ขณะที่บรรยายพิเศษให้นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ฟังไปเมื่อวานนี้ มีช่วงหนึ่งที่ผมได้นำเสนอแนวคิด ‘คำถามสำคัญกว่าคำตอบ เพราะคำถามคืออนาคต ส่วนคำตอบนั้น เมื่อตอบแล้วมันจะกลายเป็นอดีต’ กับอีกแนวคิดหนึ่งคือ ‘ถกเถียง แต่ไม่ทะเลาะ’ ซึ่งนักศึกษาขอให้ผมขยายความทั้งสองเรื่อง
สำหรับเรื่อง ‘คำถามสำคัญกว่าคำตอบ’ นั้นผมเคยเขียนบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารการบริหารการศึกษาของสาขาวิชาการบริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อหลายปีก่อน จึงจะไม่นำมาเขียนใน GotoKnow อีก ส่วนเรื่อง ‘ถกเถียง แต่ไม่ทะเลาะ’ นั้นผมขอนำมาเขียนในวันนี้หน่อย เพราะอาจจะเป็นประโยชน์สำหร้บประเทศไทยบ้างครับ
การถกเถียงแต่ไม่ทะเลาะกันนั้นเป็นวิธีการที่วิญญููชนในปรเทศที่พัฒนานำใช้ในการแก้ปัญหาของสังคม องค์การและ ประเทศ ส่วนประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังพัฒนานั้นมักจะก้าวไม่ข้ามความเห็นต่างของคนในชาติ และเห็นว่าความเห็นต่าง และการถกเถียงกันในประเด็นที่เข้าใจไม่ตรงกัน หรือเป็นปัญหาขององค์การ ของสังคม หรือของประเทศนั้นคือการทะเลาะกัน และเป็นความข้ดแย้งที่ไม่พึงปราถนา
ช่วงนี้กำลังอยู่ในระหว่างการหาเสียงเลือตั้ืงประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอมริกา และการถกเถียงกัน (debate) ระหว่างผู้สมัครรับเรื่องตั้งนับว่าเป็นกิจกรรมสำคัญส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเมืองระหว่างการเลือกตั้งของเขา และอีกประการหนึ่งที่ประเทศเสรีประชาธิปไตยเขาทำกันคือ ‘ใครอยากสนับสนุนใคร ไม่ไม่สนับสนุนใคร มีสิทธิแสดงความเห็นได้เต็มที่ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นสมาขิกพรรคการเมือง หรือไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้นก็ตาม และกระทำได้ทั้งในสื่อส่วนตัว หรือสื่อสาธารณะ’ แต่ประเทศเรา และประเทศด้อยพ้ฒนาส่วนใหญ่จะห้ามไม่ให้ทำ เกรงว่าจะเป็นการครอบงำ หรือชี้นำทางการเมือง ทำยังกับว่าประชาชนโง่เต็มประดา และกินแกลบเป็นอาหาร
‘การถกเถียง หรือการโต้แย้งทางความคิด (arguing)’ กับ ‘การทะเลาะ (quarrelling)’ มีความคล้ายคลึงกันคือมีความเห็นต่างระหว่างคู่กรณี แต่การถกเถียงเป็นการอธิบายความในสิ่งที่ตนเองเชื่อและเข้าใจ และชี้ประเด็นที่ตนเห็นแย้งกับสิ่งที่อีกฝ่ายนำเสนอ เพื่อเป็นข้อมูลในการทำความเข้าใจประเด็นที่เห็นต่าง เพื่อนำไปสู่พิจารณาหาทางออก หรือทางเลือกที่จะเป็นประโยชน์ต่อไป [ถกเถียงเพื่อเข้าใจและหาทางออก] ส่วนการทะเลาะนั้นเป็นการถกเถียงเพื่อเอาชนะคู่กรณี และจะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ตนเองดูดี ได้เปรียบ และทำให้ฝ่ายตรงกันข้างดูแย่และเสียหน้า และเป็าหมายสำคัญคือการเอาชนะคู่กรณี [เถียงกันเพื่อด้อยค่าคู่กรณีและเพื่อเอาชนะ]
ยิ่งไปกว่านั้นการทะเลาะกันส่วนใหญ่เป็นเรื่องผลประโยชน์ตนเองหรือพวกพ้องมากกว่าเรื่องของส่วนรวม และมักจะ ต้้งต้นจากอคติหรือไม่ชอบตัวบุคน มากกว่าความเห็นต่างในเรื่องงาน หรือวิธีการทำงาน
จริงแล้วๆ ความเห็นต่าง หรือความชอบ หรือไม่ชอบคนใดคนหนึ่ง เรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เป็นเรื่องปกติของคนเรา ด้วยความแตกต่างระหว่างบคคล จนเกิดวลีเด็ดในทางการบริหารที่ว่า ‘ที่ใดไม่มีความข้ดแย้ง (คือความเห็นต่าง) ที่นั่นไม่มีการพัฒนา’ แต่ผมอยากเพิ่มว่า
‘ยิ่งกว่านั้น ถ้าที่นั่นเอาความเห็นต่างเป็นอาวุธในการทำลายกันและกันแล้ว จะนำไปสู่ความหายนะ ไม่ช้าก็เร็ว’
คำว่า ‘ที่ใดไม่มีความขัดแย้ง (ความเห็นต่าง) ที่นั่นไม่มีการพัฒนา’ เกิดขึ้นจากสภาวะที่คนที่นั่น องค์การนั้น สังคมนั้น หรือประเทศนั้น เคยทำอย่างไร ก็จะทำอย่างนั้นไปเรื่อย ไม่ว่าผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร โลกภายนอกจะเปลี่ยนไปหรือไม่เพียงใด ที่เป็นเช่นนั้นอาจจะเกิดจากศักยภาพของคนคิดหรือทำได้แค่นั้น หรือเกิดจากถูกห้ามไม่ให้คิดต่าง เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเกิดสภาวะเสมือนว่าทุกอย่างปกติ ไม่มีปัญหา หรือสิ่งที่ต้องแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลง จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนา ทุกอย่างก็จะเป็นไปแบบเดิมๆ ขณะที่โลกเปลี่ยนไป และที่อื่น องค์การอื่น สังคมอื่น หรือประเทศอื่นเขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ตัวอย่างที่โด่งดังเมื่อหลายปีก่อนคือมีพนักงานบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ ‘ฟิล์มภ่ายภาพ’ เสนอให้บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลใช้ในการถ่ายภาพแทนฟิล์มถ่ายภาพ แต่ฝ่ายบริหารไม่ให้ความสำคัญกับการคิดต่างนั้น และยืนยันทำแบบเดิมต่อ แต่กว่าจะใส่ใจกับความเห็นต่างดังกล่าว บริษัทก็ปรับตัวไม่ทันคนอื่นแล้ว และต้องล้มละลายในที่สุด
ที่ผมนำเรื่องนี้มาแลกเปลี่ยนกับนักศึกษาในฐานะที่สนใจจะเป็นนักบริหารการศึกษา ซึ่งทำหน้าที่ในการพัฒนา ทรัพยากรบุคคลของชาติ ดังนั้นการมีมโนทัศน์ที่ถูกต้องมีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาอย่างยิ่ง ว่าเราจะพัฒนาคนของไทยให้เป็นคนแบบไหน และเราต้องการให้สังคมของเราและประเทศของเราไปต่อแบบไหน อย่างไร ครับ
รักนะประเทศไทยา
สมาน อัศวภูมิ
15092024