประมาณปี ๒๕๖๙ รองรับ เป็นเรื่องด่วนจี๋ที่ มทส. ต้องทำ
การผลิตกำลังคนระดับปริญญาตรี (และโทเอก) ควรร่วมมือกับอุตสาหกรรมใน EEC ทำหลักสูตรแนวใหม่ ที่เรียนภาคปฏิบัตินำสู่ทฤษฎี ๒ ปี (ในหลักสูตร ๔ ปี) ได้สมรรถนะตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่มาตั้งในประเทศไทย และมีสมรรถนะเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เรื่องนี้ต้องปรึกษาหารือกันอีกมาก ข้อเรียนรู้จากหลักสูตร วิทยาศาสตรบัณฑิต นวัตกรรมการเกษตรและการจัดการ ของ มอ. (๑) (๒) น่าจะมีประโยชน์มาก
ผมชอบมากที่กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งแนะนำให้ มทส. เข้าไปขับเคลื่อนเรื่องการเตรียมการณ์ โคราชซิลิคอนวัลเล่ย์ ในเมืองใหม่สุรนารี โดยต้องตระหนักว่า ซิลิคอนวัลเล่ย์ของเราต่างจากของซานฟรานซิสโก โดยสิ้นเชิง โดยของเขาเน้นพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ TRL 1 – 9 แต่ของเราควรเน้นต่อยอดเทคโนโลยี ที่ TRL 7 – 9 และจ้องเรียนรู้และทำ reversed technology development ด้วย คิดอย่างนี้ถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ
ฟังการประชุมทั้งหมดแล้ว ผมใคร่ครวญว่า มทส. ต้องพัฒนา Engagement Platforms หลายหน้าหรือหลายแบบ ได้แก่ แพลตฟอร์มเมืองใหม่สุรนารีบูรณาการกับ EEC แพลตฟอร์ม NCBR University System แพลตฟอร์มพันธกิจเพื่อชุมชนนครชัยบุรินทร์ เป็นต้น โดยต้องมีกลไกเชื่อมโยงการจัดการแพลตฟอร์มเหล่านี้ให้เสริมพลังกัน และมีท่าทีหนุนการพัฒนาในภาพรวมของพื้นที่นครชัยบุรินทร์เป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อ มทส. เป็นหลัก
ข้อเสนอของ มทส. ในการประชุมที่เป็นสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นการนำเสนอจากประสบการณ์ของสำนักวิชาแพทยศาสตร์ โดยท่านคณบดี รศ. นพ. สุธรรม ปิ่นเจริญ เรื่อง โครงการความร่วมมือ บูรณาการการผลิตแพทย์กับการพัฒนาสุขภาพของประชาชน ในเขตสุขภาพที่ ๙นครชัยบุรินทร์ ความก้าวหน้า ม.ค. ๖๕ – ต.ค. ๖๗ ที่ผมถือว่าเป็นนวัตกรรมการผลิตแพทย์เพื่อชนบทของประเทศ ที่ใช้หลักการ health system engagement และ community engagement ที่นำมาคิดดำเนินการประยุกต์ใช้ในหลักสูตรสาขาอื่นๆ ได้ทุกหลักสูตร
เช้ามืดวันที่ ๒๓ ที่ห้องพัก ๔๐๔๐ ของสุรสัมนาคาร ผมได้คำตอบต่อคำถามของตนเองในย่อหน้าแรกของบันทึกนี้ว่า ‘โดยใช้กระบวนทัศน์และท่าทีของ engagement ไม่ใช่ท่าทีของผู้รู้ดีกว่า รวมทั้งใช้พลังของการลงมือทำแล้วใคร่ครวญไตร่ตรองหาหลักการและวิธีการที่ยกระดับขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง’ ที่เน้นการสร้างศรัทธาจากการปฏิบัติและผลงาน
เช้าวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน เรานัดรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน เพื่อคุยกันต่อ ว่าจากการประชุมบ่ายวันที่ ๒๒ เห็นโอกาสอะไรบ้าง ในการที่ มทส. จะทำประโยชน์แก่การพัฒนาพื้นที่นครชัยบุรินทร์ และต้องเตรียมการณ์อะไรบ้างในทางปฏิบัติ
วิจารณ์ พานิช
๒๕ พ.ย. ๖๗