พ่อตา พ่อของภรรยาของผม อายุเกือบครบ 86 ปีแล้ว สุขภาพโดยรวมยังแข็งแรง ได้ตรวจติดตามผลสุขภาพและต้องไปพบแพทย์ตามนัดตามภาวะสุขภาพตามวัย และมีกิจกรรมชีวิตดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ภรรยาผมเลยจัดให้มาอยู่ด้วยกันที่บ้านสังคมศิลป์ จะได้สะดวกต่อการพาไปโรงพยาบาลและช่วยกันดูแลในชีวิตประจำวัน จัดว่าเป็นกระบวนการจัดการการพึ่งตนเองและการมีส่วนร่วมทางสุขภาพ ส่งเสริมความมีประสิทธิภาพของบริการทางสุขภาพ การแพทย์ การรักษา
รวมทั้งเป็นสิ่งที่จะประจักษ์แจ้งได้จริงต่อรูปแบบหนึ่งของการจรรโลงความงอกงามของชีวิต ไม่หยุดลงกับบางส่วนของสุขภาพและชีวิตเพียงด้านความเจ็บป่วยและสูงวัยแก่ชรา อันเป็นภาวะธรรมชาติจริงแท้ของมนุษย์ทุกคน แต่เสริมพลังการมุ่งสู่การสร้างเสริมคุณภาพแห่งชีวิต และการพัฒนาการเรียนรู้ สรรสร้างปัญญาปฏิบัติต่อชีวิตและสังคมของภาวะสุขภาพดีตามวัยที่ยังมีอยู่ ให้มีคุณค่าและมีความหมายอย่างดีที่สุดต่อตนเองและผู้อื่น เป็นองค์ประกอบสุนทรียพลานามัยแห่งชีวิต และเป็นอีกมิติหนึ่งของพลวัตทางสุขภาพต่อทุกมิติของสังคมสิ่งแวดล้อม ที่บ้านสังคมศิลป์จะทำให้สิ่งที่มีอยู่ในสังคมไทยและฐานรากของสังคมอื่นๆของโลกกว้างในมิตินี้ ปรากฏขึ้นให้เป็นที่ประจักษ์และสามารถพัฒนาส่งเสริมให้ก่อเกิดผลดีต่อมิติอื่นๆได้อย่างดี มากยิ่งๆขึ้น
บ้านสังคมศิลป์ได้ปรับสภาพบ้านและจัดพื้นที่แบบอารยสถาปัตยศิลป์ Creative Universal Design ดูองค์ประกอบพื้นฐานต่างๆให้มีความเหมาะสมกับชีวิตประจำวัน โดยถือเอาตามความสะดวกและตามความเหมาะสมกับภาวะสูงวัย เอื้อต่อการอยากเดิน อยากทำงานสวน อยากอยู่กับงานช่าง อยากพักผ่อนอยู่กับกิจกรรมชีวิตในบ้าน ทำงานสล่า งานสร้างสรรค์ บำรุงรักษาสิ่งใช้สอย รวมทั้งมีมุมให้นั่งนอนพักผ่อนอยู่กับสายลม ร่มไม้ มีความสงบเงียบ แวดล้อมด้วยโอสถบำรุงชีวิตและสิ่งที่ให้กำลังแก่การได้อยู่กับชีวิตภายใน ทั้งแมกไม้ ธรรมชาติ งานศิลปะ งานสรรแสดงภาวะแวดล้อมชีวิตจิตวิญญาณ ให้พอประมาณแบบคิดและทำกันเอง
เมื่อเริ่มมาอยู่แล้ว ก็ดำเนินตามครรลองและคติชีวิตการวางหมุดหมายสิ่งดีตามหลักของชาวบ้าน คือ เริ่มต้นอีกห้วงหนึ่งของชีวิตด้วยการทำบุญ สดับธรรม กับพระและชุมชนศรัทธา รวมทั้งญาติพี่น้องลูกหลาน ซึ่งก็ถือว่าเป็นโอกาสดี ที่จะได้ทำบุญด้วยกันเป็นระยะๆ เป็นหลักสร้างจังหวะแก่ชีวิตที่เห็นได้ทั่วไปทั้งชาวบ้านล้านนาและในวิถีชีวิตของผู้คนในทุกสังคมทั่วโลก
ผมจึงคอยอำนวยความสะดวกเต็มที่ พร้อมกับเสริมการจัดองค์ประกอบต่างๆ ให้สื่อสะท้อนบุคลิกของบ้านสังคมศิลป์และสื่อสะท้อนองค์ประกอบแวดล้อมชีวิตการงาน ให้ญาติพี่น้องและผู้มาร่วมงานนับญาติกัน ได้เห็นชีวิตจิตใจและเสมือนได้เดินเข้ามาในชีวิต ผูกพันสายรกทางจิตวิญญาณกันและกัน รวมทั้งได้ ‘บุญสุขภาวะสังคมศิลป์’ ไปตามความถนัดจากทุกสิ่งที่จะจัดขึ้นได้ในบ้านสังคมศิลป์ จากผมกับภรรยาและทุกคนที่มาช่วยกัน ตามสบายด้วยกันทุกคน เหมือนได้ไปมาหาสู่กัน ได้ทำบุญสรรสร้างความผูกพันนับญาติกัน เป็นกำลังเกื้อหนุนความเจริญงอกงามกันของมนุษย์
นอกจากนี้ ก็จัดรูปแบบให้เป็นวาระได้จรรโลงพระศาสนาและปฏิบัติธรรมปัญญาให้ได้แก่ตนเอง และให้ได้สิ่งที่ผมจะสามารถจัดองค์ประกอบให้เข้าถึงได้ด้วยปัญญาปฏิบัติต่อสิ่งรอบตัวด้วยตนเองได้ของทุกคน ณ บ้านสังคมศิลป์ ต่อ ‘องค์ประกอบพหุปัญญาศิลปประจักษ์’ Creative Integrated Conceptual Arts Practice และ ‘ศิลปะสุนทรียพลานามัย’ WAC Art ‘องค์ประกอบคุณภาพแห่งชีวิตสุขภาวะมูลฐาน’ ‘องค์ประกอบสุขภาวะนิเวศ’ สอดแทรกผสมผสาน เป็นวงจรศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ชุมชน สุนทรียพลานามัยและความศานติสุขงดงามในภูมิชีวิตสังคม Composition for WAC Arts and Connective Peacefulness Manifestation อย่างเป็นธรรมชาติอยู่ในงานนี้ไปด้วย ผมจัดวางองค์ประกอบต่างๆ เหมือนให้ทั้งงานเป็นการทำงานศิลปะมีชีวิตชิ้นหนึ่งที่ทุกคนต่างก็ร่วมเป็นเม็ดสี ทีแปรง แสงเงา และธรรมชาติการไหลหลากความเอิบอาบชุ่มชื่น ให้ความงอกงาม ของน้ำและสีน้ำ จัดตำแหน่งให้พระสงฆ์และพระรัตนตรัยอยู่ในตำแหน่งสูงส่ง เด่นสง่า เป็นประธานองค์ประกอบทัศนียภาพของงานบุญและการสดับธรรม
ทุกอย่างเป็นสิ่งที่มีและทำสั่งสมมาตามปรกติอยู่แล้วทั้งในวิถีแห่งชีวิตการงาน 40-50 ปี และในบ้านสังคมศิลป์ 20 ปี ที่มุ่งใส่ใจองค์ประกอบเหล่านี้จากในทุกสิ่ง เมื่อพ่อตาและญาติพี่น้อง รวมทั้งภรรยากับพี่น้องหมู่ญาติมิตร มีพลังใจอยากคิดอยากทำสิ่งใดตามแต่จะคิดได้ ผมก็ร่วมเรียนรู้ไปด้วย แล้วก็จัดองค์ประกอบและจัดระบบเสริมความประสานสอดคล้องกันต่างๆ เข้าไปตามสภาพที่เกิดขึ้น ผสานยึดโยง ประกอบกันไปบนความสัมพันธ์ปรับเปลี่ยนให้ไปด้วยกันและเกื้อนหนุนส่งเสริมกัน สรรการผุดบังเกิดมิติสุนทรียพลานามัยและความศานติสุขงดงามในภูมิชีวิตสังคมบนภาวะความเชื่อมโยงกันแบบ Connective Peacefulness Manifestation
