ชาวบ้านรึ! จะมายุ่งงานวิจัย


  สืบจากโจทย์ที่ท่านเล่าฮูแสวง รวยสูงเนิน แคะกระปุกงานวิจัยในประเทศ เทออกมานับดูมูลค่าและคุณค่า แล้วยังเสนอประเด็นสำคัญๆที่รู้สึกและเข้าใจเป็นการส่วนตัวออกมาชวนใครต่อใครลงขันความคิด เพื่อขอมีส่วนร่วม เดี๋ยวจะเสียชื่อนักเลงบล็อก ผมในฐานะพลเมืองไทยระดับชาวบ้าน ขอถามว่า “ชาวบ้านมีสิทธิ์ไหมครับ”

  ที่จะสะท้อนความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับงานวิจัยบ้าง ข้อดีก็คือผมไม่กังวลว่าสิ่งที่เล่าไว้ที่นี่จะถูกหรือผิด เพราะผมไม่เคยเรียนทฤษฎีและระเบียบวิธีวิจัยจากสำนักไหนเลย “แต่ผิดเป็นครู” ไม่ใช่หรือครับ การที่ผมจะมาขอเรียนด้วยผมไม่น่าจะผิดใช่ไหมท่านเล่าฮู


    ผมขอมาต่อโจทย์ที่ท่านเล่าฮูโปรยหัวข้อดีไหมครับ สถานการณ์งานวิจัยในเมืองไทย:บางประการที่น่าเป็นห่วง โอ้โฮ้มีหลายห่วงจังเลย  ที่ท่านทะลุกลางปล้องขึ้นมานี้  กระแทกต่อมปึกของผมจังเบ้อเร่อ ที่ผมเคยสงสัยเรื่องงานวิจัยมาหลายสิบปี  อ่านหนังสือบางเล่มที่เขาจั่วหัวว่าเป็นงานวิจัย งานวิทยานิพนธ์ เอ๊ะ! มันต่างกับเนื้อหาสาระตำรับตำราอย่างอื่นอย่างไร ขอสารภาพว่าอึ้งกิมกี่ ตอบข้อสงสัยไม่ได้ปล่อยให้ค้างคาใจมานาน จนกระทั่งเมื่อประมาณสิบปีที่แล้วไปอ่านเจอเอกสารเกี่ยวกับ(สกว.) เป็นรายงาน หรือข่าวสารอะไรสักอย่าง ทำให้ทึกทักเอาว่า อ้อ! หัวเรือใหญ่ของสถาบันวิจัยอยู่ตรงนี้เอง 

  ผมไม่ปล่อยให้ความเขลากินดอกเบี้ยอีกต่อไป จึงเขียนจดหมายถึง ศ.ดร.สิปนนท์ เกตุทัต ถามไปตามประสาคนบ้านนอกไปว่า “พระอาจารย์ครับ งานวิจัยนี่เห็นแต่ให้ทุนนักวิชาการ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เก่งๆ ทำการวิจัย ทำไมท่านไม่ทดลองให้ชาวบ้านทำการวิจัยบ้างละครับ”
   หลังจากนั้น1 เดือน โอ้! พระเจ้า ผมได้รับจดหมายจาก(สวก.) จริงๆด้วย ท่านประธานบอร์ดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)สมัยนั้น ได้เมตตาเขียนจดหมายมีใจความพอสังเขปเท่าที่จำคลับคล้ายคลับคลาประมาณว่า “สกว.รู้สึกซาบซึ้งที่มีชาวบ้านสนใจเรื่องนี้ แต่นโยบายของสถาบันยังไม่ได้กำหนดไปถึงที่จะให้ชาวบ้านได้ทำการวิจัย โอกาสข้างหน้าเมื่อมีความพร้อมอาจจะให้ชาวบ้านทดลองทำวิจัยก็ได้”
  เมื่อท่านตอบมาให้บรรเทาข้อข้องใจ ก็ไม่ว่ากัน ถัดมาอีกหลายปีสภาการศึกษาจัดรายการท่องอีสานท่านศ.ประเวศ วะสี ท่านศ.เสน่ห์ จามริก ท่านศ.ระพี สาคริก รวมทั้งท่านศ.สิปนนท์ เกตุทัต ได้ยกขันหมาก เอ๊ย! ยกคณะผู้อาวุโสขบวนใหญ่มาเยี่ยมมหาชีวาลัยอีสาน ในครั้งนั้นผมไม่ได้อธิบายตรงๆว่าชาวบ้านวิจัยได้หรือไม่ แต่แสดงให้เห็นกระบวนการแสวงหาความรู้อย่างยากเย็นแสนเข็ญของชาวบ้าน ต่อมาได้เกิดโครงการวิจัยท้องถิ่นหรือวิจัยชุมชนขึ้น แสดงว่าท่านไม่ลืมการบ้านที่ผมฝากไว้ ผมยังสนใจติดตามอ่านข่าวสารงานวิจัยสาขาทางด้านการเกษตรของ(สกว.)เสมอมา ได้ความรู้ที่หนักแน่นบางเรื่องเลือกมาใช้ประโยชน์หลายครั้ง


