ตอนที่ ๒ (ภาคปฏิบัติ) ของ บันทึกชุด เรียนรู้จากประสบการณ์นี้ ตีความแบบสรุปจากหนังสือ Experiential Learning : A Practical Guide for Training, Coaching and Education, 4th Edition (2018) เขียนโดย Colin Beard และ John P. Wilson
ตอนที่ ๑๕ นี้ ตีความจากการอ่านหนังสือบทที่ ๔ The outer-world learning environment : other humans, other living creatures, and spaces and places (the belonging dimension)
ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดคือ การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นการดื่มด่ำอยู่ทั้งเนื้อทั้งตัว กับประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้นั้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ทรงประสิทธิผล ต้องจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ในแนวดังกล่าว ซึ่งเป็นการเรียนรู้เชิงรุก เรียนโดยเน้นสร้างสมรรถนะครบทุกด้าน (VASK – gotoknow.org/posts/702910) ใส่ตัว ไม่ใช่เน้นรับถ่ายทอดจากภายนอก
การเรียนรู้ในอาคาร : ห้องเรียนแบบใหม่
หลักการสำคัญคือ ต้องเปลี่ยนจาก “ห้องเรียน” (classroom) เป็น “พื้นที่เพื่อการเรียนรู้” (learning space) ซึ่งหมายความว่า มีการเปลี่ยนแปลงระดับรากฐาน (transformation) ของพื้นที่เรียนรู้ภายในอาคาร ที่มีความยืดหยุ่น มีการเคลื่อนไหวของคน เฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งมีการออกแบบสถานที่หลากหลายด้านให้เอื้อต่อการเรียนรู้เชิงรุก งานวิจัยด้าน brain-based learning เสนอแนะหลักการออกแบบห้องเรียนแบบใหม่ ๑๒ ประเด็น ได้แก่
- ให้บรรยากาศกระตุ้นการเรียนรู้ ด้วยสี สถาปัตยกรรม และพื้นที่จัดแสดงผลงานของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดความผูกพัน และรู้สึกเป็นเจ้าของผลงาน
- พื้นที่สำหรับการเรียนเป็นกลุ่ม อาจออกไปที่ระเบียง โต๊ะเคลื่อนย้ายเพื่อการจับกลุ่มได้ง่าย และย้ายกลับมารวมกลุ่มใหญ่ได้ง่าย เพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ผ่านปฏิสัมพันธ์ (social learning)
- เชื่อมพื้นที่ในร่มกับพื้นที่กลางแจ้ง เพื่อเอื้อต่อการเคลื่อนไหว ให้สมองส่วนเคลื่อนไหวช่วยกระตุ้นสมองส่วนคิด ให้ได้รับอ็อกซิเจนเพิ่มขึ้น
- ตามระเบียงและพื้นที่กลาง มีสัญญลักษณ์แสดงเป้าหมายสูงส่ง (purpose) ของโรงเรียน เพื่อกระตุ้นแรงบันดาลใจแก่ผู้เรียน (ไม่ใช่สโลแกนของโรงเรียน)
- พื้นที่ปลอดภัย ไม่มีการข่มขู่ ข่มเหงรังแก
- พื้นที่หลากหลาย ทั้งรูปร่าง สี แสง พื้นที่สงบ
- พื้นที่จัดแสดงที่เปลี่ยนง่าย เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และกระตุ้นสมอง
- มีทรัพยากรหรือเครื่องใช้อยู่ใกล้ๆ ให้หยิบฉวยมาใช้ได้ทันทียามต้องการ ไม่ใช่แยกห้องคอมพิวเตอร์ ห้องแล็บวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ตามแนวเดิม
- ความยืดหยุ่น ทั้งเรื่องพื้นที่และด้านกิจกรรม
- มีทั้งสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกัน และสถานที่อยู่เงียบๆ คนเดียว เพื่อใคร่ครวญสะท้อนคิด
- พื้นที่ส่วนตัว ที่มากกว่าล็อกเกอร์และโต๊ะ เพื่อให้นักเรียนได้แสดงอัตลักษณ์ของตนเอง
- ชุมชนเป็นพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ รวมทั้งพื้นที่ธรรมชาติในชุมชน และเทคโนโลยีเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้
