ในเรื่องชุดอันดับแรก เราจะดูที่ชีวิตของโสเครตีส และดูว่าจะสอนเราเกี่ยวกับความเข้าใจของมนุษย์
ตามปกรณัมของผู้ก่อตั้ง ปรัชญาเริ่มต้นที่ชายแก่ที่ชอบเอะอะ ต่อมาเขาถูกประหารชีวิต เนื่องจากกระตุ้นสานุศิษย์ของเขาให้กระด้างกระเดื่อง เพราะสอนเกี่ยวกับธรรมชาติของความยุติธรรม (justice), ความกล้าหาญ (courage), และคุณธรรมอื่นๆ (virtues) ไม่ต้องกล่าวหรอกว่า การตัดสินให้ประหารชีวิตแทบจะไม่ก่อให้เกิดสาขาทางวิชาการใหม่ๆลงได้ แต่การตายของโสเครตีส, ความสงสัยอันมีลักษณะพิเศษ, และความพยายามอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยในการสนทนากับชาวเอเทนบอกเราเกี่ยวกับสารัตถะของความเข้าใจของมนุษย์
ความตายบ่งชี้ถึงการจำกัดเหนือความกลัวต่อสิ่งต่างๆ การรู้ว่าสิ่งหมายถึงอะไร ลองจินตนาการถึงสิ่งที่ไม่จำกัด เช่น พระเจ้าดูสิ ในฐานะผู้สร้างที่ไม่ตาย, ไม่โกหก, มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง พระเจ้าจะเป็นรู้เรื่องสุดท้าย จริงๆแล้ว การสร้างสรรค์ทั้งหมดคือการแทนที่สภาวะพระเจ้า (God’s being) และสิ่งนี้หมายความว่าพระเจ้าเกี่ยวข้องกับทุกสิ่ง ในทางตรงกันข้าม เราในฐานะมนุษย์ มองไม่เห็นทุกสิ่ง จริงๆแล้วความจริงส่วนใหญ่อยู่ห่างจากเราเหมือนกับความลึกลับที่กระตุ้นความคิด (a thought-provoking mystery) ในฐานะที่สิ่งที่สิ้นสุด (finite being) ความเข้าใจของเราจะผูกติดกับมุมมองเกี่ยวกับความเป็นจริง
ยกตัวอย่าง กุหลาบ นักฟิสิกส์จะมองกุหลาบว่าประกอบไปด้วยอนุภาคและพลังงานที่มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน นักเคมีอาจมองมันในแง่ส่วนประกอบต่างๆที่ประกอบมันขึ้นมา ในขณะที่นักชีววิทยาอาจมองในแง่ระบบสภาพแวดล้อมที่ทำให้มันเจริญเติบโต นักเศรษฐศาสตร์อาจมองในแง่คุณค่าการแลกเปลี่ยน ศิลปินผู้วาดภาพอาจมองมันในแง่ความสวยงาม และคนรักอาจมองมันแบบซาบซึ้งในแง่ความหมายแบบโรแมนติก ความคิดนี้แต่ละอันสอนเราถึงบางสิ่งเกี่ยวกับกุหลาบ แต่ความคิดทั้งหมดอธิบายในส่วนเดียว ดังนั้นการขยายความซาบซึ้งของเราเกี่ยวกับโลก เราต้องตระหนักรู้ถึงธรรมชาติอันข้อจำกัดของเราต่อความรู้, การตั้งคำถามเกี่ยวกับมุมมอง และยอมรับความคิดที่แตกต่างกัน
สำหรับชีวิตส่วนหนึ่งของโสเครตีส ยอมรับความจริงถึงธรรมชาติของความเข้าใจของมนุษย์ซึ่งเป็นข้อจำกัด เขากล่าวในขณะที่ดำเนินชีวิตของเขาต่อไปว่า “ภูมิปัญญาที่เป็นจริงเป็นของพระเจ้า” และเขากล่าวอ้างอย่างมีชื่อเสียงว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย”
การปฏิเสธที่จะเสแสร้งถึงความเข้าใจแบบพระเจ้า และข้อสงสัยของเขาในเรื่องความรู้นำไปสู่การตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำตามๆกันมา (customs) และประเพณี (tradition) ของเมืองเอเธนส์ จริงๆแล้ว เขาใช้ชีวิตกับการเที่ยวไปตามที่สาธารณะและตลาด ซึ่งทั้งสองแห่งนี้เป็นที่ถกเถียงในหมู่ชาวเอเธนส์ ที่ทั้งสองนั้นโสเครตีสขัดขวางกิจกรรมในชีวิตประจำวันของทุกๆคนนับแต่หมอ, นักกฎหมาย, กวี, และพระ ต่อมาเขาจะท้าทายและกดดันพวกเขาในความเชื่อที่พวกเขาถือนั้นเอง
โดยปกติแล้ว โสเครตีสจะใช้ทักษะที่เหนือกว่าในการโน้มน้าว เพื่อแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัด, ความไม่พอ, และข้อขัดแย้งในทัศนะของคนที่เขาโต้เถียงด้วย ในการทำสิ่งนี้ เขาทำให้คู่สนทนาไม่น่าเชื่อถือ และมีฉายาว่าเป็นโสฟิสต์ (sophist) คนหนึ่งเลยทีเดียว โสฟิสต์คือ ผู้ปราศรัยที่เป็นมืออาชีพ ที่เล่นกับการใช้คำ จนทำให้ข้อโต้เถียงของคู่สนทนาอ่อนลง