    ย้อนกลับมายังโจทย์ของเล่าฮู สะท้อนคิด เรื่องงานวิจัย ผมขอโยงไปถึงวัฒนธรรมการเรียนรู้ ฝรั่งอยากรู้ อยากเห็น อยากแก้ไขปัญหาจนเป็นปกติวิสัยของเขา ในวิถีชีวิตของเขาๆต้องสู้กับปัญหาให้ได้ เช่นหิมะตกหนาวเย็น จะต้องสร้างบ้านที่แข็งแรงแน่นหนา เสื้อผ้า อาหาร เรียกว่าระบบชีวิตต้องต้านความหนาวเย็นได้ จะมาอ้อยอิ่งมีหวังหนาวชักตาย สภาพทางธรรมชาติในเขตหนาวทำเกิดเป็นนิสัยเรียนรู้ที่จะสู้ชีวิตอย่างเข้มข้น

  ผมคิดว่าตรงจุดนี้ที่เอื้อการทำงานวิจัย พอเข้ามาสู่กระบวนการวิจัย ซึ่งจำเป็นต้องมีฐานความกระหายรู้ สู้สิ่งยาก ปลื้มกับงานที่ท้าย และพร้อมที่จะสู้กับความจริง เขาจึงพบความเป็นจริงในทุกเรื่อง แล้วเอาต้นทุนแห่งความจริงมาสร้างนวัตกรรมต่อยอด เกิดการพัฒนาความรู้ไปสู่ธุรกิจใหม่ๆตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น เขา สามารถผลิตสินค้าสารพัดชนิดมาขายให้เรา  ชี้ให้เห็นว่าเราขายหงาดเหงื่อแต่ฝรั่งเขาขายความรู้ ในราคาที่สัดส่วนไม่สัมพันธ์กันแม้แต่น้อย 
  

   ถ้าย้อนมาดูงานวิจัยของบ้านเรา ที่นำผลงานไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ต่างๆก็คงมีบ้าง แต่ยังอยู่ในปริมาณที่น้อย ถ้าไปโทษการจัดสรรงบประมาณ แหล่งทุนที่ไปขอ ผมคิดว่าเราไม่มีสินค้าความรู้ตัวอย่างที่เกิดจากฐานงานวิจัยที่เป็นรูปธรรมไปแสดง ถ้าผลลัพธ์งานวิจัยต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมได้ มีงานวิจัยที่นำไปสู่การสร้างความเป็นอยู่ ความก้าวหน้า มีจุดคุ้มค่า ทำไมเขาจะเพิ่มงบประมาณให้ไม่ได้  

  ผมเห็นด้วยกับท่านเล่าฮูที่ว่าไม่มีเหตุผลที่จะไปตักน้ำใส่โอ่งรั่ว ในประเด็นที่ไม่ตั้งโจทย์ร่วมกันเป็นจุดด้อยหนึ่งของเรา สิ่งที่เรียกว่าภูมิปัญญาไทย จารีต วัฒนธรรม ตำรับตำราพื้นบ้าน ทักษะชีวิต ความเชื่อ ค่านิยม บ้านเรือนไทย ศิลปะ  ทั้งหมดนี้คืองานวิจัยสายพันธุ์ไทย แต่นักวิชาการสมัยใหม่มองไม่เห็น เข้าไม่ถึง เข้าใจว่ามันล้าหลัง ถ้าคิดอย่างนั้นก็ไม่ควรพูดภาษาไทย กินอาหารไทย เขียนภาษาไทย สิครับ ทั้งหมดนี้คือแก่นแท้ของงานวิจัยไทยใช่ไหมเล่า

    งานวิจัยเชื้อชาติไทยมีตัวอย่างเชิงประจักษ์มากมาย ชาวบ้านไปคล้องช้างป่ามาใช้งานได้ ประเพณี อาหาร ต้มยำกุ้ง แกงส้ม ต้มยำไก่ คืองานวิจัยที่เป็นสินทรัพย์ทางปัญญาไทยล้วนๆทั้งนั้น ขอยืนยันว่าไทยแลนด์มีระบบวิจัยที่เข้มแข็งไม่แพ้ฝรั่ง แต่มันซ่อนอยู่ในวิถีไทย