หมอ สร้างสุขภาวะศิลปิน ศิลปินสร้างสุขภาวะโรงพยาบาลและสังคม  วงจรปฏิบัติการวิจัย CER-WAC ART เสริมศักยภาพศิลปิน ผู้นำสุขภาพ คนเมืองน่าน  ‘พลวัตผสานพหุภูมิ’ ‘สรรพยศิลป์’ ART PANACEA สู่ปฏิบัติการ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ สร้างพลวัตสุขภาวะเมืองฐานสุขภาวนิเวศภูมิชีวิต ณ โรงพยาบาลเมืองน่าน

 

 

สร้างสรรค์มณฑลปฏิบัติการเรียนรู้บนชีวิตและการงานที่ทำได้

          คนทำงานสร้างสรรค์เชิงพื้นที่เมืองน่าน ชวนผมไปร่วมเป็นวิทยากรเสวนาเปิดงาน โครงการแสดงงานศิลปะและนิทรรศการ ‘สรรพยศิลป์’ ‘ART PANACEA’ ณ อาคารอุบัติเหตุและผู้ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลน่าน ในวันเสาร์ ที่ 14 มิถุนายน 2567 อาจารย์ยุทธภูมิ สุประการ ผู้อำนวยการหออัตลักษณ์นครน่าน วิทยาลัยชุมชนน่าน และเลขาธิการมูลนิธิฮักเมืองน่าน กำลังทำวิจัยปริญญาเอก สาขาการวิจัยทางศิลปะและวัฒนธรรม ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ประสานมิตร และนายแพทย์ชาตรี เจริญศิริ ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนน่าน เป็นผู้ถือเป็นธุระและริเริ่มประสานงาน 

             หลังจากได้เห็นรายละเอียด เห็นการเตรียมการ เห็นงานศิลปะและชุมชนผู้มีส่วนร่วมซึ่งเป็นเครือข่ายมืออาชีพและผู้มีศักยภาพสูงจากหลายภาคส่วน เห็นการสนับสนุนของผู้นำจิตสาธารณะระดับสูง ใส่ใจต่อภูมิเมืองต้นธารระบบนิเวศหลาย เหล่านี้แล้ว ก็เห็นสอดคล้องกันว่า นอกจากจะมีเสวนาเปิดงานและจัดกิจกรรมสื่อสารเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แล้ว ควรถือโอกาสได้ร่วมกันเวิร์คช็อป สร้างคน พัฒนาชุมชนปฏิบัติการ พัฒนาการเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ พาวิพากษ์ทบทวน สำรวจนัยสำคัญรอบด้าน เพื่อเสริมพลังพัฒนาการจัดการของพื้นที่ รวมทั้งศึกษาข้อมูลและประเด็นการพัฒนา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงการขอรับการสนับสนุนต่างๆ ต่อไปด้วย ผมจึงไปนำกระบวนการเวิร์คช็อปก่อน 1 วัน และร่วมกันเสวนาเปิดงานอีกในวันต่อมา 

            ผมนำเอาชุดแนวคิด ‘มิติสุนทรียพลานามัย’ ซึ่งจะมีฐานการคิดเชิงสังเคราะห์ยึดโยงทุกสิ่งเข้าสู่ธรรมชาติพื้นและฐานชีวิตของมนุษย์ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ซึ่งจะมีระบบจัดองค์ประกอบปฏิสัมพันธ์ฐานพหุปัญญาจากพหุวิทยาการและเทคโนโลยีในอารยธรรมต่างๆของมนุษย์ ก้าวหน้าทัดเทียมกับพลวัตสังคมหลังยุคสมัยการศึกษาก้าวหน้าได้ และวงจรการวิจัยเชิงปฏิบัติการ CER-WAC ART ซึ่งบูรณาการหลอมรวมวงจรเชิงกระบวนการวิธีวิทยา การวิจัย การศึกษา การสร้างความรู้และพัฒนาการเรียนรู้ พัฒนาระบบวิธีคิด ผ่านปัญญาปฏิบัติและปฏิสัมพันธ์กันด้วยระบบพหุลักษณ์ข้อมูล การปฏิสัมพันธ์ชุมชนปัญญาปฏิบัติด้วยอิสรภาพทางปัญญาและความเป็นตัวของตัวเองในการคิดสร้างสรรค์เป็นชุมชน ไปเป็นเครื่องมือจัดกระบวนการซึ่งจะสามารถมีส่วนร่วมและเสริมพลังการแสดงออกทางความหมายอย่างเป็นระบบนับแต่ด้วยขนบทั่วไปแบบชาวบ้าน ไปจนถึงการคิดด้วยชุดมโนทัศน์พหุปัจจัยขั้นสูงปริญญาเอกและหลังปริญญาเอก ผู้มีประสบการณ์และผู้บริหารระดับสูง ผู้อยู่ในกระบวนการจะอยู่กับบรรยากาศพูดคุยสนทนาไหลลื่นไปตามกระแสธารความหมาย เห็นประเด็นและบทสรุปก่อรูปต่อเนื่อง เกิดความรอบด้าน จัดระบบตนเองและเห็นสิ่งยึดโยงกันเองในตำแหน่งแห่งหนจำเพาะตนไปด้วย เป็นการถอดบทเรียนเสริมพลังที่พัฒนาขึ้นให้ครอบคลุมองค์ประกอบด้านสุนทรียปัญญาและการสร้างสรรค์เชิงปฏิบัติการยกระดับประเด็นร่วมพหุปัญญาวิทยาการ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ทุกคนจากทุกภาคส่วนจะได้ทำงานเชิงประเด็นร่วมส่องสะท้อนยึดโยงกันและได้พัฒนาตนเองอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าการได้เข้าโครงการอบรมเชิงเนื้อหามากมายหลายหลักสูตรสาขาเสียอีก ส่วนผม ก็ได้ใช้สิ่งที่รู้ สามารถเห็น และใช้ทำสิ่งสรรสร้างต่างๆได้ สังเคราะห์เก็บรวบรวมทรัพยากรพลังงานทางปัญญาของจริงในภูมิชีวิตของสังคม ถ่ายทอดเผยแพร่สั่งสมไว้ให้ผู้คนได้ใช้ประโยชน์ รวมทั้งได้ร่วมสร้างสังคมเพื่อความงอกงามในคุณภาพชีวิตของตนเองและผู้อื่น ไปด้วย

