หมอ สร้างสุขภาวะศิลปิน ศิลปินสร้างสุขภาวะโรงพยาบาลและสังคม วงจรปฏิบัติการวิจัย CER-WAC ART เสริมพลัง‘พลวัตผสานพหุภูมิ’ ‘สรรพยศิลป์’ ART PANACEA  ณ โรงพยาบาลเมืองน่าน


หมอ สร้างสุขภาวะศิลปิน ศิลปินสร้างสุขภาวะโรงพยาบาลและสังคม  วงจรปฏิบัติการวิจัย CER-WAC ART เสริมศักยภาพศิลปิน ผู้นำสุขภาพ คนเมืองน่าน  ‘พลวัตผสานพหุภูมิ’ ‘สรรพยศิลป์’ ART PANACEA สู่ปฏิบัติการ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ สร้างพลวัตสุขภาวะเมืองฐานสุขภาวนิเวศภูมิชีวิต ณ โรงพยาบาลเมืองน่าน

 

 

สร้างสรรค์มณฑลปฏิบัติการเรียนรู้บนชีวิตและการงานที่ทำได้

          คนทำงานสร้างสรรค์เชิงพื้นที่เมืองน่าน ชวนผมไปร่วมเป็นวิทยากรเสวนาเปิดงาน โครงการแสดงงานศิลปะและนิทรรศการ ‘สรรพยศิลป์’ ‘ART PANACEA’ ณ อาคารอุบัติเหตุและผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลน่าน ในวันเสาร์ ที่ 14 มิถุนายน 2567 อาจารย์ยุทธภูมิ สุประการ ผู้อำนวยการหออัตลักษณ์นครน่าน วิทยาลัยชุมชนน่าน และเลขาธิการมูลนิธิฮักเมืองน่าน กำลังทำวิจัยปริญญาเอก สาขาการวิจัยทางศิลปะและวัฒนธรรม ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ประสานมิตร และนายแพทย์ชาตรี เจริญศิริ ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนน่าน เป็นผู้ถือเป็นธุระและริเริ่มประสานงาน 

             หลังจากได้เห็นรายละเอียด เห็นการเตรียมการ เห็นงานศิลปะและชุมชนผู้มีส่วนร่วมซึ่งเป็นเครือข่ายมืออาชีพและผู้มีศักยภาพสูงจากหลายภาคส่วน เห็นการสนับสนุนของผู้นำจิตสาธารณะระดับสูง ใส่ใจต่อภูมิเมืองต้นธารระบบนิเวศหลาย เหล่านี้แล้ว ก็เห็นสอดคล้องกันว่า นอกจากจะมีเสวนาเปิดงานและจัดกิจกรรมสื่อสารเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แล้ว ควรถือโอกาสได้ร่วมกันเวิร์คช็อป สร้างคน พัฒนาชุมชนปฏิบัติการ พัฒนาการเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ พาวิพากษ์ทบทวน สำรวจนัยสำคัญรอบด้าน เพื่อเสริมพลังพัฒนาการจัดการของพื้นที่ รวมทั้งศึกษาข้อมูลและประเด็นการพัฒนา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงการขอรับการสนับสนุนต่างๆ ต่อไปด้วย ผมจึงไปนำกระบวนการเวิร์คช็อปก่อน 1 วัน และร่วมกันเสวนาเปิดงานอีกในวันต่อมา 

            ผมนำเอาชุดแนวคิด ‘มิติสุนทรียพลานามัย’ ซึ่งจะมีฐานการคิดเชิงสังเคราะห์ยึดโยงทุกสิ่งเข้าสู่ธรรมชาติพื้นและฐานชีวิตของมนุษย์ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ซึ่งจะมีระบบจัดองค์ประกอบปฏิสัมพันธ์ฐานพหุปัญญาจากพหุวิทยาการและเทคโนโลยีในอารยธรรมต่างๆของมนุษย์ ก้าวหน้าทัดเทียมกับพลวัตสังคมหลังยุคสมัยการศึกษาก้าวหน้าได้ และวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ CER-WAC ART ซึ่งบูรณาการหลอมรวมวงจรเชิงกระบวนการวิธีวิทยา การวิจัย การศึกษา การสร้างความรู้และพัฒนาการเรียนรู้ พัฒนาระบบวิธีคิด ผ่านปัญญาปฏิบัติและปฏิสัมพันธ์กันด้วยระบบพหุลักษณ์ข้อมูล การปฏิสัมพันธ์ชุมชนปัญญาปฏิบัติด้วยอิสรภาพทางปัญญาและความเป็นตัวของตัวเองในการคิดสร้างสรรค์เป็นชุมชน ไปเป็นเครื่องมือจัดกระบวนการซึ่งจะสามารถมีส่วนร่วมและเสริมพลังการแสดงออกทางความหมายอย่างเป็นระบบนับแต่ด้วยขนบทั่วไปแบบชาวบ้าน ไปจนถึงการคิดด้วยชุดมโนทัศน์พหุปัจจัยขั้นสูงปริญญาเอกและหลังปริญญาเอก ผู้มีประสบการณ์และผู้บริหารระดับสูง ผู้อยู่ในกระบวนการจะอยู่กับบรรยากาศพูดคุยสนทนาไหลลื่นไปตามกระแสธารความหมาย เห็นประเด็นและบทสรุปก่อรูปต่อเนื่อง เกิดความรอบด้าน จัดระบบตนเองและเห็นสิ่งยึดโยงกันเองในตำแหน่งแห่งหนจำเพาะตนไปด้วย เป็นการถอดบทเรียนเสริมพลังที่พัฒนาขึ้นให้ครอบคลุมองค์ประกอบด้านสุนทรียปัญญาและการสร้างสรรค์เชิงปฏิบัติการยกระดับประเด็นร่วมพหุปัญญาวิทยาการ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ทุกคนจากทุกภาคส่วนจะได้ทำงานเชิงประเด็นร่วมส่องสะท้อนยึดโยงกันและได้พัฒนาตนเองอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าการได้เข้าโครงการอบรมเชิงเนื้อหามากมายหลายหลักสูตรสาขาเสียอีก ส่วนผม ก็ได้ใช้สิ่งที่รู้ สามารถเห็น และใช้ทำสิ่งสรรสร้างต่างๆได้ สังเคราะห์เก็บรวบรวมทรัพยากรพลังงานทางปัญญาของจริงในภูมิชีวิตของสังคม ถ่ายทอดเผยแพร่สั่งสมไว้ให้ผู้คนได้ใช้ประโยชน์ รวมทั้งได้ร่วมสร้างสังคมเพื่อความงอกงามในคุณภาพชีวิตของตนเองและผู้อื่น ไปด้วย

บูรณาการพหุมิติและผสานพหุปัจจัยสำคัญ
สู่วงจรปฏิบัติการวิจัย CER-WAC ART ของชุมชนปัญญาปฏิบัติ

              เครือข่ายยึดโยงพหุภาคส่วน ต้นทุนสั่งสมดี ต่างมีศักยภาพปัญญาปฏิบัติสูง มีความเป็นตัวของตัวเอง อีกทั้ง มีการทำงานกระบวนการทางการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการกับผมต่างกรรมต่างวาระมากว่า 20 ปี ผมจึงถือโอกาสออกแบบกระบวนการทั้งหมดเป็นปฏิบัติการเชิงวิจัย ‘สุนทรียพลานามัย’ เพื่อสามารถตรวจสอบและเห็นภาพสะท้อนปัญญาปฏิบัติเชิงประสบการณ์จากฐานรากของสังคมในหลายปรากฏการณ์ให้ใกล้ชิดกับพลวัตของพหุปัจจัยและผสานยึดโยงกับ’สุขภาวะมูลฐาน’บนความงอกงามของมนุษย์และสังคมอย่างมีชีวิตที่สุดโดยมุ่งส่องสะท้อนกับกรณีของสังคมไทยและกระบวนการเชิงยุทธศาสตร์ปัญญาปฏิบัติพหุวิทยาการในกลุ่มสังคมต่างๆของโลกที่ได้ติดตามศึกษาไว้อยู่เสมอ บนหน่วยปรากฏการณ์ขนาดเล็กระดับรายปัจเจก ชุมชน และหน่วยการจัดปฏิสัมพันธ์ผสานยึดโยงพหุปัจจัยของสังคมประหนึ่งโมเลกุลและสัญญาณของ ‘พลวัตผสานพหุภูมิ’ แห่งภูมิชีวิตที่แผ่อยู่ทั่วไปในจักรวาลสรรพสิ่ง ที่จะสามารถเห็นระบบการสะท้อนองค์ประกอบความมีชีวิตของการสร้างสรรค์การดำรงอยู่ของมนุษย์ด้วยความประจักษ์แจ้งแห่งตน มีกำลังอิสรภาพจากปัจจัยเบียดเบียนภายนอกและเพิ่มพูนกำลังความงอกงามอย่างไม่จำกัดด้วยจิตวิญญาณและศักยภาพในตนของมนุษย์ ผ่านเวทีคนเมืองน่านครั้งนี้ พร้อมกับได้เป็นระบบการสนับสนุนทางวิชาการจากฐานชีวิตสะท้อนยึดโยงสู่ระบบครอบคลุมส่วนบน ในรูปแบบรวมตัวจัดการความหลากหลายและมีพลวัตของปัจจัยความแตกต่างหลากหลายรอบด้าน 

