พุทธวิธีการสอนแบบอุปมาอุปมัยเชิงเปรียบเทียบ จากพระไตรปิฎก เล่มที่ 12 (พระสูตร เล่มที่ 4) มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
ดร.ศักดิ์ ประสานดี
ปธ.7, พ.ม., พธ.บ., ศศ.บ., ศษ.บ. พบม. D.ODT, พธ.ด.
- การอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบในพระไตรปิฎกเล่มที่ 12 (พระสูตรเล่ม 4) มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์
พระไตรปิฎก เล่มที่ 12 (พระสูตรเล่มที่ 4) มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ แบ่งออกเป็น 5 วรรค (ตอน) แต่ละวรรคหรือแต่ละตอน มีอยู่ 10 พระสูตร จึงมีทั้งหมด 50 พระสูตร จึงมีบทเปรียบเทียบอุปมาอุปมัยค่อนข้างมาก ซึ่งจะขอเอามานำเสนอ ดังนี้
- วรรคที่ 1 มูลปริยายวรรค การสอนแบบอุปมาอุปมัย ดังนี้:
1.1 มูลปริยายสูตร - ทรงเปรียบปุถุชนเหมือนคนตาบอดที่คลำช้าง ย่อมรู้เพียงส่วนที่ตนจับต้องได้ แต่ไม่รู้ภาพรวมทั้งหมด ฉันใด ปุถุชนที่ไม่ได้ศึกษาธรรมย่อมเห็นสิ่งต่างๆ อย่างผิวเผินไม่ถึงความจริงแท้ฉันนั้น และทรงเปรียบธรรมะเหมือนแพที่ใช้ข้ามฝั่ง เมื่อถึงฝั่งแล้วไม่ควรแบกแพไป
1.2 สัพพาสวสูตร - ทรงเปรียบอาสวะ(กิเลส)เหมือนแผลที่ต้องรักษาให้ถูกวิธี หากรักษาผิดวิธีแผลจะลุกลาม เช่นเดียวกับการละอาสวะต้องใช้วิธีที่เหมาะสม เช่น ละด้วยการสำรวม ละด้วยการพิจารณา ละด้วยการเสพ ละด้วยการอดทน ละด้วยการเว้น ละด้วยการบรรเทา และละด้วยการเจริญภาวนา
1.3 ธัมมทายาทสูตร - ทรงเปรียบเทียบระหว่างธรรมทายาท(ผู้รับมรดกธรรม)กับอามิสทายาท(ผู้รับมรดกวัตถุ) เหมือนบุตร 2 ประเภท คือบุตรที่สืบทอดคุณธรรมความดีของบิดา กับบุตรที่รอรับแต่มรดกทรัพย์สินภายนอก พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญธรรมทายาทว่าประเสริฐกว่า
1.4 ภยเภรวสูตร - ทรงเปรียบความกลัวในป่าเหมือนกิเลสในใจ ที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว ต้องฝึกจิตให้มั่นคงด้วยสมาธิภาวนา เหมือนสมณพราหมณ์ที่อยู่ป่าแต่จิตไม่สงบ ย่อมไม่พ้นความกลัว ส่วนผู้มีจิตสงบแม้อยู่ในป่าก็ไม่หวั่นไหว
1.5 อนังคณสูตร - ทรงเปรียบบุคคลเหมือนภาชนะทองสำริด 4 ประเภท คือ 1) มีสนิมและรู้ว่ามีสนิม 2) มีสนิมแต่ไม่รู้ว่ามีสนิม 3) ไม่มีสนิมแต่เข้าใจว่ามีสนิม 4) ไม่มีสนิมและรู้ว่าไม่มีสนิม เปรียบเทียบกับคนที่มีกิเลสและไม่มีกิเลส รู้ตัวและไม่รู้ตัว