บูรณาการพหุมิติและผสานพหุปัจจัยสำคัญ
สู่วงจรปฏิบัติการวิจัย CER-WAC ART ของชุมชนปัญญาปฏิบัติ

              เครือข่ายยึดโยงพหุภาคส่วน ต้นทุนสั่งสมดี ต่างมีศักยภาพปัญญาปฏิบัติสูง มีความเป็นตัวของตัวเอง อีกทั้ง มีการทำงานกระบวนการทางการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการกับผมต่างกรรมต่างวาระมากว่า 20 ปี ผมจึงถือโอกาสออกแบบกระบวนการทั้งหมดเป็นปฏิบัติการเชิงวิจัย ‘สุนทรียพลานามัย’ เพื่อสามารถตรวจสอบและเห็นภาพสะท้อนปัญญาปฏิบัติเชิงประสบการณ์จากฐานรากของสังคมในหลายปรากฏการณ์ให้ใกล้ชิดกับพลวัตของพหุปัจจัยและผสานยึดโยงกับ’สุขภาวะมูลฐาน’บนความงอกงามของมนุษย์และสังคมอย่างมีชีวิตที่สุดโดยมุ่งส่องสะท้อนกับกรณีของสังคมไทยและกระบวนการเชิงยุทธศาสตร์ปัญญาปฏิบัติพหุวิทยาการในกลุ่มสังคมต่างๆของโลกที่ได้ติดตามศึกษาไว้อยู่เสมอ บนหน่วยปรากฏการณ์ขนาดเล็กระดับรายปัจเจก ชุมชน และหน่วยการจัดปฏิสัมพันธ์ผสานยึดโยงพหุปัจจัยของสังคมประหนึ่งโมเลกุลและสัญญาณของ ‘พลวัตผสานพหุภูมิ’ แห่งภูมิชีวิตที่แผ่อยู่ทั่วไปในจักรวาลสรรพสิ่ง ที่จะสามารถเห็นระบบการสะท้อนองค์ประกอบความมีชีวิตของการสร้างสรรค์การดำรงอยู่ของมนุษย์ด้วยความประจักษ์แจ้งแห่งตน มีกำลังอิสรภาพจากปัจจัยเบียดเบียนภายนอกและเพิ่มพูนกำลังความงอกงามอย่างไม่จำกัดด้วยจิตวิญญาณและศักยภาพในตนของมนุษย์ ผ่านเวทีคนเมืองน่านครั้งนี้ พร้อมกับได้เป็นระบบการสนับสนุนทางวิชาการจากฐานชีวิตสะท้อนยึดโยงสู่ระบบครอบคลุมส่วนบน ในรูปแบบรวมตัวจัดการความหลากหลายและมีพลวัตของปัจจัยความแตกต่างหลากหลายรอบด้าน 