ภูมิชีวิตมนุษย์ผู้สร้างสรรค์และมณฑลการวิวัฒน์ที่ขาดหาย

                    เมืองน่านและเครือข่ายปฏิบัติการเชิงพื้นที่จะได้พัฒนาการเรียนรู้มวลชนสร้างปัจจัยปัญญาปฏิบัติบนประสบการณ์สิ่งประจักษ์ของตน ด้วยการเป็นทั้งแหล่งกระทำข้อมูลปรากฏการณ์ (Social Phenomena Creator and Creative Actor) และเป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติการวิจัยปัญญาปฏิบัติอยู่ในตนเองที่มีชีวิต ยกระดับระบบปฏิบัติการต่างๆไปตามกำลัง ส่วนในการศึกษาเรียนรู้บนความเป็นจริงที่ก่อเกิดหลากหลายอยู่ในสังคม ให้เห็น ‘มวลพลวัตผสานพหุภูมิ’ Connective Dynamic Complex-System ในระดับส่งผ่านและเปลี่ยนผ่านสัญญาณพลวัตความงอกงามมีชีวิตของมนุษย์ ในองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดในธรรมชาติของมวลมนุษย์ระดับอารมณ์ความรู้สึกและภาวะความมีชีวิตจิตใจ ที่จะสามารถส่องสะท้อนและก่อเกิดพลวัตสิ่งแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ ซาบซึ้งถึงจิตวิญญาณ ได้ด้วยศิลปะสุนทรียปัญญา ก็จะได้ความรู้ใหม่เชิงประบวนการ ในการจัดองค์ประกอบและสรรสร้างสิ่งแสดงให้สิ่งผสานยึดโยงเสริมพลวัตปัจจัยกันอย่างมีพลังดังกล่าว บังเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ เป็นชุดความรู้ใหม่และแนวปฏิบัติมิติใหม่ในระดับผสานเสริมกันเป็น ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ บนฐานพหุปัญญาวิทยาการและเทคโนโลยี ยึดโยงและหยั่งสะท้อนกับธรรมชาติพื้นฐานของชีวิตมวลมนุษย์ ทวีคูณความกว้างขวางอันไม่จำกัดต่อความแตกต่าง ด้วยชุดความหมายใหม่ทางสุขภาพ และองค์ประกอบศิลปะสุนทรียปัญญา ประกอบสร้างพลวัตความงอกงามกันด้วยมิติกายภาพ วัตถุ และนามรูป กับมิติจิตใจ จิตวิญญาณ และรูปนาม ซึ่งต่างก็เป็นองค์ประกอบของชีวิต เป็นแดนความงอกงามทางปัญญาปฏิบัติ และเป็นมณฑลแห่งการศึกษาเรียนรู้ ที่แผ่กว้างและหยั่งสะท้อนได้สุดประมาณ พลวัตไปกับแดนต่อ Connective Dynamic Complex-System ในพหุลักษณ์ภูมิชีวิตสังคม

ปฏิบัติการเรียนรู้ ยกระดับพลวัตสิ่งก่อเกิดเชิงระบบ
และสร้างศักยภาพพหุปัญญาการจัดการใหม่พหุมิติของเมือง 

       แนวทางดังกล่าวนี้ นอกจากจะเป็นแนวปฏิบัติและสร้างพื้นฐานก่อเกิดประโยชน์ต่อการบรรลุผลดีและสลายเปลี่ยนผ่านวิกฤติปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ด้วยกระบวนการเชิงเดี่ยวแล้ว ก็สามารถสะท้อนสร้าง สั่งสมกระบวนการทางสังคมวัฒนธรรม ลงสู่ภาคสุนทรียปัญญา เช่น ศิลปะ สื่อ วัฒนธรรมการเรียนรู้ วิถีชุมชนปัญญาปฏิบัติของสังคม ซึ่งมีความเป็นวงจรวิวัฒน์มวลชนและเป็นมณฑลแห่งสาธารณะอยู่ในตนเอง ซึ่งกระบวนการในมณฑลมวลชนและมณฑลแห่งสาธารณะพหุลักษณ์ชีวิตดังกล่าวนี้ จะเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน เอื้อต่อพลวัตสรรสร้างปัญญาหมู่ (Collective Wisdom Practice) ยึดโยงใกล้ชิดกับธรรมชาติความงอกงามพื้นฐานของชีวิต ที่จะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ เนินไปสู่การร่วมสร้างสุขภาวะสังคมและมุ่งสู่เป้าหมายคุณภาพแห่งชีวิตต่างๆด้วยวิถีแห่งปัญญาปฏิบัติ ได้อยู่เสมอ 

        เพิ่มพูนระบบข้อมูลเชิงประสบการณ์ของสังคมและข้อมูลพหุลักษณ์ซึ่งเป็นทรัพยากรประมวลผลจินตภาพและผุดการสร้างสรรค์ด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีก้าวหน้าอันสำคัญที่สุดของสังคมที่จะสามารถยั่งยืนได้บนความเป็นตัวของตัวเองบนถิ่นฐานหนึ่งๆ และองค์ประกอบการสร้างสรรค์ปัญญาปฏิบัติในทุกภาคส่วน ให้เหมาะสมกับพลวัตร่วมยุคสมัยยิ่งๆขึ้นทุกด้าน บทความนี้ เป็นหมายเหตุชุดมโนทัศน์ของการประมวลภาพองค์ความรู้เชิงทฤษฎีและแนวคิดเชิงนโยบายรอบด้าน บูรณาการและเป็นองค์รวม ที่หยั่งสะท้อนลงสู่หน่วยปรากฏการณ์จุลภาคและฐานรากสังคม ให้บรรลุผลปัญญาปฏิบัติต่อความงอกงามในชีวิตของสังคม ที่ผู้สนใจจะสามารถศึกษาค้นคว้าและสร้างเกณฑ์ออกแบบกรอบแนวคิด เพื่อมุ่งไปสู่การได้วิพากษ์ ทบทวน คัดสรรและจัดองค์ประกอบพหุปัจจัยที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดขั้วการยึดโยงการกระจายตัวสู่ความหลากหลายในแนวทางใหม่ๆ ด้วยข้อมูลปัญญาปฏิบัติ ยึดโยงกับฐานชีวิต เมือง ถิ่นฐาน และองค์ประกอบ ‘สุขภาวะมูลฐาน’ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเสมอกันด้วยต่างเป็น ‘ตัวแปร’ และ ‘พลวัตปัจจัย’ สรรสร้างชุดปฏิสัมพันธ์ให้ก่อเกิดพหุลักษณ์ความงอกงามกันและกัน ได้อย่างดียิ่งๆขึ้น 

เครื่องมือกระบวนการวิธีวิทยาระเบียงทรรศน์ผสานยึดโยง
พลวัตการจัดการหมู่ชนสุนทรียปัญญากร ‘สล่ากึ๊ด

กรอบแนวคิดและวงจรปฏิบัติการ

          เครื่องมือเชิงกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการในครั้งนี้  บูรณาการและผสานยึดโยงในระดับการออกแบบชุดมโนทัศน์ WAC ART-CER ของวิธีวิทยารองรับความเป็นชุมชนการยึดโยงใหม่บนความแตกต่างหลากหลายทุกภาคส่วนที่ดำรงอยู่จริงในสังคม ให้มีนัยสำคัญต่อพหุลักษณ์ข้อมูลหยั่งสะท้อนสู่ระบบความหมายในธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ได้ ประกอบด้วย WAC ART-CER และ  CER โดย WAC ART – Wellbeing Healthy Aesthetic Creation Art เป็นชุดมโนทัศน์และระบบการจัดการพลวัตสังคมที่ผมพัฒนาขึ้นมาใช้เพื่อระบุและจำแนกให้เห็นปรากฏการณ์เชิงพัฒนาทางสังคมหลายด้านจากชุดแนวคิดและชุดตัวชี้วัดหลายแหล่งที่สำคัญทั้งของสังคมไทยและที่ใช้ร่วมกันอยู่ทั่วไปในระดับนาชาติของสังคมโลก ด้านที่เป็นองค์ประกอบซึ่งได้นำมายกระดับนัยสำคัญจัดเป็นชุดมโนทัศน์หลอมรวมมิติสุนทรียปัญญา มิติสุนทรียพลานามัย สุขภาวะมูลฐาน สุขภาวะนิเวศ ใช้ปฏิบัติการเพื่อสร้างความสะท้อนเชื่อมโยงได้กับความเป็นวิทยาศาสตร์ ปฏิบัติพิสูจน์ รวบรวม สร้างวงจรพื้นฐานชุดใหม่ในการพลวัตและสรรสร้างความงอกงามต่างๆร่วมกันของหลายภาคส่วน บนธรรมชาติพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ อันประกอบด้วยชีวิต จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก กระบวนการทางปัญญาที่พัฒนาการเรียนรู้และงอกงามในตนเองได้ การอยู่ร่วมกัน การปฏิสัมพันธ์และจัดความสัมพันธ์กันด้วยพลวัตทางความหมายที่ไม่หยุดนิ่งตายตัว 

         CER วิธีวิทยาการออกแบบความผสานยึดโยงกันของพหุมิติ ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการขนาดใหญ่และแยกส่วนกันของสังคม ให้เป็นวงจรดำเนินการไปในเวลาเดียวกันได้ในระดับวัฒนธรรมปัญญาปฏิบัติ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างมหภาค ความสัมพันธ์เชิงอำนาจแนวดิ่ง และเต็มไปด้วยความแยกส่วน หมวกหลายใบ กระจัดกระจายเป็นเบี้ยหัวแตก ให้สามารถหยั่งสะท้อนลงสู่ฐานชีวิต ก่อเกิดขั้วการยึดโยงบูรณาการหลอมรวมได้บนภูมิประจักษ์แจ้งต่อชีวิต ขณะที่อีกขั้วการยึดโยงดั้งเดิม ก็สามารถวิวัฒน์ตนเองและเกิดความลงตัวใหม่ ประกอบด้วย C - Communication and Community ( of Wisdom Practice), E - Education, R - Research [1]   

