ในแง่ประพันธศิลป์ การคิดเป็นภาพจากข้อมูล ข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ตลอดจนภูมิปัญญาความรอบด้าน และความสำคัญของมณฑลพหุปัญญาเอนกประสงค์ของยุคถ้ำ ยุคหิน ก่อนยุควิทยาการลายลักษณ์ ภาพเอกรงค์ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นภาพศิลปอุปลักษณ์ สื่อแสดงประจุชีวิต ประจุชุดความหมายเชิงนามธรรมขนาดใหญ่และกว้างขวาง อีกทั้งเกินจะเห็นได้ครอบคลุม ให้สามารถปรากฏสิ่งแสดงและตั้งต้นสร้างชุดความหมายในวัฒนธรรมมุขปาฐะร่วมกันได้ เป็นรูปคน เหมือนสัณฐานโลงศพในแหล่งโบราณคดี ถ้ำผีแมน ปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน รูปไหหิน ในวัฒนธรรมหินยุคโบราณในประเทศลาว หรือรูป พ่อ-แม่ บรรพชน แม่บันไดแบบโบราณของชาวบ้านในอดีต ซึ่งการสร้างสัณฐานอุปลักษณ์ศิลป์ด้วยขนบดังกล่าวนี้ เป็นวิธีทำงานที่นักศิลปะโดยทั่วไปก็จะสามารถคิดอย่างนี้ได้เช่นกัน 

                 ภาพประจุความหมายดังกล่าวจากภาพเขียนสี ณ ผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี มีขนาดใหญ่-เล็ก และใกล้-ไกลต่างกัน อีกทั้งมีลายเส้นเหมือนลักษณะของแม่น้ำ และมีภาพเอกรงค์สัณฐานปลาบึกซึ่งจะพบในแหล่งแม่น้ำโขง แต่สื่อขนาดใหญ่อุดมสมบูรณ์เต็มแผ่นฟ้า องค์ประกอบประพันธศิลป์ในภาพดังกล่าว สื่อความเข้าใจได้ว่าคือแผนที่ ของกลุ่มสังคมมณฑลคูหา 2 ฝั่งแม่น้ำโขง อยู่ในเครือข่ายสังคมวัฒนธรรมเดียวกัน ซึ่งตามยุคสมัยคาดประมาณ 1000-6000 ปีก่อนนั้น ภาพมือมากมายเต็มแผ่นดิน ภูผา เลือนหายไปกับยอดเขาสู่ผืนฟ้า ปลาใหญ่เต็มฟ้าเหนือภูผาเหนือแผ่นดิน และประจุความหมายรูปคน เหล่านี้ มีความหมายได้ถึงการมีเครือข่ายสังคมวัฒนธรรมร่วมกันในชุดมโนทัศน์ พญาเจือง ราชาผู้ยิ่งใหญ่ พ่อขุนบางกลางหาว และกลุ่มวัฒนธรรมสองฝั่งโขง ให้ประเด็นแนวคิดได้ว่า เป็นแผนที่สำรวจและบันทึกรวบรวมการค้นพบแหล่งสุขภาวะมูลฐานคุณภาพแห่งชีวิต ความผาสุกศานติ ในอาณาบริเวณดังกล่าวมาข้างต้น

                นอกจากนี้ ในการเลือกสรรสร้างองค์ประกอบเชิงคุณค่าทางศิลปะ คุณค่าทางอุปลักษณ์ศิลป์ ตลอดจนการปรากฏขึ้นในแหล่งที่ยากลำบากต่อการสร้างขึ้นอย่างไร้เจตจำนงค์อันสำคัญเป็นพิเศษ ก็ย่อมตระหนักได้ว่า สิ่งที่จะปรากฏในการจารึกและแสดงไว้ในภาพเขียนสีดังที่เห็นตามแหล่งต่างๆนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูง เหตุนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่า ภาพชุดหนึ่งในภาพเขียนสีถ้ำหัวโต จังหวัดกระบี่ คือ แผนที่แสดงแหล่งทำมาหากินจากการประมง  และอีกชุดที่แหลมไฟไหม้ จังหวัดพังงา คือแผนที่แสดงแหล่งน้ำจืด ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและเป็นภูมิพหุปัญญาในผืนดินถิ่นทะเลและชายฝั่งมหาสมุทร

               เป็นการเริ่มปรากฏวิธีการแผนที่สำรวจและบันทึกรวบรวมการค้นพบ เมื่อ 3000-6000 ปี ในภูมิถิ่นสุวรรณภูมิและเอเชียอาคเนย์ ของโลกแดนใต้ ที่แนวทางทั่วไปในยุควิทยาการลายลักษณ์ทำให้ต้องมองข้ามและละเลยไปเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อพัฒนาเครื่องมือเชิงวิธีวิทยาชุดใหม่ให้สอดคล้องฐานรากพหุปัญญาเดียวกัน (Methodological Driven Tools and Method) โดยเริ่มต้นจากแนวคิด ‘พหุลักษณ์ข้อมูลและการวิเคราะห์พหุ’ ซึ่งเป็นที่ยอมรับและเข้าใจกันได้โดยทั่วไปของวิทยาการสมัยใหม่ แต่ผู้มุ่งศึกษาด้านพหุลักษณ์ข้อมูลภาพและอวจนภาษา ทั้งยุคก่อนและหลังวิทยาการลายลักษณ์ มีจำนวนน้อย ก็ก่อเกิดแนวทางเข้าถึงฐานรากพหุปัญญาและยกระดับการเห็นสัจจการจากระเบียงทรรศน์ชุดใหม่ของโลกกว้าง อันเป็นต้นทุนศักยภาพสังคมและเป็นฐานการยกระดับสู่วงจรการวิวัฒน์ตนเองในเงื่อนไขแวดล้อมใหม่ ที่จะให้แนวปฏิบัติต่ออนาคตการพัฒนาอย่างบูรณาการและยั่งยืน อย่างเหมาะสมที่สุดอีกแนวทางหนึ่งของโลกเลยทีเดียว.