ภูมิชีวิตมนุษย์ผู้สร้างสรรค์และมณฑลการวิวัฒน์ที่ขาดหาย

                    เมืองน่านและเครือข่ายปฏิบัติการเชิงพื้นที่จะได้พัฒนาการเรียนรู้มวลชนสร้างปัจจัยปัญญาปฏิบัติบนประสบการณ์สิ่งประจักษ์ของตน ด้วยการเป็นทั้งแหล่งกระทำข้อมูลปรากฏการณ์ (Social Phenomena Creator and Creative Actor) และเป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติการวิจัยปัญญาปฏิบัติอยู่ในตนเองที่มีชีวิต ยกระดับระบบปฏิบัติการต่างๆไปตามกำลัง ส่วนในการศึกษาเรียนรู้บนความเป็นจริงที่ก่อเกิดหลากหลายอยู่ในสังคม ให้เห็น ‘มวลพลวัตผสานพหุภูมิ’ Connective Dynamic Complex-System ในระดับส่งผ่านและเปลี่ยนผ่านสัญญาณพลวัตความงอกงามมีชีวิตของมนุษย์ ในองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดในธรรมชาติของมวลมนุษย์ระดับอารมณ์ความรู้สึกและภาวะความมีชีวิตจิตใจ ที่จะสามารถส่องสะท้อนและก่อเกิดพลวัตสิ่งแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ ซาบซึ้งถึงจิตวิญญาณ ได้ด้วยศิลปะสุนทรียปัญญา ก็จะได้ความรู้ใหม่เชิงประบวนการ ในการจัดองค์ประกอบและสรรสร้างสิ่งแสดงให้สิ่งผสานยึดโยงเสริมพลวัตปัจจัยกันอย่างมีพลังดังกล่าว บังเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ เป็นชุดความรู้ใหม่และแนวปฏิบัติมิติใหม่ในระดับผสานเสริมกันเป็น ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ บนฐานพหุปัญญาวิทยาการและเทคโนโลยี ยึดโยงและหยั่งสะท้อนกับธรรมชาติพื้นฐานของชีวิตมวลมนุษย์ ทวีคูณความกว้างขวางอันไม่จำกัดต่อความแตกต่าง ด้วยชุดความหมายใหม่ทางสุขภาพ และองค์ประกอบศิลปะสุนทรียปัญญา ประกอบสร้างพลวัตความงอกงามกันด้วยมิติกายภาพ วัตถุ และนามรูป กับมิติจิตใจ จิตวิญญาณ และรูปนาม ซึ่งต่างก็เป็นองค์ประกอบของชีวิต เป็นแดนความงอกงามทางปัญญาปฏิบัติ และเป็นมณฑลแห่งการศึกษาเรียนรู้ ที่แผ่กว้างและหยั่งสะท้อนได้สุดประมาณ พลวัตไปกับแดนต่อ Connective Dynamic Complex-System ในพหุลักษณ์ภูมิชีวิตสังคม

ปฏิบัติการเรียนรู้ ยกระดับพลวัตสิ่งก่อเกิดเชิงระบบ
และสร้างศักยภาพพหุปัญญาการจัดการใหม่พหุมิติของเมือง 

       แนวทางดังกล่าวนี้ นอกจากจะเป็นแนวปฏิบัติและสร้างพื้นฐานก่อเกิดประโยชน์ต่อการบรรลุผลดีและสลายเปลี่ยนผ่านวิกฤติปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ด้วยกระบวนการเชิงเดี่ยวแล้ว ก็สามารถสะท้อนสร้าง สั่งสมกระบวนการทางสังคมวัฒนธรรม ลงสู่ภาคสุนทรียปัญญา เช่น ศิลปะ สื่อ วัฒนธรรมการเรียนรู้ วิถีชุมชนปัญญาปฏิบัติของสังคม ซึ่งมีความเป็นวงจรวิวัฒน์มวลชนและเป็นมณฑลแห่งสาธารณะอยู่ในตนเอง ซึ่งกระบวนการในมณฑลมวลชนและมณฑลแห่งสาธารณะพหุลักษณ์ชีวิตดังกล่าวนี้ จะเป็นองค์ประกอบพื้นฐาน เอื้อต่อพลวัตสรรสร้างปัญญาหมู่ (Collective Wisdom Practice) ยึดโยงใกล้ชิดกับธรรมชาติความงอกงามพื้นฐานของชีวิต ที่จะต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ เนินไปสู่การร่วมสร้างสุขภาวะสังคมและมุ่งสู่เป้าหมายคุณภาพแห่งชีวิตต่างๆด้วยวิถีแห่งปัญญาปฏิบัติ ได้อยู่เสมอ 

        เพิ่มพูนระบบข้อมูลเชิงประสบการณ์ของสังคมและข้อมูลพหุลักษณ์ซึ่งเป็นทรัพยากรประมวลผลจินตภาพและผุดการสร้างสรรค์ด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีก้าวหน้าอันสำคัญที่สุดของสังคมที่จะสามารถยั่งยืนได้บนความเป็นตัวของตัวเองบนถิ่นฐานหนึ่งๆ และองค์ประกอบการสร้างสรรค์ปัญญาปฏิบัติในทุกภาคส่วน ให้เหมาะสมกับพลวัตร่วมยุคสมัยยิ่งๆขึ้นทุกด้าน บทความนี้ เป็นหมายเหตุชุดมโนทัศน์ของการประมวลภาพองค์ความรู้เชิงทฤษฎีและแนวคิดเชิงนโยบายรอบด้าน บูรณาการและเป็นองค์รวม ที่หยั่งสะท้อนลงสู่หน่วยปรากฏการณ์จุลภาคและฐานรากสังคม ให้บรรลุผลปัญญาปฏิบัติต่อความงอกงามในชีวิตของสังคม ที่ผู้สนใจจะสามารถศึกษาค้นคว้าและสร้างเกณฑ์ออกแบบกรอบแนวคิด เพื่อมุ่งไปสู่การได้วิพากษ์ ทบทวน คัดสรรและจัดองค์ประกอบพหุปัจจัยที่มีอยู่แล้ว ให้เกิดขั้วการยึดโยงการกระจายตัวสู่ความหลากหลายในแนวทางใหม่ๆ ด้วยข้อมูลปัญญาปฏิบัติ ยึดโยงกับฐานชีวิต เมือง ถิ่นฐาน และองค์ประกอบ ‘สุขภาวะมูลฐาน’ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเสมอกันด้วยต่างเป็น ‘ตัวแปร’ และ ‘พลวัตปัจจัย’ สรรสร้างชุดปฏิสัมพันธ์ให้ก่อเกิดพหุลักษณ์ความงอกงามกันและกัน ได้อย่างดียิ่งๆขึ้น 

