Curt  Sachs  ได้แบ่งการศึกษาทางมานุษยดุริยางควิทยาไว้เป็น 2 จำพวก คือ การศึกษาภาคสนามและการทำงานอยู่ในสำนักงาน ในการทำงานภาคสนามเป็นการศึกษารวบรวมของการบันทึกเสียงและการศึกษารายละเอียดของวัฒนธรรมการดนตรีของมนุษย์ด้วยประสบการณ์ของตนเอง   ส่วนการทำงานอยู่ในสำนักงานนั้นเป็นการศึกษาเพียงแค่การบันทึก  การวิเคราะห์ 

จากการทำงานทั้งสองจำพวก  ทำให้เห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจน

               สิ่งที่นักมานุษยดุริยางควิทยาจะต้องไปเผชิญในงานภาคสนามคืออะไร  การศึกษาภาคสนามเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาทางด้านมานุษยดุริยางควิทยา  การวิจัยเน้นศึกษาดนตรีและวัฒนธรรมต่าง ๆ ของมนุษย์  ตั้งแต่เรื่องราวที่ได้ยินมาของชนเผ่า  การหลอมรวมของชนเผ่า   

การผสมผสานทางวัฒนธรรม  ตลอดจนการศึกษาสภาพความเป็นจริงที่เป็นอยู่ของมนุษย์แต่ละเผ่า

               ข้อแนะนำในการออกภาคสนาม  ได้มีการพิมพ์หลักของกิจกรรมภาคสนามเพิ่มเติม    นำไปสู่การบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการค้นหา  การบันทึกความต้องการของผู้คน  และความต้องการที่จะเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับดนตรี

               ในการศึกษานักมานุษยดุริยางควิทยา จำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตัวเองกับบุคคลที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรม  เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุดจากแหล่งข้อมูลนั้น ๆ  ปกติแล้วการทำงานภาคสนามได้ข้อมูลดิบจากการบันทึกและบางทีจำเป็นต้องเขียนโน้ต  สิ่งสำคัญในการทำงานภาคสนามนั้นจำเป็นต้องอาศัยความสามารถ  ความรู้ในวัฒนธรรมการดนตรีที่เราเข้าไปศึกษา    การทำงานภาคสนามในบางกรณีนักมานุษยดุริยางควิทยาต้องเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนในวัฒนธรรมนั้น ๆ

               เมื่อภารกิจจากภาคสนามสิ้นสุดลง   ก็ต้องนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาภาคสนามมาตรวจสอบ  มาวิเคราะห์   หากข้อมูลไม่ครบ   ก็จำเป็นต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม

 

แนวทางในการออกภาคสนาม

               การออกภาคสนามส่วนใหญ่จะต้องมีความพร้อม มีจุดมุ่งหมาย  ซึ่งการค้นหาข้อมูลในภาคสนามนั้น   จำเป็นต้องเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด  นักมานุษยดุริยางควิทยาจำเป็นต้องใช้เทคนิค    วิธีการต่าง ๆ ที่จะทำให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง  โดยเฉพาะการบันทึกเสียง   หากเราบันทึกเสียงขณะที่แสดงอาจจะได้เสียงที่ไม่ชัดเจน  ไม่สามารถวิเคราะห์   แยกแยะได้  จึงจำเป็นต้องมีการบันทึกเสียงเฉพาะในบางกรณี  หรือจำลองสถานการณ์ให้เหมือนจริง  แล้วจึงบันทึกเสียง  สิ่งสำคัญในการบันทึกเสียง  คือ การบันทึกเสียงซ้ำหลาย ๆ ครั้ง  เพื่อป้องกันความผิดพลาดและบันทึกจาก
หลาย ๆ คน

 

ข้อแนะนำบางประการในการออกภาคสนาม

               การให้ความรู้ที่จำเป็นสามารถทำประโยชน์ให้กับนักมานุษยดุริยางควิทยาที่ทำงาน

ในห้องปฏิบัติการ  แนวทางในการทำงานภาคสนามของแต่ละบุคคล จำเป็นต้องรู้เรื่องราวของวัฒนธรรมที่จะศึกษา  การศึกษาทางมานุษยดุริยางควิทยาจะต้องติดตามข้อมูลอย่างละเอียดในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

  1. เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของวัฒนธรรมการดนตรี

การศึกษาข้อมูลทั่วไปนั้น   สิ่งจำเป็นในการทำงาน   คือ  การศึกษารายละเอียด

เกี่ยวกับดนตรี เช่น

1.1    ดนตรีคืออะไร  อะไรคือจุดมุ่งหมายของดนตรี

1.2    ดนตรีมีลักษณะอย่างไร  การร้องเพลงใช้เพื่ออะไร

  1. ดนตรีมีคุณค่าอย่างไร
    1. ผู้คนทั่วไปรู้จักเพลงเหล่านี้หรือไม่  ส่วนใหญ่ใครเป็นผู้แสดงดนตรี
    2. ดนตรีของผู้คนเหล่านั้นมาจากไหน  ใครเป็นผู้สร้างเพลง  สร้างขึ้นมาได้อย่างไร
    3. ใครเป็นเจ้าของบทเพลง  ใครอนุญาตให้เรียนเพลงเหล่านั้น
    4. ผู้คนเรียนรู้บทเพลงอย่างไร  เกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกเขาพบข้อผิดพลาดใน   บทเพลงที่พวกเขาร้อง

 

  1. เกี่ยวกับจำพวกของดนตรีหรือประเภทของดนตรีพื้นเมืองที่มีข้อมูล

2.1    การใช้และความมุ่งหมายของชนิดของดนตรี  จะใช้แสดงเมื่อไหร่

  1. จำนวนของวัตถุดิบ
    1. ใครแสดงหรือไม่แสดงดนตรี

3.  เกี่ยวกับเรื่องของผู้ให้ข้อมูลแต่ละคน   ควรมีข้อมูลต่อไปนี้รวมอยู่ด้วย

                              3.1   ชื่อ  อายุ เพศ  ข้อมูลส่วนตัวโดยทั่วไปและข้อมูลทางอัตตชีวประวัติ

  1. ประเภทของดนตรีหรือเพลงที่เขารู้จักและชื่นขอบประเภทใดมากที่สุด
    1. เขาเล่นเครื่องดนตรีอะไร
    2. เขาสร้างดนตรีนั้นขึ้นมาหรือไม่  และทำอย่าไร
    3. เขาเรียนรู้เพลงมาจากที่ไหน  เขาเรียนรู้เพลงจากคนต่างถิ่นของเขาหรือไม่   และเขา เคยแต่งเพลงหรือไม่
    4. เขาจดจำเพลงได้อย่างไร  เขาใช้อะไรช่วยจดจำเมื่อเขาเรียนเพลง  เขาฝึกซ้อมเพลงหรือไม่  หลังจากที่เขาเรียนเพลงแล้วเขาได้เปลี่ยนแปลงมันหรือไม่    เขาสามารถร้องเพลงในรายละเอียดเดียวกับคนอื่น ๆ ร้องหรือไม่
    5. คำถามข้อ 1 ที่ได้กล่าวมาข้างต้น  เป็นประโยชน์สำหรับวัฒนธรรมในวงกว้าง   บางอย่างเป็นข้อมูลเฉพาะราย  ซึ่งคำถามหรือคำตอบเหล่านี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลเฉพาะ

4.  เกี่ยวกับการสืบค้นข้อมูลของบุคคลที่เขาต้องการจากบุคคลอื่น

                              4.1   เขาเป็นนักดนตรีที่ดีหรือไม่  อะไรทำให้เขาเป็นอย่างนั้น

  1. เขาทำอะไรที่แตกต่างไปจากนักร้องหรือนักดนตรีคนอื่น ๆ หรือไม่
  2. เกี่ยวกับเรื่องของเพลงและบทเพลง
    1. ผู้ศึกษาเข้าใจความหมายหรือจุดมุ่งหมายของบทเพลงตามที่เจ้าของเพลงเข้าใจหรือไม่
    2. เวลาและสถานที่ของการบันทึกเสียง  ความเร็วของเครื่องบันทึกเสียง
    3. ดนตรีนั้นแสดงเป็นพิเศษสำหรับบันทึกเสียงหรือบันทึกเสียงระหว่างการแสดง
    4. ชื่อของผู้แสดง  ลำดับของการแสดงหรือลำดับของเครื่องดนตรีที่ต้องใช้
    5. เขาใช้เทคนิคพิเศษอะไร
    6. เขาได้รับความรู้จากที่ไหน
    7. ถ้อยคำของเพลงคืออะไร สามารถบอกข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการสะกดคำและการร้องได้หรือไม่
    8. เครื่องดนตรีที่ใช้มีการกำหนดระดับเสียงหรือไม่
    9. ความหมายของเพลงในขนบธรรมเนียมนั้นคืออะไร    เป็นเพลงที่ดีไหม
  3. เกี่ยวกับเรื่องเครื่องดนตรี
    1. เครื่องดนตรีมีอะไรบ้าง
    2. ศึกษาโครงสร้าง  การกำเนิดและภูมิหลังทางวัฒนธรรม
    3. ชื่อ  ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเครื่องดนตรี
    4. ภาพถ่ายมุมต่าง ๆ ของเครื่องดนตรี   
    5. การบันทึกเสียงของเครื่องดนตรี
    6. ใครเป็นผู้ริเริ่มคิดค้น  สร้างเครื่องดนตรี
    7. เครื่องดนตรีสร้างขึ้นได้อย่างไร  ทำไมถึงต้องสร้างเครื่องดนตรี
    8. เครื่องดนตรีเล่นอย่างไร  มีรูปแบบการเล่นหรือไม่
    9. อะไรทำให้ฝีมือดี  ใครแสดงเครื่องดนตรีได้ดีที่สุด
    10. สามารถบรรเลงดนตรีพร้อมกับการร้องเพลงได้หรือไม่

 

การเก็บตัวอย่างกับการทำงานภาคสนาม

               นักมานุษยดุริยางควิทยา  มีแนวคิดในการเก็บข้อมูล  2  ประเภท   คือ

               1.  ประเภทที่บันทึกเสียงเพลงและดนตรีเอาไว้ให้มากที่สุด  เพราะเกรงว่าจะสูญหายหรือเปลี่ยนแปลงไป  และแม้ว่าจะเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมแต่ก็ไม่ให้ความสำคัญมากนัก

               2.  ประเภทที่มีจุดมุ่งหมายที่จะศึกษาพฤติกรรมทางดนตรีของผู้คนในสังคม  โดยศึกษาดนตรีกับวัฒนธรรมของมนุษย์ในทุก ๆ กรณี

 

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล

               ในการเก็บข้อมูลภาคสนาม  นักมานุษยดุริยางควิทยา  จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ใช้ในการบันทึกข้อมูล  ยกตัวอย่างการบันทึกเสียงใน ปี ค.ศ.1920   มีการใช้กระบอกเสียงในการบันทึกเสียงดนตรีพื้นบ้านและตั้งแต่ ปี ค.ศ.1950  เป็นต้นมาได้มีการพัฒนาการบันทึกข้อมูลภาคสนาม  มีการพัฒนาบันทึกเสียงที่มีคุณภาพดีขึ้น  มีการประดิษฐ์กล้องถ่ายรูป  กล้องวิดีโอ และเครื่องมือต่าง ๆ 

ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลภาคสนาม

               Merrian  ได้เน้นความสำคัญของการบันทึกเสียงในงานภาคสนาม  ซึ่งจำเป็นต้องมีการฝึกฝนเครื่องมือที่ใช้อย่างสม่ำเสมอ   ฝึกใช้บ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญและสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว  ก่อนออกเดินทางเก็บข้อมูลภาคสนาม  ควรมีการตรวจสอบสภาพของเครื่องมือว่าพร้อมที่จะใช้งานหรือไม่  หากพบข้อบกพร่องควรรีบแก้ไขทันที

               เครื่องบันทึกเสียงที่ใช้ในการบันทึกเสียงควรใช้เครื่องบันทึกเสียงที่มีคุณภาพ  ใช้งานง่าย และพกพาสะดวก  ในการออกภาคสนามควรจัดเตรียมแบตเตอรี่ให้เพียงพอ

