พระภิกษุเถระตาบอดรูปหนึ่ง เดินทางมากับสามเณรผู้เป็นหลานเพื่อหวังจะไปโปรดญาติตามคำเชื้อเชิญของพี่ชาย ผ่านป่ารกทึบมาถึงชายป่าของหมู่บ้านหนึ่ง สามเณรได้ยินเสียงร้องเพลงของเด็กหญิงที่กำลังเก็บฟืนคนหนึ่ง ผู้รู้กล่าวว่า เสียงอื่นใดที่จะลุ่มลึกซาบซ่านสะกดจิตวิญญาณของผู้ชายเท่ากับเสียงผู้หญิงนั้นไม่มี สามเณรได้ยินเสียงนั้น จึงบอกให้พระเถระพักก่อน ส่วนตนมีกิจบางอย่างที่ต้องทำเดี๋ยวนี้ และเดินไปหาเด็กหญิงนั้น นางเห็นสามเณรจึงทำตัวสงบนิ่ง…. สามเณรจึงถึงความวิบัติแห่งศีล <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            ฝ่ายพระเถระคิดว่า ตะกี้ได้ยินเสียงเพลงอันหนึ่ง น่าจะเป็นเสียงผู้หญิง ทำไมสามเณรชักช้าเหลือเกิน เห็นทีจะถึงความวิบัติแห่งศีลแล้วกระมัง เมื่อสามเณรทำภารกิจของตนเสร็จเรียบร้อย จึงมาหาพระเถระและบอกว่า เราไปกันเถิดครับหลวงลุง พระเถระจึงกล่าวด้วยเสียงเนิบช้าว่า สามเณร… เจ้าเป็นคนชั่ว[1]ไปแล้วใช่ไหม สามเณรนิ่งเฉยแม้จะถูกถามซ้ำก็ไม่กล่าวอะไรๆ พระเถระจึงกล่าวว่า ภาระกิจการถือปลายไม้เท้าของเรานั้นไม่มีกับคนชั่วเช่นนั้น สามเณรรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับเปลื้องผ้ากาสาวะออกถือเพศคฤหัสถ์แทนและกล่าวว่า หลวงลุงครับตอนก่อนผมเป็นสามเณร บัดนี้ผมเป็นคฤหัสถ์ ผมเองเมื่อบวชไม่ได้บวชด้วยศรัทธา แต่บวชเพราะกลัวอันตรายระหว่างทางที่มารับหลวงลุง ถ้าอย่างไร เราไปกันเถิดครับ พระเถระกล่าวตอบไปว่า จะเป็นคฤหัสถ์ชั่ว หรือจะเป็นนักบวชชั่ว ก็เป็นคนชั่วเหมือนกันนั่นแหละ หลานแม้บวชแล้วก็ไม่สามารถจะรักษาศีลไว้ได้ ครั้นเป็นคฤหัสถ์หรือจะทำสิ่งดีงามอันใดได้ ภารกิจในการถือปลายไม้เท้า (นำ)เราไม่มีกับผู้เป็นคนชั่วเช่นนั้น หลวงลุงครับ ระหว่างทางมีอมนุษย์คอยเบียดเบียนอยู่ตลอด ท่านเป็นคนตาบอดมองไม่เห็น จะอยู่ที่นี้อย่างไรได้ครับ สามเณรกล่าว พระเถระจึงกล่าวตอบไปว่า หลานชายเอย เจ้าอย่าได้คิดเช่นนี้ แม้เราจะนอนตายหรือกลิ้งเกลือกไปมาในที่นี้ ก็จะไม่มีการไปกับเจ้า จากนั้น จึงกล่าวภาษิตนี้ว่า </p> เอาเถอะ แม้เราจะตาบอด มาสู่ทางไกลกันดาร นอนอยู่ก็จะไม่ไป เพราะไม่มีความเป็นสหายในคนพาลเอาเถอะ แม้เราจะตาบอด มาสู่ทางไกลกันดาร จักสิ้นชีวิตเสียเราก็จะไม่ไป เพราะไม่มีความเป็นสหายในคนพาล[2]  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>            จากเรื่องนี้ที่ยกมา มีข้อให้ชวนคิดดังนี้ <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; text-align: justify; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal"></p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; text-align: justify; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">๑.    เมื่ออยู่ในสภาวะเช่นใด ควรปฏิบัติตนตามสภาวะเช่นนั้นไม่ให้บกพร่อง เฉกเช่น เมื่อตัดสินใจเป็นนักบวชก็ควรศึกษาเรียนรู้ในจารีตของความเป็น และประพฤติมิให้บกพร่อง เมื่อตัดสินใจเป็นผู้บริหารก็ควรศึกษาเรียนรู้จารีตของความเป็น และประพฤติมิให้บกพร่อง เมื่อเป็นข้าราชการก็ควรดำรงความเป็นข้าราชการให้ดี</p>  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">๒.      ความยั่วยวนคือมารที่อยู่รอบข้างตัวอยู่ตลอด ข้ามพ้นบ่วงมารได้ย่อมหมายถึงเกียรติที่สวยงาม สามเณรไม่สามารถข้ามพ้นบ่วงมารได้ก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงโดยมิต้องมีการสอบสวนใดๆ เพราะตัวของตนรู้ดีกว่าใครอื่นทั้งหมด</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; text-align: justify; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">๓.    บางครั้ง ถ้ามีความชั่วเกิดขึ้น ผู้เป็นบัณฑิตน่าจะสร้างบทเรียนเพื่อให้รู้ว่าถ้าชั่วสังคมไม่ต้องการ การลงโทษที่ดีที่สุดคือประชาทัณฑ์ ในความหมายว่า ไม่พูดด้วย ไม่คุยด้วย ไม่ทำกิจกรรมด้วย ปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่คนเดียวจนกว่าจะสำนึกได้ (ไม่ได้หมายความว่าใช้ไม้หรือลงมือทุบตีแต่ประการใด)</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; text-align: justify; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">๔.       ดูเหมือนพระเถระในท้องเรื่องจะดุดันเกินไป แต่ถ้าพิจารณาทั้งเรื่องน่าจะเข้าใจดี (เก็บมาเฉพาะส่วนเท่านั้น)</p>  <div>
<hr width="33%" size="1" /><div id="ftn1"><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText"> </p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoFootnoteText">[1] คำว่า ชั่ว เป็นคำพื้นๆ ตรงกันข้ามกับคำว่าดี</p> </div><div id="ftn2">[2] แปลเก็บเนื้อความจาก ธมฺมปทฏฺฐกถา (ปฐโม ภาโค) หน้า ๑๔-๑๕</div></div>