ช่วงเช้าวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๖๗ มีการประชุมคณะกรรมการสถาบันคลังสมองของชาติ ที่มี ดร. กฤษณพงศ์ กีรติกร เป็นประธาน และ รศ. ดร. บวร ปภัสราทร เป็นผู้อำนวยการสถาบัน รับช่วงต่อจาก รศ. ดร. พีรเดช ทองอำไพ ซึ่งรับช่วงต่อจาก ศ. ดร. ปิยะวัติ บุญ-หลง อีกต่อหนึ่ง
ผมเป็นกรรมการของสถาบันคลังสมองเรื่อยมา ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโดย รศ. ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ที่ต่อมาไปเป็นรัฐมนตรี ๒ กระทรวง และเวลานี้มาเป็นกรรมการสถาบันคลังสมองชุดปัจจุบัน ได้เห็นการปรับตัวทำประโยชน์แก่สังคมไทยภายใต้ข้อจำกัดของทรัพยากร ของสถาบันคลังสมอง ที่เป็นสถาบันเล็กๆ มีเจ้าหน้าที่สิบกว่าคน ทำหน้าที่ประสานงาน ไม่ใช่ทำหน้าที่ “สมอง” เอง
ผมตีความว่า ในช่วงที่ผ่านมา สถาบันคลังสมอง ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการบริหาร และระบบกำกับดูแล อุดมศึกษาไทย ได้อย่างน่าชื่นชม ผ่านการจัดกิจกรรมเรียนรู้และพัฒนาหลักการและวิธีการของทั้งสองระบบย่อยในอุดมศึกษา โดยการจัดกิจกรรม (หลักสูตร) ฝึกอบรม และกิจกรรมดูงานต่างประเทศ รวมทั้งรับบริหารงานวิจัยในบางด้านที่มีความถนัด
การประชุมคณะกรรมการสถาบันคลังสมองในวันที่ ๓ ตุลาคมนี้ เป็นวาระพิเศษ เพื่อระดมความคิดหาเป้าหมายหลักของสถาบันคลังสมองในอนาคต
เช้ามืดวันที่ ๓ ตุลาคม ผมจึงนั่งระดมความคิด หรือสะท้อนคิดคนเดียวว่า ความต้องการของประเทศไทย ในเรื่องอุดมศึกษาคืออะไร
ตอบตัวเองว่า คือการ transform (เปลี่ยนขาด) เป้าหมายและวิธีการของอุดมศึกษาไทย จากสภาพปัจจุบัน ที่เน้นการยึดโยง (engage) อยู่กับวิชาการรายสาขา เน้นการสร้างคนและสร้างทฤษฎีแยกตามสาขาวิชาการ (ที่ผมเรียกว่า ชาลาปฏิบัติการแนววิชาการ) ไปสู่การเพิ่มความยึดโยง กับชีวิตจริงของการทำมาหากิน และการดำรงชีวิตของผู้คน (ที่ผมเรียกว่าชาลาปฏิบัติการแนวหุ้นส่วนสังคม) ที่เคยเสนอไว้ในปาฐกถาศาสตราจารย์ นายแพทย์กษาณ จาติกวนิช ครั้งที่ ๑๐ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๖๒ เรื่อง มหาวิทยาลัยแห่งอนาคต และผมเคยเขียนเรื่อง อุดมศึกษา ๔.๐ กับ SDG ไว้ที่ (๑)
ที่จริงอุดมศึกษาโลกมีการเคลื่อนไหวปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ตามบันทึกที่ผมสะท้อนคิดเสนอไว้เป็นระยะๆ (๒)
แต่ที่ผมมีความเห็นว่า เรื่องใหญ่ของการเปลี่ยนขาดของอุดมศึกษาไทยคือ การมีเป้าหมายสร้างผลกระทบต่อการร่วมสร้างสังคมไทยยุคใหม่ ให้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง ที่เป็นเรื่องซับซ้อนมาก การทำหน้าที่นี้อุดมศึกษาต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากกระบวนทัศน์เดิม ทำหน้าที่อุดมศึกษา หรืองานวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัยหรือบน หอคอยงาช้าง แยกตัวออกจากกิจการต่างๆ ในสังคม ที่ผมเรียกว่า วิชาการแนวเอาตนเองเป็นศูนย์กลาง
