พุทธวิธีการสอนแบบอุปมาอุปมัยเชิงเปรียบเทียบ จากพระไตรปิฎก เล่มที่ 13 (พระสูตร เล่มที่ 5) มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
ดร.ศักดิ์ ประสานดี
ปธ.7, พ.ม., พธ.บ., ศศ.บ., ศษ.บ. พบม. D.ODT, พธ.ด.
ก. พุทธวิธีการสอนแบบอุปมาอุปมัยเชิงเปรียบเทียบ จากพระไตรปิฎก เล่มที่ 13 (พระสูตร เล่มที่ 5) มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
1.การอุปมาอุปมัยในคหปติวรรค ดังนี้
1.1 กันทรกสูตร: ทรงเปรียบภิกษุผู้มีจิตบริสุทธิ์เหมือนน้ำในสระที่ใสสะอาด มองเห็นก้นสระได้ชัดเจน ส่วนจิตที่เศร้าหมองด้วยกิเลสเหมือนน้ำในสระที่ขุ่น มองไม่เห็นอะไร และทรงเปรียบเวไนยสัตว์เหมือนดอกบัว 4 เหล่า บางพวกพ้นน้ำ บางพวกอยู่เสมอน้ำ บางพวกอยู่ใต้น้ำ บางพวกจมอยู่ในโคลนตม
1.2 อัฏฐกนาครสูตร: ทรงเปรียบการเจริญฌานเหมือนนายช่างทองที่หลอมทองให้บริสุทธิ์ ต้องกำจัดสิ่งเจือปนออกไปทีละอย่างจนทองบริสุทธิ์ ฉันใด การชำระจิตก็ต้องละนิวรณ์ทีละอย่างจนจิตบริสุทธิ์ฉันนั้น
1.3 เสขปฏิปทาสูตร: ทรงเปรียบผู้ปฏิบัติธรรมเหมือนทารกที่ค่อยๆ เรียนรู้ ฝึกฝนทีละขั้น จากนอน นั่ง ยืน เดิน จนเติบใหญ่ ฉันใด ผู้ปฏิบัติธรรมก็ต้องเริ่มจากศีล สมาธิ ปัญญา ไปตามลำดับฉันนั้น
1.4 โปตลิยสูตร:
- ทรงเปรียบกามคุณ 5 เหมือนชิ้นเนื้อที่ถูกเหยี่ยวคาบไป แล้วถูกเหยี่ยวอื่นรุมจิก ทำให้ได้รับความทุกข์ และเปรียบเหมือนคบเพลิงหญ้าที่ถูกลมพัด ถ้าไม่รีบปล่อยจะไหม้มือ แสดงให้เห็นโทษของกามสุข
- ทรงเปรียบกามเหมือนโครงกระดูกที่สุนัขแทะ ไม่อิ่มไม่พอ เหมือนชิ้นเนื้อที่นกแย่งกัน เหมือนคบเพลิงที่จุดทวนลม เหมือนหลุมถ่านเพลิง เหมือนความฝัน เหมือนของยืม เหมือนผลไม้ และเหมือนมีดที่คมกริบ ล้วนแสดงให้เห็นโทษของกามคุณ
1.5 ชีวกสูตร: ทรงเปรียบเมตตาจิตเหมือนมารดาที่รักบุตรคนเดียว คอยปกป้องดูแลด้วยความรักความเมตตา และทรงเปรียบการแผ่เมตตาไปทั่วทิศเหมือนแตรสังข์ที่เป่าได้เสียงก้องไพเราะไปทั่วทุกทิศ
1.6 อุปาลิวาทสูตร:
- ทรงเปรียบการโต้วาทะเหมือนการชกมวยที่ต้องรู้จุดอ่อนจุดแข็งของคู่ต่อสู้ และทรงเปรียบความเห็นผิดเหมือนตะกร้าที่คว่ำ น้ำคือธรรมะไม่อาจซึมเข้าไปได้ ต้องหงายตะกร้าเสียก่อน
- ทรงเปรียบการสอนธรรมเหมือนการรดน้ำต้นไม้ ต้องรู้จักประมาณ รู้จักเวลา และความต้องการของต้นไม้ ไม่มากไม่น้อยเกินไป และเปรียบผู้ฟังธรรมเหมือนภาชนะ 4 แบบ คือ คว่ำ รั่ว เต็ม และบริสุทธิ์
1.7 กุกกุรวติกสูตร: ทรงเปรียบผู้ทำตบะแบบสุนัขและโคเหมือนคนที่เอาเมล็ดพืชที่แตกหักไปหว่าน ย่อมไม่งอกงาม ฉันใด การประพฤติตบะผิดทางย่อมไม่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ฉันนั้น
1.8 อภยราชกุมารสูตร:
- ทรงเปรียบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าเหมือนหมอที่ให้ยา บางครั้งขม บางครั้งหวาน แต่มุ่งประโยชน์เพื่อการรักษาโรค และทรงเปรียบการเลือกเวลาพูดเหมือนชาวนาที่รู้จักฤดูกาลเพาะปลูก
- ทรงเปรียบวาจาที่ควรพูดเหมือนการให้ยารักษาโรค แม้จะขมแต่หากเป็นประโยชน์ก็ควรให้ และทรงเปรียบทารกน้อยที่เอาไม้หรือก้อนกรวดเข้าปาก พระตถาคตย่อมกล่าววาจาที่ทำให้เขาคายออกเพื่อประโยชน์และความเกื้อกูล
1.9 พหุเวทนิยสูตร: ทรงเปรียบความสุขและทุกข์เหมือนการหมุนของกงล้อ บางครั้งขึ้น บางครั้งลง และเปรียบเวทนาเหมือนลูกศรที่เสียบแทงกาย ผู้มีปัญญาย่อมถอนลูกศรออกได้
1.10 อปัณณกสูตร: ทรงเปรียบผู้ปฏิบัติธรรมถูกทางเหมือนพ่อค้าที่เลือกเส้นทางปลอดภัย ย่อมถึงจุดหมายโดยสวัสดี ส่วนผู้ปฏิบัติผิดทางเหมือนพ่อค้าที่เลือกเส้นทางอันตราย ย่อมประสบความวิบัติ
ทรงเปรียบมิจฉาทิฏฐิเหมือนหม้อที่คว่ำ น้ำไม่อาจขังอยู่ได้ และเปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนกัปตันเรือที่ต้องรู้จักดูทิศทางลม กระแสน้ำ และดวงดาว จึงจะนำเรือไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย
2. การอุปมาอุปมัยในภิกขุวรรค ดังนี้:
2.1 จูฬราหุโลวาทสูตร:
- ทรงเปรียบจิตให้เหมือนธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ ที่ไม่รังเกียจสิ่งสกปรก ฉันใด จิตก็ควรวางเฉยต่อสิ่งที่มากระทบทั้งดีและร้ายฉันนั้น และทรงเปรียบการเจริญเมตตาเหมือนแผ่นดินที่รองรับทุกสิ่งโดยไม่รังเกียจ
- ทรงเปรียบจิตเหมือนน้ำ: แสดงให้เห็นว่าจิตควรจะบริสุทธิ์เหมือนน้ำที่ไหลชำระล้างทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นของสะอาดหรือสกปรก น้ำก็ไม่รังเกียจ ไม่ยึดติด ไม่เก็บความสกปรกไว้ ฉันใด จิตก็ควรวางเฉยต่อสิ่งที่มากระทบทั้งดีและร้าย ไม่ยึดติดถือมั่น ฉันนั้น
- ทรงเปรียบจิตเหมือนไฟ: ไฟมีหน้าที่เผาผลาญทุกสิ่งที่มาสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นของดีหรือเลว สะอาดหรือสกปรก ไฟก็เผาเหมือนกัน โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ฉันใด จิตก็ควรรับรู้อารมณ์ต่างๆ ด้วยความเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย ฉันนั้น
- ทรงเปรียบจิตเหมือนลม: ลมย่อมพัดผ่านทั้งของหอมและของเหม็น โดยไม่เคยยึดติดกลิ่นใดๆ ไว้ ฉันใด จิตก็ควรรับรู้อารมณ์ทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ โดยไม่ยึดติด ไม่ปรุงแต่ง ปล่อยผ่านไปเหมือนลมที่พัดผ่าน ฉันนั้น
2.2 มหาราหุโลวาทสูตร: ทรงเปรียบการพิจารณากายเหมือนการดูลมหายใจ ที่มีทั้งยาว สั้น หยาบ ละเอียด และทรงเปรียบจิตที่หลุดพ้นเหมือนอากาศที่ไม่ติดอยู่ในที่ใด ไม่ถูกอะไรกักขังได้
2.3 จูฬมาลุงกยสูตร: ทรงเปรียบคนที่ไม่ยอมปฏิบัติธรรมจนกว่าจะได้คำตอบในปัญหาทางอภิปรัชญาเหมือนคนที่ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ แต่ไม่ยอมให้หมอรักษาจนกว่าจะรู้ว่าใครยิง ใช้ธนูอะไร ย่อมตายเสียก่อน
2.4 มหามาลุงกยสูตร: ทรงเปรียบการละสังโยชน์เหมือนการถอดตะปูที่ตรึงไว้ ต้องค่อยๆ ถอนออกทีละอัน และเปรียบสังโยชน์เหมือนโซ่ตรวนที่ผูกมัดสัตว์ไว้กับเสา ต้องตัดให้ขาดจึงจะเป็นอิสระ
2.5 ภัททาลิสูตร:
- ทรงเปรียบภิกษุผู้ไม่ฝึกตนเหมือนม้าพยศที่ไม่ยอมรับการฝึก ย่อมไม่เหมาะที่จะใช้งาน และทรงเปรียบการฝึกตนเหมือนการฝึกม้าอาชาไนยที่ต้องทำตามลำดับขั้น