         กรอบแนวคิดและวงจรปฏิบัติการดังกล่าว สะท้อนนัยสำคัญของกรอบแนวคิดและเครื่องมือเชิงกระบวนการที่สำคัญของพหุวิทยาการสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ สุขภาพ ศิลปะ สื่อและการสื่อสาร การศึกษา การพัฒนาองค์กรและระบบการบริหารจัดการ การวิจัยและการศึกษาเพื่อการพัฒนาปัจจัยสังคมและประชากร การปฏิบัติการทางศิลปะและการสื่อสาร ซึ่งสามารถเปิดเข้าสู่กระบวนการพลวัตทางความหมาย ระบบสัญญะ กระบวนการทางวัฒนธรรม การสร้างระเบียงทรรศน์และเสริมพลังเติบโตงอกงามด้วยชีวิตภายใน มุมมองต่อชีวิตและโลกสรรพสิ่ง ส่งผลต่อระบบพลวัตความหมายและระบบคุณค่า สร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงหลายมิติอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ตัวบ่งชี้ เครื่องมือการวัด และเครื่องมือการสังเกตต่างๆ จึงสามารถจัดวางอยู่ในมณฑลแห่งการพลวัต ผสานยึดโยงได้หลายทิศทาง เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ในบริบทหลากหลาย

วงจรการพลวัตประเด็นนัยสำคัญฐานชีวิตและภูมิสังคมเมือง

       กระบวนการเวที สร้างการสนทนา อภิปราย ยกตัวอย่าง เล่าเรื่อง ศึกษาข้อมูลชีวิตและข้อมูลประสบการณ์เชิงประจักษ์ของทุกคนหลากหลายสถานการณ์ โดยมีผมและอาจารย์ยุทธภูมิ สุประการ ดำเนินกระบวนการ เก็บรวบรวมข้อมุลพหุลักษณ์ สังเคราะห์ประเด็น กำกับจังหวะการสนทนา สร้างวาระและประเด็นแนวคิด สรุป วิเคราะห์ รวมทั้งให้สื่อภาพ สำรวจสถานการณ์ความเคลื่อนไหวรอบด้าน ทั้งในท้องถิ่นภูมิภาค สังคมไทย และพัฒนาการวงกว้างของโลก การสื่อสารหลายระดับและกระบวนการผสมผสานหลายด้าน ดำเนินไปด้วยกันทุกมิติ จึงเป็นทั้งเวทีสื่อสารเรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวข้องต่างๆของทั้งในโครงการสรรพยศิลป์ของโรงพยาบาลน่าน ภาคศิลปะ วัฒนธรรม และธุรกิจสร้างสรรค์ของเมือง การจัดการสุขภาวะทางสังคมสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเสริมพลัง พัฒนาการเรียนรู้ประเด็นเชิงมโนทัศน์และนัยสำคัญต่างๆ ต่อสังคม ตลอดจนแนวการพัฒนาข้อเสนอ เพื่อเข้าถึงการสนับสนุนและยกระดับการจัดการพัฒนาต่างๆ จากต้นทุนก่อเกิด ที่สนใจร่วมกันต่อไป

‘ชุมชนปฏิบัติการสรรพยศิลป์’ ณ โรงพยาบาลน่าน เมืองน่าน

        โครงการสรรพยศิลป์ ART PANACEA โรงพยาบาลน่าน ริเริ่มและร่วมกันดำเนินการขึ้น โดยผู้ริเริ่มที่สำคัญ คือ แพทย์กระดูกออร์โธปิดิก ผู้ช่วยผู้อำนวยการของโรงพยาบาล และมีส่วนเป็นผู้ให้การดูแลรักษาพี่น้อย จันทวิภา อภิสุข คู่ชีวิตของพี่จุ๋ม จุมพล อภิสุข ในภาวะสูงวัยและประสบอุบัติเหตุขาหัก ได้รับการเข้าเฝือก นั่งรถเข็น และให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด และพี่จุมพล อภิสุข นอกจากเป็นคู่ชีวิตดูแลพี่น้อยแล้ว ก็ให้การใส่ใจดูแลอาจารย์เทพศิริ สุขโสภา ศิลปินแห่งชาติ ผู้สูงวัย ป่วยภาวะหลงลืมอัลไซเมอร์ เสียระบบคาวคุมการทรงตัวและเคลื่อนไหว ต้องนั่งรถเข็น ทำให้เกิดการหารือและก่อเกิดแนวคิดในการนำเอาผลงานศิลปะของอาจารย์เทพสิริ สุขโสภา ศิลปินแห่งชาติ พร้อมกับการระดมการมีส่วนร่วมของชุมชนศิลปิน ภาพเขียน ศิลปะถ่ายภาพนกและธรรมชาติ และปราชญ์อักษรธรรมตัวเมืองอัตลักษณ์น่านและวัฒนธรรมล้านนา รวมทั้งผลงานของผู้ป่วยหลังการฟื้นฟูตนเองจากการรักษา นำมาติดตั้งทั่วอาคารอุบัติเหตุและผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลน่าน จากชั้น 1 ถึงชั้นสาม  

        “… หาที่ติดตั้งผลงานที่เหมาะสมและก่อเกิดประโยชน์แก่สังคม ให้กับงานของอาจารย์เทพศิริ สุขโสภา และให้เป็นการสร้างสุข ดูแลหมอ พยาบาล และบุคลากรสุขภาพ ที่ดูแลประชาชน ให้ได้มีความสุขความสบายใจ ด้วยงานศิลปะบ้าง ... “  “...เป็นสรรพยศิลป์ อยู่ในทุกมิติและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต...... ” จุมพล อภิสุข กล่าวถึงแนวคิดที่ให้ชื่อนี้  “…เป็น ART PANACEA ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งในทางการแพทย์ จะหมายถึงสิ่งเยียวยาแก่ทุกสิ่ง ศิลปะและสรรพยศิลป์จึงเสมือนยาครอบจักรวาล....”  นายแพทย์ชาตรี เจริญศิริ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช) ในนามของผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนน่าน กล่าวถึงชื่อโครงการในภาษาต่างประเทศ

         กล่าวได้ว่า โครงการสรรพยศิลป์ ART PANACEA นี้ ก่อเกิดขึ้นด้วยพื้นฐานปัญญาปฏิบัติงอกงามเสริมต่อกันของ หมอ ดูแลรักษาสร้างสุขภาวะศิลปิน ศิลปินสร้างสุขภาวะโรงพยาบาลและสังคม

         ในการเวิร์คช็อปเพื่อปฏิบัติการเรียนรู้ก่อเกิดเปิดโครงการสรรพยศิลป์ ART PANACEA ผู้เข้าร่วมประมาณ 25 คน เป็นกลุ่มมีศักยภาพสูงและเป็นผู้เกี่ยวข้องกับงานทางการปฏิบัติ เป็นแหล่งข้อมูลหลักของข้อมูลเชิงประจักษ์จากองค์ประกอบกระบวนการต่างๆหลายด้าน ประกอบด้วย กลุ่มสล่ากึ๊ดเมืองน่าน นายแพทย์วสันต์ แก้ววี ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผู้บริหาร ผู้นำแพทย์อาวุโส ผู้นำบุคลากรสุขภาพโรงพยาบาลน่าน เช่น นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์  อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน ศิลปินแห่งชาติ เทพศิริ สุขโสภา ศิลปินจัดองค์ประกอบศิลปะแสดงสดนานาชาติคนน่าน จุมพล อภิสุข จันทวิภา อภิสุข นักบริหารจัดการพัฒนาอัตลักษณ์และสังคมสิ่งแวดล้อมศิลปวัฒนธรรมของเมือง นักธุรกิจประกอบการเชิงสังคมเศรษฐกิจศิลปะและการสร้างสรรค์ และคนเมืองน่านจากหลายภาคส่วน ทีมประสานงานหลัก นายแพทย์ชาตรี เจริญศิริ กับอาจารย์ยุทธภูมิ สุประการ และอาจารย์สิทธิธัช สุทธิกุลเกษมศักดิ์ ทีมผู้นำของหออัตลักษณ์น่าน วิทยาลัยชุมชนน่าน มูลนิธิคนฮักน่าน  

       เวทีเวิร์คช็อปนี้ จึงเป็นเวทีทำงานและปฏิบัติการเรียนรู้ ได้ผลก่อเกิดร่วมกันหลากหลายจุดหมายได้ศึกษาทบทวนการทำงานเขิงพื้นที่เมืองน่านทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม การสร้างสรรค์ การจัดเทศกาลน่านเฟส Nan Festival และอีกหลายด้าน ได้พัฒนาแนวคิดและกระบวนการข้อมูลพัฒนาการวิจัย แพทย์ผู้นำอาวุโสได้สร้างคนผู้นำรุ่นใหม่ เป็นกำลังใจ และเป็นแบบอย่างความมุ่งมั่นเชิงอุดมคติตอ่การริเริ่ม อดทน พากันสรรสร้างสิ่งยาก

      หลังจากเวิร์คช็อปแล้ว ในวันถัดมาก็ได้จัดกิจกรรมเปิดงานและจัดเทศกาลน่านเฟส สืบเนื่องอีกเป็นครั้งที่ 3 มีการเสวนาเปิดงาน นำชมงานศิลปะสรรพยศิลป์ ออกร้านจำหน่วยงานศิลปะและงานสร้างสรรค์ จัดเวิร์คช็อปศิลปะบำบัด Art Therapy การแสดงดนตรีจิตอาสา ของเยาวชน โบสถ์คริสตจักรน่าน และศิลปินจิตอาสา  

สะท้อนคิด วิพากษ์ เสริมพลัง และสรรพลวัตพหุปัญญาจากสัญญาณปัญญาปฏิบัติและสิ่งจัดแสดง

