เพชรบูรณ์ เมืองแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร (9) แวะสระบุรี สักการะรอยพระพุทธบาท วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร

การเดินทางท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ ขาไปแวะสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสระบุรี

แวะสระบุรี สักการะรอยพระพุทธบาท วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร

วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ที่อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ตามพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า มีพระภิกษุไทยคณะหนึ่งเดินทางไปยังลังกาทวีปเพื่อนมัสการรอยพระพุทธบาท พระสงฆ์ลังกากล่าวว่า ประเทศไทยก็มีรอยพระพุทธบาทอยู่แล้วที่เขาสุวรรณบรรพต จึงได้นำความกราบทูลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมให้ทรงทราบ และได้สืบหาจนพบรอยพระพุทธบาท เพื่อเป็นที่สักการบูชา เป็นศูนย์รวมแห่งพลังศรัทธาอันยิ่งใหญ่ วัดพระพุทธบาทสระบุรีเป็นพระอารามหลวง ที่พระมหากษัตริย์แทบทุกพระองค์ทรงทำนุบำรุงและเสด็จไปนมัสการตลอดมา ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึง รัตนโกสินทร์

ประวัติความเป็นมา
วัดพระพุทธบาทเป็นวัดโบราณ สร้างเมื่อปีพุทธศักราช 2167 สมัยกรุงศรีอยุธยา ผู้สร้างคือสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โปรดให้สร้างขึ้นเนื่องจากพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ ณ บริเวณนั้น ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใส โปรดให้ช่างก่อเป็นเรือนน้อย ครอบรอยพระพุทธบาทไว้เป็นการชั่วคราว 

ครั้นเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงราชธานี โปรดให้สถาปนายกสถานที่ที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทนั้น ขึ้นเป็นพระมหาเจดียสถาน และโปรดให้สร้างพระมหามณฑปครอบรอยพระพุทธบาท พร้อมกับโปรดให้เจ้าพนักงานสร้างพระอารามสำหรับพระภิกษุสามเณรอยู่อาศัยเป็นประจำ เพื่อดูแลรักษาพระมหาเจดีย์สถานพร้อมกับบำเพ็ญสมณธรรม พระราชทานนามว่า วัดพระพุทธบาท แต่ชาวบ้านเรียกว่า วัดพระบาท ได้รับยกฐานะเป็นพระอารามหลวง เมื่อปีพุทธศักราช 2167

สถานะและที่ตั้ง 

วัดพระพุทธบาทเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 19 ถนนสมเด็จพน หมู่ที่ 8 ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 6,268 ไร่ 24 ตารางวา

พระอุโบสถ เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาลด 2 ชั้น มุงกระเบื้องเคลือบ ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ อยู่บริเวณไหล่เขาใกล้พระมหามณฑป สร้างเมื่อปีพุทธศักราช 2163 ต่อมาได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่

พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปหล่อสำริด ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 1 ศอก 1คืบ 4 นิ้ว  สูง 2 ศอก 2นิ้ว

พระมหามณฑปน้อยที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสร้างสมัยพระเจ้าทรงธรรม แต่เดิมมีทองคำหุ้มอยู่ ต่อมาได้ถูกพวกจีนที่อาสาต่อสู้กับพม่าลอกเอาทองคำไป แล้วยังเผาพระมณฑปอีกด้วย รัชกาลที่ 1ได้ทรงปฏิสังขรณ์เมื่อ พ ศ. 2330 และได้รับการปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมในรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 4

พระมณฑปใหญ่ สร้างในสมัยพระเจ้าทรงธรรม เดิมเป็นมณฑปยอดเดียว ได้รับการเปลี่ยนแปลงเครื่องบนให้เป็นพระมณฑป 5 ยอด ในรัชกาลพระเจ้าเสือ (พ.ศ. 2246 - 2251) แต่การปฏิสังขรณ์ตกค้างมาจนถึงรัชกาลพระเจ้าท้ายสระ ( พ ศ. 2251 - 2275) ครั้นถึงรัชกาลที่ 1 ได้ทรงเปลี่ยนเป็นมณฑปยอดเดียว ต่อมาจนถึงรัชกาลที่ 6ได้ทรงโปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนยอดจากไม้เป็นคอนกรีตทั้งตัว เมื่อ พ.ศ. 2265

ประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษา เป็นประเพณีสำคัญที่อยู่คู่กับวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารมาช้านาน พี่น้องประชาชนชาวอำเภอพระพุทธบาทและพื้นที่ใกล้เคียงจะถือเอาวันเข้าพรรษาของทุกปี ซึ่งตรงกับวันแรม 1ค่ำ เดือน 8 เป็นวันตักบาตรดอกเข้าพรรษา เพื่ออนุรักษ์และสืบสานขนบธรรมเยียมประเพณีของท้องถิ่น จนกระทั่งเป็นประเพณีของจังหวัดสระบุรี และปัจจุบันเป็นปนะเพณีระดับประเทศ ได้ชื่อว่า "เป็นประเพณีหนึ่งเดียวในโลก" โดยแต่เดิมจัดเพียง 1วัน แต่เนื่องจากพุทธศาสนิกชนมาร่วมทำบุญตักบาตรเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก จังหวัดสระบุรีจึงได้เพิ่มจำนวนวันตักบาตรดอกเข้าพรรษาเป็น 3 วัน โดยจัดงานบริเวณหน้าวัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร

ประวัติดอกเข้าพรรษา

วันแรม 1ค่ำเดือน 8 ของทุกปีเป็นวันเข้าพรรษา ชาวอำเภอพระพุทธบาทจะนำดอกไม้ชนิดหนึ่งมาตักบาตรจนกลายเป็นประเพณีท้องถิ่น ดอกไม้ที่นำมาใช้ตักบาตรเรียกกันว่า ดอกเข้าพรรษา หรือ ดอกหงส์เหิน เพราะลักษณะของดอกและเกสรเหมือนกับตัวหงส์ที่กำลังเหินบินด้วยท่วงท่าลีลาอันสง่างามนั่นเอง

หงส์เหินเป็นพืชจัดอยู่ในวงศ์ขิง เป็นไม้ดอกเมืองร้อน เกิดขึ้นในป่าร้อนชื้นซึ่งพบได้ในประเทศไทย พม่า และเวียตนาม ต้นหงส์เหินเป็นไม้ล้มลุก มีสีเหลืองสดใส มีกลีบประดับขนาดใหญ่ตามช่อโดยรอบจากโคนถึงปลาย สีของกลีบประดับมีหลายสี เช่น เหลือง ขาว ม่วง ซึ่งแต่ละสีสื่อความหมายดังนี้

สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา

สีเหลือง  หมายถึง สีแห่งพระสงฆ์


สีม่วง หมายถึง เป็นสีที่หายากที่สุด เชื่อว่าการใส่บาตรด้วยดอกสีม่วงจะได้กุศลบุญแรงที่สุด

เมื่อพระสงฆ์ได้รับบิณฑบาตแล้วจะนำดอกเข้าพรรษาไปสักการะรอยพระพุทธบาท อันจะส่งผลบุญให้ผู้ทำบุญตักบาตรได้ขึ้นสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ ดอกเข้าพรรษาหรือดอกหงส์เหินนั้นจะออกดอกเพียงปีละครั้งเดียวในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาเท่านั้น

บริเวณหน้าวัดพระพุทธบาทจะมีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้ามาขายทุกวัน  เป็นสินค้าประเภทของกินของใช้ และหัตถกรรมพื้นบ้าน ดังนั้นหลังจากทำบุญไหว้พระจนจิตใจสบายแล้ว ก็สามารถเดินเลือกซื้อสินค้าต่างๆ ให้เพลิดเพลินใจต่อได้เลย  

ขอขอบคุณ

  • ผศ.ประทีป เล้ารัตนอารีย์ แห่ง มศว.ประสานมิตร วิทยากรพิเศษประจำทริปเพชรบูรณ์-ศรีเทพ-ภูทับเบิก
  • มิตรไมตรีจากเพื่อนร่วมเดินทางทุกท่าน

บันทึกต่อไป
เพชรบูรณ์ เมืองแห่งพืชพันธุ์ธัญญาหาร (9) วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก