วันนี้ขอแชร์บทเขียนจาก facebook page ด้วยอีกทางครับ ดังนี้
าจะเรียนรู้แล้ว ไม่ต้องถอดบทเรียนกันอีก!
ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสียในครั้งนี้ทุกครอบครัวครับกับเหตุการณ์อบัติเหตุของรถทัศนศึกษาของนักเรียนจากจังหวัดอุทัยธานีในสองสามวันที่ผ่านมา
ตอนแรกคิดว่าจะไม่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะนึกไม่ออกว่าปลอบใจหรือให้กำลังใจกับผู้สูญเสียเหล่านั้นอย่างไร แม้แต่ขณะที่เขียนวันนี้ก็ยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ไม่สามารถปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ ก็เลยต้องเขียนครับ
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นและทำให้นักเรียนเสียชีวิตนั้นเกิดขึ้นหลายรูปแบบ หลายวาระ และการสูญเสียที่ประเมินค่าไม่ได้ เช่น ประตูเหล็กของโรงเรียนล้มทับเด็ก ของเล่นที่สนามเด็กเล่นชำรุด ลืมเด็กไว้ในรถรบส่งโรงเรียน และรถทัศนศึกษาเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น และทุกครั้งมักจะตามมาด้วยกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ถอดบทเรียน’
ซึ่งผมคิดว่าเราน่าจะได้บทเรียนมามากเกินพอแล้ว เพราะทุกบทเรียนเหล่านี้ได้สร้างความสูญเสียและบาดแผลในความทรงจำของพ่อแม่ของนักเรียนเคราะห์ร้ายเหล่านั้นคนแล้วคนเหล่า รวมทั้ง 23 คนล่าสุดนี้ด้วย
ทุกอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และไม่สามารถคาดเดาได้ แต่เราเราสามารถป้องกันได้ระดับหนึ่ง หรืออย่างน้อยก็ลดความสูญเสียได้ บทเขียนนี้ผมขออนุญาตให้ความเห็นเฉพาะเรื่อง ‘การไปทัศนศึกษา’ ของนักเรียน ทั้งในฐานะที่เคยเป็นนักเรียนมาก่อน เคยมีลูกที่ต้องเดินทางไปทัศนศึกษา ตอนนี้มีหลานที่กำลังอยู่ในวัยเรียน และเป็นนักวิชาการ ครับ
ในฐานะที่เคยเป็นนักเรียน ผมระลึกได้ว่าการไปทัศนศึกษาเป็นกิจกรรมที่ให้บทเรียนและทักษะทางสังคมให้ผมไม่น้อย และตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้มีโอกาสได้ไปทัศนะศึกษา แต่บริบทในยุคก่อนนั้นต่างกับปัจจุบันนี้อย่างยิ่ง ก่อนโน้นถ้าอยากดูทะเท ต้องไปทะเล แต่ปัจจุบันเรามีวิธีดูทะเลได้หลายวิธี ก่อนโน้นการเดินทางและการจราจรปลอดภัยกวาทุกวันนี้แบบหน้ามือเป็นหลังมือครับ ทุกการเดินทางเป็นไปพร้อมกับความเสี่ยง คำถามคือ ‘การทัศนศึกษาไกลๆ ที่ต้องเดินทางพร้อมความเสี่ยงทุกการเดินทางนั้นคุ้มค่าความเสี่ยงหรือไม่’ ความเห็นของผมคือ ควรเปลี่ยนจากการทัศนศึกษาไกลๆ เป็นการทัศนศึกษาแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นที่ไม่ไกลเกินไป ดีไหมครับ หรือถ้าเห็นว่าการทัศนศึกษาที่ไกลๆ เป็นสิ่งจำเป็น ก็ควรให้ทางเลือกกับผู้ปกครอง และสร้างความเข้าใจกับนักเรียนถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และการเสียประโยชน์ถ้าไม่ไป และมีทางชดเชยอื่นอย่างไร
ในฐานะผู้ปกครองการที่ไม่ให้ลูก หรือหลานไปทัศนศึกษาที่ทางโรงเรียนจัดให้นั้นเป็นเรื่องลำบากใจ และอาจจะสร้างความร้าวฉานระหว่างพ่อแม่กับลูกๆ ได้ เพราะนักเรียนก็คือเด็ก ถ้าไม่ได้ทำเหมือนเพื่อนแล้วจะรู้สึกไม่ดี แม้จะทำความเข้าใจแค่ไหน ก็ยังรู้สึกที่ไม่ดีต่อกัน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของโรงเรียนที่จะร่วมกับผู้ปกครองทำความเข้าใจกับลูกหลานในกรณีที่มีทางเลือกในการร่วมหรือไม่ร่วมทัศนศึกษากับทางโรงเรียนครับ
สุดท้ายในฐานะนักวิชาการ ผมเห็นว่าการเรียนรู้และประสบการณ์ในเรื่องต่างๆ เปลี่ยนไปอย่างมาก เรามีวิธีเข้าถึงประสบการณ์ต่างๆ ได้หลายวิธีโดยไม่ต้องเสี่ยงในการเดินทาง จริงอยู่ประสบการณ์ตรงในการเรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็นในการเรียนรู้ของนักเรียน แต่โรงเรียนและผู้ปกครองควรได้ร่วมกันวางแผนว่าประสบการณ์ตรงที่จะมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนจริงๆ ตามหลักสูตรมีอะไรบ้าง และมีทางเลือกในการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์เหล่านั้นอะไรบ้าง อย่างไร และถ้ามีความจำเป็นต้องไปศึกษาดูงานจริงๆ ก็ต้องมีการวางแผนความปลอดภัยให้ถึงที่สุด และพร้อมจะลงทุนอย่างเต็มที
ที่ผ่านมานั้นบ่อยครั้งสถานศึกษาจะประหยัดทั้งงบประมาณ และเวลา กล่าวคือ มีงบประมาณจำกัดในการเลือกรถบริการ และบ่อยครั้งจะมีการเดินทางไปและกลับตอนกลางคืน เพื่อประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย แต่การทัศนศึกษาครั้งนี้ของโรงเรียนจากจังหวัดอุทัยธานี เป็นแบบนี้หรือไม่ ผมไม่ทราบ ครับ
ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ผมก็จะไม่ซ้ำเติมสิ่งที่เกิดขึ้นนะครับ แต่เราะมีทางเลือกใหม่ได้ในอนาคต จึงฝากแนวคิดเหล่านี้ไว้พิจารณาครับ
สมาน อัศวภูมิ
2 ตุลาคม 2567
เห็นด้วยครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ลูกชายจะต้องไปทัศนศึกษาในวันเวลาอันใกล้นี้ เลือกได้คงไม่ให้ลูกไป แต่เหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีมากเกินที่ผมจะควบคุมจัดการ เรื่องที่ยังไม่เกิดพูดไป ทักท้วงไป ก็ไร้ซึ่งคนฟังแม้แต่ลูกของตัว หัวอกผู้เป็นพ่อหวาดหวั่นไปทั่ว ผลที่จะเกิดย่อมต้องมาจากเหตุปัจจัยของมัน ปัญหาก็คือทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ใช้สติปัญญาของตัว ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยที่สำคัญ เข้าไปช่วยจัดการ ป้องกัน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเรื่องนั้นๆ หรือยัง อาจจะบอกว่าใช้อยู่ ใช้แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหาต่อไปอีก ว่าสติปัญญาที่มีให้ใช้นั้น อยู่ในขั้นไหน เพียงพอต่อเรื่องหรือไม่ ฝากด้วยเถิดครับ