  • นวัตกรรมผลงานศิลปะแสดงสดและศิลปะจัดวางในสถานการณ์จริง ที่ยิ่งใหญ่และงดงามที่สุดต่อสังคมไทยและมนุษยชาติ ของจุมพล อภิสุข จันทวิภา อภิสุข และผู้มีส่วนร่วมเป็นองค์ประกอบมีชีวิตจิตใจทุกคน ในการจัดวางองค์ประกอบจิตใจและการเยียวยาชีวิตจิตวิญญาณ เข้าสู่ปัญญาปฏิบัติและศิลปวิทยาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ของระบบสุขภาพและหน่วยบริการสุขภาพ เป็น Social System Membrane และ Connective Dynamic Complex-System ที่ให้ความพอดี ลงตัว สำหรับการก่อเกิดปฏิสัมพันธ์ ‘พลวัตผสานพหุภูมิ’ หลายแบบแผนได้ในเวลาเดียวกันและก่อเกิดภาวะการเกื้อหนุน อิงอาศัย เสริมสร้างกัน ของปัจจัยองค์ประกอบแตกต่างหลากหลาย ทั้งภาวะคงรูป ภาวะการส่งผ่าน แลกเปลี่ยน พลังพลวัตปัจจัยต่างระบบ ของ Mind and Material, Science and Art-Culture, Spiritual and System Mechanic, Human and Nature และมีนัยสำคัญเป็นพื้นฐานการยกระดับทางสังคมวัฒนธรรม สู่มณฑลภาวะ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ Art-Science Culture for Cummulative Evolution ที่ก่อเกิดจากสังคมฐานราก ยึดโยงกับภูมิชีวิตและภูมินิเวศพื้นถิ่น ส่องสะท้อนสู่ระบบสังคมวัฒนธรรมส่วนบนกว้างขวางอย่างไม่จำกัด 
  • แหล่งนำการพัฒนาปัญญาปฏิบัติชุดแนวคิดใหม่และแหล่งพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ของจริงระบบบสุขภาพในกระบวนทัศน์ใหม่จากฐานสังคมพื้นถิ่นภูมิภาค แพทย์และศัลยแพทย์สุนทรียปัญญากร นำสร้างสุนทรียสุข หน่วยบริการสุขภาพ ชุมชนเวชศาสตร์ป้องกัน ชุมชนเวชศิลปกรรม ระบบปฏิบัติการมิติสุนทรียพลานามัย เวชนิทัศน์ศิลปกรรม ศิลปะบำบัด
  • แหล่งที่เหมาะสมที่สุดอีกแห่งหนึ่งสำหรับการสร้างสรรค์งาน พุทธศิลป์ และแหล่งพัฒนาการเรียนรู้ปฏิบัติการ ธรรมปัญญาพุทธธรรม และวิทยาการปัญญาปฏิบัติเชิงระบบ ที่มีองค์ประกอบศิลปะการจัดวาง สำหรับพาขึ้นสู่ระเบียงทรรศน์พหุปัญญาวิทยาการที่เหมาะสม เดินเข้าสู่ห้วงปัญญาอันลึกซึ้งในภูมิชีวิต ส่องสะท้อนสู่การศึกษาใคร่ครวญ และทบทวนความสัมพันธ์เชิงระบบจากธรรมชาติของมวลชีวิตและสิ่งแสดงของจริงในโรงพยาบาล ด้วยภาวะที่สติปัญญามีกำลังความลึกซึ้งแยบคายมากขึ้นจากกระบวนการศิลปะสุนทรียปัญญาที่มี
  • ความหมายใหม่ของโรงพยาบาล ในการเป็นแหล่งจัดแสดงและสะสมผลงานของนักศิลปะ นักวรรณกรรม ชั้นยอดของสังคมไทย ล้านนา และของสังคมโลก ผลงานของเทพศิริ สุขโสภา ศิลปินแห่งชาติ และนักศิลปะวรรณกรรม ซึ่งผลงานวรรณกรรมและงานเขียนหลายชุด เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของพลเมืองไทยหลายรุ่น ได้รับการแปลเป็นวรรณกรรมนานาชาติของโลก ก่อเกิดมวลประสบการณ์ สื่อและแหล่งพัฒนาการเรียนรู้มวลชน และชุดแนวคิดร่วมของผู้นำรุ่นใหม่หลายรุ่น ทั้งของสังคมไทยและนาชาติ สืบเนื่อง 30-40 ปีมาจนถึงปัจจุบัน ผลงานของจุมพล อภิสุข และจันทวิภา อภิสุข ศิลปินปฏิบัติการเชิงมโนทัศน์  Conceptual-Intellectual Performance Arts นานาชาติของโลก และผู้นำศิลปะการแสดงสดเอเชียโทเปีย ซึ่งสร้างงานจัดวางองค์ประกอบศิลปะลงไปในเฝือก จัดวางศิลปะและองค์ประกอบชุดความหมายแบบแผนหนึ่งของมวลชีวิตในโรงพยาบาล
  • รูปธรรมเชิงระบบและการเพิ่มขึ้นของการบรรลุผลภาคปฏิบัติ ของสุขภาพสร้างนำซ่อมและการพัฒนาเชิงรุกทางด้านสุขภาพ รวมทั้ง สุขภาพและสุขภาวะภูมิชีวิตทุกภาวะความเป็นจริงทางสุขภาพตลอดชีวิตทุกกลุ่มวัย
  • แนวปฏิบัติและระบบนำทาง การสร้างสุข สร้างคุณภาพชีวิต และสร้างเสริมความสามารถดูแลตนเอง ของบุคลากรทางสุขภาพ
  • กระบวนการศิลปวิทยาและวิทยาศาสตร์ปัญญาปฏิบัติพหุวิทยาการ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ Arts-Science Culture for Cummulative Evolution การออกแบบแนวคิดและออกแบบวงจรกระบวนการ การทำงานข้อมูลพหุลักษณ์ การวิพากษ์และสื่อสารเสริมพลังปัญญาหมู่ ทักษะทีมและเครือข่ายปฏิบัติการ ในการสร้างวงจรสั่งสมภูมิปัญญาของเมือง การสร้างภูมิชีวิตสุขภาวะสังคมจากฐานรากและฐานชีวิต การสร้างภาคสุนทรียปัญญาและสร้างสังคมพลเมือง วิธีวิทยาพัฒนาการเรียนรู้มวลชนพหุลักษณ์ ปิดช่องว่างของวิธีการโดยทั่วไป ซึ่งจะเป็นการสรุปสร้างความรู้ในระดับให้เชื่อตามกันเหมาโหล แบบรายการตัดสินคำถามคำตอบเชิงเดี่ยว เลือกถูกผิด เลือกขั้วยึดโยง ซึ่งเป็นกระบวนการมุ่งสกัดลดทอนสร้างระบบเหมารวมถัวเฉลี่ยเกณฑ์เดี่ยว One-Size Fit All ไปสู่การสร้างวงจรกระบวนการ ผสมผสานข้อจำกัดต่างๆ ที่สำคัญคือ (1) วงจรความลึกซึ้งแยบคาย เสริมพลังก่อเกิดกระบวนการหยั่งสะท้อนและประมวลผลพหุลักษณ์ข้อมูลบูรณาการสุนทรียปัญญาจากภายในภูมิชีวิตและฐานชีวิต (2) การผสานยึดโยงพลวัตทางความหมาย ระบบคุณค่า ชุดมโทัศน์ การยกระดับระเบียงทรรศน์ประเด็นร่วมต่อมวลสรรพสิ่ง ประกอบขึ้นเป็นภาวะผู้นำหมู่ทางภูมิปัญญาของมวลชน (Collective Wisdom Practice) ตอบสนองการกระจายครอบคลุมความหลากหลายของขั้วการยึดโยง เอื้อต่อการร่วมสร้างความหมายออกจากตนเองในทุกรายละเอียด และผุดเกิดมณฑลภาวะ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ในมิติใหม่ ที่สะท้อนความเป็นมณฑลพลวัตส่วนรวมของทุกความหลากหลาย งอกงาม สื่อสารเรียนรู้ พัฒนาการศึกษาพหุลักษณ์มวลชน และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันได้อยู่เสมอ (3) การเสริมสร้างศักยภาพการจัดการอย่างมีส่วนร่วมด้วยกระบวนการปัญญาปฏิบัติ (4) การวิพากษ์ ทบทวน ศึกษา งานเชิงทฤษฎีรอบด้านของทั่วโลกที่สะท้อนยึดโยงและมีนัยสำคัญเห็นสิ่งประจักษ์แจ้งได้จากพหุลักษณ์ข้อมูลปัญญาปฏิบัติของผู้เข้าร่วมกระบวนการในฐานะ Social-Phenomena Creative Changes Creator เป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งของชุมชนปัญญาปฏิบัติ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ WAC ART-CER จากฐานพัฒนาการของสังคมไทย เสริมสร้างนวัตกรรมการวิจัยเชิงสังคมบูรณาการสุขภาพและวัฒนธรรมทางปัญญา การวิจัยเชิงคุณภาพพหุลักษณ์ข้อมูล และการวิจัยเชิงปฏิบัติการทางมานุษยวิทยา สื่อ ศิลปะ และการศึกษา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในอีกแนวทางหนึ่งให้กับการพัฒนาบทบาทภาคการศึกษา ภาควิชาการ ภาคสุนทรียปัญญา และภาคพหุปัญญาทางสังคม ได้เป็นอย่างดี
  • แหล่งการศึกษาการพัฒนาชุมชนสุนทรียปัญญากร ปฏิบัติการเรียนรู้ มิติสุนทรียพลานามัย และการพัฒนาเครื่องมือและนวัตกรรมศิลปะในระบบสุขภาพ การพัฒนาเวชศิลปกรรม การพัฒนาเวชนิทัศน์ศิลปกรรม การพัฒนาสื่อสิ่งจัดแสดง กิจกรรม และเทศกาล การสื่อสารเผยแพร่ บูรณาการกับการสร้างสรรค์สุขภาวะเศรษฐกิจสังคมฐานศิลปะสุนทรียพลานามัย ปฏิสัมพันธ์กับสุขภาวะของเมืองและเพิ่มพูนบรรยากาศแวดล้อมคุณภาพการเลือกสรรค์และส่งเสริมพลวัตรอบด้านต่อเศรษฐกิจสังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