               ไมโครโฟน  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับเครื่องบันทึกเสียง  ไมโครโฟน ถือได้ว่าเป็นหัวใจของการบันทึกเสียง การจัดวางตำแหน่งของไมโครโฟนควรวางให้ถูกต้องตามทิศทางของแหล่งกำเนิดเสียงของเครื่องดนตรีหรือนักร้อง     

               การบันทึกเพื่อให้ได้เสียงที่ดีและสมบูรณ์ที่สุดนั้น  ต้องทำความคุ้นเคย  ฝึกควบคุม 

ศึกษาวิธีการใช้เครื่องเครื่องมือให้เข้าใจ  เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น

 

ศูนย์วัสดุและการจัดเก็บรักษา

               นักวิจัยภาคสนามส่วนมากต้องการเก็บข้อมูลภาคสนามของตนไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน      เพื่อความสะดวกในการศึกษา  การถอดโน้ตและการวิเคราะห์  หากการจัดเก็บข้อมูลและวัสดุไม่มีระบบหรือจัดเก็บไม่ดี  อาจทำให้ข้อมูลเหล่านั้นสูญหาย   ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดก็ยิ่งพบกับปัญหามากขึ้น  ดังนั้นควรมีการจัดเก็บวัสดุเหล่านั้นให้ดีที่สุด  จัดให้เป็นระบบหรือจัดทำเป็นห้องวัสดุ  เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับนักวิจัยรุ่นหลัง ๆ ได้ศึกษาต่อไป

               ในการจัดเก็บวัสดุ  ควรมีการแบ่งประเภท  เช่น แบ่งเป็นงานภาคสนามของแต่ละพื้นที่  แต่ละวัฒนธรรม หรือแบ่งตามประเภทของวัสดุตามความเหมาะสม  ควรมีการจัดทำบัญชีรายการของวัสดุทุกชิ้นและลงรายละเอียดต่าง ๆ ให้ครบถ้วน  ข้อแนะนำในการจัดเก็บวัสดุที่ดีควรปฏิบัติ   ดังนี้

               1.  เทปบันทึกเสียงควรเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น  ตัวเทปควรเก็บไว้ในกล่อง ในอุณหภูมิที่เหมาะสม

               2.   โน้ตเพลง  เนื้อหาที่ได้จากการถอดเทปและข้อเขียนต่าง ๆ ควรเก็บไว้กลุ่มเดียวกัน

กับเทป

               3.   วัสดุทุกชนิดจะต้องลงหมายเลขและรายละเอียดให้ชัดเจน

               4.   ควรมีการจัดทำบัตรรายการ  ซึ่งประกอบด้วย ชื่อผู้เก็บข้อมูล   กลุ่มชน   ภาษา หรือ ชั้นที่จัดเก็บสื่อ

               5.   จัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับลิขสิทธิ์และแนวปฏิบัติ  การขออนุญาตใช้ระหว่างศูนย์วัสดุและผู้เก็บข้อมูล  ตลอดจนการอัดสำเนา  การถ่ายเทป  เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง

               6.   เพื่อป้องกันวัสดุชำรุดหรือสูญหาย  ควรมีการทำสำเนาของเอกสารทุกชิ้น  เทปทุกม้วน  หรือวัสดุอื่น ๆ

               7.   ในกรณีที่มีวัสดุมากหรือเป็นศูนย์ที่ใหญ่  ควรมีการทำบัตรรายการแยกประเภทตามชนิดและลักษณะของวัสดุ  เพื่อสะดวกในการค้นหา

               8.   ในบัตรรายการควรมีการลงรายละเอียดข้อมูลเบื้องต้น  เพื่อง่ายต่อการค้นหา

  1. ศูนย์วัสดุควรมีการจัดพิมพ์ผลการศึกษาวิจัยงานแต่ละชิ้นออกเผยแพร่บ้างตามสมควร

 

                              

               

แหล่งอ้างอิง  Bruno  Nettl : Theory  and Method  in  Ethnomusicology    หน้า 62 - 96