1.6 อากังเขยยสูตร - ทรงเปรียบภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์เหมือนแก้วมณีที่เจียระไนดีแล้ว ย่อมงดงามและมีค่า ฉันใด ภิกษุผู้บริบูรณ์ด้วยศีลย่อมได้รับการเคารพนับถือและบรรลุคุณวิเศษได้ฉันนั้น และทรงเปรียบความปรารถนาดีเหมือนเมล็ดพืชที่สมบูรณ์ เมื่อปลูกในนาดี ย่อมให้ผลงดงาม
1.7 วัตถูปมสูตร - พระพุทธเจ้าทรงเปรียบจิตใจที่เศร้าหมองด้วยผ้าที่สกปรก เมื่อนำไปย้อมสีย่อมไม่ติดสีสวยงาม ฉันใด จิตที่มีกิเลสก็ไม่อาจบรรลุธรรมได้ฉันนั้น ต้องชำระจิตให้บริสุทธิ์ก่อนเหมือนซักผ้าให้สะอาด จึงจะรองรับธรรมะได้ดี
1.8 สัลเลขสูตร - พระพุทธเจ้าทรงเปรียบการขัดเกลากิเลสเหมือนการลับมีด ต้องค่อยๆ ทำอย่างสม่ำเสมอ จึงจะคมกริบ เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรมต้องทำต่อเนื่อง ไม่ท้อถอย และทรงสอนให้เปรียบเทียบตนกับผู้อื่นว่า เมื่อเขาไม่เบียดเบียน เราก็ไม่ควรเบียดเบียน เมื่อเขาให้ทาน เราก็ควรให้ทาน
1.9 สัมมาทิฏฐิสูตร - ทรงเปรียบความเห็นถูกเหมือนรากไม้ที่มั่นคง ย่อมทำให้ต้นไม้เจริญเติบโต ฉันใด ผู้มีสัมมาทิฏฐิย่อมเจริญในธรรมฉันนั้น และเปรียบกุศลธรรมเหมือนต้นไม้ที่อาศัยดินและน้ำจึงเจริญเติบโตได้ สัมมาทิฏฐิก็เช่นกันต้องอาศัยปัจจัยคือศีลและการฟังธรรม
1.10 มหาสติปัฏฐานสูตร - ทรงเปรียบการเจริญสติเหมือนคนเฝ้าประตูเมือง ที่ต้องตรวจตราผู้คนเข้าออกอย่างละเอียด ฉันใด ผู้เจริญสติต้องพิจารณากาย เวทนา จิต และธรรมอย่างละเอียดฉันนั้น และทรงเปรียบร่างกายเหมือนถุงใส่ของต่างๆ มีอาหารใหม่-เก่า ให้พิจารณาความไม่สวยงาม
- วรรคที่ 2 สีหนาทวรรค การสอนแบบอุปมาอุปมัย ดังนี้:
2.1 จูฬสีหนาทสูตร - ทรงเปรียบการประกาศธรรมของพระองค์เหมือนการบันลือสีหนาทของราชสีห์ที่องอาจไม่หวั่นไหว และเปรียบบริษัท 8 จำพวกเหมือนเนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ได้ฟังเสียงราชสีห์แล้วย่อมสะดุ้งกลัว ฉันใด เมื่อได้ฟังธรรมย่อมเกิดความสังเวชฉันนั้น
2.2 มหาสีหนาทสูตร - ทรงเปรียบพระปัญญาของพระองค์เหมือนมหาสมุทรที่ลึกซึ้ง และเปรียบการบำเพ็ญทุกรกิริยาเหมือนการว่ายน้ำข้ามฝั่ง บางคนว่ายสำเร็จ บางคนจมน้ำตาย แสดงให้เห็นว่าการทรมานตนไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง
2.3 มหาทุกขักขันธสูตร - ทรงเปรียบกามคุณเหมือนโครงกระดูกที่สุนัขเลียแล้วไม่อิ่ม เหมือนชิ้นเนื้อที่ถูกเหยี่ยวแย่งแล้วถูกเหยี่ยวอื่นรุมจิก เหมือนคนถือคบเพลิงเดินทวนลม และเหมือนหลุมถ่านเพลิงที่คนตกลงไปย่อมได้รับทุกข์
2.4 จูฬทุกขักขันธสูตร - ทรงเปรียบกามสุขเหมือนชิ้นเนื้อที่ถูกแย่งชิงโดยนกต่างๆ ย่อมได้รับความทุกข์จากการแย่งชิงนั้น และเปรียบเหมือนคบเพลิงหญ้าที่ถูกลมพัด ถ้าไม่รีบปล่อยย่อมไหม้มือ แสดงให้เห็นโทษของกามสุข