- ทรงเปรียบภิกษุเหมือนม้าไม่เชื่อฟัง: เหมือนม้าที่ไม่ยอมรับการฝึก ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังผู้ฝึก ย่อมไม่เหมาะที่จะเป็นม้าทรงของพระราชา ฉันใด ภิกษุที่ไม่ยอมฝึกตน ไม่ปฏิบัติตามพระวินัย ไม่เชื่อฟังคำสอน ก็ไม่อาจเป็นเนื้อนาบุญที่ดีของโลกได้ ฉันนั้น
- ทรงเปรียบการฝึกตนเหมือนการฝึกม้าอาชาไนย 8 ขั้น: แสดงถึงการฝึกตนที่ต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากการฝึกให้ยอมรับบังเหียน (ศีล) การฝึกให้เดินถูกจังหวะ (สมาธิ) ไปจนถึงการฝึกให้เป็นม้าชั้นยอด (ปัญญา) เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรมที่ต้องทำตามลำดับขั้น ไม่ข้ามขั้นตอน
2.6 ลฏุกิโกปมสูตร: ทรงเปรียบกิเลสเล็กๆ น้อยๆ เหมือนนกกระจอกที่แม้จะตัวเล็กแต่ก็สามารถทำลายพืชผลได้ ไม่ควรประมาท และทรงเปรียบความยึดมั่นเหมือนช้างที่ติดหล่มโคลน ยิ่งดิ้นยิ่งจม
2.7 จาตุมสูตร:
- ทรงเปรียบภัยของภิกษุใหม่เหมือนภัยของลูกโคที่ข้ามแม่น้ำ มีทั้งคลื่น จระเข้ วังวน และเหว และทรงเปรียบการฝึกตนเหมือนต้นไม้อ่อนที่ต้องได้รับการดูแลอย่างดี
- ทรงเปรียบภัย 4 ประการของภิกษุใหม่: เหมือนลูกโคที่ต้องข้ามแม่น้ำ ต้องเผชิญกับภัยต่างๆ ทั้งคลื่น(ความโกรธ) จระเข้(การติดรส) วังวน(กามคุณ) และปลาร้าย(มาตุคาม) แสดงให้เห็นว่าภิกษุใหม่ต้องระมัดระวังในการปฏิบัติ เพราะมีสิ่งที่จะมาทำให้เขวออกจากทางได้หลายอย่าง ต้องมีสติและความเพียรในการก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้
2.8 นฬกปานสูตร: ทรงเปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนการลับขวาน ที่ต้องค่อยๆ ลับไปทีละน้อย จนคมกริบ และทรงเปรียบผู้มีสติเหมือนนายพรานที่ระวังตัวในป่าที่มีสัตว์ร้าย
2.9 โคลิสสานิสูตร: ทรงเปรียบภิกษุผู้อยู่ป่าเหมือนโคป่าที่ต้องรู้จักระวังภัย รู้จักที่หากิน และรู้จักที่หลบภัย และเปรียบการฝึกตนเหมือนการฝึกโคให้เชื่อง
2.10 กีฏาคิริสูตร:
- ทรงเปรียบการฝึกฝนตนเหมือนการฝึกช้างที่ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และทรงเปรียบผู้เรียนธรรมะเหมือนภาชนะ 4 ประเภท คือ เรียนเร็วแต่ลืมเร็ว เรียนช้าแต่จำได้นาน เรียนเร็วและจำได้นาน เรียนช้าและลืมเร็ว
- ทรงเปรียบเหมือนหม้อคว่ำและบ่อรั่ว: แสดงถึงจิตที่ไม่พร้อมจะรับธรรม เหมือนหม้อที่คว่ำอยู่ แม้จะเทน้ำลงไปก็ไม่อาจขังอยู่ได้ หรือเหมือนบ่อที่มีน้ำซึม แม้ฝนจะตกมากเพียงใดก็ไม่อาจเก็บน้ำไว้ได้ ฉันใด คนที่ไม่เปิดใจรับธรรม มีทิฏฐิมานะแรงกล้า ก็ไม่อาจเข้าถึงธรรมได้ ฉันนั้น
- ทรงเปรียบเหมือนการรักษาไฟ: แสดงให้เห็นว่าการรักษาธรรมต้องทำอย่างต่อเนื่อง เหมือนการรักษาไฟที่ต้องคอยเติมเชื้อ คอยดูแลไม่ให้ดับ ฉันใด การรักษาธรรมก็ต้องมีความเพียร หมั่นศึกษา หมั่นปฏิบัติ ไม่ให้เสื่อมถอย ฉันนั้น
3. การอุปมาอุปมัยในปริพพาชกวรรค ดังนี้:
3.1 จูฬวัจฉโคตตสูตร: ทรงเปรียบความเห็นผิดเหมือนกับการจับปลาในตาข่าย ยิ่งดิ้นยิ่งพันตัวเอง และทรงเปรียบทิฏฐิทั้งหลายเหมือนป่าทึบที่ทำให้หลงทาง ต้องใช้ปัญญาตัดทางให้โล่งจึงจะออกจากป่าได้
3.2 อัคคิวัจฉโคตตสูตร:
ทรงเปรียบพระอรหันต์เหมือนไฟที่ดับแล้ว ไม่อาจบอกได้ว่าไฟไปทิศไหน ฉันใด พระอรหันต์ที่นิพพานแล้วก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าไปเกิดที่ใด เพราะพ้นจากการนับและการกำหนด
ทรงเปรียบสัตว์โลกเหมือนต้นไม้ที่เกิดจากเมล็ดและหน่อ แต่พระอรหันต์เหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคนแล้ว ไม่มีเชื้อที่จะงอกอีก และทรงเปรียบความรู้ของพระอรหันต์เหมือนมหาสมุทรที่ลึกล้ำ วัดประมาณมิได้
3.3 มหาวัจฉโคตตสูตร: ทรงเปรียบการละสังโยชน์เหมือนการถอนต้นไม้ทั้งราก ไม่อาจงอกขึ้นมาอีก และทรงเปรียบความรู้แจ้งเหมือนการจุดประทีปในที่มืด ทำให้เห็นสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง
3.4 ทีฆนขสูตร: ทรงเปรียบความยึดมั่นในทิฏฐิเหมือนหมูที่ชอบแช่โคลน ยิ่งขยับยิ่งจม และทรงเปรียบการละทิฏฐิเหมือนการถอดเสี้ยนหนามออกจากเท้า ทำให้เดินได้สะดวก
3.5 มาคัณฑิยสูตร:
ทรงเปรียบผู้ติดในกามเหมือนคนเป็นโรคเรื้อนที่เกาแผล ยิ่งเกายิ่งคัน ยิ่งทรมาน และทรงเปรียบผู้หลุดพ้นจากกามเหมือนคนหายจากโรคเรื้อน มีสุขภาพดี ไม่ต้องทรมานอีกต่อไป
ทรงเปรียบคนที่ไม่เห็นธรรมเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิดที่ไม่เคยเห็นสีต่างๆ จะอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใจ และทรงเปรียบความสุขในกามเหมือนคนโรคเรื้อนเอาเนื้อที่เน่าไปย่างไฟ ยิ่งทำให้แผลลุกลามมากขึ้น
3.6 สันทกสูตร: ทรงเปรียบลัทธิที่ผิดเหมือนบ่อน้ำที่แห้ง ไม่อาจดับกระหายได้ และทรงเปรียบพระธรรมวินัยเหมือนมหาสมุทรที่ลึกล้ำ มีรสเดียวคือวิมุตติรส
3.7 มหาสกุลุทายิสูตร:
ทรงเปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนการเดินทางที่ต้องมีแผนที่และเข็มทิศ คือมีศรัทธาและปัญญานำทาง และทรงเปรียบผู้บรรลุธรรมเหมือนคนขึ้นสู่ปราสาทชั้นบน ย่อมมองเห็นคนข้างล่างได้ชัดเจน
ทรงเปรียบความรู้ของพระพุทธเจ้าเหมือนคนยืนบนยอดเขา มองเห็นคนในที่ต่างๆ ได้ชัดเจน และทรงเปรียบพระสาวกเหมือนลูกนกที่ฟักจากไข่ แตกออกมาตามลำดับด้วยความเพียรของตน
3.8 สมณมุณฑิกสูตร:
ทรงเปรียบการฝึกจิตเหมือนการฝึกช้าง ต้องค่อยๆ ทำตามลำดับขั้น และทรงเปรียบกุศลธรรมเหมือนต้นไม้ที่มีรากแก้วมั่นคง แม้ลมแรงก็ไม่โค่นล้ม
ทรงเปรียบการละกิเลสเหมือนการถอนลูกศรที่ปักอยู่ในร่างกาย ต้องค่อยๆ ถอนอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ปลายลูกศรหักคาแผล และทรงเปรียบผู้มีปัญญาเหมือนนายแพทย์ผู้ฉลาด รู้จักวิธีรักษาโรคให้หายได้
3.9 จูฬสกุลุทายิสูตร:
ทรงเปรียบผู้ไม่รู้ธรรมแต่อวดรู้เหมือนคนตาบอดถือตะเกียง ไม่เห็นแสงสว่างแต่ช่วยให้คนอื่นเห็น และทรงเปรียบธรรมะเหมือนยาที่ต้องรู้จักใช้จึงจะเกิดประโยชน์
ทรงเปรียบการสอนธรรมของพระพุทธเจ้าเหมือนการจุดประทีปในที่มืด ทำให้คนที่หลงทางเห็นทางเดินได้ชัดเจน และทรงเปรียบผู้แสวงหาความสุขในทางผิดเหมือนคนที่ขุดดินหาปลาในที่แห้ง ย่อมเหนื่อยเปล่า
3.10 เวขณสสูตร:
ทรงเปรียบความงามภายนอกเหมือนภาพวาดที่สวยงามแต่ไร้แก่นสาร และทรงเปรียบความงามภายในคือศีลและปัญญาเหมือนแก้วมณีที่เจียระไนดีแล้ว มีค่าในตัวเอง
