ว่าด้วยสิ่งของในเรือนที่ถูกไฟไหม้

อาทิตตชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๘. อาทิตตชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๔๒๔)

ว่าด้วยสิ่งของในเรือนที่ถูกไฟไหม้

(พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวอนุโมทนาแด่พระราชาและพระเทวีว่า)

[๖๙] เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ ภาชนะใดที่นำออกได้ ภาชนะนั้นก็เป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนภาชนะที่ถูกไฟไหม้ในเรือนนั้นก็ไม่เป็นประโยชน์เลย

[๗๐] สัตวโลกถูกชราและมรณะแผดเผาอยู่อย่างนี้ ทรัพย์ที่มหาบพิตรทรงนำออกให้ทานเป็นอันทรงนำออกดีแล้ว (พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหลืออีก ๖ องค์ กล่าวอนุโมทนาว่า)

[๗๑] ชนใดให้ทานแก่ท่านผู้ได้ธรรม บรรลุธรรมด้วยความขยันหมั่นเพียร ชนนั้นย่อมพ้นจากนรกเวตรณีของพญายม แล้วเข้าถึงทิพยสถาน

[๗๒] ทานและการรบ นักปราชญ์กล่าวว่า เสมอกัน คือ คนแม้มีจำนวนน้อยก็ย่อมชนะคนจำนวนมากได้ ถึงทรัพย์มีจำนวนน้อย หากมีศรัทธาก็ให้ทานได้ เพราะทรัพย์มีจำนวนน้อยนั่นแหละ เขาย่อมมีความสุขในโลกหน้า

[๗๓] พระสุคตทรงสรรเสริญการเลือกให้ ท่านเหล่าใดควรแก่ทักษิณามีอยู่ในมนุษยโลกนี้ ทานที่บุคคลถวายในท่านเหล่านี้ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านลงในนาที่ดี

[๗๔] ผู้ใดไม่เที่ยวเบียดเบียนหมู่สัตว์ ไม่ทำความชั่ว เพราะกลัวคนอื่นติเตียน บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้นซึ่งกลัวการถูกติเตียน ไม่สรรเสริญผู้กล้าในการถูกติเตียน เพราะกลัวต่อการถูกติเตียน สัตบุรุษทั้งหลายจึงไม่ทำความชั่ว

[๗๕] บุคคลเกิดเป็นกษัตริย์ด้วยพรหมจรรย์ชั้นต่ำ เกิดเป็นเทวดาด้วยพรหมจรรย์ชั้นกลาง และย่อมบริสุทธิ์ด้วยพรหมจรรย์ชั้นสูงสุด

[๗๖] ทานท่านสรรเสริญไว้หลายประการก็จริง แต่ธรรมเท่านั้นประเสริฐกว่าทาน เพราะแต่ก่อนมา สัตบุรุษทั้งหลายผู้มีปัญญาเท่านั้น ได้บรรลุนิพพาน

อาทิตตชาดกที่ ๘ จบ

———————–

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา

อาทิตตชาดก

ว่าด้วย การให้ทานกับการรบ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอสทิสทาน จึงได้ตรัสเรื่องนี้ ดังนี้.

เรื่องอสทิสทานมีเนื้อความพิสดารในอรรถกถามหาโควินทสูตร.

ก็ในวันที่ ๒ จากวันที่พระเจ้าโกศลถวายอสทิสทานแล้ว ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเจ้าโกศลทรงฉลาดเลือกเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ถวายมหาทานแด่อริยสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข.

พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว.

ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเลือกถวายทานในเนื้อนาบุญอันสูงยิ่งของพระเจ้าโกศล ไม่น่าอัศจรรย์ โบราณกบัณฑิตก็ได้เลือกเฟ้นแล้ว จึงได้ถวายมหาทานเหมือนกัน ดังนี้แล้ว

ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล พระเจ้าเภรุวมหาราช ครองราชสมบัติในเภรุวนคร สีวิรัฐ ทรงบำเพ็ญทศพิธราชธรรม สงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ ทรงดำรงอยู่ในฐานะ เป็นมารดาบิดาของมหาชน ได้ให้ทานแก่คนกำพร้า วณิพก และยาจกทั้งหลายมากมาย.

พระองค์มีอัครมเหสีพระนามว่า สมุททวิชยา เป็นบัณฑิต สมบูรณ์ด้วยญาณ.

วันหนึ่ง พระเจ้าเภรุวมหาราชเสด็จทอดพระเนตรโรงทาน ทรงพระดำริว่า ปฏิคาหกทั้งหลายล้วนเป็นผู้ทุศีล เหลวไหล บริโภคทานของเรา ข้อนั้นไม่ทำให้เรายินดีเลย เราใคร่จะถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีศีล เป็นอรรคทักขิไณยบุคคล แต่ท่านเหล่านั้นอยู่ในหิมวันตประเทศ ใครหนอจักไปนิมนต์ท่านมาได้ เราจักส่งใครไปนิมนต์ได้ ทรงพระดำริดังนี้แล้ว ได้ตรัสบอกความนั้นแด่พระเทวี.