จึงนอกจากเป็นการได้ส่งเสริมการได้ทำบุญร่วมกันอย่างถึงพร้อมดังประสงค์ของพ่อตา ภรรยา และญาติพี่น้องแล้ว ก็เหมือนได้ทำงานจัดแสดงทางศิลปะและจัดองค์ประกอบศิลปะเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม‘สังคมศิลป์’ ของชุมชนปัญญาปฏิบัติ บูรณาการและผสานยึดโยงพหุมิติสุขภาวะสังคมจากหลากหลายองค์ประกอบในชีวิตจริง กับมิติศิลปะ สุนทรียปัญญา สุขภาพ กระบวนการทางการศึกษาเรียนรู้ การจรรโลงความงอกงามและเพิ่มพูนยกระดับคุณภาพแห่งชีวิต การปฏิบัติธรรม การสร้างสื่อและสิ่งจัดแสดงของจริง การสื่อสาร และทุกอย่าง ที่ประกอบกันขึ้นเป็น สุขภาวะมูลฐานและคุณภาพแห่งชีวิต ด้วยมิติสุนทรียพลานามัย ในหน่วยชีวิตและหน่วยปรากฏการณ์พหุลักษณ์สังคม บนกิจกรรมชีวิตและวงจรปฏิบัติในการยึดโยงกันระดับหน่วยพื้นฐานชุมชนของมนุษย์ ที่อุปมาได้ดั่งอณูและโมเลกุลการพลวัตภูมิชีวิตฐานราก ให้สามารถเข้าถึง สดับ ใคร่ครวญ วิพากษ์ทบทวน ซาบซึ้ง และเข้าไปมีส่วนได้สรรองค์ประกอบความงอกงามต่อประสบการณ์เชิงประจักษ์ของมนุษย์โดยการสังเกตทางตรง ปฏิบัติพิสูจน์ทดลองด้วยองค์ประกอบแห่งชีวิต ให้เห็นทั่วถึงสิ่งสะท้อนนัยสำคัญอันละเอียดอ่อนลึกซึ้งเบาบางต่อกระแสธารการพลวัตมีชีวิตในสังคมกว้างใหญ่เกินหยั่งประมาณได้ เลยทีเดียว เป็นโอกาสทำงานสร้างสรรค์ ‘มิติสุนทรียพลานามัย’ ที่รัดกุม ถึงพร้อม และได้จัดองค์ประกอบพหุปัจจัยต่างๆ ให้สะท้อนยึดโยงกับประเด็นความเป็นจริงทั้งของสังคมไทยและโลกกว้าง ได้อย่างดีที่สุดครั้งหนึ่ง เลยทีเดียว
งาน ‘บุญสุขภาวะสังคมศิลป์’ นี้ จัดไปเมื่อวันเสาร์ ที่ 18 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา มีญาติพี่น้อง ชาวบ้าน ชุมชน ผู้เคารพนับถือกัน มาร่วมงานประมาณ 80-100 คน โดยประมาณเอาจากจำนวนเก้าอี้ ที่นั่ง และการจัดอาหารเครื่องดื่มได้มาทำบุญ นั่งกินข้าว สดับธรรม ปฏิบัติบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถวายภัตตาหารและปฏิบัติบูชาต่อพระสงฆ์ ทำอาหารกินด้วยกัน นั่งคุยกัน นั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ ชมงานศิลปะ บอกเล่าเรื่องราวชุมชน ผู้คน และบ้านสังคมศิลป์ จากงานศิลปะ ลานด้านหน้า จัดมุมศิลปะ มุมวาดรูป ระบายสี สำหรับเด็กลูกหลานยุวพลเมือง