        กระบวนการเล็กๆ แต่มีองค์ประกอบที่มีนัยสำคัญเชิงระบบพหุมิติ พหุภาคส่วน อีกทั้งเป็นชุมชนปัญญาปฏิบัติสหสาขาที่อยู่กับการปฏิบัติในชีวิต มีศักยภาพสูง ประกอบด้วยคนหลายรุ่นและยึดโยงระบบสังคมหลากหลายมิติ อย่างครอบคลุมครบถ้วน ที่ได้ปฏิบัติการเรียนรู้ ทบทวน วิพากษ์ ขยายความกว้างขวางของพหุปัญญา และใคร่ครวญการหยั่งลึกสู่ฐานชีวิตสู่ธรรมชาติชีวิตจิตใจทุกคนของมนุษย์ พร้อมกับสะท้อนสู่การสร้างวงจรปฏิบัติการ พอแสดงให้เห็นประจักษ์ได้ตลอดกระบวนการ บนระบบสุขภาพและในหน่วยบริการสุขภาพของพื้นถิ่นจังหวัดน่าน ที่เห็นตลอดสายจากองค์ประกอบปัญญาปฏิบัติ ให้ภาพภาวะการก่อเกิดพลวัตสุขภาวะสังคม สะท้อนความสัมพันธ์เชิงระบบ ยึดโยงออกไปจากฐานชีวิตปัจเจกและชุมชนในฐานะต้นธารผู้กระทำพลวัตปัจจัย เสมือนเป็นเส้นสีน้ำ หรือบากรอยจอบไขมวลน้ำเข้าผืนนา แปลพลังทำลายให้กลายเป็นความชุ่มชื้นสร้างผืนดินอุดมสมบูรณ์แก่มวลความงอกงาม และเป็นสื่อประสาทสัญญาณชีพ บ่งบอกนัยสำคัญของการงอกงามขึ้นจากฐานชีวิตได้ประการหนึ่งว่า จากนี้ไป ระบบสุขภาพและสุขภาวะสังคม จะเปลี่ยนไปตลอดกาล.



ความเห็น (11)

ท่านพี่ สบายดีนะครับ ;)…

สบายดีครับอาจารย์ ขอบพระคุณครับ อาจารย์สนุกสนานดีนะครับ

I am glad to see Health-Arts in actions and overwhelmed by the thinking and the work that have gone into making it happened.

It would be good if this Health-Arts movement get more public attention and especially from younger generations of artists.

I wonder if Thailand would ever have a government of the ‘golden age’ that aims to enrich life and wellbeing of people by (honest) industry and (inspirational) art.

[Sorry for having to qualify both industry and art because it seems that the power of the ‘dark side’ is abusing both.

ขอบพระคุณครับ อาจารย์ sr

งานวิจัยและงานวิชาการปัญญาปฏิบัติ ที่หยั่งสะท้อนขึ้นจากข้อมูลหน่วยปรากฏการณ์เชิงประจักษณ์ ขนาดเล็กแต่มีพหุปัจจัยความรอบด้านและระบบปฏิสัมพันธ์กันในสภาพความเป็นจริง เพื่อเห็นได้ครบถ้วนทั้งทฤษฎีพื้นฐานและปัญญาปฏิบัติ การแปรไปสู่การประยุกต์ใช้เพื่อก่อเกิดความงอกงามของมนุษย์ สังคมสิ่งแวดล้อม และเห็นภาพส่องสะท้อน เชื่อมโยงไปสู่โลกกว้างในจักรวาลแห่งภูมิปัญญาของมวลมนุษย์ ได้อย่างดีที่สุดนั้น แม้จะมุ่งให้ข้อสรุปที่สมบูรณ์พร้อมอยู่ในตนเองแล้ว ก็เน้นคุณค่าและความหมายครบถ้วนตามภาวะเช่นนั้นเองของกระบวนการทางปัญญาต่อชุดพหุปัจจัยนั้นๆ ไม่มุ่งให้ความรู้ระดับตัดสินให้เชื่อถูกผิดหยุดนิ่งตายตัว แต่แสดงผลเพียงเป็นหลักอ้างอิงสื่อความหมาย ให้เห็นหลักเกณฑ์และองค์ประกอบการปฏิบัติที่สามารถนำเอาไปพิสูจน์ตรวจสอบในสถานกาณ์ที่ต่างออกไปด้วยตนเอง จึงลดการสรุปลดทอน ไปสู่การอีกทางหนึ่ง คือ การสรุปเพื่อเห็นแนวพินิจและแสดงประเด็นนัยสำคัญ สำหรับอภิปราย สัมมนา ศึกษาค้นคว้าต่อเนื่อง ประมวลความรอบด้าน แลกเปลี่ยน สื่อสาร ถกแถลง เห็นระเบียบแบบแผนและการจัดเรียงตัวใหม่ของความรู้และความหมายเชิงปรากฏการณ์ต่างๆในชุดใหม่ๆ ที่แผ่ขยายยึดโยงออกไปจากสิ่งก่อเกิดเล็กๆ ด้วยเหตุนี้ ก็จะได้กำลังทางปัญญาและได้การแผ่ขยายความกว้างขวางของข้อมูล ความรู้ การทบทวนข้อเท็จจริงที่มีของสังคม ก็จากการได้ประเด็นก่อเกิดพลังผสานพหุปัญญาจากพหุวิทยาการ อย่างเช่นได้ประเด็นต่างๆ จากอาจารย์ sr นี่แหละครับ

Health-Arts in actions รวมทั้งการไปเริ่มต้นจากฐานชีวิตและรากฐานการดำเนินคุณภาพแห่งชีวิตในชีวิตประจำวันของหมู่ชน แล้วสร้างวิถีปัญญาปฏิบัติ ให้สามารถสะท้อนมวลแนวคิดและระบบมหภาคต่างๆ อันใหญ่โต ให้ได้ภาวะความพอดีทั้งการจรรโลงระบบกำกับเชิงนโยบาย กับความเป็นจริงในการกระจายครอบคลุมการบรรลุผลทางการปฏิบัติอย่างเหมาะสมพอเพียง เป็นสิ่งที่ต้องการการเรียนรู้และพลวัตสิ่งต่างๆไปด้วยกันอย่างสูง ผมจึงดีใจและขอขอบพระคุณยิ่งครับที่ได้ดึงประเด็นเชิงสรุปนัยสำคัญต่างๆไปด้วยมากล่าวถึงและแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันครับ

Health-Arts นี้ นอกจากมีความสำคัญต่อหลายองค์ประกอบภายในระบบอยู่ในตัวเองแล้ว ก็เป็น Health-Arts Multi Sectoral/Dimension Interrelationship ที่จะมีความสำคัญต่ออีกหลายด้านมากครับ ผมได้พัฒนาคำว่า ‘ศิลปะสุนทรียปัญญา’ และ ‘ภาคสุนทรียปัญญา’ รวมทั้ง ‘มิติสุนทรียพลานามัย’ เพื่อให้เห็นภาพรวมของระบบและภาคการผลิต บริการ ในทุกระดับ ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรมจากฐานชีวิตขนาดใหญ่ ที่จะสามารถพลวัตไปด้วยกันในอีกหลายด้านไปด้วยครับ

เมื่อต้นปี 2561 ผมออกแบบวงจรปฏิบัติการเทศกาลศิลปะดนตรีบลูกราสบูรณาการ GGM - Grass Green Move ที่เป็นทั้งเทศกาล Blugrass Musical Band Jam ด้วย และในฐานะเป็นภาควิชาการ ก็ออกแบบให้เป็นวิธีสร้างผู้นำสื่อสารและนิเทศศาสตร์บูรณาการ และศิลปินสุนทรียปัญญากร บูรณาการศิลปะและวัฒนธรรมของโลกตะวันออกกับตะวันตก ที่บูรณาการกับสุขภาวะเกษตร สุขภาพอาหาร คุณภาพแห่งชีวิตสื่อและการสื่อสาร และเป็นภาคสนามปฏิบัติการ สร้างอาจารย์และสร้างประสบการณ์ตรงแก่นักศึกษาของผมในสาขานิเทศศาสตร์บูรณาการ ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ด้วย เป็นแบบจำลอง Health-Arts in actions เรียนรู้เชิงปฏิบัติากรอย่างบูรณาการ และเป็นตัวแบบหนึ่งของสื่อมวลชนตลอดจนภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมสื่อ การสื่อสาร ศิลปะ ดนตรี การบันเทิง ที่บูรณาการกับภาคการผลิตและบริโภค และมีองค์ประกอบสะท้อนยึดโยงกับสุขภาพ คุณภาพแห่งชีวิต และการสร้างสรรค์สุขภาวะทางสังคมสิ่งแวดล้อมด้วย เป็นภาคปฏิบัติการเชิงลึกและเข้มข้น เพื่อเพิ่มพูนพลังและยกระดับการพลวัตในกระบวนทัศน์บูรณาการหลอมรวม องค์รวม ของสังคมโลกจากฐานชีวิตและฐานปัญญาปฏิบัติ และเมื่อปีที่ผ่านมา ก็พากันจำลองเป็น ‘เมืองคาวบอย’ สรรประสบการณ์เชิงประจักษ์อย่างซาบซึ้ง เรียนรู้ปัญญาปฏิบัติ และเข้าไปเป็นองค์ประกอบที่มีชีวิต ส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสังคม ด้วยองค์ประกอบและแนวคิดเชิงบูรณาการอย่างใหม่ ไปเสียเลย