เครื่องมือกระบวนการวิธีวิทยาระเบียงทรรศน์ผสานยึดโยง
พลวัตการจัดการหมู่ชนสุนทรียปัญญากร ‘สล่ากึ๊ด

กรอบแนวคิดและวงจรปฏิบัติการ

          เครื่องมือเชิงกระบวนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการในครั้งนี้  บูรณาการและผสานยึดโยงในระดับการออกแบบชุดมโนทัศน์ WAC ART-CER ของวิธีวิทยารองรับความเป็นชุมชนการยึดโยงใหม่บนความแตกต่างหลากหลายทุกภาคส่วนที่ดำรงอยู่จริงในสังคม ให้มีนัยสำคัญต่อพหุลักษณ์ข้อมูลหยั่งสะท้อนสู่ระบบความหมายในธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ได้ ประกอบด้วย WAC ART-CER และ  CER โดย WAC ART – Wellbeing Healthy Aesthetic Creation Art เป็นชุดมโนทัศน์และระบบการจัดการพลวัตสังคมที่ผมพัฒนาขึ้นมาใช้เพื่อระบุและจำแนกให้เห็นปรากฏการณ์เชิงพัฒนาทางสังคมหลายด้านจากชุดแนวคิดและชุดตัวชี้วัดหลายแหล่งที่สำคัญทั้งของสังคมไทยและที่ใช้ร่วมกันอยู่ทั่วไปในระดับนาชาติของสังคมโลก ด้านที่เป็นองค์ประกอบซึ่งได้นำมายกระดับนัยสำคัญจัดเป็นชุดมโนทัศน์หลอมรวมมิติสุนทรียปัญญา มิติสุนทรียพลานามัย สุขภาวะมูลฐาน สุขภาวะนิเวศ ใช้ปฏิบัติการเพื่อสร้างความสะท้อนเชื่อมโยงได้กับความเป็นวิทยาศาสตร์ ปฏิบัติพิสูจน์ รวบรวม สร้างวงจรพื้นฐานชุดใหม่ในการพลวัตและสรรสร้างความงอกงามต่างๆร่วมกันของหลายภาคส่วน บนธรรมชาติพื้นฐานสำคัญของมนุษย์ อันประกอบด้วยชีวิต จิตใจ อารมณ์ความรู้สึก กระบวนการทางปัญญาที่พัฒนาการเรียนรู้และงอกงามในตนเองได้ การอยู่ร่วมกัน การปฏิสัมพันธ์และจัดความสัมพันธ์กันด้วยพลวัตทางความหมายที่ไม่หยุดนิ่งตายตัว 

         CER วิธีวิทยาการออกแบบความผสานยึดโยงกันของพหุมิติ ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการขนาดใหญ่และแยกส่วนกันของสังคม ให้เป็นวงจรดำเนินการไปในเวลาเดียวกันได้ในระดับวัฒนธรรมปัญญาปฏิบัติ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างมหภาค ความสัมพันธ์เชิงอำนาจแนวดิ่ง และเต็มไปด้วยความแยกส่วน หมวกหลายใบ กระจัดกระจายเป็นเบี้ยหัวแตก ให้สามารถหยั่งสะท้อนลงสู่ฐานชีวิต ก่อเกิดขั้วการยึดโยงบูรณาการหลอมรวมได้บนภูมิประจักษ์แจ้งต่อชีวิต ขณะที่อีกขั้วการยึดโยงดั้งเดิม ก็สามารถวิวัฒน์ตนเองและเกิดความลงตัวใหม่ ประกอบด้วย C - Communication and Community ( of Wisdom Practice), E - Education, R - Research [1]   

         กรอบแนวคิดและวงจรปฏิบัติการดังกล่าว สะท้อนนัยสำคัญของกรอบแนวคิดและเครื่องมือเชิงกระบวนการที่สำคัญของพหุวิทยาการสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ สุขภาพ ศิลปะ สื่อและการสื่อสาร การศึกษา การพัฒนาองค์กรและระบบการบริหารจัดการ การวิจัยและการศึกษาเพื่อการพัฒนาปัจจัยสังคมและประชากร การปฏิบัติการทางศิลปะและการสื่อสาร ซึ่งสามารถเปิดเข้าสู่กระบวนการพลวัตทางความหมาย ระบบสัญญะ กระบวนการทางวัฒนธรรม การสร้างระเบียงทรรศน์และเสริมพลังเติบโตงอกงามด้วยชีวิตภายใน มุมมองต่อชีวิตและโลกสรรพสิ่ง ส่งผลต่อระบบพลวัตความหมายและระบบคุณค่า สร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงหลายมิติอย่างสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ตัวบ่งชี้ เครื่องมือการวัด และเครื่องมือการสังเกตต่างๆ จึงสามารถจัดวางอยู่ในมณฑลแห่งการพลวัต ผสานยึดโยงได้หลายทิศทาง เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ในบริบทหลากหลาย