2.5 อนุมานสูตร พระโมคคัลลานะเปรียบการพิจารณาตนเองเหมือนการส่องกระจก เพื่อเห็นความบกพร่องของตน โดยเฉพาะลักษณะที่ทำให้เป็นคนที่ว่ายากสอนยาก เปรียบเหมือนคนที่มีฝุ่นในตาต้องรีบกำจัดออก หากปล่อยไว้จะเป็นอันตราย เช่นเดียวกับการละความชั่วต้องรีบแก้ไข
2.6 เจโตขีลสูตร เปรียบความสงสัยในพระศาสดาและพระธรรมเหมือนตะปูตรึงใจ ที่ทำให้จิตใจไม่อ่อนโยน ไม่ควรแก่การงาน เหมือนไม้ที่มีตะปูตอกยึดไว้ ย่อมไม่อาจนำไปใช้งานได้ ต้องถอนความสงสัยออกเสียก่อน จึงจะเจริญในธรรมได้
2.7 วนปัตถสูตร เปรียบภิกษุผู้อยู่ป่าเหมือนช้างป่าที่ต้องเลือกที่อยู่อาศัย หากอยู่ในที่ใดแล้วกุศลธรรมเสื่อม อกุศลธรรมเจริญ ก็ควรละที่นั้นไป แต่หากอยู่ที่ใดแล้วกุศลธรรมเจริญ ก็ควรอยู่ในที่นั้นต่อไป เพื่อความเจริญในธรรม
2.8 มธุปิณฑิกสูตร เปรียบธรรมเหมือนก้อนน้ำผึ้ง ที่มีรสหวานซาบซ่านไปทั่ว ฉันใด พระธรรมก็มีรสเดียวคือวิมุตติรส (รสแห่งความหลุดพ้น) ฉันนั้น แม้จะแสดงธรรมในแง่มุมใด ก็ล้วนนำไปสู่ความหลุดพ้นทั้งสิ้น
2.9 เทฺวธาวิตักกสูตร เปรียบความคิดของบุคคลเหมือนคนเลี้ยงโค ที่ต้องแยกฝูงโคดำและโคขาวออกจากกัน ฉันใด บุคคลก็ต้องแยกความคิดที่เป็นกุศลและอกุศลออกจากกัน เพื่อละอกุศลและเจริญกุศลให้ยิ่งขึ้น
2.10. วิตักกสัณฐานสูตร
เปรียบการระงับความคิดที่เป็นอกุศลเหมือนช่างไม้ที่ตอกลิ่มไม้ เมื่อลิ่มใหญ่ไม่สามารถตอกลิ่มเล็กออกได้ ก็ต้องใช้ลิ่มที่เล็กกว่าตอก ฉันใด การระงับความคิดที่เป็นอกุศลก็ต้องใช้อุบายวิธีต่างๆ ตามลำดับ จนกว่าจะสำเร็จ
- วรรคที่ 3 โอปัมมวรรค มีการสอนแบบอุปมาอุปมัย ดังนี้:
3.1 กกจูปมสูตร - ทรงเปรียบความอดทนเหมือนเลื่อยที่ตัดท่อนไม้ ไม่โกรธทั้งส่วนต้นและส่วนปลาย ภิกษุพึงอดทนต่อคำด่าเหมือนเลื่อยที่ไม่โกรธไม้ที่ตัด และทรงเปรียบคนโกรธเหมือนคนเอาก้อนดินขว้างฟ้า ดินย่อมตกลงมาถูกตัวเอง ผู้โกรธย่อมได้รับผลร้ายนั้นเอง
3.2 อลคัททูปมสูตร - ทรงเปรียบการเรียนธรรมผิดวิธีเหมือนจับงูที่หาง ย่อมถูกงูกัดถึงตายได้ และเปรียบธรรมะเหมือนแพสำหรับข้ามฟาก ไม่ใช่สำหรับแบกไว้ เมื่อถึงฝั่งแล้วต้องละแพไป ไม่ควรยึดติดแม้แต่ในธรรม
3.3 วัมมิกสูตร - ทรงเปรียบร่างกายเหมือนจอมปลวก มีควันออกกลางคืน(ความคิดปรุงแต่ง) มีไฟลุกกลางวัน(การกระทำตามกิเลส) มีงูอยู่ภายใน(อวิชชา) และมีขุมทรัพย์(นิพพาน)ซ่อนอยู่ ต้องขุดค้นด้วยปัญญาจึงจะพบ