เป็นงานศิลปะและการจดจารหนังสือมีชีวิต แล้วก็ค่อยตรวจสอบ รวบรวม สร้างวงจรปฏิบัติการใหม่ให้ยิ่งได้ผลและก่อเกิดปัญญาปฏิบัติสั่งสมที่ดี สักพักหนึ่ง เชื่อว่าจะยิ่งสะท้อน ถ่ายทอด แสดงให้ปรากฏ ให้ได้เห็นสิ่งที่มีอยู่ในสังคม จากฐานชีวิตและสุขภาวะมูลฐานของสังคม ที่ดีๆหลายอย่างครับ

ต้นเดือนหน้า จะมีการเวิร์คช็อปของเครือข่ายผู้นำไทยและนานาชาติเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เครื่องมือเชิงกระบวนการ และพัฒนาการความก้าวหน้าต่างๆ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ของเชียงใหม่และภาคเหนือล้านนา ด้วยครับ และในระยะอันใกล้ ก็ได้มีการหารือกันของภาควิทยาการมหาวิทยาลัยผู้นำวิทยาการการศึกษาพัฒนาสังคมประชากรการแพทย์และการสาธารณสุขของประเทศ ที่จะนำไปสู่การสร้างนักวิจัย ชุมชนวิชาการ การวิจัยและพัฒนารูปแบบ และการเสริมพลังจากต้นทุนพัฒนาการของสังคมไทยในระยะ 50-100 ปีที่ผ่านมาในด้านที่เกี่ยวข้อง ให้เห็นเป็นแนวทางใหม่ๆ ได้ดีครับ

This “..ต้นเดือนหน้า จะมีการเวิร์คช็อปของเครือข่ายผู้นำไทยและนานาชาติเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เครื่องมือเชิงกระบวนการ และพัฒนาการความก้าวหน้าต่างๆ ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ของเชียงใหม่และภาคเหนือล้านนา..” is great! A good venue to push Thai Health Arts out to the world and a stage to show that Thais are not lacking in creativity (despite the recent result of PISA).

Two more things:
1) Thank you for the honorific title ‘อาจารย์ sr’ - it’s a mis-perception ;-) 2) Will there be children among the audience (of that workshop)? Will there be something (eg. coloring sheet? art competition?) for them - the new generation artists? It can also be a simple public relation exercise ;-)

ผมขอใช้ ‘เวชศิลปกรรมสุขภาพและการสาธารณสุข’ เพื่อกล่าวถึงชุดมโนทัศน์ ‘Thai Health Arts’ อย่างชั่วคราวนะครับ แล้วก็ขอนำเอาคำว่า ‘มิติสุนทรียปัญญา’ เพื่อกล่าวถึงองค์ประกอบของ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ Arts-Science Culture for Cummulative Evolution ที่สะท้อนยึดโยงอยู่กับศิลปะและวิทยาการทุกแขนง ซึ่งครอบคลุมทั้งขอบข่ายกระจายตัวความกว้างขวางของสรรพวิทยาการ และหยั่งสะท้อนเชิงลึกลงไปถึงฐานรากทางวัฒนธรรมและวิถีปฏิบัติ ระดับจิตวิญญาณและความร่วมกันของชีวิตจิตใจและองค์ประกอบอารมณ์ความรู้สึกของมวลมนุษย์ ห่อหุ้มกว้างใหญ่และแผ่กำซาบทั่วไปในจักรวาลแห่งชีวิตและสิ่งแสดงการดำรงอยู่จริงของมนุษยชาติ

กับอีกชุดมโนทัศน์เชิงบูรณาการอีกชุดหนึ่ง ‘มิติสุนทรียพลานามัย’ สุนทรียปัญญา + สุขภาวะคุณภาพแห่งชีวิต อายุ วรรณะ สุขะ พละ สุขภาพ สังคมสิ่งแวดล้อม ที่ซึ่ง ศิลปะ สื่อ กระบวนการทางการศึกษา ปัญญาปฏิบัติในชีวิต และองค์ประกอบ ‘มิติสุนทรียปัญญา’ ในวิทยาการและเทคโนโลยี ตลอดจนกระบวนการทางสังคมวัฒนธรรม ปฏิสัมพันธ์จากขั้วจุดหมายประโยชน์สุขหลากหลายแตกต่างกันไป มีระบบเชื่อมประสานกันให้เข้ามาเป็นพหุปัจจัยสร้างเสริมเกื้อหนุนกันได้อย่างเป็นตัวของตัวเอง ก่อเกิดระบบผสานยึดโยงกันสู่ฐานชีวิตและภูมิชีวิตอันเป็นธรรมชาติพื้นฐานของมวลมนุษย์ไม่จำกัดความแตกต่าง ดังเช่น สุขภาพ การศึกษาเรียนรู้ ส่งเสริมการบรรลุเป้าหมายกันและกันของแต่ละด้าน พร้อมกับยกระดับเป็นองค์ประกอบหนึ่งทางสุขภาพและเป็นมิติหนึ่งทางสุขภาพในธรรมชาติชีวิตความงอกงามของมนุษย์ทุกกลุ่มวัย ตลอดห้วงชีวิต พัฒนาชุดแนวคิดและชุดมโนทัศน์ความสัมพันธ์เชิงระบบพหุปัญญาจากพหุมิติและพหุภาคส่วนนี้ เป็น ‘สุนทรียพลานามัย’ WHA - Wellbeing Healthy Asethetic ศิลปะสุนทรียพลานามัย WHA - Wellbeing Healthy Asethetic Creation และสุนทรียปัญญากร WAC Artist เพื่อสร้างวงจรปฏิบัติการศึกษา พัฒนาการวิจัย ระบุ จำแนก สร้างความรู้สั่งสม และเสริมการก่อเกิดในมิติดังกล่าวนี้ ให้เห็นความแตกต่างจากระนาบลดทอนให้เหมือนกันดดยรวมแบบทั่วไป และสามารถเห็นพัฒนาการความงอกงาม สะท้อนเชื่อมโยงกับพลวัตหลายด้านของสังคม บนความรู้ความเข้าใจอย่างใหม่ สามารถอ่านปรากฏการณ์และเห็นแนวปฏิบัติต่างๆ อย่างใหม่

ชุดเครื่องมือเชิงปฏิบัติการ (ในทุกขอบเขตของแนวคิด แนวปฏิบัติ และทุกระดับ ยึดโยงการสะท้อนขึ้นจากฐานราก) เหล่านี้ จะช่วยให้สามารถเห็นอีกหลายมิติของปรากฏการณ์ทางสังคมที่ขาดหายไป เพื่อแสดงพหุลักษณ์ข้อมูลสิ่งประจักษ์ร่วมกัน ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่มีความเป็นนามธรรม ซับซ้อน และต้องการจินตนาการจากข้อมูลและความรู้หลายฐาน ให้พอเห็นภาพการน้อมใจเข้าเสริมกันด้วยปัญญาปฏิบัติ ซึ่งหลายอย่าง สังคมไทยและสังคมอื่นๆในวงกว้างของโลก ไม่เพียงจะไม่ขาดแคลน น้อยหน้าไปกว่าการช่วงชิงการนำเชิงเปรียบเทียบ (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไปแล้วจะได้ผลดีร่วมกันอะไร !!) แล้ว เท่านั้น แต่สามารถให้ความบันดาลใจ นำทางปัญญาปฏิบัติ นำเสนอ แบ่งปัน สร้างหนทางดำเนินไป พ้นกรอบจำกัดของขั้วยึดโยงการกระจุกตัวแบบดั้งเดิม ที่ดีกว่าด้วยครับ สิ่งเหล่านี้ไม่เกินจริง มีอยู่แล้ว ต้องการวิธีการจัดระบบหมวดหมู่ สร้างสรรค์และจัดสิ่งแสดง(ทางปัญญาปฏิบัติ)ให้ปรากฏ พอจะสามารถเห็นประจักษ์แจ้งด้วยวิทยาการความก้าวหน้า สื่อ และกระบวนการต่างๆ ที่ยังมีข้อจำกัดกันอยู่ เท่านั้นครับ

ก่อนนี้ ผมก็ใช้กระบวนการเชิงระบบ ทำสิ่งต่างๆในมิตินี้ได้พอสมควรครับ แต่เน้นไปที่การสร้างผู้นำการวิจัยและผู้นำปฏิบัติการทางวิชาการทั้งในระดับยุทธศาสตร์ดำเนินการ ปฏิบัติการ และในขั้นวางพื้นฐานขั้นสูง การทำวิจัยที่นำเอาแนวคิดและตัวแปรในมิตินี้เข้าไปศึกษาด้วย หากนักวิจัยและชุมชนพหุวิทยาการที่ดูแล สามารถดูแลและนักวิจัย (ปริญญาโท ปริญญาเอก หลังปริญญา และวิจัยเชิงนโยบาย) ให้ผมได้ร่วมเรียนรู้ด้วย ก็จะดูแลด้านนี้ให้ ซึ่งในระยะ 20-30 ปีที่ผ่านมา ก็ได้เกือบ 90 เล่ม/คน/ทีม ครับ หลายคนได้ไปมีส่วนดูแลระบบต่างๆของสังคมในวงกว้าง ทั้งของสังคมไทยและหลายภูมิภาคของโลก พอทำได้อยู่ครับ ในระยะหลังก็หลอมรวมเอาทั้งหมดไปสร้างวิชาและวิทยาการใหม่ๆ ในระดับหลักสูตรและระบบกำกับดูแลทุกระดับของมหาวิทยาในภูมิภาคที่พอจะมีคนเห็น Local-Context Baesd Development Disciplinary Approach แล้วก็สร้างคนรุ่นใหม่ๆไว้ แม้เห็นแววเพียงคนสองคนในร้อยพันคน ก็รู้ว่าสัญญาณชีพนี้ของสังคมมีอยู่ไม่ขาดสาย ก็พอแล้วครับ