วงจรการพลวัตประเด็นนัยสำคัญฐานชีวิตและภูมิสังคมเมือง

       กระบวนการเวที สร้างการสนทนา อภิปราย ยกตัวอย่าง เล่าเรื่อง ศึกษาข้อมูลชีวิตและข้อมูลประสบการณ์เชิงประจักษ์ของทุกคนหลากหลายสถานการณ์ โดยมีผมและอาจารย์ยุทธภูมิ สุประการ ดำเนินกระบวนการ เก็บรวบรวมข้อมุลพหุลักษณ์ สังเคราะห์ประเด็น กำกับจังหวะการสนทนา สร้างวาระและประเด็นแนวคิด สรุป วิเคราะห์ รวมทั้งให้สื่อภาพ สำรวจสถานการณ์ความเคลื่อนไหวรอบด้าน ทั้งในท้องถิ่นภูมิภาค สังคมไทย และพัฒนาการวงกว้างของโลก การสื่อสารหลายระดับและกระบวนการผสมผสานหลายด้าน ดำเนินไปด้วยกันทุกมิติ จึงเป็นทั้งเวทีสื่อสารเรียนรู้สิ่งที่เกี่ยวข้องต่างๆของทั้งในโครงการสรรพยศิลป์ของโรงพยาบาลน่าน ภาคศิลปะ วัฒนธรรม และธุรกิจสร้างสรรค์ของเมือง การจัดการสุขภาวะทางสังคมสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเสริมพลัง พัฒนาการเรียนรู้ประเด็นเชิงมโนทัศน์และนัยสำคัญต่างๆ ต่อสังคม ตลอดจนแนวการพัฒนาข้อเสนอ เพื่อเข้าถึงการสนับสนุนและยกระดับการจัดการพัฒนาต่างๆ จากต้นทุนก่อเกิด ที่สนใจร่วมกันต่อไป

‘ชุมชนปฏิบัติการสรรพยศิลป์’ ณ โรงพยาบาลน่าน เมืองน่าน

        โครงการสรรพยศิลป์ ART PANACEA โรงพยาบาลน่าน ริเริ่มและร่วมกันดำเนินการขึ้น โดยผู้ริเริ่มที่สำคัญ คือ แพทย์กระดูกออร์โธปิดิก ผู้ช่วยผู้อำนวยการของโรงพยาบาล และมีส่วนเป็นผู้ให้การดูแลรักษาพี่น้อย จันทวิภา อภิสุข คู่ชีวิตของพี่จุ๋ม จุมพล อภิสุข ในภาวะสูงวัยและประสบอุบัติเหตุขาหัก ได้รับการเข้าเฝือก นั่งรถเข็น และให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด และพี่จุมพล อภิสุข นอกจากเป็นคู่ชีวิตดูแลพี่น้อยแล้ว ก็ให้การใส่ใจดูแลอาจารย์เทพศิริ สุขโสภา ศิลปินแห่งชาติ ผู้สูงวัย ป่วยภาวะหลงลืมอัลไซเมอร์ เสียระบบคาวคุมการทรงตัวและเคลื่อนไหว ต้องนั่งรถเข็น ทำให้เกิดการหารือและก่อเกิดแนวคิดในการนำเอาผลงานศิลปะของอาจารย์เทพสิริ สุขโสภา ศิลปินแห่งชาติ พร้อมกับการระดมการมีส่วนร่วมของชุมชนศิลปิน ภาพเขียน ศิลปะถ่ายภาพนกและธรรมชาติ และปราชญ์อักษรธรรมตัวเมืองอัตลักษณ์น่านและวัฒนธรรมล้านนา รวมทั้งผลงานของผู้ป่วยหลังการฟื้นฟูตนเองจากการรักษา นำมาติดตั้งทั่วอาคารอุบัติเหตุและผู้ป่วยฉุกเฉินของโรงพยาบาลน่าน จากชั้น 1 ถึงชั้นสาม  

        “… หาที่ติดตั้งผลงานที่เหมาะสมและก่อเกิดประโยชน์แก่สังคม ให้กับงานของอาจารย์เทพศิริ สุขโสภา และให้เป็นการสร้างสุข ดูแลหมอ พยาบาล และบุคลากรสุขภาพ ที่ดูแลประชาชน ให้ได้มีความสุขความสบายใจ ด้วยงานศิลปะบ้าง ... “  “...เป็นสรรพยศิลป์ อยู่ในทุกมิติและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต...... ” จุมพล อภิสุข กล่าวถึงแนวคิดที่ให้ชื่อนี้  “…เป็น ART PANACEA ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งในทางการแพทย์ จะหมายถึงสิ่งเยียวยาแก่ทุกสิ่ง ศิลปะและสรรพยศิลป์จึงเสมือนยาครอบจักรวาล....”  นายแพทย์ชาตรี เจริญศิริ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช) ในนามของผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนน่าน กล่าวถึงชื่อโครงการในภาษาต่างประเทศ

         กล่าวได้ว่า โครงการสรรพยศิลป์ ART PANACEA นี้ ก่อเกิดขึ้นด้วยพื้นฐานปัญญาปฏิบัติงอกงามเสริมต่อกันของ หมอ ดูแลรักษาสร้างสุขภาวะศิลปิน ศิลปินสร้างสุขภาวะโรงพยาบาลและสังคม