ลำดับนั้น พระเทวีได้ทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงวิตกเลย เราจักส่งดอกไม้ไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยกำลังทานที่จะพึงถวาย กำลังศีล และกำลังความสัตย์ของเราทั้งหลาย ครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายมาถึงแล้ว จึงจักถวายทานที่สมบูรณ์ด้วยบริขารทุกอย่าง. พระราชาทรงรับสั่งว่า ดีแล้ว. ดังนี้แล้วรับสั่งให้ตีกลอง ประกาศว่า ชาวพระนครทั้งสิ้นจงสมาทานศีล.

ส่วนพระองค์เองพร้อมด้วยราชบริพาร ก็ทรงอธิษฐานองค์แห่งอุโบสถ บำเพ็ญมหาทาน แล้วให้ราชบุรุษถือกระเช้าทอง ใส่ดอกมะลิเต็ม เสด็จลงจากปราสาท ประทับที่พระลานหลวง ทรงกราบเบญจางคประดิษฐ์เหนือพื้นดิน แล้วผินพระพักตร์ไปทางทิศปราจีน ถวายนมัสการ แล้วประกาศว่า ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระอรหันต์ทั้งหลายในทิศปราจีน ถ้าคุณความดีอะไรๆ ของข้าพเจ้ามีอยู่ไซร้ ขอท่านทั้งหลายจงอนุเคราะห์พวกข้าพเจ้า โปรดมารับภิกษาหารของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ประกาศดังนี้แล้ว ทรงซัดดอกมะลิไป ๗ กำมือ.

ในวันรุ่งขึ้น ไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้ามา เพราะในทิศปราจีนไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้า.

ในวันที่ ๒ ทรงนมัสการไปทางทิศทักษิณ ก็หามีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาไม่.

วันที่ ๓ ทรงนมัสการไปทางทิศปัจฉิม ก็หามีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาไม่.

วันที่ ๔ ทรงนมัสการไปทางทิศอุดร. ก็แหละครั้นทรงนมัสการแล้ว ทรงซัดดอกมะลิไป ๗ กำมือ อธิษฐานว่า ขอพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่อยู่ในหิมวันตประเทศ ด้านทิศอุดร จงมารับภิกษาหารของข้าพเจ้า. ดอกมะลิได้ลอยไปตกลงเหนือพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ๕๐๐ องค์ ที่เงื้อมภูเขานันทมูลกะ.

พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นพิจารณาดู ก็รู้ว่าพระราชานิมนต์. วันรุ่งขึ้น จึงเรียกพระปัจเจกพุทธเจ้ามา ๗ องค์ แล้วกล่าวว่า แน่ะท่านผู้เช่นกับด้วยเรา พระราชานิมนต์ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงเคราะห์พระราชาเถิด. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นเหาะมาลงที่ประตูพระราชวัง.

พระเจ้าเภรุวมหาราชทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วทรงโสมนัส นมัสการแล้ว นิมนต์ขึ้นปราสาท ทรงสักการะบูชาเป็นการใหญ่ แล้วถวายทาน. ครั้นฉันเสร็จแล้ว ได้นิมนต์ให้มาฉันวันต่อๆ ไปอีกจนครบ ๖ วัน ในวันที่ ๗ ทรงจัดแจงบริขารทานทุกอย่าง แต่งตั้งเตียงตั่งที่วิจิตรด้วยแก้ว ๗ ประการ ทรงวางเครื่องสมณบริโภคทั้งปวงมีไตรจีวรเป็นต้น ในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ ถวายนมัสการ ตรัสว่า ข้าพเจ้าขอถวายบริขารเหล่านี้ทั้งหมดแด่พระคุณเจ้าทั้งหลาย. เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นฉันเสร็จแล้ว พระราชาและพระเทวีทั้ง ๒ พระองค์ประทับยืนนมัสการอยู่.

ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในหมู่ เมื่อจะอนุโมทนาแด่พระราชาและพระเทวี จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ บุคคลผู้เป็นเจ้าของขนเอาสิ่งของอันใดออกได้ สิ่งของอันนั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เจ้าของนั้น แต่ของที่ถูกไฟไหม้ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่เขา.

โลกถูกชราและมรณะ เผาแล้วอย่างนี้ บุคคลพึงนำออกเสียด้วยการให้ทาน ทานที่ให้แล้วจะน้อยก็ตาม มากก็ตาม ชื่อว่าเป็นอันนำออกดีแล้ว.