นอกจากนี้ ก็ได้ร่วมมือกับยอดนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการหลายสาขา ปราชญ์และผู้หลักผู้ใหญ่ผู้นำของสังคมไทยจากหลายวงการ ร่วมกันย่อยประสบการณ์รอบด้าน พัฒนานวัตกรรมหลักสูตร นวัตกรรมเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ‘เทคนิคการแพทย์ชุมชน’ สร้างนักเทคนิคการแพทย์เฉพาะทางที่คัดสรรมาจากคนเก่งชั้นยอดของประเทศจากกว่า 2 พันคนเหลือ 25 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการแก้วิกฤติทางสุขภาพและวิกฤติโรคระบาดที่สำคัญหลายระลอกในระยะ 30-40 ปีที่ผ่านมา ในแนวระดมพลังการมีส่วนร่วมสรรพวิทยาการ ให้กับคนไทยและของสังคมโลก

อาจจะเรียกว่า ไปมีอยู่ในกระบวนการ Training for Facilitator, Researcher, WAC Artist, Higher Education Lecturer, Dynamic Management and Technical Support Controler and Facilitator, International PHC/CBD Leadrship, Policy Implementation System, Creative Research and Academical Institution Implementation System รวมทั้งในชุมชนผู้นำระบบสุขภาพปฐมภูมิ ภายในและภายนอกภาคส่วนสุขภาพ ชุมชนทางศิลปะ ชุมชนสื่อและการสื่อสาร เครือข่ายนักเวชนิทัศน์และชุมชนสื่อสารวิทยาการสุขภาพในประเทศไทย

ปัจจุบัน หลังเกษียณ สถานีและชานชาลาชีวิตทุกมิติเปลี่ยนไปทั้งหมดครับ ขอบข่ายชีวิตการงานแคบลง แต่การจะยึดโยงกับธรรมชาติความเป็นจริงที่กว้างขวางและหยั่งลึกสู่ฐานชีวิตให้มากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ก็จึงมุ่งสะท้อนลงสู่สิ่งที่อยู่ในตนเองมากที่สุด ลงมือด้วยตนเองเหมือนกับดูแลตนเองและคนรอบข้างให้ได้มากที่สุด ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือ ศิลปะและงานวิชาการเชิงปฏิบัติการพหุวิทยาการบนสารัตถะเนื้อหาที่ใกล้ชิดกับชีวิตการงานมาตลอดชีวิต คือ สุขภาพ พุทธธรรม สื่อและเทคโนโลยี การศึกษา การพัฒนาปัจจัยคน เท่านั้น ครับ ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ในแวดวงศิลปะและศิลปะสุนทรียปัญญาในความหายเดิมเท่านั้นครับ เป็นเพียงสิ่งใกล้มือ จึงใช้เป็นวงจรตั้งต้น ให้ความสำคัญกับมิติการถักทอยึดโยงเกื้อหนุนกันอย่างไม่จำกัดของสังคม ด้านที่ขาดหาย แผ่วเบา ขาดวิธีศึกษาและปฏิบัติการ มองเห็นได้ยาก โดยให้ความสำคัญกับทุกด้านไปด้วยเสมอครับ

แต่ด้านอื่นๆนี่ ขอให้เครื่องมือเชิงกระบวนการช่วยและได้เรียนรู้เติบโตงอกงาม สร้างสังคมส่วนรวมไปด้วยกัน ส่วนด้านที่เหมือนเป็นชีวิตการงาน อยู่ในทางของผมด้วยเลยนั้น ก็นอกจากพอจะสามารถพาสำรวจ วิพากษ์ ทบทวน ได้ทั่วแล้ว ก็พาตั้งต้นขึ้นจากฐานชีวิต ภูมิชีวิตของสังคม ฐานรากของสังคม ซึ่งการบูรณาการ ผสานยึดโยง ขั้วความแตกต่างส่วนบนและฐานรากของสังคมอย่างนี้ ก็มีของจริง ที่หยิบยกเป็นข้อมูลปรากฏการณ์เชิงประจักษ์ ทะลุการติดกรอบแยกส่วนไปเห็นประเด็นความหมายยึดโยงร่วมกันได้ก่อน แล้วจึงสะท้อนสร้างปฏิสัมพันธ์ด้วยปัญญาปฏิบัติแตกต่างหลากหลายกันไปได้นั้น ก็จะช่วยดูแลกระบวนการอย่างนี้ได้ครับ

การไปสร้างระบบกำกับเชิงนโยบายเพื่อบรรลุผลในอีกแนวทางหนึ่ง อย่างที่ผมนำมาบันทึก ถ่ายทอด รายงาน สะท้อนประเด็นแนวคิด เพื่อก่อเกิดความเคลื่อนไหวต่างๆ สืบเนื่องกันไปให้เกิดผลดีมากยิ่งๆขึ้นนี้ ก็เห็นความสำคัญมากอย่างยิ่งครับ แต่ธรรมชาติขององค์ประกอบการสร้างสรรค์สุขภาวะเศรษฐกิจสังคมในมิตินี้ และด้วยกระบวนการอย่างนี้ มีมิติการหยั่งลึกในเชิงวัฒนธรรม การศึกษา และการพัฒนาทางวิทยาการ ซึ่งนอกจากจะก่อเกิดผลให้เห็นได้ช้าแล้ว ก็เป็นองค์ประกอบที่การส่งผลดีอันแท้จริง จะไม่สามารถเห็นได้จากผลระยะใกล้และจำเพาะส่วนลำพังแต่ในตนเอง แต่จะเป็นจุดบูรณาการหลอมรวมระบบวิธีคิด องค์รวมของโลกทัศน์และชีวทัศน์ สะท้อนสิติปัญญาและความเข้าใจบนความถ่องแท้แก่ตนเองในระยะยาวซึ่งยึดโยงกับสิ่งที่เรียนรู้และผ่านเข้ามาในชีวิตหลายด้าน การเข้าใจและเห็นร่วมกันได้ จึงต้องอาศัยการสื่อสาร สร้างความรู้เชิงลึก สร้างจินตนาการ และสร้างความเข้าใจร่วมกันสูง พูดภาษาศิลปะสุนทรียปัญญาและภาษาของการสร้างชุมชนสุนทรียปัญญากรในแนวทางของผมก็คือ เครื่องมือการระดมความคิด ประชุม วิจัย สำรวจวิทยาการและความรู้ทั่วทั้งโลก หรือวิธีจัดการความรู้แบบทั่วไปของสังคม จะใช้ได้เพียงสร้างเหตุผลและวางแผนการตัดสินใจ เท่านั้น ไม่สามารถเห็นพหุปัญญาสะท้อนภูมิชีวิต หยั่งถึงธรรมชาติของชีวิต ยึดโยงกับองค์ประกอบชีวิตและมิติจิตวิญญาณในธรรมชาติของศิลปะและสุนทรียปัญญา ไม่ได้ครับ

การเรียนรู้สร้างพหุปัญญาแบบข้ามธรรมชาติกันและกัน เป็นเรื่องคิดเอาด้วยความรู้และระบบการตกลงกันด้วยเหตุผล ผมนำเอางานของปราชญ์ ครูอาจารย์ คนเก่าคนแก่ และหลายหน่วยงานที่สำคัญของประเทศ (รวมทั้งของโลกด้วย) หลายท่านมาเป็นหัวข้อการศึกษาของชุมชนปัญญาปฏิบัติต่างๆ ไปด้วยเสมอครับ ไม่มีสูตรสำเร็จ เลยก็ต้องหาทางเข้าใจ เห็นปัญญาเชิงปฏิบัติการที่อยู่ในความเป็นจริงของสังคม ให้ครบถ้วนที่สุดครับ จึงก่อนนี้ก็ต้องพากันทำและดูให้รอบด้านก่อน ยกระดับไปตามสิ่งที่พอกำกับให้อยู่มือได้จากการศึกษารวบรวมและตรวจสอบกับปัญญาปฏิบัติ ไปด้วยอยู่เสมอ

ปัจจุบัน สิ่งที่ท่าน ‘sr’ ร่วมสะท้อนคิด สนทนาแลกเปลี่ยน และหยิบยกมากล่าวถึงด้วยเล็งเห็นความสำคัญ จึงพอจะทำให้ได้ในอีกแนวทางหนึ่งอย่างที่ผมกล่าวถึง ได้มากขึ้นครับ จึงเห็นด้วยและเก็บไว้เป็นข้อมูลพัฒนาการคิดการทำงานต่างๆต่อไปครับ

ผมต้องเรียกท่าน ‘sr’ ว่าเป็นอาจารย์ เพราะเห็นวิถีปฏิบัติหลายอย่างว่า ผู้ที่จะสามารถดึงประเด็นการแลกเปลี่ยนสนทนาอย่างนี้ และมีความละเอียดลึกซึ้ง ต่อสารัตถะเนื้อหาต่างๆ อย่างนี้ เรื่องราวต่างๆเต็มไปด้วยเนื้อหาเชิง Concept และชุดความหมายเชิงนามธรรม ซึ่งเป็นลักษณะเนื้อหาความคิดความรู้ที่จะเจอได้จากพวกศึกษาวิจัยขั้นปริญญาโทขึ้นไปแล้ว ทั้งจะต้องเป็นผู้ที่อ่านศึกษาค้นคว้ามากอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย เพราะไม่เพียงดึงประเด็นสำคัญมาชวนดูอยู่เสมอแล้วเท่านั้น แต่มักจะเป็นประเด็นที่สะท้อนคิดเชิงสรุปและสังเคราะห์ อีกด้วย ไม่ใช่ประเด็นย่อความเนื้อหา ซึ่งมักจะเป็นลักษณะที่เห็นจากผู้ซึ่งวิจัย ศึกษา และอยู่ใกลชิดกับการอ่านการสอนการศึกษาค้นคว้ามาก

แต่ลีลา จังหวะความสวยงาม น้ำเสียงในสิ่งสนทนาของท่านนี่ ทำให้ผมนึกถึงผู้อาวุโส ครูอาจารย์ ผู้หลักผู้ใหญ่ 2-3 ท่าน ที่เหมือนเป็นครูอาจารย์ของผมด้วย และมักจะมีมุขหลายอย่าง อย่างที่เห็นสอดแทรกอยู่ในสิ่งที่ท่าน sr ได้กรุณาแลกเปลี่ยนสนทนากัน มาโยนไอเดียเล่นกับผมครับ เลยก็เรียกอาจารย์นี่แหละครับ

Thank you for kind response in far greater and various extents. I am grateful to have your attention.

