หนังสือแปล บัญชีชีวิตชินด์เลอร์ ชะตากรรมโลกไม่ลืม แปลจากวรรณกรรมอมตะ Schindler’s List เขียนเป็นนวนิยายจากเรื่องจริง โดย Thomas Keneally จากชีวิตของ Oscar Schindler ที่ช่วยชีวิตชาวยิวกว่างสามพันคนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ จัดพิมพ์จำหน่าโดยสำนักพิมพ์ MadMan Books
เป็นหนังสือที่ผมชอบ เพราะผมชอบหนังสือประวัติศาสตร์ นี่คือหนังสือประวัติศาสตร์ที่เขียนแบบนิยาย มีตัวละคร มีเหตุการณ์ ที่ผสมผสานไปกับเรื่องจริงในโปแลนด์ โดยเฉพาะที่เมืองคราเคา (Krakow) ที่ในหนังสือใช้ชื่อว่า คราคูฟ เมืองใหญ่อันดับสองของโปแลนด์
นึกได้รางๆ ว่าราวๆ ปี ๒๕๑๖ ผมได้รับทุน WHO ไปเข้าหลักสูตรอบรมเรื่อง Health Planning and Development ที่เมือง Zagreb ประเทศเช็กโกสโลวาเกีย (ในขณะนั้น เดี๋ยวนี้เป็นเมืองหลวงของประเทศโครเอเชีย) ราวๆ ๒ เดือน และมีช่วงหนึ่งไปอบรมที่เมือง คราเคา ประเทศโปแลนด์ด้วย ตอนวันหยุดเขาพาไปชมพิพิธภัณฑ์ค่ายกักกันเอ๊าชวิตช์ด้วย เห็นแล้วรู้สึกคลื่นเหียนจะอาเจียน เพราะมีการเอากระดูกมนุษย์มาทำเครื่องใช้ต่างๆ เอาเส้นผมมาทอเป็นผ้า มีรูปสภาพที่เชลยในค่ายกักกันถูกทรมาน ถูกใช้เป็นสัตว์ทดลองทางการแพทย์ เราได้ไปเห็น Gas Chamber ที่ทหารเยอรมันหลอกคนอยิวให้แก้ผ้าเข้าห้องอาบน้ำชำระกายและใจให้บริสุทธิ์
ฉากต่างๆ ในหนังสือจึงเผยสภาพคล้ายจริงทางสังคมในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองในยุโรปกลาง ผมได้ตระหนักว่า สงครามกับธุรกิจมันไปด้วยกันในทุกยุคทุกสมัย ตัวเอกของเรื่องคือ ออสคาร์ ชินด์เลอร์ เป็นนักธุรกิจอุตสาหกรรม ที่หากินจากสงคราม อาศัยการสร้างเครือข่ายผ่านกระบวนการทางสังคม และความเป็นคนเยอรมันโพ้นทะเล (ผมว่าจริงๆ แล้วเป็นคนออสเตรีย) การศึกษาดี เป็นลูกเศรษฐี แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจโลกแถวๆ ปี 1930 พ่อก็ล้มละลายและหย่ากับแม่ ตอนที่เขากำลังทำธุรกิจกับกองทัพเยอรมันอย่างรุ่งโรจน์ในปี 1942 เขาอายุ ๓๔ ปี
ข้อเรียนรู้จากเหตุการณ์เรื่องราวในหนังสือคือ นายทหารที่ไปรบอาศัยตำแหน่งหน้าที่หาผลประโยชน์เข้าตัวอย่างแยบยล อ่านแล้วคิดถึงสังคมไทย การเมืองไทย ในปัจจุบัน การจัดงานเลี้ยงเอาใจนายหรือเพื่อสร้างคอนเน็กชั่นที่เล่าอย่างกลมกลืนในหนังสือน่าจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนักธุรกิจกับนักการเมืองไทย และชวนผมสงสัยว่าวัฒนธรรมแบบนี้ในสังคมสนามรบ ติดเข้ามาในสังคมทหารผู้ใหญ่ไทยปัจจุบันเพียงไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัฒนธรรมการรับผลประโยชน์ข้างเคียง
ที่จริงเรื่องนี้ในราชการไทย จะตำหนิเฉพาะทหารก็ไม่ยุติธรรม