ทรงเปรียบลัทธินอกพระพุทธศาสนาเหมือนคนตาบอดเดินจูงกันไป คนหน้าก็มองไม่เห็น คนกลางก็มองไม่เห็น คนหลังก็มองไม่เห็น และทรงเปรียบผู้มีปัญญาเหมือนคนตาดีที่หลีกเลี่ยงทางที่ขรุขระไปในทางราบเรียบ
4. การอุปมาอุปมัยในราชวรรค ดังนี้:
4.1 ฆฏิการสูตร: ทรงเปรียบช่างหม้อฆฏิการะเหมือนดินเหนียวที่พร้อมจะถูกปั้นเป็นภาชนะอันมีค่า แม้จะเป็นคนยากจนแต่มีจิตใจงดงาม และเปรียบความศรัทธาของเขาเหมือนแก้วมณีที่บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน แม้จะอยู่ในที่ต่ำก็ยังส่องแสงได้
4.2 รัฏฐปาลสูตร: ทรงเปรียบโลกเหมือนกล้วยไม่มีแก่น เหมือนต้นอ้อที่ไม่มีแก่นสาร และเหมือนพยับแดดที่ลวงตา แสดงถึงความไม่เที่ยงของสังขาร และทรงเปรียบชีวิตเหมือนหยดน้ำค้างบนปลายหญ้า ที่จะหายไปเมื่อถูกแสงอาทิตย์
- เปรียบโลกเหมือนเรือนที่กำลังไฟไหม้: แสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนที่ต้องออกจากโลกียวิสัย เหมือนคนที่อยู่ในเรือนที่กำลังไฟไหม้ ไม่ควรรีรอหรือห่วงใยทรัพย์สมบัติใดๆ ต้องรีบออกจากเรือนนั้นโดยเร็ว มิฉะนั้นจะถูกไฟคือกิเลสเผาผลาญให้เดือดร้อน
- เปรียบความมั่งคั่งเหมือนความฝัน: แสดงถึงความไม่จีรังยั่งยืนของทรัพย์สมบัติ เหมือนคนที่ฝันว่าตนเองร่ำรวย มีทรัพย์สมบัติมากมาย แต่เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าทุกอย่างเป็นเพียงภาพลวงตา ไม่มีอะไรเป็นของตนอย่างแท้จริง
- เปรียบร่างกายเหมือนหม้อดิน: แสดงถึงความเปราะบางของร่างกาย เหมือนหม้อดินที่แตกง่าย แม้จะระวังรักษาอย่างดีก็อาจแตกได้ทุกเมื่อ จึงไม่ควรประมาทในชีวิต ควรรีบทำความดีและปฏิบัติธรรม
4.3 มฆเทวสูตร: ทรงเปรียบผมหงอกเหมือนทูตแห่งความตาย ที่มาเตือนให้รู้ว่าถึงเวลาออกบวช และทรงเปรียบราชสมบัติเหมือนภาระอันหนัก ที่ควรวางลงเมื่อถึงเวลาอันควร
4.4 มธุรสูตร: ทรงเปรียบมนุษย์ทุกวรรณะเหมือนไฟที่จุดจากไม้ต่างชนิด แม้จะมาจากไม้ต่างกัน แต่เปลวไฟก็ร้อนเท่ากัน แสดงถึงความเท่าเทียมกันของมนุษย์
4.5 โพธิราชกุมารสูตร:
ทรงเปรียบการบรรลุธรรมเหมือนการปีนภูเขา ต้องค่อยๆ ไต่ขึ้นไปทีละก้าว และทรงเปรียบความเพียรเหมือนการสีไม้ให้เกิดไฟ ต้องทำอย่างต่อเนื่องจึงจะสำเร็จ
- เปรียบความเพียรเหมือนการรดน้ำต้นไม้: แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติธรรมต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เหมือนการรดน้ำต้นไม้ที่ต้องทำเป็นประจำ ไม่มากไม่น้อยเกินไป หากรดน้ำมากไปต้นไม้ก็จะเน่า น้อยไปก็จะเหี่ยวเฉา ต้องรู้จักประมาณพอดี
- เปรียบการละกิเลสเหมือนการถอนวัชพืช: แสดงให้เห็นว่าการละกิเลสต้องถอนให้ถึงราก ไม่ใช่เพียงตัดที่ยอด เพราะถ้าเหลือรากไว้ก็จะงอกขึ้นมาใหม่ เช่นเดียวกับกิเลส ต้องละให้หมดสิ้นไม่ให้มีเชื้อเหลือ
4.6 อังคุลิมาลสูตร:
- เปรียบการสำนึกผิดเหมือนน้ำชำระล้าง: แสดงให้เห็นว่าแม้จะทำผิดมามากเพียงใด หากมีความสำนึกผิดอย่างแท้จริง ก็สามารถชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ได้ เหมือนน้ำที่ชำระล้างความสกปรกให้หมดไป ทำให้กลับมาสะอาดบริสุทธิ์ได้อีกครั้ง
- เปรียบความเมตตาเหมือนพระอาทิตย์: แสดงถึงการแผ่เมตตาที่ไม่มีประมาณ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เหมือนพระอาทิตย์ที่ส่องแสงไปทั่วทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเป็นที่สูงหรือที่ต่ำ ที่สะอาดหรือสกปรก ก็ส่องสว่างให้เสมอกัน
- ทรงเปรียบการกลับใจของอังคุลิมาลเหมือนเมฆดำที่กลายเป็นเมฆขาว และทรงเปรียบพระพุทธองค์เหมือนพระจันทร์ที่ส่องสว่างในคืนมืด นำทางผู้หลงผิดให้กลับตัวกลับใจ
4.7 ปิยชาติกสูตร: ทรงเปรียบความรักเหมือนเชือกที่ผูกมัดใจให้เป็นทุกข์ และเปรียบความโศกเหมือนลูกศรที่ปักอยู่ในหัวใจ ยิ่งรักมากก็ยิ่งทุกข์มาก
4.8 พาหิติกสูตร: ทรงเปรียบกุศลธรรมเหมือนผ้าขาวสะอาด พร้อมที่จะรับน้ำย้อม และเปรียบอกุศลธรรมเหมือนผ้าสกปรก ไม่อาจย้อมให้งดงามได้
4.9 ธัมมเจติยสูตร: ทรงเปรียบพระธรรมวินัยเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาแก่ผู้มาพึ่งพา และเปรียบพระสงฆ์เหมือนสวนดอกไม้ที่มีดอกไม้หลากสี แต่ละดอกล้วนงดงาม
4.10. กัณณกัตถลสูตร: ทรงเปรียบการฝึกตนเหมือนการฝึกช้าง ต้องใช้ความอดทนและทำตามลำดับขั้น และเปรียบผู้มีปัญญาเหมือนผู้ที่ยืนอยู่บนยอดเขา มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจน
5. การอุปมาอุปมัยในพราหมณวรรค ดังนี้
5.1 พรหมายุสูตร:
- เปรียบพระพุทธเจ้าเหมือนพระจันทร์เพ็ญ: แสดงถึงความบริสุทธิ์และการแผ่พระคุณไปทั่วทิศ เหมือนพระจันทร์เพ็ญที่ส่องสว่างในยามค่ำคืน ให้ความสว่างและความเย็นแก่สรรพสัตว์โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เป็นที่พึ่งของผู้ตกทุกข์ได้ยากในความมืดมิด
- เปรียบพุทธจริยาเหมือนรอยเท้าช้าง: แสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ทรงเป็นผู้นำทาง ทรงละรอยทางให้ผู้อื่นเดินตาม เหมือนรอยเท้าช้างที่ใหญ่และชัดเจน สัตว์อื่นๆ เดินตามได้โดยปลอดภัย แสดงถึงความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่
- เปรียบพระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าเหมือนเสียงพรหม: แสดงถึงพระสุรเสียงที่ไพเราะ นุ่มนวล ชัดเจน กังวาน เข้าถึงจิตใจผู้ฟัง เหมือนเสียงดนตรีทิพย์ที่ประโลมใจ ทำให้ผู้ฟังเกิดความสงบและศรัทธา ช่วยให้เข้าถึงธรรมได้ง่ายขึ้น
5.2 เสลสูตร:
- เปรียบพระพุทธเจ้าเหมือนราชสีห์: แสดงถึงความกล้าหาญ ความเป็นผู้นำ และความไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด เหมือนราชสีห์ที่เป็นราชาแห่งสัตว์ทั้งปวง สามารถประกาศธรรมได้อย่างองอาจ ไม่เกรงกลัวต่อการคัดค้านจากลัทธิอื่น
- เปรียบพระธรรมเหมือนพวงมาลัยที่ร้อยดีแล้ว: แสดงให้เห็นว่าหลักธรรมคำสอนมีความเชื่อมโยงสอดคล้องกันอย่างงดงาม เหมือนดอกไม้ที่ร้อยเป็นพวงมาลัยอย่างประณีต แต่ละดอกล้วนงดงามและส่งเสริมซึ่งกันและกัน
5.3 อัสสลายนสูตร:
- เปรียบมนุษย์เหมือนไฟที่จุดจากไม้ต่างชนิด: แสดงให้เห็นความเท่าเทียมกันของมนุษย์ แม้จะเกิดในวรรณะใด ก็มีศักยภาพในการบรรลุธรรมเหมือนกัน เปรียบเหมือนไฟที่จุดจากไม้ต่างชนิด แม้จะมาจากไม้ต่างกัน แต่เปลวไฟก็ร้อนเท่ากัน มีคุณสมบัติเหมือนกัน
- เปรียบวรรณะทั้ง 4 เหมือนไข่ไก่: แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าจะเป็นไข่จากแม่ไก่สีใด เมื่อฟักออกมาก็เป็นลูกไก่เหมือนกัน เช่นเดียวกับมนุษย์ไม่ว่าจะเกิดในวรรณะใด ก็มีโลหิตสีแดงเหมือนกัน มีความทุกข์สุขเหมือนกัน
5.4 โฆฏมุขสูตร: - เปรียบบุคคล 4 จำพวกเหมือนม้า 4 ประเภท: อธิบายลักษณะของบุคคลที่แตกต่างกัน เหมือนม้าที่มีคุณภาพต่างกัน บางตัวฝึกง่าย บางตัวฝึกยาก บางตัวว่าง่าย บางตัวดื้อรั้น แสดงให้เห็นว่าคนเราก็มีอุปนิสัยและความพร้อมในการรับธรรมะที่แตกต่างกัน
5.5 จังกีสูตร:
- เปรียบการแสวงหาความจริงเหมือนการขุดแร่ทอง: แสดงให้เห็นว่าการค้นหาความจริงต้องใช้ความพยายามและความอดทน เหมือนการขุดหาแร่ทองที่ต้องขุดลึกลงไปเรื่อยๆ และต้องพิสูจน์ว่าเป็นทองแท้หรือไม่ด้วยการหลอม การตี การขัด
- เปรียบการเชื่อถือตำราเหมือนคนตาบอดเดินจูงกัน: แสดงให้เห็นว่าการเชื่อถือตำราหรือคำบอกเล่าโดยไม่พิสูจน์ความจริง เป็นเหมือนคนตาบอดที่จูงกันไป คนหน้าก็มองไม่เห็น คนกลางก็มองไม่เห็น คนหลังก็มองไม่เห็น ไม่รู้ว่ากำลังเดินไปทางไหน
5.6 เอสุการีสูตร:
- เปรียบหน้าที่ของวรรณะทั้ง 4 เหมือนภาชนะ 4 ใบ: แสดงให้เห็นว่าแม้จะต่างกันในหน้าที่แต่ล้วนมีประโยชน์เหมือนกัน เปรียบเหมือนภาชนะต่างชนิดที่แม้จะใช้ต่างกัน แต่ล้วนมีคุณค่าในตัวเอง ไม่ควรดูถูกหรือยกย่องว่าสูงต่ำกว่ากัน
- เปรียบการทำความดีเหมือนการจุดไฟ: แสดงว่าไม่ว่าจะเป็นใครจุดไฟ ไฟนั้นก็ให้แสงสว่างและความร้อนเท่ากัน เช่นเดียวกับการทำความดี ไม่ว่าใครทำก็ได้ผลเหมือนกัน ไม่ขึ้นกับชาติกำเนิด
5.7 ธนัญชานิสูตร: - เปรียบการละเลยหน้าที่เพราะอ้างเหตุต่างๆ เหมือนคนตกหลุมแล้วไม่พยายามปีนขึ้น: แสดงให้เห็นว่าการอ้างข้ออ้างต่างๆ เพื่อไม่ทำหน้าที่ เป็นเหมือนคนที่ตกหลุมแล้วไม่พยายามช่วยตัวเอง มัวแต่บ่นถึงสาเหตุที่ตกลงไป แทนที่จะหาทางขึ้นจากหลุม
5.8 วาเสฏฐสูตร:
- เปรียบพราหมณ์แท้เหมือนทองคำบริสุทธิ์: อธิบายว่าความเป็นพราหมณ์ไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด แต่อยู่ที่ความประพฤติที่บริสุทธิ์ เหมือนทองคำที่ผ่านการหลอมจนบริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน มีค่าในตัวเอง
- เปรียบความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตเหมือนพืชพันธุ์ต่างๆ: แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตแม้จะต่างกันในรูปร่างหน้าตา แต่ล้วนมีธรรมชาติเดียวกัน เหมือนพืชต่างชนิดที่แม้จะมีลักษณะภายนอกต่างกัน แต่ล้วนเติบโตจากดินและน้ำเหมือนกัน
5.9 สุภสูตร :
- เปรียบการละนิวรณ์เหมือนการปลดเปลื้องภาระ: แสดงให้เห็นว่าการละนิวรณ์ทำให้จิตเบาสบาย เหมือนคนที่วางภาระหนักลง รู้สึกเบากาย เบาใจ มีความสุข พร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป
- เปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนการเดินทางข้ามแม่น้ำ: แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติธรรมมีหลายวิธี เหมือนการข้ามแม่น้ำที่อาจใช้สะพาน เรือ หรือแพ แต่ทุกวิธีล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการไปถึงอีกฝั่ง
5.10 สังคารวสูตร:
- เปรียบผู้แสวงหาความรู้ 3 จำพวกเหมือนบัว 3 เหล่า: อธิบายว่าผู้เรียนรู้มีระดับความเข้าใจต่างกัน เหมือนดอกบัวที่อยู่เหนือน้ำ เสมอน้ำ และใต้น้ำ บางคนเข้าใจง่าย บางคนต้องอธิบายหลายครั้ง บางคนต้องแนะนำอย่างละเอียด
- เปรียบจิตที่มีนิวรณ์เหมือนน้ำที่ขุ่น: แสดงให้เห็นว่าจิตที่มีนิวรณ์ย่อมไม่อาจเห็นธรรมได้ชัดเจน เหมือนน้ำที่ขุ่นไม่อาจสะท้อนเงาได้ ต้องทำจิตให้สงบใสจึงจะเห็นธรรมได้ชัดเจน เหมือนน้ำที่ใสสะอาดย่อมสะท้อนเงาได้ชัดเจน
- เปรียบความเพียรที่ไม่ย่อหย่อนเหมือนไฟที่ลุกโพลง: แสดงให้เห็นว่าต้องรักษาความเพียรให้สม่ำเสมอ เหมือนไฟที่ลุกโพลง ต้องคอยเติมเชื้อไม่ให้มอดดับ จึงจะสำเร็จในการปฏิบัติธรรม
พระสูตรในพราหมณวรรคนี้มีการอุปมาอุปมัยที่แสดงให้เห็นความเสมอภาคของมนุษย์ และเน้นย้ำว่าความดีงามอยู่ที่การกระทำ ไม่ใช่ชาติกำเนิด
ข. จากการวิเคราะห์การอุปมาอุปมัยในพระไตรปิฎกเล่มที่ 13 พบประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:
1. ลักษณะการอุปมาอุปมัย:
1.1 เปรียบเทียบกับธรรมชาติ:
- ดวงอาทิตย์/ดวงจันทร์ - แสดงถึงการส่องสว่าง การนำทาง
- แม่น้ำ/มหาสมุทร - แสดงถึงความลึกซึ้ง กว้างใหญ่
- ต้นไม้/ดอกไม้ - แสดงถึงการเจริญเติบโต พัฒนา
- ไฟ - แสดงถึงการเผาผลาญกิเลส การส่องสว่าง
1.2 เปรียบเทียบกับสัตว์:
- ราชสีห์ - แสดงความกล้าหาญ เป็นผู้นำ
- ช้าง - แสดงความยิ่งใหญ่ มั่นคง
- ม้า - แสดงการฝึกฝน การพัฒนา
- นก - แสดงอิสรภาพ การหลุดพ้น
2. จุดมุ่งหมายของการอุปมา:
2.1 เพื่อสอนหลักธรรม:
- ใช้สิ่งที่เห็นได้อธิบายสิ่งที่เป็นนามธรรม
- ทำให้เข้าใจหลักธรรมที่ลึกซึ้งได้ง่ายขึ้น
- เชื่อมโยงกับประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน
2.2 เพื่อเตือนสติ:
- ชี้ให้เห็นโทษของกิเลส
- แสดงผลของการกระทำ
- เน้นความไม่ประมาท
3. ความโดดเด่นในการสอน:
3.1 การใช้ภาพพจน์ที่ชัดเจน:
- เลือกใช้สิ่งที่คุ้นเคยในชีวิต
- สร้างภาพที่จดจำง่าย
- สื่อความหมายตรงประเด็น
3.2 การเชื่อมโยงเป็นระบบ:
- แสดงความสัมพันธ์ของเหตุและผล
- อธิบายเป็นขั้นตอน
- เชื่อมโยงหลักธรรมต่างๆ
4. ลักษณะพิเศษ:
4.1 ความเป็นสากล:
- ใช้สิ่งที่เข้าใจได้ในทุกวัฒนธรรม
- สื่อความหมายข้ามกาลเวลา
- ประยุกต์ใช้ได้กับทุกยุคสมัย
4.2 ความลึกซึ้ง:
- มีหลายระดับความหมาย
- เหมาะกับผู้ฟังทุกระดับ
- แฝงปรัชญาธรรมที่ลึกซึ้ง
5. ประโยชน์ที่ได้รับ:
5.1 ด้านการเรียนรู้:
- เข้าใจง่าย จดจำได้ดี
- เห็นภาพรวมของหลักธรรม
- นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
5.2 ด้านการปฏิบัติ:
- เห็นแนวทางชัดเจน
- มีกำลังใจในการปฏิบัติ
- เข้าใจเป้าหมายของการปฏิบัติ
พุทธวิธีการสอนแบบอุปมาอุปมัยนี้แสดงให้เห็นพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้าในการถ่ายทอดธรรมะให้เหมาะสมกับผู้ฟัง ทำให้เข้าใจง่าย จดจำได้ดี และนำไปปฏิบัติได้จริง