หนังสือ Four Ways of Thinking : Statistical, Interactive, Chaotic and Complex (2024) เขียนโดย David Sumpter ศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัย อุปซาลา สวีเดน ผู้เขียนหนังสือขายดี The Ten Equations That Rule the World ชวนให้ผมคิดถึงหนังสือ The Six Thinking Hats โดย Edward de Bono
แค่เห็นชื่อหนังสือ ผมก็อดเถียงไม่ได้ ว่าคิดแบบ chaotic กับ complex มันอันเดียวกัน หรือเชื่อมโยงกัน แล้วก็นึกได้ว่าคิดทุกแบบต้องเชื่อมโยงกัน จึงจะเป็นความคิดที่ดี คือการคิดที่ดี ต้องไม่แยกส่วน
ผมจึงลองถามคุณ เจมีไน ณ กูเกิ้ล ว่า What are key issues in the book "Four Ways of Thinking : Statistical, Interactive, Chaotic and Complex"? In what context is it most applicable? In what context is the book rather useless? What are the difference to the book "The Six Thinking Hats"?
ได้คำตอบที่มีประโยชน์มาก ๓ หลักการคือ (๑) เข้าใจการคิดหลายแบบ (๒) มีจุดพอดีระหว่างคิดอย่างมีข้อมูลหลักฐาน (evidence-based) กับคิดด้วยปรีชาญาณ (intuition) และ (๓) ความซับซ้อนกับขีดจำกัดของการคาดการณ์
เขาระบุข้อจำกัด ๓ ประการ (๑) ในสาขาที่ต้องใช้เทคนิคสูง (๒) ยังต้องวิเคราะห์ให้ลึกยิ่งขึ้น (๓) นำเอาระบบที่ซับซ้อนมาทำให้ดูง่ายๆ เกินไป ผ่านการระบุว่ามีวิธีคิดเพียง ๔ แบบ
การขอให้ เจมีไน เปรียบเทียบการคิด ๔ แบบ กับการคิดแบบหมวก ๖ ใบ ให้คำตอบที่เปิดกระโหลกผม ว่าการคิด ๔ แบบช่วยแยกแยะชนิดของปัญหา ส่วนการคิดแบบหมวก ๖ ใบ ช่วยให้มองปัญหานั้นด้วยหลายมุมมอง คนเราประยุกต์ใช้วิธีคิดแยกแยะทั้งสองแบบอย่างเป็นอัตโนมัติ เอไอ เจมีนี ช่วยให้ผมเข้าใจวิธีแยกแยะหลายแบบ และชวนคิดต่อว่า ต้องมีแบบอื่นอีก ไม่ใช่มีเพียงวิธีคิด ๔ แบบ ของ David Sumter กับวิธีคิดแบบหมวก ๖ ใบ ของ Edward de Bono
ผมลองถาม แชตจีพีที ๓.๕ และโคไพล็อต ด้วยคำถามเดียวกัน พบว่า โคไพล็อต ให้คำตอบดีที่สุดใน ๓ เจนเนอเรทีฟ เอไอ เพิ่มเติมจากที่ผมเขียนไปแล้วที่ วิธีคิดแบบหมวก ๖ ใบ เป็นเครื่องมือของการทำงานหรือกระบวนการกลุ่ม ให้มีการคิดอย่างรอบคอบ ด้วยหกมุมมอง (perspectives)
ในช่วงแรกของหนังสือ หัวข้อ Four ways บอกว่า เป้าหมายของหนังสือคือ ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใกล้ความจริงเขาไปอีกนิด โดยอาศัย ๔ แนวทางของการคิด
หัวข้อ Starting the journey เล่าเรื่องการเรียนรู้วิธีคิดครั้งแรกจากการเข้าร่วม Santa Fe Institute’s school in Complex Systems ในปี 1997 เมื่อผู้เขียนอายุ ๒๓ ปี และไปสหรัฐเป็นครั้งแรกในชีวิต เป้าหมายของการเข้าคอร์สระยะสั้น ๔ สัปดาห์นี้คือ เรียนรู้วิธีคิดที่แตกต่างจากที่คุ้นเคย
หนังสือเล่าหมวด Statistical Thinking ยืดยาว (ที่จริงยืดยาวทุกหมวด) ผมขอตัดไปที่ตอน A happy world สรุปสั้นๆ ว่า เป็นเรื่องของ World Happiness Index โยงกับอายุขัยเฉลี่ยของประชาชนของประเทศนั้นๆ โดยใช้สูตรคณิตศาสตร์ตามความถนัดของผู้เขียน ยิ่งดัชนีความสุขเฉลี่ยของประเทศสูง คนจะยิ่งอายุยืน
ตอน The happy individual ได้ข้อสรุปว่า เมื่ออ่านข่าวรายงานผลการวิจัยความแตกต่างในตัวเลขเปรียบเทียบเรื่องอะไรก็ตาม ให้ดู้ที่ ๓ ดัชนี คือ statistical significance, effect size และ causality
หมวด ๒ Interactive Thinking หนังสือเล่มนี้เขียนแบบนักคณิตศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ แต่ในตอน Social Chemistry เป็นการเขียนแบบนักสังคมศาสตร์ ที่เสนอสมการเคมี x + y = 2y อธิบายว่า คนที่มีริตหัวเราะสนุกสนาน พบคนเฉยๆ จะได้คนที่หัวเราะสนุกสนาน ๒ คน สะท้อนเรื่อง การคิดเชิงปฏิสัมพันธ์ ได้เป็นอย่างดี
หมวด ๓ Chaotic Thinking เป็นความพยายามใช้โมเดลคณิตศาสตร์อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม และปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่นำสู่การเกิดพายุหมุนทอร์นาโด มีคำอธิบายที่ซับซ้อนและไม่ตรงไปตรงมา นำสู่หัวข้อ The Butterfly Effect ที่เขาบอกว่า คำอธิบายที่คนเข้าใจกันว่า ผีเสื้อกระพือปีกที่ป่าอะเมซอน นำสู่พายุทอร์นาโดในทะเล นั้น เป็นคำอธิบายที่เกินจริง ในความเป็นจริงแล้ว มีปัจจัยเกี่ยวข้องอีกมากมายและซับซ้อน ถึงตรงนี้ผมนึกถึงคำ wicked problem
หมวด ๔ Complex Thinking นำผมสู่หัวข้อ A person is a person through other people ที่กล่าวว่าหลักการในชีวิตทางสังคมของคนเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามผลของปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น คิดแบบนี้ ตัวตนของเราไม่ได้สร้างโดยตัวเราเอง แต่มีผู้อื่นเป็นผู้สร้าง ซึ่งก็คงมีส่วนอยู่บ้าง แต่ไม่ทั้งหมด
ตัดไปอ่านสองตอนสุดท้ายของหนังสือ คือตอน Four ways กับ A worthy life ที่ว่าด้วยการประยุกต์ใช้วิธีคิด ๔ แบบในชีวิตประจำวันของปัจเจกบุคคล ก็จับประเด็นสำคัญที่สุดของหนังสือเล่มนี้ได้ว่า เพื่อการสั่งสมและการบรรลุ ความจริงใจ ต่อกันและกัน เพื่อชีวิตที่คุ้มค่า ... ชีวิตที่เข้าใกล้ความจริงอีกนิดหนึ่ง
วิจารณ์ พานิช
๒๘ เม. ย. ๖๗
บนรถตู้ กลับจากชุมพร