         ในการเวิร์คช็อปเพื่อปฏิบัติการเรียนรู้ก่อเกิดเปิดโครงการสรรพยศิลป์ ART PANACEA ผู้เข้าร่วมประมาณ 25 คน เป็นกลุ่มมีศักยภาพสูงและเป็นผู้เกี่ยวข้องกับงานทางการปฏิบัติ เป็นแหล่งข้อมูลหลักของข้อมูลเชิงประจักษ์จากองค์ประกอบกระบวนการต่างๆหลายด้าน ประกอบด้วย กลุ่มสล่ากึ๊ดเมืองน่าน นายแพทย์วสันต์ แก้ววีผู้อำนวยการโรงพยาบาล ผู้บริหาร ผู้นำแพทย์อาวุโส ผู้นำบุคลากรสุขภาพโรงพยาบาลน่าน เช่น นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์  อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน ศิลปินแห่งชาติ เทพศิริ สุขโสภา ศิลปินจัดองค์ประกอบศิลปะแสดงสดนานาชาติคนน่าน จุมพล อภิสุข จันทวิภา อภิสุข นักบริหารจัดการพัฒนาอัตลักษณ์และสังคมสิ่งแวดล้อมศิลปวัฒนธรรมของเมือง นักธุรกิจประกอบการเชิงสังคมเศรษฐกิจศิลปะและการสร้างสรรค์ และคนเมืองน่านจากหลายภาคส่วน ทีมประสานงานหลัก นายแพทย์ชาตรี เจริญศิริ กับอาจารย์ยุทธภูมิ สุประการ และอาจารย์สิทธิธัช สุทธิกุลเกษมศักดิ์ ทีมผู้นำของหออัตลักษณ์น่าน วิทยาลัยชุมชนน่าน มูลนิธิคนฮักน่าน  

       เวทีเวิร์คช็อปนี้ จึงเป็นเวทีทำงานและปฏิบัติการเรียนรู้ ได้ผลก่อเกิดร่วมกันหลากหลายจุดหมายได้ศึกษาทบทวนการทำงานเขิงพื้นที่เมืองน่านทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม การสร้างสรรค์ การจัดเทศกาลน่านเฟส Nan Festival และอีกหลายด้าน ได้พัฒนาแนวคิดและกระบวนการข้อมูลพัฒนาการวิจัย แพทย์ผู้นำอาวุโสได้สร้างคนผู้นำรุ่นใหม่ เป็นกำลังใจ และเป็นแบบอย่างความมุ่งมั่นเชิงอุดมคติตอ่การริเริ่ม อดทน พากันสรรสร้างสิ่งยาก

      หลังจากเวิร์คช็อปแล้ว ในวันถัดมาก็ได้จัดกิจกรรมเปิดงานและจัดเทศกาลน่านเฟส สืบเนื่องอีกเป็นครั้งที่ 3 มีการเสวนาเปิดงาน นำชมงานศิลปะสรรพยศิลป์ ออกร้านจำหน่วยงานศิลปะและงานสร้างสรรค์ จัดเวิร์คช็อปศิลปะบำบัด Art Therapy การแสดงดนตรีจิตอาสา ของเยาวชน โบสถ์คริสตจักรน่าน และศิลปินจิตอาสา  

สะท้อนคิด วิพากษ์ เสริมพลัง และสรรพลวัตพหุปัญญาจากสัญญาณปัญญาปฏิบัติและสิ่งจัดแสดง