กราบนมัสการนิมนต์หลวงพ่อ เจ้าอาวาสวัดบ้านห้วยส้มของชุมชน ได้เปิดมุมศิลปะและเป็นหมายเหตุชีวิตแก่เด็กลูกหลานและครอบครัวพ่อแม่ผู้ปกครอง ชั้นบนของอาคารเปิดโล่งระเบียงฉำฉา ปูเสื่อและจัดแสดงงานศิลปะ นอกเหนือจัดติดตั้งกระจายอยู่ทั่วบริเวณของบ้านสังคมศิลป์ ให้เด็กๆ และผู้ใหญ่ ได้แวะเวียนขึ้นไปเดินชม สัมผัสชั้นบรรยากาศและเห็นตนเองมีชีวิตบนระเบียงทรรศน์ระดับพุ่มแมกไม้เหนือผืนดิน ด้านหน้าของห้องนั่งสดับธรรมร่วมกัน ติดตั้งงานศิลปะ 3 ชิ้น ประกอบด้วย ‘สุนทรียศิลป์แผ่นดิน’ งานในชุดสื่อศิลป์ภูมิพลังแผ่นดินและเทิดพระเกียรติ น้อมเกล้าถวายส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับอีก 2 ชิ้น
ชิ้นหนึ่งเป็นงานสีน้ำ ภาพวิหารไม้โบราณ วัดคร่อเรียงราย ท่าตะโก นครสวรรค์บ้านเกิดผม เขียนขึ้นหลังไปเยี่ยมชมกับศักดิ์สิริ มีสมสืบ ศิลปินแห่งชาติ และกวีรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในแง่หนึ่งนั้น ภาพนี้ก็เป็นการถ่ายทอดจิตวิญญาณในธรรมชาติและศาสนสถานสู่งานศิลปะสีน้ำ และอีกแง่หนึ่ง ก็เป็นงานศิลป์ที่มีองค์ประกอบในการมุ่งแสดงความมีชีวิต สะท้อนยึดโยงสัจการในภูมิชีวิตมนุษย์ ให้ร่วมสื่อสัมผัสได้ในฐานรากของสังคมร่วมสมัยจากบริบทพื้นถิ่นและกระบวนการทางคุณค่าอีกมากมาย ที่ก็จะสะท้อนอยู่ในงานศิลปวรรณกรรม และอีกหลายมิติที่มีปัจจัยพลวัตชีวิตตลอดกาลอยู่ในสิ่งที่มองไม่เห็น แต่จะสามารถหยั่งประมาณและเข้าถึงได้อย่างซาบซึ้งมากยิ่งๆขึ้น ด้วยสิ่งประจักษ์พหุลักษณ์ข้อมูลจากสังคมไทยและแผ่นดินนครสวรรค์ โดยเฉพาะจากงานศิลปะพหุปัญญาของศักดิ์สิริ มีสมสืบ กับศิลปินและปราชญ์อีกหลายคนของสังคมไทยจากพื้นถิ่นนครสวรรค์ เป็นงานในชุดที่สรรสร้างขึ้นด้วยกระบวนการทำงานในอีกแบบหนึ่งแบบงานเวชนิทัศน์ศิลปกรรมของสังคมไทยเพื่อเป็นตัวอย่างของงานศิลปะอุเทศศิลป์ และงานศิลปะสุนทรียปัญญาเพื่อเป็นองค์ประกอบเสริมกำลัง ให้มิติจิตวิญญาณและพลวัตความงอกงามของชีวิตในทุกสิ่งสามารถเข้าถึงและหยั่งประมาณความลึกซึ้งแยบคายต่างๆร่วมกันผ่านอารยธรรมสรรสร้างต่างๆ ได้อย่างงดงามแรงกล้า ก่อเกิดวงจรสะท้อนสร้างสิ่งต่างๆ อย่างไม่สิ้นสุด ยิ่งๆขึ้น สิ่งที่ถ่ายทอดสู่กันของมนุษย์ ทั้งในสังคมไทยและสังคมต่างๆของโลก สืบเนื่องหลายยุคสมัย เช่น งานศิลปะวรรณกรรมแห่งชาติของสังคมไทย ที่ส่งออกเป็นวัฒนธรรมภูมิปัญญามวลชนของนานาชาติและโลกกว้างด้วย จะยิ่งเข้าถึง ซาบซึ้ง และส่งแรงสะเทือนต่อความงอกงามร่วมกันมากยิ่งๆขึ้นของเพื่อนมนุษย์ เมื่อได้มาอ่านและสัมผัสตรงบนผืนดินของสังคมไทย ณ นครสวรรค์ เหล่านี้เป็นต้น จึงเป็นงานคัดสรรมาติดตั้งจัดแสดงเป็นหมุดหมายกับงานบุญสุขภาวะสังคมศิลป์ครั้งนี้
กับอีกชิ้นหนึ่ง เป็นงานสีน้ำแนว Scientific Painting and Water Colour ของหน่อย รุจิรา คำศรีจันทร์ ภรรยาผมและผู้ให้ชื่อ ‘บ้านสังคมศิลป์’ เพื่อสะท้อนพหุปัจจัยปฏิบัติการและกรอบแนวคิดพหุวิทยาการของผม ผมถือเอาเป็นหมุดหมายของงาน ‘เวชนิทัศน์ศิลปกรรม’ ‘เวชศิลปกรรม’ ‘ศิลปะสุนทรียพลานามัย’ และ ‘ศิลปะสุนทรียปัญญา’ ในพหุวิทยาการของศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ที่ได้องค์ประกอบครบถ้วนมาก สำหรับใช้ทำงานต่างๆต่อไปเรื่อยๆ
บนผนังฉากหลังอาสนะของพระสงฆ์ ก็ติดตั้งภาพดรออิ้งต้นมะพร้าว เป็นภาพต้นมะพร้าวชุดแรกและให้ผลทะลายแรกของบ้านสังคมศิลป์ ที่พ่อแม่ของภรรยาผมปลูกให้บนผืนดินที่สร้างบ้านสังคมศิลป์นี้เมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว มะพร้าวน้ำหอมต้นแรกและให้ผลทะลายแรก จากการปลูกให้ของพ่อแม่นี้บุพการีและใช้เวลาดูแลกว่า 5-6 ปี มีคุณค่าจากกาลเวลา การดูแล และเป็นของจริงในการสร้างความงามจากหยาดเหงื่อแรงกายใจ มีความสูงส่งทางความหมายมาก ผมกับภรรยาจึงไม่กินเองในทางวัตถุ แต่ได้วาดรูปถ่ายทอดไว้ ให้ภรรยานำไปพิมพ์คุณภาพสูงลงบนผ้าใบเท่าของจริง เก็บไว้เป็นอาหารจิตใจและโอสถทางจิตวิญญาณของตนเองและสาธารณชนอีกต่อๆไป ส่วนผลมะพร้าวน้ำหอมของจริงนั้น ผมปอก 4 ลูก นำไปมอบให้พ่อแม่ของภรรยา 2 ลูก หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดห้วยส้ม 1 ลูก และผู้เฒ่าผู้อาวุโสสูงสุดของหมู่บ้านของเรา อีก 1 ลูก ในงานทำบุญครั้งนี้ ผมจึงได้นำมาจัดแสดง ติดตั้งในท่ามกลางพื้นที่แห่งบุญกุศล เล่าให้พ่อแม่ของภรรยา ญาติพี่น้อง และทุกคน ได้สดับชมไปด้วยกันอีก
นอกจากนี้ พระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชาของงานนี้ ก็เป็นงานศิลปะปฏิมากรรมของญาติผู้น้อง ลูกอาของผม ซึ่งเป็นพนักงานอาวุโสความสามารถสูงในระดับแถวหน้าของบริษัทขายรถยนตร์แห่งหนึ่ง แต่เป็นศิษย์เก่ารุ่นน้องของผม ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิจิตรศิลป์ อีกทั้งรูปปูนปลาสเตอร์สำหรับระบายสีของเด็กๆ ก็ทำขึ้นและส่งมาร่วมโดยน้องชายผมซึ่งเป็นนายช่างศิลป์ ของสำนักช่างสิบหมู่ ของสถาบันพัฒนาศิลป์ กรมศิลปากร