พระสังฆเถระ ครั้นอนุโมทนาอย่างนี้แล้ว ได้ให้โอวาทแด่พระราชาว่า มหาบพิตร พระองค์อย่าทรงประมาท แล้วเหาะขึ้นอากาศ ทำช่อฟ้าปราสาทให้แยกเป็นสองช่องไปลง ณ เงื้อมภูเขานันทมูลกะ. แม้บริขารที่พระราชาถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ลอยตามไปกับพระปัจเจกพุทธเจ้าลงที่เงื้อมภูเขานั้นเหมือนกัน. พระสกลกายของพระราชาและพระเทวี เต็มตื้นไปด้วยปีติ.

เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในหมู่ไปอย่างนี้แล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ยังคงเหลืออยู่ ๖ องค์ ได้อนุโมทนาด้วยคาถา องค์ละคาถาว่า :-

คนใดให้ทานแก่ท่านผู้มีธรรมอันได้แล้ว ผู้บรรลุธรรมด้วยความเพียรและความหมั่น คนนั้นล่วงเลยเวตรณีนรก ของพระยายมไปได้ แล้วจะเข้าถึงทิพยสถาน.

ท่านผู้รู้กล่าวทานกับการรบว่ามีสภาพเสมอกัน นักรบแม้จะมีน้อยก็ชนะคนมากได้ เจตนาเครื่องบริจาคก็เหมือนกัน แม้จะน้อยย่อมชนะหมู่กิเลสแม้มากได้ ถ้าบุคคลเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมย่อมให้ทานแม้น้อย เขาก็เป็นสุขในโลกหน้าเพราะการบริจาคมีประมาณน้อยนั้น. การเลือกทักขิณาทานและพระทักขิไณยบุคคล แล้วจึงให้ทาน พระสุคตเจ้าทรงสรรเสริญ ทานที่บุคคลถวายในพระทักขิไณยบุคคล มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ซึ่งมีอยู่ในสัตวโลกนี้ ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านลงในนาดี ฉะนั้น. บุคคลใดไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย เที่ยวไปอยู่ ไม่ทำบาป เพราะกลัวคนอื่นจะติเตียน บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลผู้กลัวบาปนั้น ย่อมไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการทำบาป เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ทำบาป เพราะความกลัวถูกติเตียน.

บุคคลย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์ เพราะพรหมจรรย์อย่างต่ำ เกิดในเทวโลก เพราะพรหมจรรย์อย่างกลาง และบริสุทธิ์ได้ เพราะพรหมจรรย์อย่างสูง.

ทาน ท่านผู้รู้สรรเสริญโดยส่วนมาก ก็จริง แต่ว่าบทแห่งธรรมแลประเสริฐกว่าทาน เพราะว่า สัตบุรุษทั้งหลายในครั้งก่อนหรือว่าก่อนกว่านั้นอีก ท่านมีปัญญาเจริญสมถวิปัสสนาแล้ว ได้บรรลุพระนิพพานทีเดียว.

ครั้นกล่าวอนุโมทนาอย่างนี้แล้ว ก็ได้เหาะไปเหมือนอย่างนั้นแหละ พร้อมกับบริขารทั้งหลาย.

คาถาสุดท้ายมีอรรถาธิบายดังนี้

ดูก่อนมหาบพิตร ได้มีผู้สรรเสริญ คือยกย่องทานโดยส่วนมากก็จริง แต่ถึงกระนั้น ธรรมบทซึ่งเป็นส่วนแห่งธรรม กล่าวคือสมถวิปัสสนาก็ดี กล่าวคือพระนิพพานก็ดี ประเสริฐกว่าทาน.

เพราะเหตุไร?

เพราะว่า สัตบุรุษทั้งหลายในกาลก่อน คือในภัทรกัปนี้ มีพระกัสสปทศพล เป็นต้น หรือในกาลก่อนกว่านั้นอีก มีพระเวสสภูทศพล เป็นต้น ท่านมีปัญญา เจริญสมถวิปัสสนา ได้บรรลุถึงพระนิพพานทีเดียว.

พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ พระองค์พรรณนาอมตมหานิพพานแด่พระราชาด้วยอนุโมทนาคาถาอย่างนี้ แล้วกล่าวสอนพระราชาด้วยอัปปมาทธรรม แล้วไปที่อยู่ของตนๆ ตามนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

แม้พระราชา พร้อมด้วยพระอัครมเหสี ก็ได้ถวายทานจนตลอดพระชนมายุ. ครั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ก็ได้เสด็จไปสู่สวรรค์.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า แม้ในกาลก่อน บัณฑิตก็ได้เลือกถวายทานด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในครั้งนั้น ปรินิพพานแล้ว

พระสมุททวิชยาเทวี ได้เป็น มารดาพระราหุล

พระเจ้าเภรุวราช คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาอาทิตตชาดกที่ ๘


————————————