คุณเชื่อเรื่อง "ฝัน" หรือเปล่า ?
วันนี้ผมจะมาเล่า "ฝัน" ให้คุณได้ฟังกันครับ
ก่อนผมจะเล่าว่าผม "ฝัน" ถึงเรื่องอะไร แบบไหน อย่างไร ผมอยากชวนทุกคนมารู้กับสิ่งที่เรียกว่า "ฝัน" มันคืออะไร มันมีหน้าเป็นอย่างไรทั้งในมิติของภาษาศาสตร์และทางจิตวิทยา
คำว่า "ฝัน" ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ได้ให้ความหมายไว้ว่า “ฝัน”
(น.) การเห็นเป็นเรื่องราวเมื่อหลับ, โดยปริยายหมายถึงการนึกเห็นในขณะที่ตื่นอยู่ ซึ่งไม่อาจจะเป็นจริงได้.
(ก.) เห็นเป็นเรื่องราวเมื่อหลับ, นึกเห็น, นึกเห็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้.
ส่วนในทางจิตวิทยา (สายจิตวิเคราะห์) กล่าวไว้ว่า
"ความฝัน" อาจเป็นประสบการณ์ที่ผ่านมาหรือเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่ความฝันคือแรงปรารถนา ความวิตกทุกข์ร้อน ความกลัว ที่ถูกเก็บกดอยู่ในจิตไร้สำนึก (Unconscious) หรือเป็นความพยายามแก้ปัญหาซึ่งยังไม่สามารถลุล่วงในตอนกลางวัน จึงเกิดความไม่สบายใจจึงแสดงออกในช่วงเวลาที่นอนหลับ เพราะต้องการระบายความรู้สึกวิตกกังวลนั้นออกมา
จากความหมายทั้งในเชิงภาษาศาสตร์และในเชิงจิตวิทยา ทำให้เราได้เห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้นว่า "ความฝัน คือ การที่เราได้นึกเรื่องราวที่อาจเป็นประสบการณ์ที่ผ่าน หรือเรื่องราวที่ยังไม่เกิดขึ้นในขณะที่เราหลับ ซึ่งส่วนใหญ่ "ความฝัน" นั้นคือ แรงปรารถนา ความวิตกกังวล ความทุกข์ร้อน ความกลัว ที่ถูกเก็บกดอยู่ในจิตไร้สำนึก (Unconscious) หรือเป็นความพยายามแก้ปัญหาซึ่งยังไม่สามารถลุล่วงในขณะที่เรายังคงตื่นอยู่
ถ้ามองจากความหมายที่กล่าวมานี้ "การฝัน" อาจจะเป็นรูปแบบการสื่อสาร หรือสนทนาของเรากับจิตใต้สำนึกของเราเองก็ได้นะ เมื่อพูดเรื่องการสื่อสารก็ต้องมีภาษา แต่จิตใต้สำนึกไม่มีภาษา ดังนั้นการสิ่งสารอย่างเดียวที่ทำได้คือการให้เราได้เห็นภาพ และนำมาตีความเมื่อเราลืมตัวตื่นขึ้นนั่นเอง (อันนี้คือมุมมองของผมนะ)
คราวนี้มาเข้าเรื่องกันดีกว่าว่าผมฝันถึงเรื่องอะไรกันแน่ แล้วมันน่าสนใจถึงขนาดต้องนำมาเขียนเป็นบทความเลยหรือ ?
ขอเล่าอย่างนี้ก่อนะครับ... ปกติแล้วผมเป็นคนฝันค่อนข้างบ่อย อาจจะเป็นเพราะผมชอบดูนั้นดูนี่ ใช้ความคิดเยอะ และชอบเชื่อมโยงเรื่องราวต่าง ๆ เข้าด้วยกัน บางครั้งมันเลยเก็บเอาไปฝัน แต่ปกติก็จะฝันแบบหลุดโลกไปเลย เช่น เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ เป็นพ่อมด หรือแม้แต่เป็นผู้บัญชาการกองทัพที่ขับหุ่นยนต์ อะไรแบบนี้ไปเลย พอตื่นมาก็จะพยายามจดความฝันเท่าที่จำได้เอาไว้ในสมุดบ้างในกระดาษบ้าง เพราะบางเรื่องมันสนุกมาก ๆ นี่จะเอาไปทำอะไรต่อได้ แต่ความฝันนี้แปลกออกไป และเป็นเรื่องที่ค่อยเกิดขึ้นเท่าไหร่ แต่มันน่าสนใจมาก
เกริ่นมายาวเหยียดแล้วมาเข้าเรื่องกันจริง ๆ เสียที... เมื่อประมาณปลายสัปดาห์ก่อน ผมฝันว่าเหมือนผมพึ่งกลับมาจากการเข้าค่ายธรรมะ หรือสถานปฏิบบัติธรรมสักแห่ง แต่ก็ใส่ชุดแบบปกตินะ ไม่ได้นุ่งขาว ห่มขาวอะไร ตัดถาพไปวันรุ่งขึ้นผมได้มีโอกาสไปทำบุญที่วัดใกล้บ้าน ได้มีโอกาสพบกับพระภิกษุรูปหนึ่งที่ดูท่าทางสำรวม สุขุม น่าเลื่อมใสอย่างมาก และมีบุคลิกภาพที่ดูเป็นผู้ใหญ่ ใจดี มีเมตตา และอบอุ่น
ในความฝันผมกับพระภิกษุรูปนั้นดูสนิทสนม คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เมื่อผมได้พบท่านก็เข้าไปกราบนมัสการและทักทายท่านด้วยความดีใจ ท่านชวนผมไปเดินเล่นในสวนที่วัดก่อนจะสนทนากันถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ผมได้พบเจอมา เป็นการสนทนาที่ดี สนุก และอบอุ่นมาก จนกระทั่งท่านเอถามขึ้นมาว่า
พระ : ไปปฏิบัติธรรมกลับมาแล้วเป็นยังไงบ้าง
เรา : ก็สงบดีครับ
พระ : แล้วเอา “วัด” กลับมาด้วยหรือเปล่า ?
เรา : โห... วัดตั้งใหญ่โตผมจะเอากลับมายังไงหละครับ
พระ : (ยิ้ม) โยมเข้า “วัด” เพื่อไปปฏิบัติธรรมมาแล้ว แล้วในการใช้ชีวิตหละ โยมมี “วัตร” แบบไหน
เรา : (นิ่งเงียบและทำหน้างุนงง)
พระ : การไปวัดเท่ากับการได้ลองใช้ชีวิตด้วยกิจวัตรอีกหนึ่ง พอกลับบ้านก็ทิ้ง “วัตร” ไว้ที่ “วัด” กันหมดน่าเสียดายนะ
หลังจากบทสนทนานี้ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เพราะสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมาซะก่อน แต่ที่ผมรีบทำคือการได้จดเรื่องราวของความฝันนี้ไว้ในกระดาษที่ใกล้ตัวที่สุดก่อนที่จะลืมความฝันนี้ไป เพราะผมรู้สึกว่า “คำพูดของพระรูปนั้นที่สนทนากับผมมีค่ามาก และน่านำมาคิดทบทวนและต่อยอดในการใช้ชีวิตและพัฒนาตนเอง”
จำได้ว่าเด็ก ๆ ผมเคยอ่านบทความหนึ่งที่เขาเขียนถึงคำว่า "วัด" ในหลาย ๆ รูปแบบ และคล้าย ๆ กับสิ่งที่พระรูปนี้ได้พูดกับผมในความฝัน จากบทสนทนาในความฝัน พระท่านพูดถึง "วัด" อยู่ 2 แบบ คือ "วัด" ที่เป็น "สถาน" ที่กับ "วัตร" ที่เป็น "วิถีปฏิบัติ" ตอนแรกที่คิดขึ้นได้ก็ว่ามันมหัศจรรย์แล้ว แต่พอตอนนี้มาพิมพ์ซ้ำก็พบความมหัศจรรย์มากขึ้นกว่าเดิม
ในความฝัน... ผมพึ่งกลับมาจาก "วัด" และต่อมาก็ไปหาพระที่ "วัด" สิ่งที่ผมตีความได้จากตรงนี้คือ การที่ผมได้กราบพระ ปฏิบัติธรรม ไปทำในสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลที่ "วัด" ที่เป็นสถานที่แล้ว สิ่งที่ได้รับไม่ใช่แค่ความสบายใจ แต่คือการได้น้อมนำ "วัด" ที่เป็น "รมณียสถาน" เข้ามาสู่ "จิตใจ" ของ "ตัวเอง" ด้วย