สุดท้ายแล้ว ความไม่เคารพของโสเครตีสกับวิถีการปฏิบัติของชาวเอเธนส์, คำถามที่มุ่งหน้าไม่ลดละของแก่นสารของสิ่งต่างๆ, และความสามารถในทักษะการพูดทีเหนือกว่าที่จะรบกวนดื้อแพ่งต่อพลเมืองชาวเอเธนส์นำไปสู่การทำลายล้างต่อชีวิตเขาเอง จริงๆแล้วผองเพื่อนมองว่าการโต้เถียงในการก่อกวนพลเมืองชาวเอเธนส์นั่นต่างหากที่นำเขาไปสู่ความตาย มากไปกว่าความผิดเรื่องการไม่เคารพพระเจ้าและการใช้เยาวชนในทางที่ผิด
ที่ไม่น่าแปลกใจเลยคือการที่โสเครตีสมองคำถามที่ถามถึงรากฐานในหลายๆแง่มุม เช่นเขามองตนเองเป็น “ตัวกวน” ผ่านการวิจารณ์ที่เผ็ดร้อน ที่สามารถกระตุ้นให้เกิดความสำนึกของตนเอง โดยผ่านความเข้าใจที่แท้จริง และการศึกษาที่ผิดๆ ในขณะที่ชาวเอเธนส์ไม่สามารถจะทดสอบประเพณี และสิ่งที่ทำตามๆกันมาได้ แต่โสเครตีสสามารถพัฒนากับกลุ่มชน เช่นนักศึกษา, พ่อค้า, คนชั้นสูง, และนักการละคอนที่มีความเปิดกว้าง และพยายามจะสร้างคำตอบใหม่ๆผ่านคำถามที่ว่าด้วยถึงความสุข, ความเจริญงอกงามของมนุษย์, พื้นฐานที่มีจริยธรรมในการกระทำ, และความเข้าใจเรื่องความจริงโดยของมันเอง
การแลกเปลี่ยนอย่างวิพากษ์ และบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความหมาย โสเครตีสเริ่มทำกับเพื่อนๆ และคนร่วมงานนิยามการปฏิบัติของปรัชญา จริงๆแล้ว วิธีการแบบโสเครตีสในการถามและตอบ เพื่อที่กระตุ้นเรื่องการใคร่ครวญ, ทำให้เกิดการตั้งสมมติฐานเพื่อทดสอบกับทัศนะที่ยอมรับ, และนำเสนอสิ่งที่เป็นขบวนการใหม่ๆกับประวัติศาสตร์ทางภูมิปัญญา
ยกตัวอย่างเช่น อริสโตเติล พบว่าการอธิบายของพลาโตผิดพลาดในเรื่องชีวิตที่ดี ที่พลาโตมองว่าเหตุผลอยู่เหนือกิเลสฝ่ายหยาบ และข้อวิจารณ์ของอริสโตเติลแผ้วถางไปสู่การกล่าวอ้างของ Epicurean ที่เห็นว่ากิเลสมีด้านบวกในความมีชีวิตที่ดี โดยนัยยะเดียวกัน การโต้ตอบของไอน์สไตน์ที่มีต่อกลศาสตร์ของนิวตันนำไปสู่ความเข้าใจอันใหม่ในจักรวาล และทฤษฎีของไอน์สไตน์คือความก้าวหน้าในศตวรรษที่ 20
ด้วยงานของไอน์สไตน์ เราได้ออกไปจากชายแก่อารมณ์บูดชาวกรีกและสานุศิษย์ของเขาในเวที ไปสู่เวทีใหม่ที่เราต้องดึงปรัชญาออกมาจากหอคอยงาช้างและนำมันไปสู่ตลาดหรือที่สาธารณะ หากพูดในเชิงปฏิบัติแล้ว เราต้องหาพื้นที่เพื่อการพูดคุยอย่างสาธารณะ ดึงเอาการศึกษาและประสบการณ์ของพวกเขามาสู่ประเด็นทางการเมือง, วัฒนธรรม, และสังคม ที่มาจากทัศนะทางปรัชญา ในการทำสิ่งดังกล่าว เราตั้งใจจะให้ผู้อ่านได้พบกับข้อคิดเห็นที่กระตุ้น, ทรงภูมิปัญญา, แบบรู้แจ้งเห็นจริง, และก่อกวนจากมุมมองที่แตกต่างกัน
หากดำเนินตามโสเครติส หน้าใหม่จะถูกออกแบบเพื่อการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผลต่อประเด็นที่ยังถกเถียงกันอยู่ โดยมีจุดมุ่งหมายของการสนทนาที่ทุกคนมาถกเถียงกัน ระหว่างพลเรือนที่มีอุดมการณ์ต่างกัน โดยสรุปคำว่า “Agora หรือตลาด” มีนัยยะขอการดำเนินตามมรดกทางสังคม ถึงแม้ว่าเราจะไม่ให้ผู้อ่านของเรามีชีวิตเหมือนโสเครติสก็ตาม
แปลและเรียบเรียงจาก
Aaron James Wendland. Philosophy must be dragged out of the ivory tower and into the marketplace of ideas.