เปลี่ยนสู่กระบวนทัศน์การทำงานวิชาการแบบคลุกฝุ่น ร่วมกับหน่วยงานหรือกิจการเพื่อพัฒนาการทำมาหากิน และเพื่อการดำรงชีวิต ของผู้คนในสังคม ที่ผมเรียกว่า วิชาการแนวหุ้นส่วนสังคม ที่ต้องมีชาลาปฏิบัติการแบบใหม่ ที่อาจารย์และนักศึกษาออกไปเรียนรู้และพัฒนาวิชาการในพื้นที่ชีวิตจริงของการทำมาหากิน และการดำรงชีวิต
อุดมศึกษาไทยจึงต้องยืนอยู่บน ๒ ชาลาปฏิบัติการ (operating platform) คือชาลาวิชาการ กับ ชาลาหุ้นส่วนสังคม ที่ผมขออนุญาตเสนอว่าควรพัฒนาให้อยู่ในสัดส่วน 50 : 50 และให้แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนดสัดส่วนของตนเองได้
สถาบันคลังสมองมองเรื่องนี้อย่างไร หากเห็นด้วย จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนขาด ระบบอุดมศึกษาไทยอย่างไร โดยผมขอเสนอ (ไม่รับรองว่าถูกหรือผิด) กลยุทธ เปลี่ยนกระบวนทัศน์ของคนในอุดมศึกษาในเรื่อง หุ้นส่วนสังคม (social engagement)
ที่จริงเรื่องการทำตัวเป็นหุ้นส่วนสังคมของมหาวิทยาลัยไทย ขับเคลื่อนโดย สมาคมพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม นำโดย ศ. ดร. วิจิตร ศรีสะอ้าน ผู้ล่วงลับ และเวลานี้นำโดย ศ. ดร. นพ. นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล โดยตอนก่อตั้งสมาคม กิจกรรมนี้เริ่มโดยสถาบันคลังสมองเป็นองค์กรหนุน
แต่ผมมีข้อสังเกตว่า หลักการหุ้นส่วนสังคม (social engagement) ที่ดำเนินการกันอยู่ยังอยู่บนฐานของกระบวนทัศน์แบบเดิม คือมหาวิทยาลัยมีความรู้สูงกว่าสังคม ทำกิจกรรมหุ้นส่วนสังคมเพื่อถ่ายทอดความรู้ เอาไปช่วยเหลือสังคม ที่ผมมีความเห็นว่า กระบวนทัศน์เช่นนี้จะไม่นำสู่พลังที่แท้จริงของอุดมศึกษา ที่เป็นพลังของการเรียนรู้
กิจกรรมมหาวิทยาลัยหุ้นส่วนสังคมที่มีพลังแท้จริง ต้องอยู่บนกระบวนทัศน์ “หุ้นส่วน” (partnership) ที่เท่าเทียมกัน ผมจึงมีความเห็นว่า กระบวนทัศน์ ช่วยเหลือ เป็นอุปสรรค ต่อการที่อุดมศึกษาจะทำหน้าที่ร่วมพัฒนาประเทศได้อย่างมีพลัง
หลุมดำของ “ความรู้”
ประด็นสำคัญที่ทำให้อุดมศึกษาไม่มีพลัง คือกระบวนทัศน์ว่าตนมีความรู้สำหรับเอาไปใช้ได้อย่างแน่นอน เพราะมีความแม่นยำเชิงทฤษฎี แนวคิดนี้ผิด เพราะความเข้าใจทฤษฎีของนักวิชาการอาจไม่ตรงกัน และอาจไม่ตรงกับเจ้าของทฤษฎีดั้งเดิม ที่เกือบทั้งหมดคิดขึ้นภายใต้บริบทของสังคมตะวันตก และที่ร้ายที่สุดคือเป็นความเข้าใจและแนะนำให้นำไปใช้โดยไม่เข้าใจบริบทของสังคมไทยที่จะนำทฤษฎีนั้นไปใช้
การนำทฤษฎีไปใช้แบบแข็งตัวจึงนำสู่ความผิดพลาด พลังของอุดมศึกษาที่แท้จริงคือการนำความรู้เชิงทฤษฎีไปใช้ในบริบทไทย (ที่บางกรณีมีหลายบริบท) อย่างยืดหยุ่น มีการเรียนรู้และปรับตัว อย่างต่อเนื่อง ด้วยหลักการเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning)
สร้างความรู้จากแผ่นดินแม่