ต่อมาก็ได้สนทนากับพระภิกษุ คือ การได้ใคร่ครวญและทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ของชีวิตอย่างรู้เท่าทัน หรือที่เราเรียนกว่า "มีสติ" กล่าวคือ พระภิกษุรูปนั้นคือตัวแทนของคำว่า "สติ" เมื่อมีสติเห็นชอบตามความเป็นจิต ตัวเราจึงเบิกบานและสุขสงบได้
ส่วนการสนทนาถึงเรื่องวัด ที่นำไปสู่วัตร นั้นคือสัญญาณของความตั้งใจที่เรากำลังจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีสติ ร่มเย็น และเป็นสุขมากขึ้น ผ่านคำพูดของภาพภิกษุที่กล่าวว่า “การไปวัดเท่ากับการได้ลองใช้ชีวิตด้วยกิจวัตรอีกหนึ่ง พอกลับบ้านก็ทิ้ง “วัตร” ไว้ที่ “วัด” กันหมดน่าเสียดายนะ”
โอ้... การได้กลับมาใคร่ครวญความฝันครั้งนี้ทำให้ผมได้ลับผัสกับประสบการณ์อันี้ลี้ลับที่พิเศษมากจริง ๆ
คราวนี้เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อทุกคนด้วย... ผมว่าบทเรียนจากประโยคของพระภิกษุในความฝันของผมน่าจะเป็นประโยคกับทุกคนนะ ที่ท่านกล่าวว่า “โยมเข้า “วัด” เพื่อไปปฏิบัติธรรมมาแล้ว แล้วในการใช้ชีวิตหละ โยมมี “วัตร” แบบไหน ? การไปวัดเท่ากับการได้ลองใช้ชีวิตด้วยกิจวัตรอีกหนึ่ง พอกลับบ้านก็ทิ้ง “วัตร” ไว้ที่ “วัด” กันหมดน่าเสียดายนะ”
เพราะหลายครั้งในชีวิตของเราที่เราผ่านประสบการณ์ดี ๆ เรื่องราวดี ๆ การเรียนรู้ดี ๆ หรือเข้าร่วม Workshop ดี ๆ มาแล้วและความรู้สึกนั้นก็อยู่กับเราได้อย่างมากที่สุดประมาณ 3 เดือนแล้วก็จางหายไป เนื่องจากสุดท้ายเราอดลนทนไม่ไหวที่จะกลับไปใช้ความคุ้นชินเดิม ๆ ของเรา ซึ่งมันไม่แปลกอะไรเลย เพราะ "ความคุ้นชิน" นั้นมันอยู่กับเรามาทั้งชีวิต เราอยู่รอด เติบโต และผ่านความท้าทายหลายอย่างได้ก็เพราะมัน มันจึงมีอิทธิพลมากต่อเรา แต่หลายครั้งที่ "ความคุ้นชิน" นั้นอาจจะไม่เวิร์กกับชีวิตและคนรอบข้างอีกต่อไป แต่เราก็ยังเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้นี่แหละคือปัญหา
ดังนั้นการที่เราค่อย ๆ กลับมามีสติ รู้เนื้อรู้ตัว ค่อย ๆ จัดการและฝึกฝนตัวเองอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเกิดนิสัยใหม่นี้จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ของชีวิต ผมคงไม่เก่งกล้าสามารถที่จะมาแบ่งปันทางลัดหรือวิธีการเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ผลภายในระยะเวลาสั้น ๆ หรือระบะเวลาเท่านั้นเท่านี้ได้หรอกนะ เพราะแต่ละคนมีเหตุและปัจจัยที่สร้างมาไม่เหมือนกัน การจะเปลี่ยนแปลงจึงมีความยากง่ายในจุดที่แตกต่างกัน สิ่งที่ผมทำได้คือการเป็นกำลังใจและเป็นเพื่อนร่วมทางให้คุณได้เห็นตัวเองและค้นพบแนวทางของคุณเองได้ก็เท่านั้น
และการมีกัลยาณมิตรนี่แหละที่จะเป็นตัวช่วยและแรงกระตุ้นที่ดีในการที่จะช่วยให้คุณสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างที่คุณต้องการได้ เพราะพลังของหมู่กลุ่มจะเป็นแรงพยุง ผลักดัน และสนับสนุนคุณได้อย่างไม่ได้น่าเชื่อ ยังไงผมเป็นกำลังใจห้ทุกนะครับ และหวังว่าบทความนี่จะให้ประโยชน์อะไรกับคุณบ้างไม่มากก็น้อย (หรือน้อยมาก ๆ ก็ยังดี)
ป.ล. ถ้าใครจะเอาไปตีเลขอย่างไรก็ตามสบายนะครับ แต่ไม่รับผิดชอบเรื่องความแม่นยำเท่าไหร่นะ 55555
ขอบคุณที่อ่านบทความบทความนี้นะครับ :)