หลักการคือ ผู้เรียนต้องมีพื้นที่ หรือสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้หลากหลายแบบ เพื่อให้มีโอกาสได้เรียนจากประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งด้านกายภาพ ด้านอารมณ์ และด้านปัญญา เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านทั้งการเชื่อมโยงผ่านไอที และผ่านการเชื่อมโยงผ่านมนุษย์สัมผัสมนุษย์
เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก ครูและผู้บริหารการศึกษาพึงคำนึงถึงปัจจัยสำคัญ ๓ ประการ คือ (๑) ใช้วิธีจัดการเรียนรู้ แบบเรียนรู้เชิงรุก เช่น PBL (project-based learning, problem-based learning และ phenomenon-based learning) (๒) การจัดห้องเรียนดังกล่าวข้างต้น และ (๓) เทคโนโลยีสำหรับให้นักเรียนใช้
นักเรียนต้องได้รับการฝึกให้มีทักษะในการสะท้อนคิด (reflection) โดยต้องมีพื้นที่สำหรับการสะท้อนคิดคนเดียวด้วย นอกเหนือจากการสะท้อนคิดเป็นกลุ่ม
การเรียนรู้กลางแจ้ง
พื้นที่เรียนรู้กลางแจ้งมีได้หลากหลายมาก ทั้งบรรยากาศที่มีน้ำ มีภูเขา มีป่า สวนสาธารณะ สนามเด็กเล่น ได้บรรยากาศของการเดินทาง การปีนเขา การดำน้ำ การเข้าถ้ำ ฯลฯ ช่วยให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มีปฏิสัมพันธ์กับครู และมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อม
การได้อยู่กับธรรมชาติ ก็เป็นประสบการณ์เรียนรู้ที่ดีเยี่ยม รวมทั้งมีผลต่อการเยียวยา ที่เรียกว่า การเยียวยาด้วยธรรมชาติ การเยียวยาด้วยการผจญภัย การเยียวยาด้วยพฤกษชาติ เป็นต้น
การได้อยู่กับธรรมชาติ ให้โอกาสดื่มด่ำกับความรู้สึกสารพัดด้าน ดังมีผู้เขียนไว้ว่า “จินตนาการเลื่อนไหล ด้วยการได้สัมผัส ฟ้าสีคราม อาทิตย์อัสดงสีแดง ปุยเมฆขาว ท้องทุ่งสีเขียวแต้มดอกไม้หลากสี ทางเดินระหว่างพุ่มไม้ ทุ่งหญ้าฉาบแสงจันทร์ จิ้งหรีดกรีดร้อง นกร้องเพลง หิมะยวบอยู่ใต้เท้า กลิ่นฤดูใบไม้ผลิหิมะละลาย ความอ่อนหวานของฤดูร้อน สีอันงดงามของฤดูใบไม้ร่าง สัมผัสของการลุยโคลน การเดินบนทรายที่ร้อนระอุ บนหิมะที่เย็นยะเยือก”
บรรยากาศกลางแจ้ง ให้ความรู้สึกที่ดี เกิดอารมณ์บวก ส่งเสริมการเรียนรู้ การได้เผชิญหรือสัมผัสบรรยากาศที่เป็นขั้วตรงกันข้าม เพิ่มความไวต่อการเรียนรู้ เช่น ฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลง, ร้อนและหนาว, น้ำขึ้นน้ำลง, ชุมชื้นและแห้งแล้ง, กลางวันกลางคืน, จังหวะตามธรรมชาติของชีวิต, ปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้ เช่น ภูมิประเทศ, ทิวทัศน์, ต้นไม้และดอกไม้, ศิลปะแห่งธรรมชาติ, ความรู้สึกทางจิตวิญญาณ, ความรู้สึกห่างไกล, เสียงแห่งป่าดงพงไพร
การเรียนรู้ในอาคารและการเรียนรู้กลางแจ้งมาบรรจบกัน
ไม่ว่าในอาคารหรือกลางแจ้ง สามารถใช้เป็นสถานที่เรียนรู้ที่ทรงพลังได้ โดยต้องมีวิธีใช้ให้เหมาะสม รวมทั้งสามารถสร้างบรรยากาศกลางแจ้งในห้องก็ได้ เช่น โดยการเล่นเกมที่เป็นเรื่องราวกลางแจ้ง ในป่า บนเขา โดยเล่นอยู่ในห้องหรือในอาคาร ฯลฯ
การเรียนรู้ในพื้นที่เมือง
พื้นที่เมืองสะดวกต่อการใช้เพื่อการเรียนรู้จากประสบการณ์ เช่น ใช้โบสถ์ เป็นพื้นที่ฝึกสมาธิภาวนา บางเมืองอาจมีป่าอยู่ในเมือง อย่างกรณีสวนป่า เมจิ จิงกุ กลางมหานครโตเกียว (gotoknow.org/posts/605847) ในประเทศไทย สวนสาธารณะหลายแห่งน่าจะใช้เพื่อการนี้ได้
พื้นที่เรียนรู้สร้างเทียม