เป็นชตากรรมโลกไม่ลืมในหลากหลายด้าน ไม่เพียงขตากรรมของชาวยิว ๕ ล้านคนเท่านั้น
ออสคาร์ ชินด์เลอร์ อยู่ในสังคมของคนเยอรมันที่เชื่อว่าในที่สุดแล้วนาซีจะแพ้สงคราม แต่เขาก็ทำธุรกิจหาประโยชน์จากสงคราม แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงความเห็นอกเห็นใจชาวยิว และหาทางช่วยชีวิตคนเหล่านั้นอยู่อย่างลับๆ ผ่านการคัดกรองรับเข้าเป็นคนงานในโรงงานของเขา เขาบอกคนงานที่รับเข้าใหม่ทุกคนว่า เป็นคนงานของเขาชีวิตจะปลอดภัยไปจนสงครามสิ้นสุด โดยที่เขาแต่งตัวโก้ ติดเครื่องหมายสวัสดิกะ มีรถยนต์ราคาแพงใช้ ๔ คัน มีเงินเอาไว้ซื้อของขวัญให้นายทหารเยอรมันอย่างไม่อั้น
แล้วผมก็เข้าไปดูหนัง Schindler’s List ใน Netflix ซึ่งช่วยให้ทั้งการอ่านและการดูหนัง ได้รสชาติขึ้นอีกมาก โดยเฉพาะตอนที่ ออสคาร์ คุยกับภรรยา เอมิลี ว่าตนไปที่คราเคาแบบตัวเปล่า ไปฟื้นโรงงานร้างขึ้นมาได้และทำเงินมหาศาล โดยอาศัยพลังของสิ่งเดียว อะไร เอมิลีถาม สงคราม ผมซาตอริทันที สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามอิสเรล-ฮามาส ในปัจจุบัน และสงครามเวียดนาม สงครามอิรัก และอื่นๆ ในอดีต คือตัวเร่งหรือตัวสร้างธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสงคราม
ทั้งอ่านหนังสือ และดูหนัง นำสู่การสะท้อนคิดว่า ผมไม่รู้จักชีวิตแบบชีวิตของออสคาร์ ชิลเลอร์ ที่เป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโดยสายเลือด และรู้จักใช้ความสับสนวุ่นวายจากสงครามในการทำธุรกิจ ที่ผมคิดไม่เป็น ทำไม่เป็น ยังสงสัยว่า หากผมตัดสินใจเรียนเคมีเทคนิค ซึ่งเป็นวิชาเพื่ออุตสาหกรรมโดยตรง ผมจะคิดเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอย่างเพื่อนๆ หลายคนไหม หรือหากสอบชิงทุนธนาคารแห่งประเทศไทยไปเรียนเศรษฐศาสตร์ในต่างประเทศ ชีวิตผมจะต่างจากปัจจุบันอย่างไร
คงสู้ชีวิตปัจจุบันไม่ได้ ผมตอบ
เพราะชีวิตคนเราเป็นสมมติ มีจุดบังเอิญของการหักเห ออสคาร์ เติบโตมาในครอบครัวของนักธุรกิจอุตสาหกรรมที่รุ่งเรืองก่อนยุคเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นตัวหล่อหลอมหรือให้โอกาส ซึ่งต่างจากชีวิตผมโดยสิ้นเชิง ได้รับรู้เรื่องการให้คุณค่าสิ่งของฟุ่มเฟือยราคาแพงจากในหนังสือและในภาพยนตร์แล้ว ผมบอกตัวเองว่า การที่ผมมีชีวิตง่ายๆ ไม่มีสิ่งของฟุ่มเฟือยหรือโก้เลยนั้น เป็น “ทรัพย์” อันประเสริฐ ... อนัตตา
แล้วผมก็ตื่นจากหลับไหล ว่าการที่นาซีทำทารุณกรรมคนยิวได้ถึงเพียงนั้น ก็เพราะมีแนวร่วม ข้อความที่หน้า ๑๕๙ ที่ระบุว่า “พวกโปลเกลียดพวกยิว” ช่วยให้ผมได้สติ ว่าในบางบริบทของสังคม คนเราหมกมุ่นอยู่กับความเกลียดชัง
ผมมีบุญจริงๆ ที่เกิดมาในท่ามกลางความรักในครอบครัว และเติบโตในสังคมที่รักและมุ่งช่วยเหลือคนอื่น คือสังคมหมอพยาบาล เมื่อชีวิตก้าวหน้าสู่สังคมที่ซับซ้อน ผมก็มั่นคงในคุณค่าของอารมณ์บวก และการสร้างระบบนิเวศเชิงบวกในที่ทำงาน และในสังคมที่ตนเองเข้าไปเกี่ยวข้อง
แต่ก็น่าชื่นชม ออสคาร์ ชินด์เลอร์ ที่แม้แวดล้อมด้วยสังคมที่สับสน และชุ่มโชกไปด้วยผลประโยชน์สีเทาและสีดำ เขาก็ยังธำรงมนุษยธรรมด้านการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ยากลำบากหรือตกอยู่นันตราย ไม่ถูกกระแสผลประโยชน์และความคิดสีดำครอบงำ
อ่านถึงบทที่ ๑๓ ผมก็เข้าใจบริบทความเป็นอยู่ของคนยิวในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ดีขึ้น ว่าไม่ใช่ว่าพบคนยิวที่ไหนกองทัพเยอรมันจับตัวเอาไปฆ่าหมด เพื่อชนะสงคราม ต้องมีการส่งกำลังบำรุงมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นกำลังผลิตเพื่อส่งให้กองทัพใช้ ดังนั้น คนยิวที่เป็นแรงงานมีฝีมือ จึงได้รับบัตรประจำตัวที่มีสติกเกอร์สีฟ้าติดอยู่ ในขณะที่คนยิวมีสติกเกอร์ตัว J และในช่วงปี 1941 จนสิ้นสุดสงคราม ในเมืองคราเคามีการจัดตั้งชุมชนยิว ให้คนยิวอพยพเข้าไปอยู่ ริบที่อยู่ดีๆ ของคนยิวฐานะดี ไปเป็นของกองทัพเยอรมัน ให้นายทหารอยู่อย่างหรูหรา ออสคาร์ ชินด์เลอร์ ก็ได้รับอะพาร์ตเม้นท์หรูแบบนี้ด้วย
เรื่องราวเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และชัดขึ้นว่า การตั้งชุมชนยิวก็เพื่อเอาตัวไปฆ่าง่ายขึ้น มีการหลบหลีกของชาวยิวที่นั่น และมีขบวนการชาวยิวระหว่างประเทศช่วยเหลือคนยิวอย่างลับๆ ขึ้นทั่วไป และ ออสคาร์ ชินด์เลอร์ ได้ช่วยเป็นสายลับให้ รวมทั้งช่วยพาสายลับชาวยิวจากฮังการีไปเรียนรู้สถานการณ์ในเมืองคราเคาด้วย
มีฉากเรื่องราวตื่นเต้นมากมาย ที่ผู้บัญชาการของเยอรมันมีอำนาจยิงคนได้ตามใจชอบ หรือบางครั้งก็ยิงเอาสนุก รวมทั้งขบวนการกำจัดหรือฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิวก็เผยขึ้นอย่างมีลีลาของการเขียนแบบเล่าเรื่องราว แต่ก็มีหลักฐานว่า ตัวเลขคนยิวที่ถูกฆ่าหลากหลายแบบนั้น อาจถูกขยายจำนวนเป็นเกือบสิบเท่าในหลายพื้นที่
แถมยังมีเรื่องสนุกของการหลบหลีกอำนาจทหารหรือตำรวจเยอรมัน โดยเหล่าคนยิวในโรงงานของ ออสคาร์ ชินด์เลอร์ เรื่องสนุกตื่นเต้นมากเรื่องหนึ่งคือพิธีแต่งงานของสองหนุ่มสาวยิว ในโรงนอนคนงานหญิงของโรงงาน ที่ “ขึ้นหอ” ได้เพียง ๑๐ นาที ตำรวจก็มาค้นหาผู้ชายที่หลบหนี เฉลยตอนหลังว่า เขาตามจับชาย ๓ คน ไม่ใช่ตัวเจ้าบ่าว
คำว่า “บัญชีรายชื่อ” ปรากฎเป็นครั้งแรกในหน้า ๕๐๖ ในช่วงที่กองทัพเยอรมันเริ่มล่าถอย และมีข่าวว่าฮิตเล่อร์ถูกฆ่า ออสคาร์ ชินด์เลอร์ ต้องการย้ายโรงงานไปที่ประเทศเช็กโกสโลวาเกีย และต้องการเอาคนงานมีฝีมือไปด้วย ซึ่งในที่สุดก็ได้สถานที่ที่ บรึนน์ลิตฺซ ใกล้ ซิตเทา บ้านเกิดของ ออสคาร์ ชินด์เลอร์