3.4 รถวินีตสูตร - ทรงเปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนการเดินทางด้วยรถเทียมม้า 7 ผลัด แต่ละผลัดเปรียบเหมือนการปฏิบัติธรรมขั้นต่างๆ จากศีลบริสุทธิ์ไปจนถึงนิพพาน โดยแต่ละขั้นเป็นเพียงพาหนะ ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
3.5 นิวาปสูตร - ทรงเปรียบมารผู้หว่านเหยื่อล่อเนื้อเหมือนกิเลสที่ล่อใจสัตว์ เนื้อ 4 ฝูงที่ติดเหยื่อและพ้นจากเหยื่อเปรียบเหมือนผู้ปฏิบัติธรรมที่มีระดับปัญญาต่างกัน บางพวกหลงติด บางพวกรู้เท่าทันและหลุดพ้น
3.6 ปาสราสิสูตร - ทรงเปรียบกามคุณ 5 เหมือนบ่วงดักสัตว์ที่นายพรานวางไว้ สัตว์ที่ติดบ่วงย่อมถูกฆ่า ฉันใด ผู้ติดในกามย่อมถูกมารทำร้ายฉันนั้น และทรงเปรียบการออกบวชเหมือนการหนีจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ เพราะเห็นภัยในการครองเรือน
3.7 จูฬหัตถิปโทปมสูตร - ทรงเปรียบการพิสูจน์คำสอนเหมือนพรานช้างที่ติดตามรอยช้าง ต้องสังเกตหลายอย่างจึงแน่ใจว่าเป็นช้างใหญ่ เช่นเดียวกับการศึกษาธรรมต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนจนเห็นความจริงด้วยตนเอง
3.8. มหาหัตถิปโทปมสูตร - ทรงเปรียบธรรมะทั้งหมดเหมือนรอยเท้าช้าง ที่รอยเท้าสัตว์ทั้งหลายรวมลงได้ ฉันใด ธรรมะทั้งปวงรวมลงในอริยสัจ 4 ฉันนั้น และเปรียบขันธ์ 5 เหมือนบ้านร้างที่ผีสิง ไม่มีแก่นสาร
3.9 มหาสาโรปมสูตร - ทรงขยายอุปมาเรื่องการแสวงหาแก่นไม้โดยละเอียด เปรียบการบวชเหมือนคนต้องการแก่นไม้ แต่บางคนได้กิ่งใบ(ลาภสักการะ) เปลือก(ศีล) กระพี้(สมาธิ) แล้วพอใจ ไม่พยายามต่อจนถึงแก่นคือพระนิพพาน
3.10. จูฬสาโรปมสูตร - ทรงเปรียบผู้แสวงหาธรรมเหมือนคนแสวงหาแก่นไม้ บางคนเก็บกิ่งใบ เปลือก กระพี้ คิดว่าเป็นแก่น เหมือนผู้ที่ได้ลาภสักการะแล้วพอใจเพียงเท่านั้น ส่วนผู้มีปัญญาย่อมเลือกเอาแก่นไม้คือพระนิพพาน
- วรรคที่ 4 มหายมกวรรค มีการสอนแบบอุปมาอุปมัย ดังนี้:
4.1 จูฬโคสิงคสูตร - ทรงเปรียบภิกษุผู้พร้อมเพรียงสามัคคีกันเหมือนน้ำนมกับน้ำที่ผสมกลมกลืนกัน ไม่แยกจากกัน และเปรียบความงดงามของป่าโคสิงคสาลวันเหมือนภิกษุผู้มีศีล สมาธิ ปัญญา ย่อมทำให้ป่างดงามด้วยคุณธรรม
4.2 มหาโคสิงคสูตร - ทรงเปรียบภิกษุผู้ประเสริฐเหมือนดวงจันทร์เต็มดวงที่ส่องสว่างในป่า คือเป็นผู้มีธรรมกถึก มีวิปัสสนาญาณ มีฌาน รักษาศีล และมีความพร้อมเพรียงสามัคคี ย่อมทำให้ป่างดงามด้วยคุณธรรม
4.3 มหาโคปาลสูตร - ทรงเปรียบภิกษุเหมือนคนเลี้ยงโค ต้องมีคุณสมบัติ 11 ประการ
1) รู้จักรูป เปรียบเหมือนคนเลี้ยงโคที่รู้จักลักษณะรูปร่างของโค ภิกษุต้องรู้และเข้าใจรูปขันธ์ทั้ง 5
2) รู้จักลักษณะ เปรียบเหมือนรู้จักลักษณะดีเลวของโค ภิกษุต้องรู้ว่าการกระทำใดเป็นอกุศล การกระทำใดเป็นกุศล
3) กำจัดไข่ขาง เปรียบเหมือนกำจัดแมลงวันที่ตอมไข่ขาง ภิกษุต้องละอาสวะกิเลส
4) ปิดแผล เปรียบเหมือนปิดแผลโคไม่ให้แมลงตอม ภิกษุต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6
5) สุมควัน เปรียบเหมือนการสุมควันไล่เหลือบยุง ภิกษุต้องแสดงธรรมเพื่อขจัดความเห็นผิด
6) รู้จักท่าน้ำ เปรียบเหมือนรู้จักท่าน้ำที่โคจะลงดื่ม ภิกษุต้องรู้จักฟังธรรมและสอบถามข้อสงสัย
7) รู้จักให้ดื่ม เปรียบเหมือนรู้ว่าโคได้ดื่มน้ำพอแล้ว ภิกษุต้องรู้จักประมาณในการบริโภค
8) รู้จักทาง เปรียบเหมือนรู้จักทางที่โคควรเดิน ภิกษุต้องรู้อริยมรรคมีองค์ 8
9) รู้จักที่หากิน เปรียบเหมือนรู้ที่หญ้าอันเป็นอาหารของโค ภิกษุต้องรู้จักสติปัฏฐาน 4
10) รู้จักรีดนมพอประมาณ เปรียบเหมือนไม่รีดนมโคจนหมด ภิกษุต้องรู้จักประมาณในการรับปัจจัย 4
11) เคารพโคผู้นำฝูง เปรียบเหมือนให้ความเคารพโคผู้นำฝูง ภิกษุต้องให้ความเคารพภิกษุผู้เป็นเถระผู้ใหญ่
ทั้ง 11 ข้อนี้แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติธรรมต้องมีความละเอียดรอบคอบ และต้องดูแลรักษาทั้งกายและใจ เหมือนคนเลี้ยงโคที่ต้องดูแลฝูงโคอย่างดี จึงจะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม
4.4. จูฬโคปาลสูตร - ทรงเปรียบภิกษุผู้ไม่ฉลาดเหมือนคนเลี้ยงโคโง่ที่ต้อนฝูงโคข้ามแม่น้ำผิดท่า ทำให้โคจมน้ำตาย เช่นเดียวกับภิกษุที่สอนธรรมผิดๆ ย่อมทำให้ผู้ฟังหลงผิด เวียนว่ายในสังสารวัฏ
- จูฬสจฺจกสูตร –
ทรงเปรียบความเห็นผิดของสัจจกะเหมือนคนตาบอดคลำช้าง ได้สัมผัสเพียงบางส่วนแล้วเข้าใจผิด และเปรียบการโต้วาทะของสัจจกะเหมือนช้างตกมันที่เข้าต่อสู้กับราชสีห์ ย่อมพ่ายแพ้อย่างไม่มีทางสู้
ทรงเปรียบการฝึกกายและจิตเหมือนชาวนาที่ต้องไถนาและหว่านพืช จึงจะได้ผลผลิต ผู้ที่ฝึกแต่กายไม่ฝึกจิตเหมือนทำนาแต่ไม่หว่านพืช ย่อมไม่ได้ผล และทรงเปรียบนิพพานเหมือนฝั่งที่ปลอดภัยจากห้วงน้ำคือสังสารวัฏ
- มหาสจฺจกสูตร –
ทรงเปรียบการบำเพ็ญทุกรกิริยาเหมือนการสีไม้สดและไม้แช่น้ำเพื่อให้เกิดไฟ ย่อมไม่สำเร็จ ฉันใด การทรมานร่างกายโดยไม่พัฒนาจิตย่อมไม่บรรลุธรรมฉันนั้น และทรงเปรียบมรรคมีองค์ 8 เหมือนทางเก่าในป่าที่พระองค์ค้นพบ นำไปสู่เมืองคือนิพพาน
ทรงเปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนการสีไม้เพื่อให้เกิดไฟ ต้องใช้ไม้แห้ง ไม่แช่น้ำ และต้องพยายามสีอย่างถูกวิธี จึงจะเกิดไฟ เช่นเดียวกับการปฏิบัติธรรมต้องมีองค์ประกอบที่เหมาะสมและความเพียรที่ถูกต้อง จึงจะบรรลุธรรมได้