ญาติพี่น้องในครอบครัวที่ใกล้ชิด พากันทำอาหาร เครื่องดื่ม การจัดดอกไม้ การจัดสิ่งประดับตบแต่ง แล้วนำติดมือมาด้วย ทั้งงานไม่ขอรับซองและของชำร่วย กระนั้น ก็มีครอบครัวของเพื่อนบ้าน ทำงานฝีมือกล่องจดหมายและพัสดุ มามอบให้แก่บ้านสังคมศิลป์ด้วย กลุ่ม อสม ซึ่งนอกจากเป็นเพื่อนพี่น้องชุมชนด้วยกันแล้ว ก็เป็น อสม ผู้นำทั้งในระดับจังหวัด ภาคเหนือ และ อสม เชี่ยวชาญระดับชาติ และเป็นลูกศิษย์ในหลายโครงการหลักสูตรของผมกับกองส่งเสริมบริการสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขด้วย รวมทั้งชาวบ้านจากร้านค้าในชุมชน ที่ผมนำเอางานศิลปะไปติดตั้งตบแต่งร้าน ค่อยๆเตรียมการองค์ประกอบชุมชนและเมืองสุขภาวะเศรษฐกิจสังคมในวิถีชีวิตจากฐานสุนทรียพลานามัย ก็มาร่วมงานบุญสุขภาวะสังคมศิลป์นี้ด้วยกัน
จึงมีองค์ประกอบสายธารการผสานหลอมรวมความงดงามจากหลายมิติของระบบสังคมขนาดใหญ่ หยั่งสะท้อนและเป็นพหุปัจจัยชุมนุมสร้างเสริมเกื้อหนุนกันให้เห็นพลังความงอกงามจากภูมิชีวิตในสิ่งทั้งมวลให้เป็นที่ประจักษ์ได้อย่างดีที่สุดวาระหนึ่ง
ไม่มีเครื่องเสียง ระดับเสียงในบรรยากาศโดยรวมตลอดงาน วัดด้วยแอพพลิเกชั่น Sound Meter โหลดให้ใช้ฟรี จากหลายๆจุดหลายๆบรรยากาศ ได้เฉลี่ยต่ำกว่า 65-75 เดซิเบล (ระดับเสียงอึกกระทึกที่จะกระทบต่อสุขภาพและเป็นอันตรายต่อระบบการได้ยินของมนุษย์ คือ 80 เดซิเบล ในระยะเวลาต่อเนื่อง 10 นาทีขึ้นไป หรือประมาณเพลงทั่วไป 3-4 เพลง )
ไม่มีการดื่มเหล้าเบียร์และสิ่งมึนเมา ไม่มีการสูบบุหรี่เลย ญาติพี่น้อง ชาวบ้านในชุมชน และหมู่มิตร นั่งตามมุมต่างๆ เป็นกลุ่ม บ้างก็เดินแวะเวียนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกัน ไม่มีกำแพงเสียงดังให้ต้องตะเบ็งเสียงสนทนาสิ่งที่มีความหมายจริงจังไม่ได้ เสียโอกาสเป็นเครือข่ายข่าวสารความงอกงามของชีวิตกันและกัน หรือนั่งรักษามารยาทให้เวลาผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ ได้นั่งอยู่ด้วยกันจากประมาณ 09.00-14.00 น.
เมื่อเสร็จสิ้นแล้ว ก็มีน้ำใจช่วยกันเก็บข้าวของ คืนของวัดและนำเอาของใช้ส่วนรวมจากชุมชน ไปจัดงานสรงน้ำพระธาตุของวัดและชุมชนต่อไปอีก จากนั้น ทุกอย่างก็กลับสู่สภาพเดิมเหมือนไม่มีการจัดงานอะไรแตกต่างไปจากทุกวันของบ้านสังคมศิลป์และชุมชนเลย
ผมและครอบครัวเดินจัดเก็บขยะสดจากการทำอาหาร นำเอาไปฝังดินทำเป็นปุ๋ยในแปลงผักได้เพียง 2 ถังน้ำ ขยะทั่วไปแยกเก็บภาชนะพลาสติกแล้ว 2 ถุง น้ำหนักประมาณ 5-6 กิโลกรัม อาหารและเครื่องดื่มเหลือให้กินได้ 2-3 มื้อ ใช้เงินและสิ้นค่าใช้จ่ายเพียงหลักพัน เพิ่มขึ้นจากการกินอยู่และการใช้สอยในทุกวันเพียงเล็กน้อย เท่านั้น.