  • นวัตกรรมผลงานศิลปะแสดงสดและศิลปะจัดวางในสถานการณ์จริง ที่ยิ่งใหญ่และงดงามที่สุดต่อสังคมไทยและมนุษยชาติ ของจุมพล อภิสุข จันทวิภา อภิสุข และผู้มีส่วนร่วมเป็นองค์ประกอบมีชีวิตจิตใจทุกคน ในการจัดวางองค์ประกอบจิตใจและการเยียวยาชีวิตจิตวิญญาณ เข้าสู่ปัญญาปฏิบัติและศิลปวิทยาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ของระบบสุขภาพและหน่วยบริการสุขภาพ เป็น Social System Membrane และ Connective Dynamic Complex-System ที่ให้ความพอดี ลงตัว สำหรับการก่อเกิดปฏิสัมพันธ์ ‘พลวัตผสานพหุภูมิ’ หลายแบบแผนได้ในเวลาเดียวกันและก่อเกิดภาวะการเกื้อหนุน อิงอาศัย เสริมสร้างกัน ของปัจจัยองค์ประกอบแตกต่างหลากหลาย ทั้งภาวะคงรูป ภาวะการส่งผ่าน แลกเปลี่ยน พลังพลวัตปัจจัยต่างระบบ ของ Mind and Material, Science and Art-Culture, Spiritual and System Mechanic, Human and Nature และมีนัยสำคัญเป็นพื้นฐานการยกระดับทางสังคมวัฒนธรรม สู่มณฑลภาวะ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ Art-Science Culture for Cummulative Evolution ที่ก่อเกิดจากสังคมฐานราก ยึดโยงกับภูมิชีวิตและภูมินิเวศพื้นถิ่น ส่องสะท้อนสู่ระบบสังคมวัฒนธรรมส่วนบนกว้างขวางอย่างไม่จำกัด 
  • แหล่งนำการพัฒนาปัญญาปฏิบัติชุดแนวคิดใหม่และแหล่งพัฒนาการศึกษาเรียนรู้ของจริงระบบบสุขภาพในกระบวนทัศน์ใหม่จากฐานสังคมพื้นถิ่นภูมิภาค แพทย์และศัลยแพทย์สุนทรียปัญญากร นำสร้างสุนทรียสุข หน่วยบริการสุขภาพ ชุมชนเวชศาสตร์ป้องกัน ชุมชนเวชศิลปกรรม ระบบปฏิบัติการมิติสุนทรียพลานามัย เวชนิทัศน์ศิลปกรรม ศิลปะบำบัด
  • แหล่งที่เหมาะสมที่สุดอีกแห่งหนึ่งสำหรับการสร้างสรรค์งาน พุทธศิลป์ และแหล่งพัฒนาการเรียนรู้ปฏิบัติการ ธรรมปัญญาพุทธธรรม และวิทยาการปัญญาปฏิบัติเชิงระบบ ที่มีองค์ประกอบศิลปะการจัดวาง สำหรับพาขึ้นสู่ระเบียงทรรศน์พหุปัญญาวิทยาการที่เหมาะสม เดินเข้าสู่ห้วงปัญญาอันลึกซึ้งในภูมิชีวิต ส่องสะท้อนสู่การศึกษาใคร่ครวญ และทบทวนความสัมพันธ์เชิงระบบจากธรรมชาติของมวลชีวิตและสิ่งแสดงของจริงในโรงพยาบาล ด้วยภาวะที่สติปัญญามีกำลังความลึกซึ้งแยบคายมากขึ้นจากกระบวนการศิลปะสุนทรียปัญญาที่มี
  • ความหมายใหม่ของโรงพยาบาล ในการเป็นแหล่งจัดแสดงและสะสมผลงานของนักศิลปะ นักวรรณกรรม ชั้นยอดของสังคมไทย ล้านนา และของสังคมโลก ผลงานของเทพศิริ สุขโสภา ศิลปินแห่งชาติ และนักศิลปะวรรณกรรม ซึ่งผลงานวรรณกรรมและงานเขียนหลายชุด เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของพลเมืองไทยหลายรุ่น ได้รับการแปลเป็นวรรณกรรมนานาชาติของโลก ก่อเกิดมวลประสบการณ์ สื่อและแหล่งพัฒนาการเรียนรู้มวลชน และชุดแนวคิดร่วมของผู้นำรุ่นใหม่หลายรุ่น ทั้งของสังคมไทยและนาชาติ สืบเนื่อง 30-40 ปีมาจนถึงปัจจุบัน ผลงานของจุมพล อภิสุข และจันทวิภา อภิสุข ศิลปินปฏิบัติการเชิงมโนทัศน์  Conceptual-Intellectual Performance Arts นานาชาติของโลก และผู้นำศิลปะการแสดงสดเอเชียโทเปีย ซึ่งสร้างงานจัดวางองค์ประกอบศิลปะลงไปในเฝือก จัดวางศิลปะและองค์ประกอบชุดความหมายแบบแผนหนึ่งของมวลชีวิตในโรงพยาบาล
  • รูปธรรมเชิงระบบและการเพิ่มขึ้นของการบรรลุผลภาคปฏิบัติ ของสุขภาพสร้างนำซ่อมและการพัฒนาเชิงรุกทางด้านสุขภาพ รวมทั้ง สุขภาพและสุขภาวะภูมิชีวิตทุกภาวะความเป็นจริงทางสุขภาพตลอดชีวิตทุกกลุ่มวัย
  • แนวปฏิบัติและระบบนำทาง การสร้างสุข สร้างคุณภาพชีวิต และสร้างเสริมความสามารถดูแลตนเอง ของบุคลากรทางสุขภาพ
  • กระบวนการศิลปวิทยาและวิทยาศาสตร์ปัญญาปฏิบัติพหุวิทยาการ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ Arts-Science Culture for Cummulative Evolution การออกแบบแนวคิดและออกแบบวงจรกระบวนการ การทำงานข้อมูลพหุลักษณ์ การวิพากษ์และสื่อสารเสริมพลังปัญญาหมู่ ทักษะทีมและเครือข่ายปฏิบัติการ ในการสร้างวงจรสั่งสมภูมิปัญญาของเมือง การสร้างภูมิชีวิตสุขภาวะสังคมจากฐานรากและฐานชีวิต การสร้างภาคสุนทรียปัญญาและสร้างสังคมพลเมือง วิธีวิทยาพัฒนาการเรียนรู้มวลชนพหุลักษณ์ ปิดช่องว่างของวิธีการโดยทั่วไป ซึ่งจะเป็นการสรุปสร้างความรู้ในระดับให้เชื่อตามกันเหมาโหล แบบรายการตัดสินคำถามคำตอบเชิงเดี่ยว เลือกถูกผิด เลือกขั้วยึดโยง ซึ่งเป็นกระบวนการมุ่งสกัดลดทอนสร้างระบบเหมารวมถัวเฉลี่ยเกณฑ์เดี่ยว One-Size Fit All ไปสู่การสร้างวงจรกระบวนการ ผสมผสานข้อจำกัดต่างๆ ที่สำคัญคือ (1) วงจรความลึกซึ้งแยบคาย เสริมพลังก่อเกิดกระบวนการหยั่งสะท้อนและประมวลผลพหุลักษณ์ข้อมูลบูรณาการสุนทรียปัญญาจากภายในภูมิชีวิตและฐานชีวิต (2) การผสานยึดโยงพลวัตทางความหมาย ระบบคุณค่า ชุดมโทัศน์ การยกระดับระเบียงทรรศน์ประเด็นร่วมต่อมวลสรรพสิ่ง ประกอบขึ้นเป็นภาวะผู้นำหมู่ทางภูมิปัญญาของมวลชน (Collective Wisdom Practice) ตอบสนองการกระจายครอบคลุมความหลากหลายของขั้วการยึดโยง เอื้อต่อการร่วมสร้างความหมายออกจากตนเองในทุกรายละเอียด และผุดเกิดมณฑลภาวะ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ในมิติใหม่ ที่สะท้อนความเป็นมณฑลพลวัตส่วนรวมของทุกความหลากหลาย งอกงาม สื่อสารเรียนรู้ พัฒนาการศึกษาพหุลักษณ์มวลชน และเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปด้วยกันได้อยู่เสมอ (3) การเสริมสร้างศักยภาพการจัดการอย่างมีส่วนร่วมด้วยกระบวนการปัญญาปฏิบัติ (4) การวิพากษ์ ทบทวน ศึกษา งานเชิงทฤษฎีรอบด้านของทั่วโลกที่สะท้อนยึดโยงและมีนัยสำคัญเห็นสิ่งประจักษ์แจ้งได้จากพหุลักษณ์ข้อมูลปัญญาปฏิบัติของผู้เข้าร่วมกระบวนการในฐานะ Social-Phenomena Creative Changes Creator เป็นกรณีตัวอย่างหนึ่งของชุมชนปัญญาปฏิบัติ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ WAC ART-CER จากฐานพัฒนาการของสังคมไทย เสริมสร้างนวัตกรรมการวิจัยเชิงสังคมบูรณาการสุขภาพและวัฒนธรรมทางปัญญา การวิจัยเชิงคุณภาพพหุลักษณ์ข้อมูล และการวิจัยเชิงปฏิบัติการทางมานุษยวิทยา สื่อ ศิลปะ และการศึกษา ซึ่งจะเป็นพื้นฐานในอีกแนวทางหนึ่งให้กับการพัฒนาบทบาทภาคการศึกษา ภาควิชาการ ภาคสุนทรียปัญญา และภาคพหุปัญญาทางสังคม ได้เป็นอย่างดี
  • แหล่งการศึกษาการพัฒนาชุมชนสุนทรียปัญญากร ปฏิบัติการเรียนรู้ มิติสุนทรียพลานามัย และการพัฒนาเครื่องมือและนวัตกรรมศิลปะในระบบสุขภาพ การพัฒนาเวชศิลปกรรม การพัฒนาเวชนิทัศน์ศิลปกรรม การพัฒนาสื่อสิ่งจัดแสดง กิจกรรม และเทศกาล การสื่อสารเผยแพร่ บูรณาการกับการสร้างสรรค์สุขภาวะเศรษฐกิจสังคมฐานศิลปะสุนทรียพลานามัย ปฏิสัมพันธ์กับสุขภาวะของเมืองและเพิ่มพูนบรรยากาศแวดล้อมคุณภาพการเลือกสรรค์และส่งเสริมพลวัตรอบด้านต่อเศรษฐกิจสังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม และอื่นๆ