4.7 จูฬตัณหาสังขยสูตร - ทรงเปรียบผู้หลุดพ้นจากกิเลสเหมือนนกที่บินในอากาศ ไม่ทิ้งเงาให้จับได้ และเปรียบผู้ไม่ยึดติดในโลกธรรมเหมือนใบบัวที่น้ำไม่ติด แม้อยู่ในโลกก็ไม่แปดเปื้อนด้วยโลกธรรม
4.8 มหาตัณหาสังขยสูตร - ทรงเปรียบการเกิดของวิญญาณเหมือนไฟที่อาศัยเชื้อจึงลุกโพลง เมื่อหมดเชื้อไฟก็ดับ ฉันใด เมื่อหมดเหตุปัจจัย วิญญาณก็ดับฉันนั้น และทรงเปรียบกามสุขเหมือนกระดูกที่สุนัขแทะ ไม่อิ่มไม่พอ
4.9 มหาอัสสปุรสูตร –
ทรงเปรียบการฝึกตนเหมือนการฝึกม้าอาชาไนย ต้องทำตามลำดับขั้น ไม่ข้ามขั้นตอน และเปรียบสมณะแท้เหมือนทองคำบริสุทธิ์ที่ผ่านการหลอมแล้ว ย่อมมีค่าในตัวเอง ไม่ต้องอาศัยการประกาศ
ทรงเปรียบการฝึกตนเหมือนการฝึกช้างหรือม้าที่ต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีขั้นตอนชัดเจน เริ่มจากศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงวิมุตติ และทรงเปรียบคนที่ยังไม่บรรลุธรรมแต่อวดอ้างว่าบรรลุเหมือนคนจนที่อวดว่ารวย ย่อมได้รับความเดือดร้อน
4.10 จูฬอัสสปุรสูตร
ทรงเปรียบผู้ประพฤติธรรมแต่ภายนอกเหมือนอาวุธที่ขัดแต่ภายนอกแต่ขึ้นสนิมภายใน ย่อมใช้ประโยชน์ไม่ได้ และเปรียบสมณะแท้เหมือนน้ำใสที่ตกตะกอนแล้ว สงบนิ่งและใสสะอาด
ทรงเปรียบสมณะแท้เหมือนทองคำบริสุทธิ์ที่ไม่มีสนิม ส่วนผู้เพียงครองเพศสมณะแต่ไม่ประพฤติธรรมเหมือนทองปลอม เพียงแค่มีรูปลักษณ์ภายนอกแต่ไม่มีคุณค่าภายใน ต้องประพฤติธรรมให้สมกับเพศจึงจะเป็นสมณะแท้
- วรรคที่ 5 จูฬยมกวรรค มีการสอนแบบอุปมาอุปมัย ดังนี้:
5.1 สาเลยยกสูตร - ทรงเปรียบการทำความดีความชั่วเหมือนการหว่านพืช หว่านพืชชนิดใดย่อมได้ผลชนิดนั้น ทำกรรมดีย่อมได้ผลดี ทำกรรมชั่วย่อมได้ผลชั่ว และเปรียบคนทำชั่วเหมือนเกลือที่ใส่ในน้ำน้อย ย่อมเค็มมาก ส่วนคนทำดีเหมือนเกลือที่ใส่ในแม่น้ำ ผลกรรมย่อมเบาบาง
5.2 เวรัญชกสูตร - ทรงเปรียบการละกิเลสเหมือนการถอนต้นไม้ใหญ่ ต้องขุดรากถอนโคน ไม่ให้งอกขึ้นมาได้อีก และเปรียบผู้มีศีลเหมือนน้ำใสที่มองเห็นก้นบ่อ สามารถเห็นความจริงได้ชัดเจน
5.3 มหาเวทัลลสูตร - ทรงเปรียบขันธ์ 5 เหมือนแสงไฟที่อาศัยน้ำมันและไส้ เมื่อหมดเชื้อไฟก็ดับ และเปรียบสติกับปัญญาเหมือนเสาสองต้นที่พิงกัน ต้องอาศัยกันและกันจึงจะตั้งอยู่ได้
5.4 จูฬเวทัลลสูตร - ทรงเปรียบสักกายทิฏฐิเหมือนเชือกที่ผูกสัตว์ไว้กับหลัก ต้องตัดให้ขาดด้วยปัญญา และเปรียบอริยมรรคเหมือนเรือที่ใช้ข้ามฝั่ง เมื่อถึงฝั่งแล้วไม่ต้องแบกเรือไป
5.5 จูฬธัมมสมาทานสูตร
ทรงเปรียบการทำกรรมกับผลที่จะได้รับเหมือนยาที่มีรสขม แต่เป็นยาดี กับยาที่มีรสหวานแต่เป็นพิษ บางอย่างทุกข์ในปัจจุบันแต่ให้ผลเป็นสุขในอนาคต บางอย่างสุขในปัจจุบันแต่ให้ผลเป็นทุกข์ในอนาคต
ทรงเปรียบการสมาทานธรรม 4 ประการเหมือนผลไม้ที่มีรสต่างกัน บางอย่างดูดีแต่มีพิษ บางอย่างดูไม่ดีแต่มีประโยชน์ เช่นเดียวกับการกระทำที่เป็นสุขในปัจจุบันแต่ให้ผลเป็นทุกข์ในอนาคต หรือเป็นทุกข์ในปัจจุบันแต่ให้ผลเป็นสุขในอนาคต
5.6 มหาธัมมสมาทานสูตร –
ทรงเปรียบการสมาทานธรรมเหมือนการเลือกผลไม้ บางคนเลือกผลดิบที่ดูสุกภายนอก บางคนเลือกผลดิบที่ดูดิบ บางคนเลือกผลสุกที่ดูดิบ บางคนเลือกผลสุกที่ดูสุก เปรียบเหมือนคนที่มีปัญญาพิจารณาผลของการกระทำ ย่อมเลือกทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แท้จริงแม้จะยากลำบากในปัจจุบัน
ทรงเปรียบการเลือกทำกรรมเหมือนการเลือกผลไม้ 4 แบบ:
ผลดิบที่ดูเหมือนสุก เหมือนการทำชั่วที่คิดว่าดี
ผลดิบที่ดูดิบ เหมือนการทำชั่วที่รู้ว่าชั่ว
ผลสุกที่ดูดิบ เหมือนการทำดีที่ดูเหมือนไม่ดี
ผลสุกที่ดูสุก เหมือนการทำดีที่รู้ว่าดี
7. วีมังสกสูตร - ทรงเปรียบการพิจารณาธรรมเหมือนการพิสูจน์ทองคำ ต้องหลอม ตี ขัด ส่องดู จึงรู้ว่าเป็นทองแท้หรือไม่ เช่นเดียวกับการพิจารณาธรรมต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองให้ถ่องแท้
8. โกสัมพิยสูตร - ทรงเปรียบความสามัคคีเหมือนน้ำนมกับน้ำที่ผสมเข้ากันได้ดี และเปรียบความแตกแยกเหมือนน้ำกับน้ำมันที่ไม่อาจผสมกันได้ ทรงสอนให้ภิกษุมีเมตตาต่อกันทั้งทางกาย วาจา ใจ
9. พรหมนิมันตนิกสูตร - ทรงเปรียบพรหมที่เข้าใจผิดเหมือนคนตาบอดคลำช้าง รู้เพียงส่วนที่ตนสัมผัสแล้วเข้าใจผิดว่าเป็นทั้งหมด และเปรียบวิญญาณที่บริสุทธิ์เหมือนอากาศที่ไม่ติดอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง
10. มารตัชชนียสูตร - ทรงเปรียบมารผู้มาผจญเหมือนเด็กแหย่รังแตน ย่อมถูกต่อยเอง และเปรียบผู้หลุดพ้นจากบ่วงมารเหมือนนกที่พ้นจากตาข่าย บินไปได้อย่างอิสระ ไม่ติดข้องในที่ใด
ข. วิเคราะห์การเทียบเทียบในมัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระไตรปิฎกเล่มที่ 12 (พระสูตร เล่ม 4) สามารถวิเคราะห์การอุปมาอุปมัยได้ดังนี้:
1. รูปแบบการอุปมาอุปมัย แบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ:
1.1 เปรียบเทียบกับธรรมชาติ เช่น
- เปรียบจิตใจที่บริสุทธิ์เหมือนน้ำใสที่ตกตะกอนแล้ว
- เปรียบการเจริญธรรมเหมือนต้นไม้ที่เติบโต
- เปรียบความสามัคคีเหมือนน้ำนมผสมกับน้ำ
1.2 เปรียบเทียบกับสัตว์ เช่น
- เปรียบภิกษุเหมือนคนเลี้ยงโค
- เปรียบการประกาศธรรมเหมือนราชสีห์บันลือสีหนาท
- เปรียบผู้หลุดพ้นเหมือนนกที่บินอิสระ
1.3 เปรียบเทียบกับการงานอาชีพ เช่น
- เปรียบการละกิเลสเหมือนช่างทองหลอมทอง
- เปรียบการระงับความคิดเหมือนช่างไม้ตอกลิ่ม
- เปรียบการปฏิบัติธรรมเหมือนชาวนาไถนา
1.4 เปรียบเทียบกับวัตถุสิ่งของ เช่น
- เปรียบความสงสัยเหมือนตะปูตรึงใจ
- เปรียบธรรมะเหมือนแพข้ามฟาก
- เปรียบร่างกายเหมือนบ้านร้าง
2. จุดมุ่งหมายของการอุปมาอุปมัย:
2.1 เพื่อให้เข้าใจง่าย:
- ใช้สิ่งที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน
- เชื่อมโยงนามธรรมให้เป็นรูปธรรม
- อธิบายหลักธรรมที่ลึกซึ้งให้เข้าใจง่าย
2.2 เพื่อให้จดจำได้ดี:
- ใช้ภาพพจน์ที่ชัดเจน
- สร้างความประทับใจ
- เชื่อมโยงกับประสบการณ์ผู้ฟัง
2.3 เพื่อให้เห็นภาพรวม:
- แสดงความสัมพันธ์ของหลักธรรม
- เชื่อมโยงเหตุและผล
- สร้างความเข้าใจเชิงระบบ
3. ลักษณะเด่นของการอุปมาอุปมัย:
3.1 มีความเป็นสากล:
- ใช้สิ่งที่มีอยู่ทั่วไป
- เข้าใจได้ในทุกวัฒนธรรม
- สื่อความหมายได้ตรงประเด็น
3.2 มีความลึกซึ้ง:
- แสดงหลักธรรมหลายระดับ
- สะท้อนความจริงของชีวิต
- เชื่อมโยงกับปรมัตถธรรม
3.3 มีความร่วมสมัย:
- ประยุกต์ใช้ได้ในปัจจุบัน
- สอดคล้องกับวิถีชีวิต
- เข้าใจได้ในทุกยุคสมัย
3.4 เปรียบเทียบเกี่ยวกับจิตใจและกิเลส:
- จิตที่เศร้าหมองเหมือนผ้าสกปรก
- กิเลสเหมือนสนิมในภาชนะทองสำริด
- อาสวะเหมือนแผลที่ต้องรักษาให้ถูกวิธี
- กามสุขเหมือนชิ้นเนื้อที่ถูกแย่งชิง
- ความโกรธเหมือนคนเอาก้อนดินขว้างฟ้า
3.5 เปรียบเทียบเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม:
- การขัดเกลากิเลสเหมือนการลับมีด
- การเจริญสติเหมือนคนเฝ้าประตูเมือง
- การปฏิบัติธรรมเหมือนการเดินทางด้วยรถ 7 ผลัด
- มรรคมีองค์ 8 เหมือนทางเก่าในป่า
- การฝึกตนเหมือนการฝึกม้าอาชาไนย
3.6 เปรียบเทียบเกี่ยวกับผลของการกระทำ:
- การทำความดีความชั่วเหมือนการหว่านพืช
- กรรมเหมือนยาที่มีทั้งรสขมและรสหวาน
- เลือกทำกรรมเหมือนการเลือกผลไม้ 4 แบบ
- การพิจารณาธรรมเหมือนการพิสูจน์ทองคำ
- การปฏิบัติผิดเหมือนจับงูที่หาง
พุทธวิธีการสอนแบบอุปมาอุปมัยนี้แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้าในการถ่ายทอดธรรมะให้เหมาะสมกับผู้ฟัง ทำให้เข้าใจง่าย จดจำได้ดี และนำไปปฏิบัติได้จริง