ปฏิมากรรมพุทธศิลป์ ศิลปกตัญชลี
พระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชาของงานนี้ เป็นงานศิลปะปฏิมากรรมของ ฐานิสร์ คำศรีจันทร์ ญาติผู้น้อง ลูกอาของผม ซึ่งเป็นพนักงานอาวุโสความสามารถสูงในระดับแถวหน้าของบริษัทขายรถยนตร์แห่งหนึ่ง เป็นศิษย์เก่ารุ่นน้องของผม ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิจิตรศิลป์ และขณะศึกษา เป็นนายกสโมสรนักศึกษา คณะวิจิตรศิลป์ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย
มุมศิลปะสำหรับเด็กลูกหลาน และยุวพลเมืองจากเพือนบ้านในชุมชน บนลานบ้านใต้ต้นฉำฉา และการจัดแสดงงานศิลปะ บนชั้นสองระเบียงฉำฉา
ภาพบนผนังฉากหลังอาสนะของพระสงฆ์ ติดตั้งภาพดรออิ้งต้นมะพร้าว เป็นภาพต้นมะพร้าวชุดแรกและให้ผลทะลายแรกของบ้านสังคมศิลป์ ที่พ่อแม่ของภรรยาผมปลูกให้บนผืนดินที่สร้างบ้านสังคมศิลป์นี้เมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว มะพร้าวน้ำหอมต้นแรกและให้ผลทะลายแรก จากการปลูกให้ของพ่อแม่นี้บุพการีและใช้เวลาดูแลกว่า 5-6 ปี มีคุณค่าจากกาลเวลา การดูแล และเป็นของจริงในการสร้างความงามจากหยาดเหงื่อแรงกายใจ มีความสูงส่งทางความหมายมาก ผมกับภรรยาจึงไม่กินเองในทางวัตถุ แต่ได้วาดรูปถ่ายทอดไว้ ให้ภรรยานำไปพิมพ์คุณภาพสูงลงบนผ้าใบเท่าของจริง เก็บไว้เป็นอาหารจิตใจและโอสถทางจิตวิญญาณของตนเองและสาธารณชนอีกต่อๆไป ส่วนผลมะพร้าวน้ำหอมของจริงนั้น ผมปอก 4 ลูก นำไปมอบให้พ่อแม่ของภรรยา 2 ลูก หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดห้วยส้ม 1 ลูก และผู้เฒ่าผู้อาวุโสสูงสุดของหมู่บ้านของเรา อีก 1 ลูก ในงานทำบุญครั้งนี้ ผมจึงได้นำมาจัดแสดง ติดตั้งในท่ามกลางพื้นที่แห่งบุญกุศล เล่าให้พ่อแม่ของภรรยา ญาติพี่น้อง และทุกคน ได้สดับชมไปด้วยกันอีก
กลุ่มสล่าที่มาช่วยทำบ้านให้อยู่เสมอ กับศิลปินโฮมสตูดิโอเพื่อนบ้าน Chin Clay Studio งานศิลปะเซรามิกและศิลปะเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากเศษไม้ สิ่งเหลือใช้ และสิ่งใช้ทรัพยากรหมุนเวียน และ Din Da Home of Ocarina งานศิลปะเซรามิก ขลุ่ยดินเผาโอคารินนา และขลุ่ยไทย กับขลุ่ยนานาชาติจากไม้ งานศิลปะเครื่องดนตรีแถวหน้าของประเทศและของนานาชาติ
ปูนปลาสเตอร์สำหรับระบายสีของเด็กๆ ทำขึ้นและส่งมาร่วมโดยน้องชายผม นายช่างกมล คำศรีจันทร์ นายช่างศิลป์ ของสำนักช่างสิบหมู่ ของสถาบันพัฒนาศิลป์ กรมศิลปากร
ศิลปะแกะสลักไม้ งานสล่าจากฟาร์ม 77 Wood Factory เพื่อบ้านของบ้านสังคมศิลป์
