        กระบวนการเล็กๆ แต่มีองค์ประกอบที่มีนัยสำคัญเชิงระบบพหุมิติ พหุภาคส่วน อีกทั้งเป็นชุมชนปัญญาปฏิบัติสหสาขาที่อยู่กับการปฏิบัติในชีวิต มีศักยภาพสูง ประกอบด้วยคนหลายรุ่นและยึดโยงระบบสังคมหลากหลายมิติ อย่างครอบคลุมครบถ้วน ที่ได้ปฏิบัติการเรียนรู้ ทบทวน วิพากษ์ ขยายความกว้างขวางของพหุปัญญา และใคร่ครวญการหยั่งลึกสู่ฐานชีวิตสู่ธรรมชาติชีวิตจิตใจทุกคนของมนุษย์ พร้อมกับสะท้อนสู่การสร้างวงจรปฏิบัติการ พอแสดงให้เห็นประจักษ์ได้ตลอดกระบวนการ บนระบบสุขภาพและในหน่วยบริการสุขภาพของพื้นถิ่นจังหวัดน่าน ที่เห็นตลอดสายจากองค์ประกอบปัญญาปฏิบัติ ให้ภาพภาวะการก่อเกิดพลวัตสุขภาวะสังคม สะท้อนความสัมพันธ์เชิงระบบ ยึดโยงออกไปจากฐานชีวิตปัจเจกและชุมชนในฐานะต้นธารผู้กระทำพลวัตปัจจัย เสมือนเป็นเส้นสีน้ำ หรือบากรอยจอบไขมวลน้ำเข้าผืนนา แปลพลังทำลายให้กลายเป็นความชุ่มชื้นสร้างผืนดินอุดมสมบูรณ์แก่มวลความงอกงาม และเป็นสื่อประสาทสัญญาณชีพ บ่งบอกนัยสำคัญของการงอกงามขึ้นจากฐานชีวิตได้ประการหนึ่งว่า จากนี้ไป ระบบสุขภาพและสุขภาวะสังคม จะเปลี่ยนไปตลอดกาล.