ช่วงนี้สงครามมีท่าทีว่าจะจบโดยเยอรมันแพ้ มีการเปลี่ยนผู้บัญชาการพื้นที่เมืองคราเคาของเยอรมัน โดยผู้บัญชาการคนเก่าถูกจับและสอบสวนข้อหาคอร์รัปชั่น และต่อมา ออสคาร์ ชินด์เลอร์ ถูกจับและขังนานเป็นสัปดาห์ แต่ก็เหมือนสองครั้งก่อน หลุดออกมาได้ผ่านการมีคอนเน็กชั่น
การทำ “บัญชีรายชื่อของชินด์เล่อร์” มีรายละเอียดมาก โดยใช้ข้ออ้าง เพื่อไปเป็นแรงงานฝีมือที่โรงงานที่สนับสนุนสงคราม ในที่สุดคนในรายชื่อก็เดินทางไป บรึนน์ลิตฺซ โดยแยกไปโดยรถไฟ แยกขบวนชายกับหญิง ภายใต้การควบคุมของตำรวจเยอรมัน ขบวนชายแม้จะเผชิญความยากลำบาก ก็ถึง บรึนน์ลิตฺซ ในไม่กี่วัน แต่ขบวนฝ่ายหญิงกลับโดนเอาไปที่ เอ๊าทฺชวิตซ์ อยู่นาน กว่า ออสคาร์ ชินด์เลอร์ จะตามไปช่วยมาได้ โดยต้องจ่ายสินบน (ตามเคย) อย่างซับซ้อน
ที่จริงมีคนและขบวนการช่วยเหลือคนยิวอยู่ทั่วไป มีคนที่ช่วยแบบเอาตัวเข้าเสี่ยงแบบ ออสคาร์ ชินด์เลอร์ ด้วย ผู้คนตีความว่าคนเหล่านี้ติดไวรัสยิว ผู้เขียนบอกว่ากรณี ออสคาร์ ชินด์เลอร์ ยิ่งกว่านั้น คือเข้าสายเลือด โดยช่วงที่ย้ายโรงงานไปอยู่ที่ บรึนน์ลิตฺซ นั้น วัตถุประสงค์หลักน่าจะเป็นการช่วยเชลยยิว เอาโรงงานผลิตอาวุธเป็นข้ออ้าง ผมเดาว่า ออสคาร์ ชินด์เลอร์ ขาดทุนไปมากมายในช่วงนี้
สะท้อนความซับซ้อน (และ วิคเค็ด – wicked) ของมนุษย์อย่าง ออสคาร์ ชินด์เลอร์ ที่มุมหนึ่งเป็นมนุษย์เจ้าสำราญ เสือผู้หญิง อยู่กับความชั่วร้ายของสงครามอย่างกลมกลืน อีกมุมหนึ่ง เขาเป็นนักมนุษยธรรม – humanitarian จากมุมของนักการศึกษา - การเรียนรู้ ผมตีความว่าเขามี EF – Executive Functions ที่แข็งแรงในระดับอัจฉริยะ
เมื่อจบสงคราม เขาหนีไปทางตะวันตกเพื่อไปสวิส ผ่านความยากลำบากและการช่วยเหลือ จนได้รับความช่วยเหลือให้อพยพไปอยู่ประเทศอาร์เจนตินา ร่วมกับคนยิวที่คุ้นเคยจำนวนหนึ่ง เพื่อทำธุรกิจเลี้ยงสัตว์เพื่อขายขนสัตว์และหนังสัตว์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องล้มละลาย เขากลับไปอยู่ที่เยอรมันและทำธุรกิจซีเมนต์ แล้วล้มละลายอีก เขาได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรยิว และได้รับยกย่องเป็นวีรบุรุษจากประเทศอิสราเอล เขาเสียชีวิตที่เมืองแฟรงค์เฟิร์ต เยอรมนี ในปี 1974 ศพของเขาฝังที่เมืองเยรูซาเลมตามที่เขาต้องการ
วิจารณ์ พานิช
๑ มิ. ย. ๖๗
อ่านแล้วสะท้อนใจนะคะอาจารย์ โชคดีที่เราไม่ได้เข้าไปอยู่ในวังวนนั้นๆ
อาจารย์เป็นทั้งนักเขียน นักดูหนัง นักเล่าเรื่อง ที่เอาสาระมาให้ผู้อ่านได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้สิ่งที่ผมเคยได้ยินได้ฟังมาก่อนหน้านี้ สมบูรณ์เลยครับ…วิโรจน์ ครับ