เป็นพื้นที่ให้บริการทางธุรกิจ ในลักษณะสวนสนุก เป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ผจญภัยกับของเล่น แข่งขัน และเรียนรู้จากประสบการณ์ที่สร้างขึ้นให้บริการมากมาย แม้ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ก็มีมุมให้บริการนี้
การเรียนการสอนกับการพัฒนาบุคคล
ในต่างประเทศ สถานศึกษาจำนวนมากให้การยอมรับทักษะหลายอย่างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เช่นการแล่นเรือใบ การว่ายน้ำ ยิมนาสติก การเล่นสเกตบอร์ด การขี่จักรยานผาดโผน การปีนผนังห้อง เป็นต้น โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาตัวบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาตัวตน (self-awareness)
สภาพแวดล้อมเทียมเพื่อช่วยให้เยาวชนปรับตัวสู่สภาพชีวิตเมือง
อาจเป็นพื้นที่สมมติหรือทำเทียมทางสังคม พื้นที่ทางธุรกิจ พื้นที่ด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่ทางเทคนิค ที่ค่อยๆ ช่วยให้เยาวชนที่ออกไปเผชิญชีวิตในป่าเขาเป็นเวลานาน ได้ค่อยๆ คุ้นกับชีวิตในเมือง เป็นครั้งแรกที่ผมได้รับทราบมาตรการเช่นนี้
บำบัดด้วยการเรียนรู้กลางแจ้ง
เช่นผจญภัยบำบัด (adventure therapy), ธรรมชาติบำบัด (nature therapy), นิเวศบำบัด (ecotherapy) มีเรื่องราวของการใช้กิจกรรมกลางแจ้งเพื่อการบำบัดมากมายที่สามารถค้นคว้าทำความเข้าใจรายละเอียดได้
สภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนเพื่อการเรียนรู้
สภาพแวดล้อมของคนเราประกอบด้วยเพื่อนมนุษย์ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ และพื้นที่ (space) และสถานที่ (place) รวมทั้งโลก และจักรวาล เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันรักษา ไม่ทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ คือเมื่อมนุษย์เรียนรู้จากประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อมแล้ว ก็ต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ตามแนวทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน
วิจารณ์ พานิช
๑๐ พ.ค. ๖๖
ห้อง ๑๖๐๒ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช
I think (in response to ..งานวิจัยด้าน brain-based learning เสนอแนะหลักการออกแบบห้องเรียนแบบใหม่ ๑๒ ประเด็น ) the first 9 points are of ‘isolation’ (from real world into ‘controlled’ area), point 10 (มีทั้งสถานที่ทำกิจกรรมร่วมกัน และสถานที่อยู่เงียบๆ คนเดียว เพื่อใคร่ครวญสะท้อนคิด) is a trade-off, and point 11 ( พื้นที่ส่วนตัว ที่มากกว่าล็อกเกอร์และโต๊ะ เพื่อให้นักเรียนได้แสดงอัตลักษณ์ของตนเอง ) is hard to grasp because ‘a stage’ is needed to show/express identity/individualism, the last (ชุมชนเป็นพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ รวมทั้งพื้นที่ธรรมชาติในชุมชน และเทคโนโลยีเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้) covers natural and cultural environment – and is of ‘open’ to the real world.
We have been (trying in) conserving both natural environment and cultural environment while open to technological changes in our ‘education’. But emotional and/or spiritual environment seems lacking.
So, education is quite confusing with many different modes for kinds of learning.