อุดมศึกษาต้องมุ่งทำหน้าที่สร้างความรู้สำหรับการใช้งานจริงในบริบทไทย เพื่อการฉุดสังคมไทยขึ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยทำงาน สร้างความรู้จากแผ่นดินแม่ (วลีที่เสนอโดย ศ. ดร. เจตนา นาควัชระเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน) โดยเข้าไปเป็นหุ้นส่วนกับภาคการผลิต และภาคการดำรงชีวิต ในสังคมไทย เพื่อสร้างความรู้เชิงหลักการ หรือเชิงทฤษฎี และเชิงเทคนิควิธีการ สำหรับใช้ยกระดับภาคการผลิต และภาคการดำรงชีวิต อย่างต่อเนื่อง
โดยใช้ “วงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ของโคลบ์”
นั่นคือ อุดมศึกษาไทยต้องมีแนวคิด และวิธีการ สร้างทฤษฎีจากการปฏิบัติ ซึ่งหมายความว่า ชาลาวิชาการอุดมศึกษาต้องมี ๒ แบบ คือแบบเดิมเป็นชาลาวิชาการบนฐานทฤษฎี กับแบบใหม่ ชาลาวิชาการบนฐานการปฏิบัติ ผมเสนอให้สถาบันคลังสมองพิจารณาวิสัยทัศน์ใหม่ คือ ประสานความร่วมมือสร้างชาลาวิชาการจากการปฏิบัติ ให้พัฒนาขึ้นเป็นชาลาปฏิบัติการหลักของระบบอุดมศึกษาไทย เป็นเนื้อที่หรือน้ำหนัก สองในสาม ของอุดมศึกษาไทย
แนวทางนี้ จะไม่ลดทอนน้ำหนักด้าน impact factor ของอุดมศึกษาไทย แต่จะส่งเสริมการสร้าง impact factor จากโจทย์วิจัยและนวัตกรรมของภาคการผลิต และภาคการดำรงชีวิต (real sector) หรือกล่าวได้ว่า เป็นแนวทางสร้าง impact factor ทางวิชาการ จากกิจกรรมหุ้นส่วนพัฒนานวัตกรรมในชีวิตจริง ที่อาจเรียกชื่อใหม่ว่า วิชาการแนวนวัตกรรมบนฐานชีวิตจริง
แนวคิดนี้กระทรวง อว. นำหน้าไปแล้ว โดยจัดระบบแรงจูงใจ มีระบบตำแหน่งวิชาการสายรับใช้สังคม โดยที่ประกาศเรื่องผลงานทางวิชาการรับใช้สังคม เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ (๓) ก่อนมีกระทรวง อว. ด้วยซ้ำ
ผมเสนอให้สถาบันคลังสมอง เข้าไปดำเนินการขับเคลื่อน วงจรพัฒนาวิชาการรับใช้สังคม ที่มีมิติซับซ้อนกว่าในประกาศ ปี ๒๕๕๖ (๓) คือมีวงจรพัฒนาวิชาการรับใช้สังคม เชื่อมกับ วิชาการแนวนวัตกรรมบนฐานชีวิตจริง (real-sector based innovation) ที่มีการหมุนวงจรสู่การสร้างทฤษฎีออกตีพิมพ์เผยแพร่ ผ่านการใช้ “วงจรเรียนรู้จากประสบการณ์ของโคลบ์
ซึ่งหมายความว่า ในที่สุดจะมีนิยามวิชาการรับใช้สังคม ในมิติใหม่เพิ่มขึ้น มีการพัฒนา ชาลาปฏิบัติการหุ้นส่วนสังคม ของมหาวิทยาลัย ที่ทรงพลังต่อการสร้าง impact ต่อสังคมยิ่งขึ้น และทรงพลังต่อการสร้าง impact factor ทางวิชาการด้วย
ในที่สุด ชาลาปฏิบัติการวิชาการ กับ ชาลาปฏิบัติการหุ้นส่วนสังคม ของมหาวิทยาลัย จะเข้ามาผสานเป็นเนื้อเดียวกัน เป็น “ชาลาปฏิบัติการอุดมศึกษาไทย ๒๕๗๕” ซึ่งหมายความว่า สถาบันคลังสมองใช้เวลา ๘ ปี ในการขับเคลื่อนจนเห็นผลชัดเจน
และขับเคลื่อนต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง โดยใช้หลักการ “สร้างหลักการหรือทฤษฎีจากการปฏิบัติ” ด้วย วงจรเรียนรู้จากประสบการณ์
จะเล่าสาระจากการประชุมคณะกรรมการสถาบันคลังสมอง โยงสู่ความเห็นของผม ในบันทึกถัดไป
วิจารณ์ พานิช
๓ ต.ค. ๖๗
บนรถเดินทางไปประชุมที่สถาบันคลังสมองของชาติ