I am learning so many new words (like
สุนทรียพลานามัย: WHA - Wellbeing Healthy Aesthetic ศิลปะสุนทรียพลานามัย WHA - Wellbeing Healthy Aesthetic Creation และสุนทรียปัญญากร WAC Artist*), which I think would drop or stop your audience by some big numbers.

The words ‘WAC artists’ remind me of the WAC Arts community program in UK, which aims to provide free facilities for young (and poor) artists (in performing arts, visual and media arts). The program has been successfully in support many thousands artists and now running in its 40th year. Their business model is to develop young artists who will then carry developing new artists and so on…
(I think there is no specific style or doctrine to uphold, but perhaps, democratic decision-making processes and public relations.)

Wouldn’t it be good if the public know or understand WHA-CER?

ผมเลยก็ได้แวะเข้าไปชม ไปสำรวจ The WAC Arts community program in UK ด้วยครับ แล้วก็ได้เห็นพัฒนาการความเคลื่อนไหวอีกหลากหลาย ทั้งทางด้านศิลปะ การศึกษา สื่อแมกกาซีน ล้วนน่าสนใจมากทั้งสิ้นครับ แต่ต่างก็มีความหลากหลาย แตกต่างกันไป ผมนั้น ใช้ WAC Artist และ ‘สุนทรียปัญญากร’ เพื่อจำแนก ระบุ จัดหมวดหมู่กลุ่มปัญญาปฏิบัติบนมณฑลที่ผมก็มีคำนิยามปฏิบัติการไว้กล่าวถึงอีกเช่นกันว่า ‘มณฑลพหุลักษณ์วิทยาการปัญญา’ ซึ่งเป็นกลุ่ม ชุมชนมุขปาฐะและชุมชนปฏิสัมพันธ์ความหมาย หรือชุมนุมชนหลังยุคการศึกษาก้าวหน้า เป็นวัฒนธรรมชีวิตตามปรกติมากยิ่งๆขึ้นทั้งในและนอกภาคความเป็นทางการ ในภาคส่วนต่างๆของสังคมจากทุกสาขาวิทยาการและทุกสาขาอาชีพ ที่มีลักษณะร่วมกัน 5 กลุ่มปัญญาปฏิบัติพื้นฐานที่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงรอบด้านของสังคม กล่าวโดยย่อๆ ก็คือ……

(1) การใช้ความรู้ทำงาน และประกอบการ มากกว่า 2 อย่างขึ้นไป ให้อยู่กับความเป็นจริงของเศรษฐกิจสังคมและตอบสนอง การพัฒนาและความงอกงามตามศักยภาพตนตลอดเวลาของมนุษย์ (2) การสามารถเข้าถึง และเป็นองค์ประกอบร่วมสร้าง ‘มณฑลพหุลักษณ์วิทยาการปัญญา’ บนความเป็นตัวของตัวเอง (3) การสะท้อนยึดโยงชีวิตและการมีประเด็นร่วมกับวาระทางสังคมสิ่งแวดล้อม (4) การสร้างสรรค์ เผยแพร่ พัฒนาการเรียนรู้มวลชน สร้างศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ ด้วยปัญญาปฏิบัติจากภูมิชีวิตตน (5) การสร้างคน สร้างสังคม ….

กรอบแนวคิดเชิงสังเคราะห์ปรากฏการณ์จากฐานความเป็นจริงของสังคมนี้ ใช้เป็นแนวคัดสรร ค้นพบ สร้างวงจรปฏิบัติการและเรียนรู้ใหม่ใน ปัจจัยคนของสังคมหลากหลาย รวมทั้งมีเครือข่ายร่วมกันประกาศเชิดชู ทำระบบสื่อและข้อมูล แหล่งเข้าถึงเองของสาธารณชน ใครเป็นเลิศชุดปัญญาปฏิบัติด้านใดในตน ก็จะพัฒนานิยามเฉพาะรายให้ได้อย่างดีที่สุดเป็นรายบุคคล ฐานคิดของกระบวนการดังกล่าวนี้ ยึดโยงกับอีกด้านหนึ่งที่ขาดหายมากของสังคม โดยในสังคมทั่วไปนั้น ขั้วรวมศูนย์จะมุ่งลดทอนเข้าสู่การสร้างเกณฑ์มวลชน ซึ่งจะสะดวกต่อการสร้างมาตรฐานเดียวกัน ตามอย่างกันไปเป็นมวลชน เป็นโหลๆ คนส่วนใหญ่เป็นสังคมผู้ตามบริโภค ก่อเกิดประสิทธิภาพของขนาด แต่จะมีช่องว่างและข้อจำกัดอีกด้าน โดยจะไม่สามารถตอบสนองต่อการมีความสมบูรณ์อยู่ในตนเองของมนุษย์ทุกคน ไม่ครอบคลุมความหลากหลาย และไม่ส่งเสริมการค้นพบการร่วมสร้างสังคมออกมาจากตนเองของมนุษย์ ดังนั้น ทักษะสุนทรียปัญญากรจากฐานชีวิต จึงเป็นสิ่งที่จะต้องพิสูจน์ได้ถึงการมีอยู่ในทุกคนอย่างแตกต่างกัน และยืนยันการมีตำแหน่งแหล่งที่ความเป็นจริงอย่างสมบูรณ์อยู่ในตนเองของมนุษย์ทุกคน ซึ่งมีนัยสำคัญต่อหลักการพื้นฐานต่อสังคมในทุกด้าน ที่จะสามารถแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แจ้งได้จริง ก็ค่อยๆค้นพบและค่อยๆประกาศ ทำสื่อ ข้อมูล นับแต่หลังปี 2555 ก็จัดเวิร์คช็อปด้วยแนวคิดแลละหน้าตาอีกแบบหนึ่ง พัฒนารูปแบบแสดงคอนเสิร์ต เทศกาล ปฏิบัติการทางศิลปะ ปฏิบัติการสุขภาพสุขภาวะสังคมบูรณาการ เมืองปฏิบัติการสุนทรียพลานามัย ได้หลายครั้งอย่างต่อเนื่อง แล้วก็แสดงประกาศนียบัตรสื่อบุคคลและสื่อของจริงนี้ในประเทศได้กว่า 10 คนแล้วครับ ทุกคนเป็นทั้งนักประกอบการ นักศิลปะและสร้างสรรค์ นักการศึกษาและสื่อสารเรียนรู้ นักปฏิบัติการสุขภาพและสุขภาวะสังคมสิ่งแวดล้อม เป็นวิทยากร … จะเรียกว่าเป็นศิลปิน พ่อค้า นักธุรกิจ นักการศึกษา วิทยากร นักวิจัย ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยแนวคิดและชุดมโนทัศน์เชิงโครงสร้างหน้าที่ในชุดเดิมของสังคม (Specific Functional Structure) ก็ไม่สะท้อนความเป็นจริง ซึ่งก็จะทำให้สังคมเสียโอกาสในการจัดการและเสียโอกาสการพัฒนาไปด้วยหลายอย่าง เช่น จัดระบบปฏิบัติรองรับไม่ได้ จัดค่าตอบแทนที่เหมาะสมไม่ได้ พัฒนาระบบการสนับสนุน Technical Support ในระบบสังคมอย่างถูกต้องไม่ได้ สร้างคนและพัฒนาการเรียนรู้ของสังคมให้เหมาะสมไม่ได้

สุนทรียปัญญากร ของ ‘มณฑลพหุลักษณ์วิทยาการปัญญา’ นี้ จะมีทักษะบูรณาการและมุ่งเพิ่มพูนปฏิบัติการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่มิใช่เพียงในแนวดิ่งของตนเองและในโครงระบบสร้างเชิงเดียวของตนเอง แต่คาดหวังส่วนรวมจากระบบบริการสาธารณะแบบลดทอนด้านเดียว แต่จะเรียนรู้ปัญญาปฏิบัติในส่วนที่ขาดหาย แล้วสามารถเดินเข้าปฏิสัมพันธ์ สร้างชุดปัญญาหมู่ บูรณาการหลอมรวม จำเพาะจะก่อเกิดใน ‘มณฑลพหุลักษณ์วิทยาการปัญญา’ ด้วยรูปแบบหลากหลายเกินจะเห็นได้ในระบบและองค์กรแยกส่วน สุนทรียปัญญากรจากภาคส่วนเนื้อหาก็จะมีความสามารถสร้างปัญญาปฏิบัติเชิงเทคนิค สุนทรียปัญญากรจากภาคส่วนเชิงเทคนิคก็จะสามารถเรียนรู้และสร้างปัญญาปฏิบัติทางเนื้อหา สามารถใช้ปฏิบัติการเรียนรู้ รวบรวม สั่งสม ทำให้ปรากฏ ในสิ่งเหล่านี้ได้มากยิ่งๆขึ้นครับ กระบวนการดังกล่าว ทำให้ฐานชีวิตของสังคมสามารถค่อยๆเพิ่มพูนกำลังการพลวัตตนเองและสั่งสม ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ มีตัวอย่างเพื่อสื่อแสดงพากันประจักษ์ และก็สร้างวงจรปฏิบัติการ ร่วมเป็นปัจจัยทวีคูณไปด้วย ด้วยตนเอง สื่อสารและเห็น ได้ดียิ่งๆขึ้นครับ แต่โดยที่มาแล้ว จะแตกต่างจากหลายแห่งของโลกที่เห็นในสื่อมากพอสมควรครับ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท