พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ อุทยานลัฏฐิวัน ทรงปรารภการที่ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปะ ตรัสมหานารทกัสสปชาดกซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า ได้มีพระราชาแห่งกรุงวิเทหะ ดังนี้

มหานิบาตชาดก ตอนที่ ๘ (อุเบกขาบารมี)

๘. มหานารทกัสสปชาดก

 

เกริ่นนำ

            พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ อุทยานลัฏฐิวัน ทรงปรารภการที่ทรงทรมานอุรุเวลกัสสปะ ตรัสมหานารทกัสสปชาดกซึ่งมีคำเริ่มต้นว่า ได้มีพระราชาแห่งกรุงวิเทหะ ดังนี้เป็นต้น

 

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๐ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒

 

๘. มหานารทกัสสปชาดก     

ว่าด้วยพระมหานารทกัสสปะทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี

 

            (พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า)

            [๑๑๕๓] พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นพระราชาของชาวแคว้นวิเทหะ ทรงพระนามว่าอังคติ ทรงมีพระราชยาน พระราชทรัพย์มากมาย ทรงมีพลนิกายเหลือที่จะคณานับ

            [๑๑๕๔] เมื่อปฐมยามคืนวันเพ็ญเดือน ๔ ซึ่งเป็นเวลาที่ดอกโกมุทบานยังไม่ผ่านไป พระองค์รับสั่งให้ประชุมเหล่าอำมาตย์

            [๑๑๕๕] ราชบัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยการศึกษาเล่าเรียน มีปกติยิ้มก่อนจึงพูด เฉลียวฉลาด และอำมาตย์ผู้ใหญ่อีก ๓ นาย คือ (๑) วิชัยอำมาตย์ (๒) สุนามอำมาตย์ (๓) อลาตเสนาบดีอำมาตย์

            [๑๑๕๖] พระเจ้าวิเทหะตรัสถามอำมาตย์ ๓ นายนั้นทีละคนว่า ท่านทั้งหลายจงกล่าวตามความพอใจของตนๆ ว่า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๔ นี้ ดวงจันทร์แจ่มจรัส กลางคืนวันนี้ เราทั้งหลายจะพึงพักอยู่ตลอดฤดูกาลเช่นนี้นี้ ด้วยความยินดีอะไร

            [๑๑๕๗] ลำดับนั้น อลาตเสนาบดีอำมาตย์ได้กราบทูล คำนี้แด่พระราชาว่า “ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายพึงจัดราชยาน กองพลช้าง กองพลม้า กองพลเสนา ที่ยินดีร่าเริงแล้วให้พร้อมสรรพ

             [๑๑๕๘] ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะนำกองทัพ ที่ทรงพลังเกรียงไกรออกต่อสู้การยุทธ์ให้ได้ พวกใดยังไม่มาสู่อำนาจ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะนำมาสู่อำนาจ นี้เป็นความเห็นส่วนตัวของข้าพระพุทธเจ้า เราทั้งหลายจะได้ชัยชนะผู้ที่ยังไม่ชนะ”

            [๑๑๕๙] สุนามอำมาตย์ได้ฟังคำของอลาตเสนาบดีอำมาตย์แล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่มหาราช พวกศัตรูของฝ่าพระบาทมาสู่พระราชอำนาจหมดแล้ว

            [๑๑๖๐] ต่างพากันวางศัสตรา ยอมสวามิภักดิ์แล้วทั้งหมด วันนี้เป็นวันมหรสพสนุกสนานยิ่ง การรบข้าพระพุทธเจ้าไม่ชอบใจ

            [๑๑๖๑] ขอชนทั้งหลายจงรีบนำข้าวน้ำและของควรเคี้ยวมาเพื่อพระองค์เถิด ขอเดชะ ขอฝ่าพระบาทจงทรงรื่นรมย์ด้วยกามคุณ ในการฟ้อนรำ ขับร้อง และการประโคมอันไพเราะเถิด”

            [๑๑๖๒] วิชัยอำมาตย์ได้ฟังคำของสุนามอำมาตย์แล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่มหาราช กามทุกอย่างได้ปรากฏแก่พระองค์อยู่เป็นนิตย์แล้ว

            [๑๑๖๓] ขอเดชะ การเพลิดเพลินด้วยกามคุณทั้งหลาย พระองค์ทรงหาได้ไม่ยากเลย ทรงปรารถนาก็ได้ทุกเมื่อ การรื่นรมย์กามคุณทั้งหลายมิใช่ความคิดเห็นของข้าพระองค์

            [๑๑๖๔] วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาสมณะ หรือพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ ที่ท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราได้ดีกว่า”

            [๑๑๖๕] พระเจ้าอังคติได้สดับคำของวิชัยอำมาตย์แล้ว ได้ตรัสว่า แม้เราก็ชอบใจคำพูดของวิชัยอำมาตย์ตามที่พูดไว้

            [๑๑๖๖] วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาสมณะ หรือพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ ที่ท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราได้ดีกว่า

            [๑๑๖๗] ท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ ทุกท่านจงลงมติว่า “วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาบัณฑิต ผู้รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ ที่ท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราได้”

            [๑๑๖๘] อลาตเสนาบดีได้ฟังพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า ได้มีชีเปลือยที่ชาวโลกยอมรับว่าเป็นนักปราชญ์อยู่ในมฤคทายวัน

            [๑๑๖๙] ชีเปลือยผู้นี้ชื่อว่าคุณะ ผู้กัสสปโคตร เป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ เป็นเจ้าหมู่คณะ ขอเดชะ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาท่าน ท่านจักกำจัดความสงสัยของพวกเราได้”

            [๑๑๗๐] พระราชาได้ทรงสดับคำของอลาตเสนาบดีแล้ว ได้รับสั่งสารถีว่า “เราจะไปยังฤคทายวัน ท่านจงนำยานที่เทียมม้าแล้วมาที่นี้”

            [๑๑๗๑] พวกนายสารถีได้จัดเทียมพระราชยานที่ทำด้วยงา มีกระพองเป็นเงิน และจัดรถพระที่นั่งรองที่บุผ้าขาว อันผุดผ่องดังดวงจันทร์ในราตรีที่ปราศจากมลทินโทษ มาถวายแด่พระราชานั้น

            [๑๑๗๒] รถนั้นเทียมด้วยม้าสินธพ ๔ ตัวล้วนแต่มีสีดังดอกโกมุท เป็นม้ามีฝีเท้าเร็วดังลมพัด วิ่งเรียบ ประดับด้วยดอกไม้ทอง

            [๑๑๗๓] ฉัตร รถ ม้า และพัดวีชนีล้วนมีสีขาว พระเจ้าวิเทหะพร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ เสด็จออกย่อมงดงามเหมือนดวงจันทร์

            [๑๑๗๔] หมู่พลราชบริพารผู้กล้าหาญอยู่บนหลังม้า ถือหอกดาบตามเสด็จจอมกษัตริย์ผู้ประเสริฐกว่านรชน

            [๑๑๗๕] พระเจ้าวิเทหะบรมกษัตริย์พระองค์นั้น เสด็จไปถึงมฤคทายวันโดยครู่เดียว เสด็จลงจากพระราชยานแล้ว ทรงดำเนินเข้าไปหาคุณาชีวก พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์

            [๑๑๗๖] ในคราวนั้น มีพราหมณ์และคหบดีแม้เหล่าใด มาประชุมกันในพระราชอุทยานนั้น พระราชามิให้พราหมณ์และคหบดีเหล่านั้น ผู้นั่งอยู่ที่ภาคพื้นซึ่งไม่ได้เว้นที่ไว้ลุกหนีไป

            [๑๑๗๗] ลำดับนั้น พระราชาเสด็จเข้าไปประทับนั่งบนราชอาสน์ ที่ปูลาดด้วยพระยี่ภู่มีสัมผัสอ่อนนุ่ม ณ ที่อันสมควร

            [๑๑๗๘] ได้ทรงปราศรัยไต่ถามสุขทุกข์ว่า “พระคุณเจ้าสบายดีอยู่หรือ ลมมิได้กำเริบเสียดแทงหรือ

            [๑๑๗๙] พระคุณเจ้าเลี้ยงชีวิตโดยไม่ฝืดเคืองหรือ ได้บิณฑบาตพอประทังชีวิตให้เป็นไปอยู่หรือ พระคุณเจ้ามีอาพาธน้อยหรือ จักษุมิได้เสื่อมไปหรือ”

            [๑๑๘๐] คุณาชีวกทูลปราศรัยกับพระเจ้าวิเทหะผู้ทรงยินดีในวินัยว่า “ถวายพระพรมหาบพิตร อาตมภาพสบายดีทุกประการ

            [๑๑๘๑] บ้านเมืองของพระองค์ไม่กำเริบหรือ ช้างม้าของพระองค์มิได้มีโรคหรือ ราชพาหนะก็ยังเป็นไปหรือ พยาธิไม่มีมาเบียดเบียนพระวรกายของพระองค์บ้างหรือ”

            [๑๑๘๒] ลำดับนั้น พระราชาผู้เป็นจอมทัพทรงใคร่ธรรม อันอาชีวกทูลชมเชยแล้ว ได้ตรัสถามอรรถธรรมและเหตุในลำดับว่า

            [๑๑๘๓] “ท่านกัสสปะ นรชนพึงประพฤติธรรมในบิดาและมารดาอย่างไร พึงประพฤติธรรมในอาจารย์อย่างไร พึงประพฤติธรรมในบุตรภรรยาอย่างไร

            [๑๑๘๔] พึงประพฤติธรรมในวุฑฒบุคคลอย่างไร พึงประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์อย่างไร พึงประพฤติธรรมในพลนิกายอย่างไร พึงประพฤติธรรมในชาวชนบทอย่างไร

            [๑๑๘๕] ชนทั้งหลายประพฤติธรรมอย่างไร ละโลกนี้แล้วจึงไปสู่สุคติ ส่วนคนบางพวกไม่ดำรงอยู่ในธรรม ทำไมจึงตกนรก”

            [๑๑๘๖] คุณาชีวกกัสสปโคตรได้ฟังพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า “ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขอพระองค์ทรงสดับทางที่จริงแท้ของพระองค์เถิด

            [๑๑๘๗] ผลดีผลชั่วแห่งธรรมที่ประพฤติแล้วไม่มี ข้าแต่สมมติเทพ โลกอื่นไม่มี ใครเล่าจากโลกอื่นนั้นมาสู่โลกนี้

            [๑๑๘๘] ข้าแต่สมมติเทพ ปู่ย่าตายายไม่มี มารดาบิดาจะมีได้ที่ไหน ชื่อว่าอาจารย์ไม่มี ใครจักฝึกคนที่ยังไม่ฝึก

            [๑๑๘๙] สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ทัดเทียมกันหมด ผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญไม่มี กำลังหรือความเพียรไม่มี บุรุษผู้มีความหมั่นจะได้รับผลแต่ที่ไหน สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดตามกันมาเหมือนเรือพ่วงตามเรือไป

            [๑๑๙๐] สัตว์ย่อมได้สิ่งที่ควรจะได้ ในข้อนั้น ผลทานจะมีแต่ที่ไหน ข้าแต่สมมติเทพ ผลทานไม่มี เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีความเพียร (เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีความเพียร หมายถึงเมื่อผลทานไม่มีอย่างนี้ ใครคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นคนโง่ก็ยังให้ทานอยู่ แต่เขาไม่มีอำนาจ ไม่มีความเพียร โดยสรุปอาชีวกกราบทูลชี้แจงว่า คนผู้นั้นไม่เชื่อว่าให้ทานด้วยอำนาจ ด้วยกำลังของตน แต่สำคัญว่า ผลทานมีจึงให้ทาน เพราะเชื่อคนโง่พวกอื่น) พระเจ้าข้า

            [๑๑๙๑] พวกคนพาลบัญญัติทาน พวกบัณฑิตรับทาน พวกคนพาลถือตนว่าเป็นบัณฑิต เป็นผู้ไร้อำนาจ ย่อมให้ทานแก่นักปราชญ์ทั้งหลาย

            [๑๑๙๒] รูปกายอันเป็นที่รวม ๗ ประการนี้ คือ (๑) ดิน (๒) น้ำ (๓) ไฟ (๔) ลม (๕) สุข (๖) ทุกข์ (๗) ชีวิต เป็นของเที่ยง ไม่ขาดสูญ ไม่กำเริบความขาดสูญไม่มีแก่สัตว์เหล่าใด รูปกาย ๗ ประการนี้ย่อมมีแก่สัตว์เหล่านั้น

             [๑๑๙๓] ผู้ฆ่า ผู้ตัด หรือใครๆ ผู้ถูกฆ่า ก็ไม่มี ศัสตราทั้งหลายสอดแทรกเข้าไปในระหว่างรูปกาย ๗ ประการนี้

             [๑๑๙๔] ผู้ใดตัดศีรษะของผู้อื่นด้วยดาบที่ลับแล้ว ผู้นั้นไม่ชื่อว่าตัดรูปกายเหล่านั้น ในการทำเช่นนั้น ผลบาปจะมีแต่ที่ไหน

            [๑๑๙๕] สัตว์ทุกจำพวกท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร ๘๔ มหากัป ย่อมบริสุทธิ์ได้เอง เมื่อยังไม่ถึงกาลนั้น แม้สำรวมดีแล้วก็บริสุทธิ์ไม่ได้

            [๑๑๙๖] เมื่อยังไม่ถึงกาลนั้น แม้จะประพฤติความดีมากมายก็บริสุทธิ์ไม่ได้ แม้ถ้าทำบาปไว้มากมายก็ไม่ล่วงพ้นขณะนั้นไปได้

            [๑๑๙๗] ในวาทะของเราทั้งหลาย ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ตามลำดับ เมื่อถึง ๘๔ กัป พวกเราย่อมไม่ล่วงเลยเขตที่แน่นอนนั้น เหมือนสาครไม่ล้นฝั่งไป”

            [๑๑๙๘] อลาตเสนาบดีได้ฟังคำของคุณาชีวกกัสสปโคตรแล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า “ข้าพเจ้าชอบใจคำของท่านผู้เจริญตามที่กล่าวไว้

            [๑๑๙๙] แม้ข้าพเจ้าเองก็ระลึกชาติก่อนที่ตนท่องเที่ยวไปได้ คือ ในชาติก่อน ข้าพเจ้าเกิดในกรุงพาราณสี ที่เป็นเมืองมั่งคั่ง เป็นพรานฆ่าโคชื่อปิงคละ

            [๑๒๐๐] ข้าพเจ้าเกิดในกรุงพาราณสีที่เป็นเมืองมั่งคั่งแล้ว ได้ทำบาปกรรมไว้เป็นอันมาก คือ ได้ฆ่าสัตว์มีชีวิต ได้แก่ กระบือ สุกร แพะเป็นจำนวนมาก

            [๑๒๐๑] จุติจากชาตินั้นแล้วมาเกิดในตระกูลเสนาบดีอันบริบูรณ์นี้ บาปไม่มีผลแน่นอน ข้าพเจ้าจึงไม่ต้องไปตกนรก”

            [๑๒๐๒] ครั้งนั้น ในกรุงมิถิลานี้ ได้มีคนเข็ญใจเป็นทาสชื่อว่าวีชกะ กำลังรักษาอุโบสถ เข้าไปยังสำนักของคุณาชีวก

            [๑๒๐๓] ได้ฟังคำของกัสสปคุณาชีวกและของอลาตเสนาบดีกล่าวกันแล้ว จึงถอนหายใจอึดอัดร้องไห้หลั่งน้ำตา

             [๑๒๐๔] พระเจ้าวิเทหะได้ตรัสถามนายวีชกะนั้นว่า “สหาย เจ้าร้องไห้ทำไม เจ้าได้ฟังได้เห็นอะไรมาหรือ เจ้าได้รับทุกขเวทนาอะไร จงบอกให้เราทราบเถิด”

            [๑๒๐๕] นายวีชกะได้ฟังพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว ได้กราบทูลให้ทรงทราบดังนี้ว่า “ข้าแต่มหาราชข้าพระองค์ไม่มีทุกขเวทนาเลย ขอพระองค์ได้ทรงสดับคำของข้าพระพุทธเจ้าเถิด

            [๑๒๐๖] แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็ยังระลึกถึง ความสุขในชาติก่อนของตนเองได้ คือ ในชาติก่อน ข้าพระพุทธเจ้าได้เคยเกิดเป็นเศรษฐี ชื่อว่าภาวเศรษฐี ยินดีในคุณธรรมอยู่ในเมืองสาเกต

            [๑๒๐๗] ข้าพระพุทธเจ้านั้นได้รับการยกย่องจากพราหมณ์และคหบดี ยินดีในการบริจาคทาน มีการงานสะอาด ระลึกถึงบาปกรรมชั่วที่ตนเคยทำไว้ไม่ได้เลย

            [๑๒๐๘] ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ ข้าพระพุทธเจ้าจุติจากชาตินั้นแล้ว มาเกิดในครรภ์ของนางกุมภทาสี ซึ่งเป็นหญิงขัดสนยากจนในกรุงมิถิลานี้ ตั้งแต่เวลาที่เกิดมา ข้าพระพุทธเจ้าก็เป็นยาจกเข็ญใจตลอดมา

            [๑๒๐๙] แม้ข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นคนยากจนอย่างนี้ ก็ยังตั้งมั่นอยู่ในความประพฤติชอบ ได้ให้อาหารกึ่งหนึ่งแก่ผู้ที่ปรารถนา

            [๑๒๑๐] ข้าพระพุทธเจ้านั้นได้รักษาอุโบสถศีล ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำทุกเมื่อ ไม่เบียดเบียนสัตว์และไม่ลักทรัพย์

            [๑๒๑๑] กรรมทั้งปวงที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ประพฤติมาดีแล้วนี้ไร้ผลแน่ ศีลนี้เห็นจะไร้ประโยชน์เหมือนอลาตเสนาบดีกล่าว

            [๑๒๑๒] ข้าพระพุทธเจ้ากำเอาแต่ความปราชัยไว้ เหมือนนักเลงผู้ไร้ศิลปะเป็นแน่ ส่วนอลาตเสนาบดีกำเอาไว้แต่ชัยชนะ เหมือนนักเลงผู้ฝึกฝนการพนัน

            [๑๒๑๓] ข้าแต่พระราชา ข้าพระพุทธเจ้ายังมองไม่เห็นประตู ที่จะเป็นทางไปสู่สุคติเลย ฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำของกัสสปคุณาชีวกแล้ว จึงร้องไห้”

            [๑๒๑๔] พระเจ้าอังคติได้สดับคำพูดของนายวีชกะแล้ว ได้ตรัสว่า “ประตูสุคติไม่มี ท่านยังสงสัยอีกหรือวีชกะ”

            [๑๒๑๕] ได้ทราบว่า “สุขหรือทุกข์สัตว์ได้เองแน่นอน สัตว์ทั้งหลายหมดจดได้ด้วยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ เมื่อยังไม่ถึงเวลา ท่านอย่าได้รีบด่วนไปเลย

            [๑๒๑๖] เมื่อก่อน แม้เราก็เคยทำความดีมา ขวนขวายช่วยเหลือพราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย สั่งสอนราชกิจอยู่เนืองๆ งดเว้นจากความยินดี(ในกามคุณ) ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้

            [๑๒๑๗] ท่านผู้เจริญ พวกเราจะได้พบกันอีก ถ้าจักมีการคบหาสมาคมกัน” พระเจ้าวิเทหะครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็ได้เสด็จกลับไปยังพระราชนิเวศน์ของพระองค์

            [๑๒๑๘] ต่อจากนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระเจ้าอังคติรับสั่งให้ประชุมเหล่าอำมาตย์ ในสถานที่ประทับสำราญของพระองค์แล้วได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

             [๑๒๑๙] “ขอเหล่าอำมาตย์จงจัดกามคุณทั้งหลายให้แก่เราทุกเมื่อ ในจันทกปราสาทของเรา เมื่อราชการลับถูกเปิดเผยขึ้น ใครๆ อย่าได้เข้ามาหาเรา

            [๑๒๒๐] อำมาตย์ฉลาดในราชกิจ ๓ นาย คือ (๑) วิชัยอำมาตย์ (๒) สุนามอำมาตย์ (๓) อลาตเสนาบดี จงนั่งพิจารณาข้อราชการเหล่านี้”

            [๑๒๒๑] พระเจ้าวิเทหะครั้นตรัสดังนี้แล้ว จึงตรัสพระดำรัสนี้ว่า “ขอท่านทั้งหลายจงใส่ใจในกามคุณให้มาก และอย่าได้ไปยุ่งในกิจการอะไรๆ ในพวกพราหมณ์และคหบดีเลย”

            [๑๒๒๒] ตั้งแต่วันนั้นมา ๒ สัปดาห์ พระราชกัญญาพระนามว่ารุจา ผู้เป็นพระธิดาเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าวิเทหะ ได้ตรัสกับพระพี่เลี้ยงว่า

            [๑๒๒๓] “ขอพวกท่านจงช่วยกันประดับประดาให้ฉันด้วย และขอให้เพื่อนหญิงของฉันจงช่วยกันประดับ พรุ่งนี้ ๑๕ ค่ำเป็นวันทิพย์ (วันทิพย์ หมายถึงวันที่เทวดาประชุมกันประดับตกแต่งร่างกาย) ฉันจะไปเฝ้าพระบิดา”

             [๑๒๒๔] พระพี่เลี้ยงทั้งหลายได้จัดมาลัย แก่นจันทน์ แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดา และผ้าสีต่างๆ ที่มีค่ามากมาถวายแด่พระนางรุจานั้น

            [๑๒๒๕] หญิงเป็นอันมากแวดล้อมพระนางรุจาราชธิดา ผู้มีพระฉวีวรรณงามนั้น ผู้ประทับนั่งอยู่บนพระภัทรบิฐ (ภัทรบิฐ หมายถึงตั่งทอง) สวยงามยิ่งนักดังนางเทพกัญญา

            [๑๒๒๖] พระนางรุจาราชธิดานั้นทรงประดับสรรพาภรณ์ เสด็จไป ณ ท่ามกลางเพื่อนหญิง เหมือนสายฟ้าแลบออกจากเมฆ ได้เสด็จเข้าสู่จันทกปราสาท

            [๑๒๒๗] ครั้นเสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหะ ถวายบังคมพระบิดาผู้ทรงยินดีในคำแนะนำแล้ว ประทับอยู่บนพระภัทรบิฐอันขจิตด้วยทอง ณ ที่อันสมควร

            [๑๒๒๘] พระเจ้าวิเทหะทอดพระเนตรเห็นพระนางรุจา ประทับอยู่ท่ามกลางพระสหายหญิง ซึ่งเป็นเหมือนสมาคมของนางเทพอัปสร จึงได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า

            [๑๒๒๙] “ลูกหญิงยังรื่นรมย์อยู่ในปราสาท และสระโบกขรณีในภายในอุทยานอยู่หรือ คนเหล่านั้นยังนำของเสวยเป็นอันมากมาให้ลูกหญิงอยู่เสมอหรือ

            [๑๒๓๐] ลูกหญิงและเพื่อนหญิงของลูก ยังเก็บดอกไม้หลายชนิดมาร้อยเป็นพวงมาลัย ทำเรือนหลังเล็กๆ แต่ละหลังเล่นเพลิดเพลินอยู่หรือ

             [๑๒๓๑] อีกประการหนึ่ง ลูกหญิงยังขาดแคลนบกพร่องอะไรบ้าง คนเหล่านั้นรีบนำสิ่งของมาให้ทันใจลูกหรือ ลูกรักผู้มีพักตร์ผ่องใส ลูกจงทำใจของเจ้าให้ผ่องใสเช่นกับดวงจันทร์เถิด”

            [๑๒๓๒] พระนางรุจาราชธิดาได้สดับพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว ได้กราบทูลพระบิดาว่า “ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันได้สิ่งนี้ทั้งหมดในสำนักของพระองค์

            [๑๒๓๓] พรุ่งนี้ ๑๕ ค่ำ เป็นวันทิพย์ ขอราชบุรุษทั้งหลายจงนำพระราชทรัพย์พันหนึ่งมาให้หม่อมฉัน หม่อมฉันจักให้ทานแก่วณิพกทั้งปวงตามที่เคยให้มา”

            [๑๒๓๔] พระเจ้าอังคติได้สดับพระดำรัสของพระนางรุจาแล้วตรัสว่า ลูกหญิงทำลายทรัพย์ให้พินาศไปเสียเป็นจำนวนมาก หาผลประโยชน์มิได้

            [๑๒๓๕] ลูกหญิงรักษาอุโบสถศีล ไม่บริโภคข้าวน้ำเป็นนิตย์ ลูกหญิงจักต้องไม่บริโภคข้าวน้ำเป็นนิตย์ บุญไม่มีแก่ผู้ไม่บริโภค

            [๑๒๓๖] แม้นายวีชกะได้ฟังคำพูดของคุณาชีวกกัสสปโคตรในเวลานั้น ถอนหายใจฮึดฮัด ร้องไห้หลั่งน้ำตาแล้ว

            [๑๒๓๗] ลูกหญิงรุจาเอ๋ย ตราบใดที่ลูกยังมีชีวิตอยู่ ก็อย่าได้อดอาหารเลย ปรโลกไม่มีหรอก ลูกหญิงจะลำบากเดือดร้อนไปทำไมไร้ประโยชน์”

            [๑๒๓๘] พระนางรุจาผู้มีพระฉวีวรรณงดงาม ได้สดับพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหะแล้ว ก็ทรงทราบกฎธรรมดาในอดีต ๗ ชาติ ในอนาคต ๗ ชาติ กราบทูลพระบิดาดังนี้ว่า

            [๑๒๓๙] “แต่ก่อน หม่อมฉันได้แต่ฟังเท่านั้น หม่อมฉันได้เห็นข้อนี้อย่างประจักษ์ว่า ผู้ใดคบหาคนพาล ผู้นั้นก็พลอยเป็นพาลไปด้วย

            [๑๒๔๐] เพราะว่าคนหลงอาศัยคนหลง ก็ยิ่งเข้าถึงความหลงหนักขึ้น อลาตเสนาบดี และนายวีชกะสมควรจะหลง

            [๑๒๔๑] ข้าแต่สมมติเทพ ส่วนพระองค์ทรงพระปรีชา เป็นนักปราชญ์ ทรงฉลาดในอรรถ จะทรงเป็นเหมือนพวกคนพาลเข้าถึงทิฏฐิต่ำทรามได้อย่างไร

            [๑๒๔๒] แม้ถ้าสัตว์จะบริสุทธิ์ได้ด้วยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ การบวชของคุณาชีวกก็ไร้ประโยชน์ เขาเป็นคนหลงใหลงมงายจะเข้าถึงความเป็นคนเปลือย เหมือนแมลงหลงบินเข้ากองไฟที่ลุกโชน

            [๑๒๔๓] คนส่วนมากผู้ไม่รู้อะไร พอได้ฟังคำของคุณาชีวกว่า ความหมดจดมีได้ด้วยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ ก็เชื่อมั่นเสียก่อนทีเดียว จึงพากันปฏิเสธกรรมและผลของกรรม ผลที่เคยยึดถือผิดมาก่อนยากที่จะแก้ได้ เหมือนปลาติดเบ็ดยากที่จะแก้ตนออกจากเบ็ดได้

            [๑๒๔๔] ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันจักยกตัวอย่างมาเปรียบเทียบ เพื่อประโยชน์แก่ทูลกระหม่อมเอง บัณฑิตบางพวกในโลกนี้ย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยการเปรียบเทียบ

            [๑๒๔๕] เหมือนเรือของพ่อค้าบรรทุกสินค้าหนักเกินประมาณ ย่อมทำสินค้าที่หนักยิ่งจมดิ่งลงในมหาสมุทรฉันใด

            [๑๒๔๖] คนสั่งสมบาปกรรมไว้ทีละน้อยๆ ก็จะพาเอาบาปกรรมที่หนักอย่างยิ่ง จมดิ่งลงในนรกฉันนั้นเหมือนกัน

             [๑๒๔๗] ขอเดชะเสด็จพ่อ ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน อกุศลอันหนักของอลาตเสนาบดียังไม่บริบูรณ์ก่อน อลาตเสนาบดีสั่งสมแต่บาปที่เป็นเหตุให้ไปทุคติ

            [๑๒๔๘] ขอเดชะเสด็จพ่อ ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน การที่อลาตเสนาบดีได้รับความสุขอยู่ในบัดนี้ เป็นผลบุญที่ตนได้เคยทำไว้ในปางก่อนนั่นเอง พระเจ้าข้า

            [๑๒๔๙] บุญของอลาตเสนาบดีนั้นกำลังจะหมดสิ้น จริงอย่างนั้น บัดนี้ อลาตเสนาบดี จึงกลับมายินดีในอกุศลกรรมที่ไม่ใช่คุณ เลิกละทางตรงไปตามทางผิด

            [๑๒๕๐] ตราชั่งที่กำลังชั่งของต่ำลงข้างหนึ่ง เมื่อเอาของหนักออก ข้างที่ต่ำจะสูงขึ้นฉันใด

            [๑๒๕๑] นรชนก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสั่งสมบุญทีละน้อยๆ ย่อมไปสู่สวรรค์ เหมือนนายวีชกะผู้เป็นทาสยินดีในกรรมอันงาม

            [๑๒๕๒] นายวีชกะผู้เป็นทาสเห็นทุกข์ในตนวันนี้ เพราะได้ประสบบาปกรรม ที่ตนเคยได้ทำไว้ในปางก่อนนั่นเอง

            [๑๒๕๓] บาปกรรมของเขากำลังจะหมดสิ้นไป บัดนี้ เขาจึงกลับมายินดีในข้อแนะนำ ทูลกระหม่อมอย่าคบกัสสปคุณาชีวกเลย ขอพระองค์อย่าดำเนินทางผิดเลย

            [๑๒๕๔] ข้าแต่พระบิดา บุคคลคบบุคคลเช่นใด เป็นสัตบุรุษผู้มีศีล หรืออสัตบุรุษผู้ไม่มีศีล เขาย่อมตกอยู่ในอำนาจของบุคคลนั้นเท่านั้น

            [๑๒๕๕] บุคคลทำคนเช่นใดให้เป็นมิตรและคบหาคนเช่นใด แม้เขาก็ย่อมเป็นคนเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันก็เป็นเช่นนั้น

            [๑๒๕๖] ผู้คบย่อมแปดเปื้อนคนคบ ผู้สัมผัสย่อมแปดเปื้อนคนสัมผัส เหมือนลูกศรอาบยาพิษย่อมเปื้อนแล่ง เพราะกลัวจะแปดเปื้อน นักปราชญ์ไม่ควรมีคนชั่วเป็นสหาย

            [๑๒๕๗] การคบหาคนพาลก็เหมือนคนเอาใบไม้ห่อปลาเน่า แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปด้วย

            [๑๒๕๘] การคบนักปราชญ์ก็เหมือนคนเอาใบไม้ห่อกฤษณา แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นหอมฟุ้งไปด้วย

            [๑๒๕๙] เพราะฉะนั้น บัณฑิตรู้ความเป็นบัณฑิตของตน ดังใบไม้สำหรับห่อแล้ว จึงเลิกคบอสัตบุรุษ คบแต่สัตบุรุษ อสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก ส่วนสัตบุรุษย่อมนำให้ถึงสุคติ

            [๑๒๖๐] แม้หม่อมฉันก็ระลึกชาติที่ตนได้ท่องเที่ยวมาแล้ว ได้ ๗ ชาติ และรู้ชาติที่ตนจุติจากโลกนี้แล้ว จักไปเกิดในอนาคตอีก ๗ ชาติ

            [๑๒๖๑] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปกครองประชาชน ชาติที่ ๗ ของหม่อมฉันในอดีต หม่อมฉันได้เกิดเป็นบุตรชายของนายช่างทอง ในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ

            [๑๒๖๒] หม่อมฉันอาศัยสหายชั่วทำบาปกรรมไว้มาก เที่ยวประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่นเหมือนจะไม่ตาย

            [๑๒๖๓] กรรมนั้นยังไม่ทันให้ผลเหมือนไฟที่ถูกกลบไว้ด้วยเถ้า ต่อมา ด้วยกรรมอื่นๆ หม่อมฉันจึงได้เกิดในแคว้นวังสะ

            [๑๒๖๔] ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันเป็นบุตรคนเดียว ในตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากในกรุงโกสัมพี ได้รับสักการะบูชาอยู่เป็นนิตย์

            [๑๒๖๕] ในชาตินั้น หม่อมฉันได้คบหามิตรสหาย ผู้ยินดีในกรรมอันงาม ผู้เป็นบัณฑิต เป็นพหูสูต สหายนั้นได้แนะนำให้หม่อมฉันตั้งอยู่ในกรรมอันเป็นประโยชน์

            [๑๒๖๖] หม่อมฉันได้รักษาอุโบสถศีล ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ตลอดราตรีเป็นอันมาก กรรมนั้นยังไม่ทันให้ผลเหมือนขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้น้ำ

            [๑๒๖๗] ครั้นต่อมา บรรดาบาปกรรมทั้งหลาย กรรมคือการล่วงละเมิดภรรยาของผู้อื่นใด ที่หม่อมฉันได้กระทำไว้ในแคว้นมคธ ผลของกรรมนั้นได้มาถึงหม่อมฉันเข้าแล้วในภายหลัง เหมือนดื่มยาพิษอันร้ายแรง

            [๑๒๖๘] ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ หม่อมฉันจุติจากตระกูลเศรษฐีในกรุงโกสัมพีนั้นแล้ว ต้องหมกไหม้อยู่ในโรรุวนรกตลอดกาลนาน เพราะกรรมของตน หม่อมฉันระลึกถึงทุกข์ ที่ตนเคยได้เสวยมาในนรกนั้น ไม่ได้รับความสุขเลย

            [๑๒๖๙] หม่อมฉันทำทุกข์มากมายให้หมดสิ้นไป ในนรกนั้นมากมายหลายปีแล้ว จึงเกิดเป็นลาถูกตอนอยู่ในภินนาคตนคร พระเจ้าข้า

            [๑๒๗๐] หม่อมฉันต้องพาลูกอำมาตย์ไปด้วยหลังบ้าง ด้วยรถบ้าง นั่นเป็นผลของกรรมที่ล่วงละเมิดภรรยาของคนอื่นของหม่อมฉัน

            [๑๒๗๑] ข้าแต่พระองค์ผู้ครองแคว้นวิเทหะ หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลานั้นแล้วได้ไปเกิดเป็นลิงในป่าใหญ่ ถูกหัวหน้าฝูงตัวคะนองกัดลูกอัณฑะออก นั่นเป็นผลของกรรมที่ล่วงละเมิดภรรยาของคนอื่นของหม่อมฉัน

            [๑๒๗๒] ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลิงนั้นแล้ว ได้ไปเกิดเป็นโคในแคว้นทสันนะ ถูกตอน มีกำลังแข็งแรงดี หม่อมฉันต้องเทียมยานอยู่เป็นเวลานาน นั่นเป็นผลของกรรมที่ล่วงละเมิดภรรยาผู้อื่นของหม่อมฉัน

            [๑๒๗๓] ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นโคนั้นแล้ว ได้ไปเกิดเป็นกะเทยในตระกูลที่มีโภคสมบัติมากในแคว้นวัชชี จะได้เกิดเป็นมนุษย์ก็แสนยาก นั่นเป็นผลของกรรมคือการล่วงละเมิดภรรยาคนอื่นของหม่อมฉัน

            [๑๒๗๔] ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ หม่อมฉันจุติจากชาติเป็นกะเทยนั้นแล้ว ได้ไปเกิดเป็นนางอัปสรในพระอุทยานนันทวันชั้นดาวดึงสพิภพ มีฉวีวรรณงามน่ารักใคร่

            [๑๒๗๕] มีผ้าและอาภรณ์งามวิจิตร ใส่ตุ้มหูแก้วมณี เก่งในการฟ้อนรำขับร้อง เป็นปริจาริกาของท้าวสักกะ

            [๑๒๗๖] ข้าแต่พระเจ้าวิเทหะ เมื่อหม่อมฉันอยู่ในชั้นดาวดึงสพิภพนั้น ระลึกชาติแม้ในอนาคตได้อีก ๗ ชาติ ที่หม่อมฉันจุติจากดาวดึงสพิภพนั้นแล้วจักเกิดต่อไป

            [๑๒๗๗] กุศลที่หม่อมฉันได้ทำไว้ในกรุงโกสัมพีได้ตามมาให้ผล หม่อมฉันจุติจากดาวดึงสพิภพแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์

            [๑๒๗๘] ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันนั้น ได้รับสักการะบูชาเป็นนิตย์มาตลอด ๗ ชาติ หม่อมฉันไม่พ้นจากความเป็นหญิงตลอด ๖ ชาติ

            [๑๒๗๙] ข้าแต่สมมติเทพ ชาติที่ ๗ หม่อมฉันจักได้เกิดเป็นเทวดาผู้ชาย คือ เป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้สูงสุดในหมู่เทวดา

            [๑๒๘๐] แม้วันนี้ เหล่านางอัปสรผู้เป็นปริจาริกาของหม่อมฉัน ยังช่วยกันร้อยดอกไม้เป็นพวงมาลัยอยู่ในพระอุทยานนันทวัน เทพบุตรนามว่าชวะ ยังรับพวงมาลัยของหม่อมฉันอยู่

            [๑๒๘๑] ๑๖ ปีในมนุษย์นี้เป็นเหมือนครู่หนึ่งของเทวดา ๑๐๐ ปีของมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดา

            [๑๒๘๒] ดังที่ได้กราบทูลมานี้ กรรมทั้งหลายติดตามไปได้ แม้ตั้งอสงไขยชาติ ด้วยว่ากรรมจะดีหรือชั่วก็ตามย่อมไม่พินาศไป

            [๑๒๘๓] บุคคลใดปรารถนาจะเป็นชายทุกๆ ชาติไป บุคคลนั้นพึงเว้นภรรยาผู้อื่นเสีย เหมือนคนล้างเท้าสะอาดแล้วเว้นเปือกตม

            [๑๒๘๔] หญิงใดปรารถนาจะเป็นชายทุกๆ ชาติไป หญิงนั้นก็พึงยำเกรงสามีเหมือนนางเทพอัปสร ผู้เป็นปริจาริกายำเกรงพระอินทร์

            [๑๒๘๕] ผู้ใดปรารถนาโภคทรัพย์ อายุ ยศ และสุขทิพย์ ผู้นั้นพึงเว้นบาปทั้งหลายแล้วประพฤติธรรม ๓ อย่าง (ธรรม ๓ อย่าง ในที่นี้หมายถึงสุจริต ๓ ที่เป็นไปทางกาย วาจา ใจ) เถิด

             [๑๒๘๖] หญิงหรือชายก็ตาม ไม่ประมาทด้วยกาย วาจา ใจ เป็นผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ของตน

            [๑๒๘๗] มนุษย์เหล่าใดในชีวโลกนี้ เป็นผู้มียศ มีโภคทรัพย์บริบูรณ์ทุกอย่าง มนุษย์เหล่านั้นได้สั่งสมกรรมดีไว้ในปางก่อนโดยไม่ต้องสงสัย สัตว์ทั้งปวงล้วนมีกรรมเป็นของของตน

            [๑๒๘๘] ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์ทรงพระราชดำริด้วยพระองค์เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน พระสนมผู้ทรงโฉมงามปานดังนางเทพอัปสร ประดับประดาคลุมกายด้วยข่ายทองเหล่านี้ พระองค์ทรงได้มาเพราะผลแห่งกรรมอะไร”

            [๑๒๘๙] พระนางรุจาราชกัญญาทรงให้พระเจ้าอังคติ พระชนกนาถพอพระทัย พระราชกุมารีผู้มีวัตรดีงาม ทรงกราบทูลทางแห่งสุคติแก่พระชนกนาถพระองค์นั้นแล้ว เหมือนบอกทางให้แก่คนหลงทาง และได้กราบทูลข้อธรรมถวายด้วยประการฉะนี้

            [๑๒๙๐] ต่อมา นารทมหาพรหมตรวจดูชมพูทวีป ได้เห็นพระเจ้าอังคติ จึงมาจากพรหมโลกถึงถิ่นมนุษย์

            [๑๒๙๑] ลำดับนั้น นารทมหาพรหมได้ยืนอยู่ที่ปราสาท เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าวิเทหะ พระนางรุจาราชกัญญาได้เห็นนารทฤๅษีนั้นมาถึงที่แล้ว จึงนมัสการ

            [๑๒๙๒] ครั้งนั้น พระราชาทรงมีพระทัยหวาดกลัว เสด็จลงจากราชอาสน์ เมื่อจะตรัสถามนารทฤๅษี จึงได้ตรัสพระดำรัสดังนี้ว่า

            [๑๒๙๓] “ท่านผู้มีผิวงามดังเทวดา ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศดังดวงจันทร์ ท่านมาจากที่ไหนหนอ ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกนามและโคตรแก่ข้าพเจ้า คนทั้งหลายในมนุษยโลกย่อมรู้จักท่านได้อย่างไร”

            (นารทฤๅษีกราบทูลว่า)

            [๑๒๙๔] อาตมภาพมาจากเทวโลก ณ บัดนี้เอง ส่องสว่างไปทั่วทุกทิศดังดวงจันทร์ มหาบพิตรตรัสถามแล้ว อาตมภาพขอถวายพระพรนามและโคตรให้ทรงทราบ คนทั้งหลายรู้จักอาตมภาพโดยนามว่านารทะ และโดยโคตรว่า กัสสปะ

            (พระราชาตรัสถามว่า)

            [๑๒๙๕] สัณฐานของท่าน การที่ท่านเหาะไป และยืนอยู่บนอากาศได้น่าอัศจรรย์ ท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กับท่าน เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านจึงมีฤทธิ์เช่นนี้

            (นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

             [๑๒๙๖] คุณธรรม ๔ ประการนี้ คือ (๑) สัจจะ (๒) ธรรม (๓) ทมะ (๔) จาคะ (คุณธรรม ๔ ประการนี้ มีอธิบาย ดังนี้ สัจจะ หมายถึงวจีสัจที่เว้นจากมุสาวาท ธรรม หมายถึงธรรมคือสุจริต ๓ และธรรมคือการเพ่งกสิณบริกรรม (การปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน) ทมะ หมายถึงการฝึกอินทรีย์ (สำรวมทวาร ๖) จาคะ หมายถึงการสละกิเลสและการสละไทยธรรม) อาตมภาพได้ทำไว้แล้วในภพก่อน เพราะคุณธรรมที่อาตมภาพได้เสพมาดีแล้วนั้นแหละ อาตมภาพจึงไปได้เร็วทันใจตามความปรารถนา

             (พระราชาตรัสถามว่า)

            [๑๒๙๗] เมื่อท่านบอกความสำเร็จแห่งบุญ ชื่อว่าท่านบอกความอัศจรรย์ ถ้าเป็นจริงอย่างที่ท่านกล่าว ท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กับท่าน ขอท่านจงพยากรณ์ให้ดี

            (นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

            [๑๒๙๘] ขอถวายพระพรมหาบพิตร ข้อใดพระองค์ทรงสงสัย ขอเชิญมหาบพิตรตรัสถามข้อนั้นกับอาตมภาพเถิด อาตมภาพจะวิสัชนาถวายให้มหาบพิตรทรงสิ้นสงสัย ทั้งโดยนัยด้วยความรู้และด้วยเหตุผล

            (พระราชาตรัสถามว่า)

            [๑๒๙๙] ท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กับท่าน ท่านอย่าได้กล่าวมุสาต่อข้าพเจ้า ที่คนพูดกันว่า “เทวดามี มารดาและบิดามี ปรโลกมี” นั้นเป็นจริงหรือ

            (นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

            [๑๓๐๐] ที่คนพูดกันว่า “เทวดามี มารดาและบิดามี และปรโลกมี” นั้นเป็นจริงทั้งนั้น แต่คนทั้งหลายหมกมุ่น ติดใจ หลงใหล งมงายในกามคุณ จึงไม่รู้จักปรโลก

            (พระราชาตรัสถามว่า)

            [๑๓๐๑] ท่านนารทะ ถ้าท่านเชื่อว่า “ปรโลกมีจริง” เหล่าสัตว์ที่ตายไปแล้วก็ต้องมีที่อยู่ในปรโลก ขอท่านจงให้ทรัพย์ ๕๐๐ แก่ข้าพเจ้าในโลกนี้แหละ ข้าพเจ้าจักให้แก่ท่านพันหนึ่งในปรโลก

            (นารทฤๅษีทูลตอบว่า)

            [๑๓๐๒] ถ้าอาตมภาพรู้ว่า “มหาบพิตรทรงมีศีล ทรงรู้ความประสงค์ของพวกผู้ขอ อาตมภาพก็จะให้มหาบพิตรสัก ๕๐๐ แต่มหาบพิตรหยาบช้า ทรงจุติจากโลกนี้แล้วจะต้องไปอยู่ในนรก ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกได้

            [๑๓๐๓] ผู้ใดในโลกนี้ไม่มีศีลธรรม ประพฤติชั่ว เกียจคร้าน มีกรรมหยาบ บัณฑิตทั้งหลายไม่ให้กู้หนี้ในผู้นั้น เพราะจะไม่ได้ทรัพย์คืนจากคนเช่นนั้น

            [๑๓๐๔] ส่วนคนขยันหมั่นเพียร มีศีล รู้ความประสงค์ของผู้ขอ คนทั้งหลายรู้แล้วย่อมนำโภคทรัพย์มาเชื้อเชิญเอง ด้วยคิดว่า “ผู้นี้ทำการงานเสร็จแล้วพึงนำมาใช้คืนให้”

            [๑๓๐๕] ขอถวายพระพร มหาบพิตรจุติจากที่นี่แล้ว จักทอดพระเนตรเห็นพระองค์เองอยู่ในนรกนั้น ผู้ถูกฝูงกายื้อแย่งฉุดคร่าอยู่ ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตรผู้ตกอยู่ในนรกซึ่งถูกฝูงกา แร้ง และสุนัขรุมกัดกิน ตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรมอยู่

            [๑๓๐๖] ในโลกันตนรกนั้นมืดมิดที่สุด ไม่มีดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ โลกันตนรกนั้นมืดมิดอยู่เป็นนิตย์ น่ากลัว กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ ผู้ต้องการทรัพย์ ใครเล่าจะพึงเที่ยวไปในสถานที่นั้นได้

            [๑๓๐๗] ในโลกันตนรกนั้นมีสุนัข ๒ ตัว คือ สุนัขด่างและสุนัขดำคล้ำ มีตัวกำยำ ล่ำสัน แข็งแรง พากันใช้เขี้ยวเหล็กกัดกินผู้ที่จุติจากมนุษยโลกนี้แล้ว ไปตกอยู่ในนรก

            [๑๓๐๘] ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร ผู้ถูกฝูงสุนัขทารุณโหดร้าย ตัวนำทุกข์มาให้รุมกัดกินอยู่ อยู่ในนรกจนตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรม

            [๑๓๐๙] และในนรกที่โหดร้าย มีพวกนายนิรยบาลชื่อกาฬะและอุปกาฬะ ผู้เป็นข้าศึกใช้ดาบและหอกที่ลับไว้เป็นอย่างดี เชือดเฉือนและทิ่มแทงคนผู้ทำกรรมชั่วไว้ในภพก่อน

            [๑๓๑๐] ใครเล่าจะพึงไปทวงถามเอาทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลก กับมหาบพิตรผู้ถูกทิ่มแทงเข้าที่พระอุทร ที่พระปรัศว์ มีพระอุทรพรุนวิ่งไปมาอยู่ในนรก มีตัวขาดกระจัดกระจายเลือดไหลโทรมได้

            [๑๓๑๑] ในโลกันตนรกนั้น มีห่าฝนชนิดต่างๆ คือ ฝนหอก ฝนดาบ ฝนแหลน ฝนหลาว มีประกายลุกวาวเหมือนถ่านเพลิงตกลงบนศีรษะ สายอัสนีบาตศิลาแดงโชนตกลงทับสัตว์นรกผู้มีกรรมหยาบช้า

            [๑๓๑๒] และในนรกนั้น มีลมร้อนอันยากที่จะทนได้ สัตว์ในนรกนั้นไม่ได้รับความสุขแม้แต่น้อย ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร ผู้ทรงกระสับกระส่ายวิ่งพล่านไปมา หาที่ซ่อนเร้นมิได้

            [๑๓๑๓] ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร ผู้ถูกเทียมไว้ในรถวิ่งไปมาอยู่ ต้องทรงเหยียบแผ่นดินที่ลุกโชน ถูกทิ่มแทงด้วยดีด้วยปฏักอยู่ได้

            [๑๓๑๔] ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ กับมหาบพิตร ผู้ทนอยู่ไม่ได้วิ่งไปขึ้นภูเขาที่ดารดาษไปด้วยขวากกรด ลุกโชนน่าสยดสยองอย่างยิ่ง มีตัวถูกตัดขาด หลั่งเลือดไหลโทรมอยู่ได้

            [๑๓๑๕] ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ในปรโลกกับมหาบพิตร ผู้ต้องวิ่งขึ้นไปเหยียบถ่านเพลิงกองเท่าภูเขาที่ลุกโชน น่ากลัว มีตัวถูกไฟไหม้ทนไม่ไหว ร้องครวญครางอย่างน่าสงสารอยู่ได้

            [๑๓๑๖] ต้นงิ้วสูงเทียมเมฆ เต็มไปด้วยหนามเหล็กคม กระหายจะดูดดื่มเลือดคน

            [๑๓๑๗] หญิงทั้งหลายที่ประพฤตินอกใจสามี และชายหญิงทั้งหลายที่เป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น ถูกนายนิรยบาลผู้ทำตามคำสั่งของพญายม ถือหอกไล่ทิ่มแทงให้ขึ้นต้นงิ้วนั้น

            [๑๓๑๘] ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์นั้น กับมหาบพิตรผู้ต้องปีนขึ้นต้นงิ้วในนรก มีเลือดไหลเปรอะเปื้อน มีกายไหม้เกรียม มีหนังและเนื้อถลอกปอกเปิกกระสับกระส่าย เสวยเวทนาอย่างหนัก

            [๑๓๑๙] ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์นั้นกับมหาบพิตร ผู้เหนื่อยหอบมีความผิดเพราะบุรพกรรมในทางผิด เนื้อตัวมีหนังถลอกปอกเปิกไป

            [๑๓๒๐] ต้นงิ้วสูงเทียมเมฆ เต็มไปด้วยใบเหล็กคมดังดาบ กระหายจะดูดดื่มเลือดคน

            [๑๓๒๑] ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์ ๑,๐๐๐ กับมหาบพิตร ผู้กำลังปีนขึ้นต้นงิ้วนั้น ก้าวไปเหยียบใบเหล็กอันคมเหมือนดาบ ก็ถูกดาบอันคมนั้นบาด ตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรมอยู่ในปรโลกได้

            [๑๓๒๒] ทรัพย์จำนวนนั้น ใครเล่าจะพึงไปขอกับมหาบพิตร ผู้เดินหนีออกจากขุมนรกไม้งิ้วมีใบเป็นดาบ พลัดตกลงไปสู่แม่น้ำเวตตรณีได้

            [๑๓๒๓] แม่น้ำเวตตรณีมีน้ำเป็นกรด หยาบแข็ง เผ็ดร้อน ข้ามได้ยาก ปกคลุมไปด้วยบัวเหล็กมีใบคมไหลไปอยู่

            [๑๓๒๔] ทรัพย์จำนวนนั้น ใครเล่าจะไปขอกับมหาบพิตร ผู้มีตัวขาดกระจัดกระจาย มีเลือดเปรอะเปื้อน ลอยอยู่ในแม่น้ำเวตตรณี ที่นั้นหาที่เกาะมิได้

            (พระราชาตรัสว่า)

            [๑๓๒๕] ข้าพเจ้าแทบจะล้มเหมือนต้นไม้ที่ถูกตัด ข้าพเจ้าหลงสำคัญผิด จึงไม่รู้จักทิศ ท่านฤๅษี ข้าพเจ้าได้ฟังคาถาภาษิตของท่านแล้ว ร้อนใจ เพราะกลัวมหาภัย

             [๑๓๒๖] ท่านฤๅษี ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า เหมือนน้ำสำหรับแก้กระหายในเวลาร้อน เหมือนเกาะเป็นที่พึ่งของพวกคนที่มีเรืออับปาง หาที่พึ่งไม่ได้ในมหาสมุทร และเหมือนดวงประทีปสำหรับส่องทาง ของพวกคนผู้เดินทางมืดเถิด

            [๑๓๒๗] ท่านฤๅษี ขอท่านจงสอนอรรถและธรรมแก่ข้าพเจ้า ในกาลก่อน ข้าพเจ้าได้ทำความผิดไว้ส่วนเดียว ท่านนารทะ ขอท่านจงบอกทางบริสุทธิ์แก่ข้าพเจ้า โดยที่ข้าพเจ้าจะไม่พึงตกไปในนรกด้วยเถิด

            (นารทฤๅษีกราบทูลว่า)

            [๑๓๒๘] พระราชา ๖ พระองค์นี้ คือ (๑) ท้าวธตรัฏฐะ (๒) ท้าวเวสสามิตะ (๓) ท้าวอัฏฐกะ (๔) ท้าวยมทัคคิ (๕) ท้าวอุสินนระ (๖) ท้าวสิวิราช ได้ทรงบำรุงสมณะและพราหมณ์ทั้งหลายแล้ว

            [๑๓๒๙] พระราชาเหล่านั้นและพระราชาเหล่าอื่นเสด็จไปสู่สวรรค์ฉันใด มหาบพิตรผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน แม้มหาบพิตรก็ฉันนั้น จงทรงเว้นอธรรมแล้วทรงประพฤติธรรมเถิด

            [๑๓๓๐] ราชบุรุษทั้งหลายจงถืออาหารไปประกาศในพระราชนิเวศน์ และภายในพระนครว่า ใครหิว ใครกระหาย ใครปรารถนาดอกไม้ ใครปรารถนาเครื่องลูบไล้ ใครไม่มีผ้านุ่งห่ม ก็จงนุ่งห่มผ้าสีต่างๆ ตามปรารถนาเถิด

            [๑๓๓๑] ใครต้องการร่ม ใครต้องการรองเท้าที่อ่อนนุ่ม สวยงาม ในทางเปลี่ยว ราชบุรุษทั้งหลายจงประกาศไปดังนี้ ในพระนครของพระองค์ทั้งในเวลาเย็นและเวลาเช้า

            [๑๓๓๒] มหาบพิตรจงอย่าใช้งานคนแก่ โคแก่ และม้าแก่เหมือนแต่ก่อน และจงพระราชทานเครื่องบริหารแก่คนที่เป็นกำลัง ซึ่งเคยได้ทำความดีไว้เท่าเดิมเถิด

            [๑๓๓๓] มหาบพิตรจงสำคัญพระวรกายของพระองค์ว่าเป็นดังรถ มีใจเป็นนายสารถี กระปรี้กระเปร่า มีอวิหิงสาเป็นเพลา มีปริจาคะเป็นหลังคา

            [๑๓๓๔] มีการสำรวมเท้าเป็นกง มีการสำรวมมือเป็นดุม มีการสำรวมท้องเป็นน้ำมันหยอด มีการสำรวมวาจาเป็นความเงียบสนิท

            [๑๓๓๕] มีการกล่าวคำสัตย์เป็นส่วนประกอบรถที่บริสุทธิ์ มีการไม่กล่าวคำส่อเสียดเป็นการเข้าหน้าไม้ได้สนิท มีการกล่าวคำอ่อนหวานเป็นเครื่องรถที่เกลี้ยงเกลา มีการกล่าวพอประมาณเป็นเครื่องผูกมัด

            [๑๓๓๖] มีศรัทธาและความไม่โลภเป็นเครื่องประดับ มีความถ่อมตนและการทำอัญชลีเป็นธูป มีความไม่แข็งกระด้างเป็นงอน มีความสำรวมศีลเป็นเชือกขันชะเนาะ

            [๑๓๓๗] มีความไม่โกรธเป็นเครื่องกันกระทบกระทั่ง มีคุณธรรมเป็นเศวตฉัตร มีพาหุสัจจะเป็นสายพาน มีจิตตั้งมั่นเป็นที่มั่น

            [๑๓๓๘] มีความคิดรู้จักกาลเป็นไม้แก่น มีความแกล้วกล้าเป็นไม้ค้ำสามแฉก มีความประพฤติถ่อมตนเป็นเชือกขันแอก มีความไม่เย่อหยิ่งเป็นแอกเบา

            [๑๓๓๙] มีจิตไม่หดหู่เป็นเครื่องลาด มีการคบคนผู้เจริญเป็นเครื่องกำจัดธุลี นักปราชญ์มีสติเป็นปฏัก มีความเพียรและการใช้การปฏิบัติเกื้อกูลเป็นสายบังเหียน

            [๑๓๔๐] มีใจที่ฝึกฝนดีแล้วเหมือนม้า ที่ได้รับฝึกสม่ำเสมอเป็นเครื่องนำทาง ความปรารถนาและความโลภเป็นทางคด ส่วนความสำรวมเป็นทางตรง

            [๑๓๔๑] ขอถวายพระพรมหาบพิตร ปัญญาเป็นเครื่องทิ่มแทงม้า ในรถคือพระวรกายของมหาบพิตร ที่กำลังโลดแล่นไปในรูป เสียง กลิ่น รส ในรถคือพระวรกายของมหาบพิตรนั้น มีตนคือจิตของพระองค์เท่านั้นเป็นนายสารถี

            [๑๓๔๒] ถ้าความประพฤติชอบ และความเพียรมั่นคงมีอยู่กับยานนี้ รถนั้นจะให้สมบัติที่น่าใคร่ได้ทุกอย่างและไม่นำไปเกิดในนรก

            (พระศาสดาทรงประชุมชาดก ดังนี้)

            [๑๓๔๓] อลาตเสนาบดีเป็นพระเทวทัต สุนามอำมาตย์เป็นพระภัททชิ วิชัยอำมาตย์เป็นพระสารีบุตร ชีวกบุรุษเป็นพระโมคคัลลานะ

            [๑๓๔๔] สุนักขัตตะเป็นบุตรของเจ้าลิจฉวี คุณาชีวกเป็นชีเปลือย พระนางรุจาราชธิดาผู้ทรงนำพระราชาให้ทรงเลื่อมใสเป็นพระอานนท์

            [๑๓๔๕] พระเจ้าอังคติผู้มีทิฏฐิชั่วในครั้งนั้นเป็นพระอุรุเวลกัสสปะ ท้าวมหาพรหมโพธิสัตว์เป็นเราตถาคต พวกเธอจงทรงจำชาดกไว้ด้วยประการฉะนี้แล

มหานารทกัสสปชาดกที่ ๘ จบ

-----------------------

 

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา มหานารทกัสสปชาดก

ว่าด้วย พระมหานารทกัสสปะทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในสวนตาลหนุ่ม ทรงปรารภถึงการทรงทรมานท่านอุรุเวลกัสสป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหุ ราชา วิเทหานํ ดังนี้.
               ดังจะกล่าวโดยพิศดาร ในกาลที่พระศาสดาทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ ทรงทรมานชฏิล ๓ คนพี่น้องมีอุรุเวลกัสสปชฏิลเป็นต้น แวดล้อมไปด้วยปุราณชฏิล ๑,๐๐๐ คน เสด็จไปยังสวนตาลหนุ่ม เพื่อพระประสงค์จะทรงเปลื้องปฏิญญาที่ได้ทรงให้ไว้แก่พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นเจ้าแผ่นดินแห่งมคธรัฐ.
               ในกาลนั้น เมื่อพระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่นดินมคธรัฐ พร้อมด้วยบริษัทประมาณ ๑๒ นหุต เสด็จมาถวายบังคมพระทศพล แล้วประทับนั่งอยู่ ขณะนั้น พวกพราหมณ์คหบดีในภายในราชบริษัทเกิดความปริวิตกขึ้นว่า ท่านพระอุรุเวลกัสสป ประพฤติพรหมจรรย์ในพระมหาสมณโคดม หรือพระมหาสมณโคดมประพฤติพรหมจรรย์ในท่านพระอุรุเวลกัสสป.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ ความปริวิตกแห่งใจของพวกบริษัทเหล่านั้นด้วยพระทัย จึงทรงพระดำริว่า จักต้องประกาศภาวะที่กัสสปมาบวชในสำนักของเราให้พวกนี้รู้ ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถาว่า
               กัสสป ผู้อยู่ในอุรุเวลประเทศ ท่านเคยเป็นอาจารย์สั่งสอนหมู่ชฏิล ผู้ผอมเพราะกำลังประพฤติพรต. ท่านเห็นอะไร จึงได้ละไฟที่เคยบูชาเสีย เราถามเนื้อความนั้นกะท่าน อย่างไรท่านจึงละการบูชาเพลิงของท่านเสีย.
               ฝ่ายพระเถระก็ทราบพระพุทธประสงค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ใคร่จะแสดงเหตุ จึงกราบทูลว่า
               ยัญทั้งหลายย่อมกล่าวสรรเสริญรูป เสียง กลิ่น รส และหญิงที่น่าใคร่ทั้งหลาย ข้าพระองค์รู้ว่า ของน่ารักใคร่นั้นๆ เป็นมลทิน ตกอยู่ในอุปกิเลสทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงมิได้ยินดี ในการเซ่นสรวงและการบูชาเพลิง ข้าพระองค์ได้เห็นธรรมอันระงับแล้ว ไม่มีกิเลสเครื่องเศร้าหมอง อันเป็นเหตุก่อให้เกิดทุกข์ ไม่มีกิเลสเครื่องกังวล ไม่ติดข้องอยู่ในกามภพ มิใช่วิสัยที่ผู้อื่นจะนำมาให้ผู้อื่นรู้ได้ ไม่แปรปรวนกลายเป็นอย่างอื่น เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ยินดีในการเซ่นสรวงและการบูชาไฟ.
               ครั้นพระอุรุเวลกัสสปกล่าวคาถาเหล่านี้แล้ว เพื่อจะประกาศภาวะที่ตนเป็นพุทธสาวก จึงซบศีรษะลงที่หลังพระบาทของพระตถาคต ทูลประกาศว่า
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์
               พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระองค์
               ดังนี้แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาส ๗ ครั้ง คือ ครั้งที่ ๑ สูงชั่วลำตาล ๑. ครั้งที่ ๒ สูงชั่ว ๒ ลำตาล. จนถึงครั้งที่ ๗ สูง ๗ ชั่วลำตาล. แล้วลงมาถวายบังคมพระตถาคต นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. มหาชนเห็นปาฏิหาริย์ดังนั้น ก็ได้กล่าวสรรเสริญคุณของพระศาสดาว่า น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้ามีอานุภาพมาก. ธรรมดาผู้มีความเห็นผิดที่มีกำลังถึงอย่างนี้ เมื่อสำคัญตนว่า เป็นพระอรหันต์. แม้ท่านพระอุรุเวลกัสสป พระองค์ก็ทรงทำลายข่าย คือทิฏฐิ ทรมานเสียได้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย การที่เราถึงซึ่งสัพพัญญุตญาณ ทรมานอุรุเวลกัสสปนี้ ในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์เท่ากับครั้งก่อน แม้ในเวลาที่ เรายังมีราคะ โทสะและโมหะ เป็นพรหมชื่อว่านารทะ ทำลายข่ายคือทิฏฐิของเธอ กระทำเธอให้หมดพยศ ดังนี้แล้ว ก็ทรงดุษณีภาพ.
               อันบริษัทนั้นกราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล ยังมีพระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพระเจ้าอังคติราช เสวยราชสมบัติ ในกรุงมิถิลามหานคร ณ วิเทหรัฐ พระองค์ทรงตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา พระองค์มีพระราชธิดาองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระนางรุจาราชกุมารี มีพระรูปโฉมสวยงาม ชวนดู ชวนชม มีบุญมาก. ได้ทรงตั้งปณิธาน ความปรารถนาไว้สิ้นแสนกัป จึงได้มาเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี. ส่วนพระเทวีนอกนั้นของพระองค์ ๑๖,๐๐๐ คน ได้เป็นหญิงหมัน. พระนางรุจาราชกุมารีนั้น จึงเป็นที่โปรดปรานของพระองค์ยิ่งนัก. พระองค์ได้ทรงจัดผ้าเนื้อละเอียดอย่างยิ่ง หาค่ามิได้พร้อมกับผอบดอกไม้ ๒๕ ผอบ อันเต็มไปด้วยบุปผาชาตินานาชนิด ส่งไปพระราชทานพระราชธิดาทุกๆ วัน ด้วยทรงพระประสงค์จะให้ พระราชธิดาทรงประดับพระองค์ด้วยของเหล่านี้ และของเสวยที่จัดส่งไปประทานนั้น เป็นขาทนียะและโภชนียะ อันหาประมาณมิได้ ทุกกึ่งเดือนได้ทรงส่งพระราชทานทรัพย์ ๑,๐๐๐ ไปพระราชทานพระราชธิดา โดยตรัสสั่งว่า ส่วนนี้ลูกจงให้ทานเถิด. และพระองค์มีอำมาตย์อยู่ ๓ นาย คือ วิชยอำมาตย์ ๑ สุนามอำมาตย์ ๑ อลาตอำมาตย์ ๑.
               ครั้นถึงคืนกลางเดือน ๑๒ ดอกโกมุทบานเทศกาลมหรพ มหาชนพากันตบแต่งพระนคร และภายในพระราชฐานไว้อย่างตระการ ปานประหนึ่งว่าเทพนคร จึงพระเจ้าอังคติราชเข้าโสรจสรง ทรงลูบไล้พระองค์ ประหนึ่งเครื่องราชอลังการ เสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว เสด็จประทับนั่งเหนือราชอาสน์ บนพื้นปราสาทใหญ่ ริมสีหบัญชรไชยมีหมู่อำมาตย์แวดล้อม ทอดพระเนตรดูจันทมณฑลอันทรงกรดหมดราคีลอยเด่นอยู่ ณ พื้นคัคนานต์อากาศ. จึงมีพระราชดำรัสถามเหล่าอำมาตย์ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ราตรีอันบริสุทธิ์เช่นนี้ น่ารื่นรมย์หนอ วันนี้เราพึงเพลิดเพลินกันด้วยเรื่องอะไรดี.
               พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้นได้ตรัสว่า
               [๘๓๔] พระเจ้าอังคติ ผู้เป็นพระราชาของชนชาววิเทหรัฐ. พระองค์มีช้างม้าพลโยธามากมายเหลือที่จะนับ ทั้งพระราชทรัพย์ก็เหลือหลาย. ก็คืนหนึ่งในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๑๒ ดอกโกมุทบาน ตอนปฐมยาม.
               พระองค์ทรงประชุมเหล่าอำมาตย์ราชบัณฑิตผู้เป็นพหูสูต เฉลียวฉลาด ผู้ทรงเคยรู้จัก ทั้งอำมาตย์ผู้ใหญ่อีก ๓ นาย คือ วิชัยอำมาตย์ ๑ สุนามอำมาตย์ ๑ อลาตอำมาตย์ ๑ แล้ว. จึงตรัสถามตามลำดับว่า เธอจงแสดงความเห็นของตนมาว่า ในวันกลางเดือน ๑๒ เช่นนี้ พระจันทร์แจ่มกระจ่าง กลางคืนวันนี้. พวกเราจะยังฤดูเช่นนี้ให้เป็นไป ด้วยความยินดีอะไร.
               ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามพวกอำมาตย์ทั้งหลาย อำมาตย์เหล่านั้นถูกพระองค์ตรัสถามแล้ว จึงกราบทูลถ้อยคำ อันสมควรแก่อัธยาศัยของตนๆ.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า
               [๘๓๕] ลำดับนั้น อลาตเสนาบดีได้กราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงจัดพลช้าง พลม้า พลเสนา จะนำชายฉกรรจ์ออกรบ พวกใดยังไม่มาสู่อำนาจ. ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็จะนำมาสู่อำนาจ นี่เป็นความเห็นของข้าพระพุทธเจ้า. เราทั้งหลายจะได้ชัยชนะ ผู้ที่เรายังไม่ชนะ. (ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงรื่นรมย์ด้วยการรบ นี้เป็นเพียงความคิดของข้าพระพุทธเจ้า).
               [๘๓๖] สุนามอำมาตย์ได้ฟังคำของอลาตเสนาบดีแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา พวกศัตรูของพระองค์มาสู่พระราชอำนาจหมดแล้ว ต่างพากันวางศาสตรา ยอมสวามิภักดิ์แล้วทั้งหมด วันนี้เป็นวันมหรสพ สนุกสนานยิ่ง. การรบข้าพระพุทธเจ้าไม่ชอบใจ ชนทั้งหลายจงรีบนำข้าวน้ำ และของควรเคี้ยวมาเพื่อพระองค์เถิด. ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงรื่นรมย์ด้วยกามคุณ และในการฟ้อนรำ ขับร้อง การประโคม เถิดพระเจ้าข้า.
               [๘๓๗] วิชยอำมาตย์ ได้ฟังคำของสุนามอำมาตย์แล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา กามคุณทุกอย่าง บำเรอพระองค์อยู่เป็นนิตย์แล้ว การทรงเพลิดเพลิน ด้วยกามคุณทั้งหลาย พระองค์ทรงหาได้โดยไม่ยากเลย. ทรงปรารถนาก็ได้ทุกเมื่อ การรื่นรมย์ด้วยกามคุณทั้งหลายนี้ ไม่ใช่เป็นความคิดของข้าพระบาท. วันนี้เราทั้งหลายควรพากันไปหาสมณะหรือพราหมณ์ ผู้เป็นพหุสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ. ซึ่งท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราดีกว่า.
               [๘๓๘] พระเจ้าอังคติราชได้ทรงสดับคำของวิชยอำมาตย์แล้ว ได้ตรัสว่า ตามที่วิชยอำมาตย์พูดว่า วันนี้ เราทั้งหลายควรพากันเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ ผู้เป็นพหูสูต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ ซึ่งท่านจะพึงกำจัดความสงสัยของพวกเราดีกว่านั้น แม้เราก็ชอบใจ ท่านที่อยู่ ณ ที่นี้ทุกท่านจงลงมติว่า วันนี้เราทั้งหลายควรจะเข้าไปหา ใครผู้เป็นบัณฑิต รู้แจ้งอรรถธรรม ผู้แสวงหาคุณ ที่ท่านพึงกำจัด ความสงสัยของพวกเราได้.
               [๘๓๙] อลาตเสนาบดีได้ฟังพระราชดำรัสของพระเจ้าวิเทหราชแล้ว ได้กราบทูลว่า มีอเจลกที่โลกสมมติว่าเป็นนักปราชญ์ อยู่ในมฤคทายวัน. อเจลกผู้นี้ ชื่อว่าคุณะ ผู้กัสสปโคตรเป็นพหูสูต พูดจาไพเราะ เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ ขอเดชะ เราทั้งหลายควรเข้าไปหาเธอ เธอจักขจัดความสงสัยของเราทั้งหลายได้.
               [๘๔๐] พระราชาได้ทรงสดับคำของอลาตเสนาบดีแล้ว ได้ตรัสสั่งสารถีว่า เราจะไปยังมฤคทายวัน ท่านจงนำยานเทียมม้ามาที่นี่.
               พระราชา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า
               [๘๔๑] พวกนายสารถีได้จัดพระราชยาน อันล้วนแล้วไปด้วยงา มีกระพองเป็นเงิน และจัดรถพระที่นั่งรอง อันขาวผุดผ่อง ดังพระจันทร์ในราตรี ที่ปราศจากมลทินโทษ มาถวายแก่พระราชา. รถนั้นเทียมด้วยม้าสินธพสี่ตัว ล้วนมีสีดังสีดอกโกมุท เป็นม้ามีฝีเท้าเร็ว ดังลมพัด วิ่งเรียบ ประดับด้วยดอกไม้ทอง พระกลด ราชรถม้า และวีชนี ล้วนมีสีขาว.
               พระเจ้าวิเทหราชพร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ เสด็จออกย่อมงดงามดังพระจันทร์. หมู่พลราชบริพาร ผู้กล้าหาญ ขี่บนหลังม้า ถือหอกดาบตามเสด็จ. พระเจ้าวิเทหราชมหากษัตริย์ พระองค์นั้นเสด็จถึงมฤคทายวัน โดยครู่เดียว เสด็จลงจากราชยานแล้ว ทรงดำเนินเข้าไปหาคุณาชีวก พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์. ก็ในกาลนั้น มีพราหมณ์และคฤหบดีมาประชุมกันอยู่ในพระราชอุทยานนั้น พราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้น พระราชามิให้ลุกหนีไป.
               พระเจ้าอังคติราชนั้น แวดล้อมไปด้วยบริษัทผสมกันนั้น แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วทรงกระทำปฏิสันถาร. พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า
               [๘๔๒] ลำดับนั้น พระเจ้าอังคติราชนั้น เสด็จเข้าไปประทับนั่งบนอาสนะ อันปูลาดพระยี่ภู่ มีสัมผัสอันอ่อนนุ่ม ณ ส่วนข้างหนึ่ง. แล้วได้ทรงปราศรัย ถามทุกข์สุขว่า ผู้เป็นเจ้าสบายดีอยู่หรือ ลมมิได้กำเริบเสียดแทงหรือ ผู้เป็นเจ้าเลี้ยงชีวิตโดยมิฝืดเคืองหรือ ได้บิณฑบาตพอเยียวยาชีวิต ให้เป็นไปอยู่หรือ ผู้เป็นเจ้ามีอาพาธน้อยหรือ จักษุมิได้เสื่อมไปจากปรกติหรือ.
               [๘๔๓] คุณาชีวก ทูลปราศรัยกับพระเจ้าวิเทหราช ผู้ทรงยินดีในวินัยว่า ข้าแต่มหาราชา ข้าพระพุทธเจ้าสบายดีทุกประการ. บ้านเมืองของพระองค์ไม่กำเริบหรือ ช้างม้าของพระองค์หาโรคมิได้หรือ พาหนะยังพอเป็นไปแหละหรือ พยาธิไม่มีมาเบียดเบียนพระสรีระของพระองค์แลหรือ.
               [๘๔๔] เมื่อคุณาชีวกทูลปราศรัยแล้ว ลำดับนั้น พระราชาผู้เป็นจอมทัพทรงใคร่ธรรม ได้ตรัสถามอรรถธรรมและเหตุว่า ท่านกัสสป นรชนพึงประพฤติธรรมในมารดาและบิดาอย่างไร พึงประพฤติธรรมในอาจารย์อย่างไร พึงประพฤติธรรมในบุตรและภรรยาอย่างไร พึงประพฤติธรรมในวุฒิบุคคลอย่างไร พึงประพฤติธรรมในพลนิกายอย่างไร และพึงประพฤติธรรมในชนบทอย่างไร ชนทั้งหลายประพฤติธรรมอย่างไร ละโลกนี้ไปแล้วจึงไปสู่สุคติ ส่วนคนบางพวกผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม. ไฉนจึงตกลงไปในนรก.
               ก็ปัญหานั้นเป็นปัญหาที่ พระราชาควรจะตรัสถาม ผู้มีศักดิ์ใหญ่คนหลังๆ เพราะไม่ได้คำตอบจากคนก่อนๆ. ในบรรดาพระสัพพัญญูพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธสาวก และพระมหาโพธิสัตว์ แต่กลับตรัสถามคุณาชีวก ผู้เปลือยกาย หาสิริมิได้ เป็นคนอันธพาล ไม่รู้ปัญหาอะไรเลย. คุณาชีวกนั้น ครั้นถูกถามแล้วอย่างนี้ จึงไม่เห็นทางพยากรณ์ อันเหมาะสมแก่ราชปุจฉา ซึ่งเป็นประหนึ่ง เอาท่อนไม้ตีโคที่กำลังเที่ยวไปอยู่ หรือเหมือนคราดหยากเยื่อทิ้งด้วยจวัก ฉะนั้น. แต่ได้ทูลขอโอกาสว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงสดับเถิด. แล้วเริ่มตั้งมิจฉาวาทะของตน.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า
               [๘๔๕] คุณาชีวกกัสสปโคตรได้ฟังพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหราช ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์ทรงสดับทางที่จริงแท้ของพระองค์ ผลแห่งธรรมที่ประพฤติ แล้วเป็นบุญเป็นบาปไม่มี. ขอเดชะ ปรโลกไม่มี ใครเล่าจากปรโลกนั้นมาโลกนี้ ปู่ย่าตายายไม่มี มารดาบิดาจะมีที่ไหน ขึ้นชื่อว่าอาจารย์ไม่มี ใครจักฝึกผู้ที่ฝึกไม่ได้ สัตว์เสมอกันหมด ผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้เจริญไม่มี กำลังหรือความเพียรไม่มี บุรุษผู้มีความหมั่นจักได้รับผลแต่ที่ไหน สัตว์ที่เกิดตามกันมา เหมือนเรือน้อยห้อยท้ายเรือใหญ่ สัตว์ย่อมได้สิ่งที่ควรได้. ในข้อนั้น ผลทานจักมีแต่ที่ไหน ผลทานไม่มี ความเพียรไม่มีอำนาจ. ทาน คนโง่บัญญัติไว้ คนฉลาดรับทาน. คนโง่สำคัญตัวว่าฉลาด เป็นผู้ไม่มีอำนาจ ย่อมให้ทานแก่นักปราชญ์ทั้งหลาย.
               ครั้นคุณาชีวกทูลพรรณนา ภาวะที่ทานเป็นของไม่มีผล อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อพรรณนาถึงบาปที่ไม่มีผล จึงกล่าวว่า
               [๘๔๖] รูปกายอันเป็นที่รวม ดิน น้ำ ลม ไฟ สุข ทุกข์และชีวิต ๗ ประการนี้ เป็นของเที่ยง ไม่ขาดสูญ ไม่กำเริบ. รูปกาย ๗ ประการนี้ของสัตว์เหล่าใด ชื่อว่าขาด ไม่มี. ผู้ที่ถูกฆ่าหรือถูกตัด หรือเบียดเบียนใดๆ ไม่มี. ศาสตราทั้งหลายพึงเป็นไปในระหว่างรูปกาย ๗ ประการนี้. ผู้ใดตัดศีรษะของผู้อื่นด้วยดาบอันคม ผู้นั้นไม่ชื่อว่า ตัดร่างกายเหล่านั้น. ในการทำเช่นนั้น ผลบาปจะมีแต่ที่ไหน.
               สัตว์ทุกจำพวกท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร ๘๔ มหากัป ย่อมบริสุทธิ์ได้เอง. เมื่อยังไม่ถึงกาลนั้น แม้จะสำรวมด้วยดีก็บริสุทธิ์ไม่ได้. เมื่อยังไม่ถึงกาลนั้นแม้จะประพฤติความดีมากมาย ก็บริสุทธิ์ไม่ได้. ถ้าแม้กระทำบาปมากมาย ก็ไม่ล่วงขณะนั้นไป. ในวาทะของเราทั้งหลาย ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ โดยลำดับเมื่อถึง ๘๔ กัป. พวกเราไม่ล่วงเลยเขตอันแน่นอนนั้น เหมือนคลื่นไม่ล่วงเลยฝั่งไป ฉะนั้น.
               คุณาชีวกผู้มีวาทะว่า ขาดสูญ เมื่อจะยังวาทะของตนให้สำเร็จ ตามกำลังของตน จึงกราบทูลโดยหาหลักฐานมิได้
               [๘๔๗] อลาตเสนาบดีได้ฟังคำของคุณาชีวกกัสสปโคตรแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านผู้เจริญกล่าวฉันใด คำนั้นข้าพเจ้าชอบใจฉันนั้น แม้ข้าพเจ้าก็ระลึกชาติหนหลังของตนได้ชาติหนึ่ง คือในชาติก่อน ข้าพเจ้าเกิดในเมืองพาราณสีอันเป็นเมืองมั่งคั่ง เป็นนายพรานฆ่าโค ชื่อว่าปิงคละ ข้าพเจ้าได้ทำบาปกรรมไว้มาก ได้ฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต คือกระบือ สุกร แพะเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจุติจากชาตินั้นแล้ว มาเกิดในตระกูลเสนาบดี อันบริสุทธิ์นี้ บาปไม่มีผลแน่ ข้าพเจ้าจึงไม่ต้องไปนรก.
               [๘๔๘] ครั้งนั้น ในมิถิลานครนี้ มีคนเข็ญใจเป็นทาสเขาผู้หนึ่ง ชื่อว่าวีชกะ รักษาอุโบสถศีล ได้เข้าไปยังสำนักของคุณาชีวก. ได้ฟังคำของกัสสปคุณาชีวก และอลาตเสนาบดีกล่าวกันอยู่ ถอนหายใจฮึดฮัด ร้องไห้น้ำตาไหล.
               [๘๔๙] พระเจ้าวิเทหราชได้ตรัสถามนายวีชกะนั้นว่า สหายเอ๋ย เจ้าร้องไห้ทำไม เจ้าได้ฟังได้เห็นอะไรมา หรือเจ้าได้รับทุกขเวทนาอะไร จงบอกให้เราทราบ.
               [๘๕๐] นายวีชกะได้ฟังพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหราชแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่มีทุกขเวทนาเลย ข้าแต่พระมหาราชา ขอได้ทรงพระกรุณาฟังข้าพระพุทธเจ้า
               แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็ยังระลึกถึงความสุขสบายของตนในชาติก่อนได้ คือในชาติก่อน ข้าพระพุทธเจ้าเกิดเป็นภาวเศรษฐี ยินดีในคุณธรรม อยู่ในเมืองสาเกต ข้าพระพุทธเจ้านั่นอบรมตนดีแล้ว ยินดีในการบริจาคทานแก่ พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย มีการงานอันสะอาด ข้าพระพุทธเจ้าระลึกถึงบาปกรรม ที่ตนกระทำแล้วไม่ได้เลย
               ข้าแต่พระเจ้าวิเทหราช ข้าพระพุทธเจ้าจุติจากชาตินั้นแล้ว มาเกิดในครรภ์ของนางกุมภทาสี หญิงขัดสน ในมิถิลามหานครนี้ จำเดิมแต่เวลาที่เกิดแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็ยากจนเรื่อยมา
               แม้ข้าพระพุทธเจ้าจะเป็นคนยากจนอย่างนี้ ก็ตั้งมั่นอยู่ในความประพฤติชอบ ได้ให้อาหารกึ่งหนึ่งแก่ท่านที่ปรารถนา ได้รักษาอุโบสถศีลในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำทุกเมื่อ ไม่ได้เบียดเบียนสัตว์ และไม่ได้ลักทรัพย์เลย กรรมทั้งปวงที่ข้าพระพุทธเจ้าประพฤติดีแล้วนั้นไร้ผลเป็นแน่ ศีลนี้เห็นจะไร้ประโยชน์ เหมือนอลาตเสนาบดีกล่าว
               ข้าพระพุทธเจ้ากำเอาแต่ความปราชัยไว้ เหมือนนักเลงผู้ไม่ได้ฝึกหัดฉะนั้น เป็นแน่ ส่วนอลาตเสนาบดีย่อมกำเอาแต่ชัยชนะไว้ ดังนักเลงผู้ชำนาญการพนัน ฉะนั้ ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นประตูอันเป็นเหตุสุคติเลย ข้าแต่พระราชา เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำของกัสสปคุณาชีวกแล้ว จึงร้องไห้.
               ดังได้สดับมา ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ในปางก่อน. นายวีชกบุรุษนั้นเกิดเป็นนายโคบาล แสวงหาโคพลิพัททะ ที่หายไปในป่า. ถูกภิกษุรูปหนึ่งผู้หลงทาง ถามถึงหนทางได้นิ่งเสีย. ถูกท่านถามอีก ก็โกรธแล้วกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่า สมณขี้ข้านี้ปากแข็ง. ชะรอยว่า ท่านนี้จะเป็นขี้ข้าเขา จึงปากแข็งยิ่งนัก. กรรมหาได้ให้ผลในชาตินั้นไม่ ตั้งอยู่เหมือนไฟที่มีเถ้าปิดไว้ ฉะนั้น. ถึงเวลาตาย กรรมอื่นก็ปรากฏ. เขาจึงท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร ตามลำดับของกรรม เพราะผลแห่งกุศลกรรมอย่างหนึ่ง เขาจึงเป็นเศรษฐี มีประการดังกล่าวแล้ว ในเมืองสาเกต ได้กระทำบุญมีทานเป็นต้น. ก็กรรมที่เขาด่าภิกษุผู้หลงทางนั้นตั้งอยู่ ประหนึ่งขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ในแผ่นดิน ได้โอกาสจึงให้ผลแก่เขาในอัตภาพนั้น. เขาเมื่อไม่รู้ จึงกล่าวอย่างนั้น ด้วยสำคัญว่า ด้วยกรรมอันดีงามนอกนี้ เราจึงเกิดในท้องของนางกุมภทาสี.
               [๘๕๑] พระเจ้าอังคติราชสดับคำของนายวีชกะแล้ว ได้ตรัสว่า ประตูสุคติไม่มี ยังสงสัยอยู่อีกหรือวีชกะ ได้ยินว่า สุขหรือทุกข์สัตว์ย่อมได้เองแน่นอน สัตว์ทั้งปวงหมดจดได้ ด้วยการเวียนเกิดเวียนตาย เมื่อยังไม่ถึงเวลาอย่ารีบด่วนไปเลย เมื่อก่อนแม้เราก็เป็นผู้กระทำความดี ขวนขวายในพราหมณ์ และคฤหบดีทั้งหลาย อนุศาสน์ราชกิจอยู่เนืองๆ งดเว้นจากความยินดีในกามคุณ ตลอดกาลประมาณเท่านี้.
               ก็แลครั้นพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว ก็ตรัสบอกลาคุณาชีวกว่า ท่านกัสสปโคตร พวกข้าพเจ้าประมาทมาแล้ว สิ้นกาลเท่านี้ แต่บัดนี้ พวกข้าพเจ้าได้อาจารย์แล้ว ตั้งแต่นี้ไป พวกข้าพเจ้าจะเพลิดเพลิน ยินดีแต่ในกามคุณเท่านั้น แม้การฟังธรรมในสำนักของท่าน ให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีก ก็เป็นกาลเนิ่นช้าของพวกข้าพเจ้าเปล่า ท่านจงหยุดเถิด พวกข้าพเจ้าจักลาไปละดังนี้ จึงตรัสคาถาว่า
               [๘๕๒] ถ้าการสมาคมจักมีผล พวกข้าพเจ้าจักมาหาท่านอีก

               ครั้นพระเจ้าวิเทหราชตรัสดังนี้แล้ว ก็เสด็จกลับไปยังพระราชนิเวศน์ของพระองค์.
               ตอนแรก พระราชาเสด็จไปยังสำนักของคุณาชีวก ทรงนมัสการแล้ว จึงได้ตรัสถามปัญหา ก็แล เมื่อเสด็จกลับหาได้ทรงนมัสการไม่ ก็เพียงแต่การทรงนมัสการคุณาชีวก ยังไม่ได้รับเพราะเป็นผู้ไม่มีคุณ ไฉนจะได้รับพระราชทาน สักการะมีก้อนข้าวเป็นต้น. ส่วนพระราชาทรงยังคืนนั้นให้ผ่านไป วันรุ่งขึ้นจึงให้ประชุมเหล่าอำมาตย์แล้วตรัสว่า พวกท่านจงบำเรอกามคุณกันเถิด นับแต่วันนี้ไป เราจะเสวยความสุขในกามคุณเท่านั้น อย่าพึงรายงานกิจการอื่นให้เราทราบเลย ผู้ใดผู้หนึ่งจงกระทำการวินิจฉัยเถิด. ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงมัวเมาเพลิดเพลินยินดีอยู่แต่ในกามคุณเท่านั้น.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
               [๘๕๓] ตั้งแต่รุ่งสว่าง พระเจ้าอังคติราชรับสั่งให้ประชุมเหล่าอำมาตย์ ในที่ประทับสำราญพระองค์แล้วตรัสว่า จงจัดกามคุณทั้งหลายเพื่อเรา ไว้ในจันทกปราสาทของเราทุกเมื่อ เมื่อข้อราชการลับและเปิดเผยเกิดขึ้น ใครๆ อย่าเข้ามาหาเรา อำมาตย์ผู้ฉลาดในราชกิจ ๓ นาย คือวิชยอำมาตย์ ๑ สุนามอำมาตย์ ๑ อลาตเสนาบดี ๑ จงนั่งพิจารณาข้อราชการเหล่านั้น. พระเจ้าวิเทหราช ครั้นตรัสดังนี้แล้วจึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงใส่ใจกามคุณให้มาก ไม่ต้องขวนขวายในพราหมณ์ คฤหบดี และกิจการอะไรเลย.
               [๘๕๔] ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันที่ ๑๔ ราชกัญญาพระนามว่ารุจา ผู้เป็นพระธิดาที่โปรดปรานของพระเจ้าวิเทหราช ได้ตรัสกะพระพี่เลี้ยงว่า ขอท่านทั้งหลาย ช่วยประดับให้ฉันด้วย และหญิงสหายทั้งหลายของเรา ก็จงประดับ พรุ่งนี้ ๑๕ ค่ำ เป็นวันทิพย์ ฉันจะไปเฝ้าพระชนกนาถ พระพี่เลี้ยงทั้งหลายได้จัดมาลัยแก่นจันทน์ แก้วมณี สังข์ แก้วมุกดาและผ้าต่างๆ สีอันมีค่ามาก มาถวายแก่พระนางรุจาราชกัญญา. หญิงบริวารเป็นอันมาก ห้อมล้อมพระนางรุจาราชธิดา ผู้มีพระฉวีวรรณงามผุดผ่อง ประทับนั่งอยู่บนตั่งทอง งามโสภาราวกะนางเทพกัญญา.
               ดังได้สดับมา ในวันที่ ๑๔ พระนางรุจาราชธิดาทรงผ้าสีต่างๆ แวดล้อมไปด้วยหมู่กุมารี ๕๐๐ พาหมู่พระพี่เลี้ยงนางนม ลงจากปราสาท ๗ ชั้น ด้วยสิริวิลาสอันใหญ่ยิ่ง เสด็จไปยังจันทกปราสาท เพื่อเฝ้าพระชนกนาถ.
               ลำดับนั้น พระเจ้าวิเทหราชทอดพระเนตรเห็นพระธิดา ทรงมีพระทัยยินดีชื่นบาน ให้จัดมหาสักการะต้อนรับ เมื่อจะส่งกลับจึงได้พระราชทานทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วส่งไปด้วยตรัสว่า นี่ลูก เจ้าจงให้ทาน. พระนางรุจานั้นเสด็จกลับไปยังนิเวศน์ของตนแล้ว วันรุ่งขึ้นจึงทรงรักษาอุโบสถศีล ทรงให้ทานแก่คนกำพร้า คนเดินทางไกล ยาจกและวนิพกเป็นอันมาก.
               ได้ยินว่า ชนบทหนึ่ง พระเจ้าวิเทหราชได้พระราชทานแก่พระธิดา พระนางรุจาได้ทรงกระทำกิจทั้งปวง ด้วยรายได้จากชนบทนั้น. ก็ในกาลนั้น เกิดลือกันขึ้นทั่วพระนครว่า พระราชาทรงอาศัยคุณาชีวก จึงทรงถือมิจฉาทิฏฐิ. พวกพระพี่เลี้ยงนางนม ได้ยินเขาลือกันดังนั้น จึงมาทูลพระนางรุจาว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เขาลือกันว่า พระชนกของพระองค์ทรงสดับถ้อยคำของอาชีวกแล้ว ทรงถือมิจฉาทิฏฐิ และได้ยินว่าพระราชานั้นตรัสสั่งให้รื้อโรงทานที่ประตูเมืองทั้ง ๔ และทรงข่มขืนหญิงและเด็กหญิงที่ผู้อื่นหวงห้าม มิได้ทรงพิจารณาถึงพระราชกรณียกิจเลย ทรงมัวเมาอยู่แต่ในกามคุณ.
               พระนางรุจานั้นได้ทรงสดับคำของพระพี่เลี้ยงนางนมเหล่านั้น ก็ทรงสลดพระหฤทัย จึงทรงพระดำริว่า เพราะเหตุอะไรหนอ พระชนกของเราจึงเสด็จเข้าถามปัญหากะคุณาชีวก ผู้ปราศจากคุณธรรม ไม่มีความละอาย ผู้เปลือยกายเช่นนั้น สมณพราหมณ์ผู้มีธรรมเป็นกรรมวาที ควรที่จะเข้าไปถามมีอยู่ มิใช่หรือ แต่เว้นเราเสียแล้ว คนที่จะปลดเปลื้องมิจฉาทิฏฐิพระชนกของเรา ให้กลับตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิอีก คงจะไม่มีใครสามารถ ก็เราระลึกถึงชาติได้ถึง ๑๔ ชาติ คือที่เป็นอดีต ๗ ชาติ ที่เป็นอนาคต ๗ ชาติ เพราะฉะนั้น เราจะทูลแสดงกรรมชั่วที่ตนทำในชาติก่อน และแสดงผลแห่งกรรม ปลุกพระชนกของเราให้ทรงตื่น ก็ถ้าเราจักเฝ้าในวันนี้ไซร้ พระชนกของเราคงจะท้วงเราว่า เมื่อก่อนลูกเคยมาทุกกึ่งเดือน เพราะเหตุไร วันนี้จึงรีบมาเล่า ถ้าเราจะทูลว่า กระหม่อมฉันมาในวันนี้นั้น เพราะได้ทราบข่าวเล่าลือกันว่า พระองค์ทรงถือมิจฉาทิฏฐิ ดังนี้ คำของเราจะไม่ยึดคุณค่า อันหนักแน่นได้นัก เพราะฉะนั้น วันนี้เราอย่าไปเฝ้าเลย ถึงวัน ๑๔ ค่ำจากนี้ไป เฉพาะในวัน ๑๔ ค่ำในกาฬปักข์ เราจะทำเป็นไม่รู้ เข้าไปเฝ้าโดยอาการที่เคยเข้าไปเฝ้า ในกาลก่อนๆ ครั้นเวลากลับ เราจักทูลขอพระราชทรัพย์พันหนึ่งมาทำงาน เมื่อนั้น พระชนกของเราจักแสดงการถือมิจฉาทิฏฐิแก่เรา ลำดับนั้น เราจักมีโอกาสให้พระองค์ทรงละทิ้งมิจฉาทิฏฐินั้นเสียได้ด้วยกำลังของตน เพราะฉะนั้น ในวัน ๑๔ ค่ำ พระนางรุจาราชธิดาจึงทรงใคร่จะไปเฝ้าพระชนก จึงตรัสอย่างนั้น.
              [๘๕๕] ก็พระนางรุจาราชธิดานั้นประดับด้วยเครื่องอาภรณ์ทั้งปวง เสด็จไป ณ ท่ามกลางหญิงสหาย เพียงดังสายฟ้าแลบ ออกจากกลีบเมฆ เสด็จเข้าสู่จันทกปราสาท. พระนางรุจาราชธิดาเสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้าวิเทหราช ถวายบังคมพระชนกนาถ ผู้ทรงยินดีในวินัย แล้วประทับอยู่ ณ ตั่งอันวิจิตรด้วยทองคำส่วนหนึ่ง.
               [๘๕๖] ก็พระเจ้าวิเทหราชทอดพระเนตร เห็นพระนางรุจาราชธิดา ผู้ประทับอยู่ท่ามกลางหญิงสหาย. ซึ่งเป็นดังสมาคมแห่งนางเทพอัปสร จึงตรัสถามว่า ลูกหญิงยังรื่นรมย์อยู่ในปราสาท และยังประพาสอยู่ในอุทยาน เล่นน้ำในสระโบกขรณี เพลิดเพลินอยู่หรือ. เขายังนำเอาของเสวยมากอย่าง มาให้ลูกหญิงเสมอหรือ. ลูกหญิงและเพื่อนหญิงของลูก ยังเก็บดอกไม้ต่างๆ ชนิดมาร้อยพวงมาลัย. และยังช่วยกันทำเรือนหลังเล็กๆ เล่นเพลิดเพลินอยู่หรือ. ลูกหญิงขาดแคลนอะไรบ้าง เขารีบนำสิ่งของมาให้ ทันใจลูกอยู่หรือ. ลูกรักผู้มีพักตร์อันผ่องใส จงบอกความชอบใจแก่พ่อเถิด แม้สิ่งนั้นจะเสมอดวงจันทร์ พ่อก็จักให้เกิดแก่ลูกจนได้.
               [๘๕๗] พระนางรุจาราชธิดาได้สดับพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหราชแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา กระหม่อมฉันย่อมได้ของทุกๆ อย่าง ในสำนักของทูลกระหม่อม พรุ่งนี้ ๑๕ ค่ำ เป็นวันทิพย์ ขอราชบุรุษทั้งหลายจงนำพระราชทรัพย์หนึ่งพันมาให้ กระหม่อมฉันจักให้ทานแก่วนิพกทั้งปวง ตามที่ให้มาแล้ว.
               [๘๕๘] พระเจ้าอังคติราชได้สดับพระดำรัสของพระนางรุจาราชธิดา แล้วตรัสว่า ลูกหญิงทำทรัพย์ให้พินาศเสียเป็นอันมาก หาผลประโยชน์มิได้ ลูกหญิงยังรักษาอุโบสถศีล ไม่บริโภคข้าวน้ำเป็นนิตย์ ลูกหญิงไม่บริโภคข้าวน้ำเป็นนิตย์ บุญไม่มีแก่ผู้ไม่บริโภค.
               แม้วีชกบุรุษได้ฟังคำของคุณาชีวกกัสสปโคตร ในกาลนั้นแล้ว ถอนหายใจฮึดฮัดร้องไห้น้ำตาไหล. ลูกหญิงรุจาเอ๋ย ตราบที่ลูกยังมีชีวิตอยู่ อย่าอดอาหารเลย ปรโลกไม่มี ลูกหญิงจะลำบากไปทำไม ไร้ประโยชน์.
               [๘๕๙] พระนางรุจาราชธิดา ผู้มีพระฉวีวรรณงดงามทรงทราบกฏธรรมดาในอดีต ๗ ชาติ ในอนาคต ๗ ชาติ ได้สดับพระดำรัสของพระเจ้าวิเทหราชแล้ว กราบทูลพระชนกนาถว่า แต่ก่อนกระหม่อมฉันได้ฟังมาเท่านั้น กระหม่อมฉันเห็นประจักษ์เองข้อนี้ว่า ผู้ใดเข้าไปเสพคนพาล ผู้นั้นก็เป็นพาลไปด้วย ผู้หลงอาศัยคนหลง ย่อมถึงความหลงยิ่งขึ้น อลาตเสนาบดี และนายวีชกะสมควรจะหลง.
               พระนางรุจาราชธิดาทรงติเตียนชนทั้ง ๒ นั้นอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงสรรเสริญพระชนกนารถ ด้วยทรงประสงค์จะปลดเปลื้องจากมิจฉาทิฏฐิ จึงกราบทูลว่า

               [๘๖๐] ขอเดชะ ก็พระองค์มีพระปรีชา ทรงเป็นนักปราชญ์ ทรงฉลาดรู้ซึ่งอรรถ จะทรงเป็นเช่นกับพวกคนพาล เข้าถึงซึ่งทิฏฐิอันเลวได้อย่างไร ก็ถ้าสัตว์จะบริสุทธิ์ได้ด้วยการท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ การบวชของคุณาชีวกก็ไม่มีประโยชน์ คุณาชีวกเป็นคนหลง งมงาย ย่อมถึงความเป็นคนเปลือย เหมือนตั๊กแตนหลงบินเข้ากองไฟ ฉะนั้น คนเป็นอันมากไม่รู้อะไร ได้ฟังคำของกัสสปคุณาชีวกว่า ความหมดจดย่อมไม่มีด้วยสังสารวัฏ ก็เชื่อมั่นเสียก่อนทีเดียว จึงพากันปฏิเสธกรรมและผลของกรรม โทษคือความฉิบหายที่ยึดไว้ผิด ในเบื้องต้นก็ยากที่จะเปลื้องได้ เหมือนปลาติดเบ็ด ยากที่จะเปลื้องตนออกจากเบ็ดได้ ฉะนั้น.
               พระนางรุจาราชธิดา ครั้นตรัสดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงพร่ำสอนพระราชาให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
               [๘๖๑] ข้าแต่พระราชา กระหม่อมฉันจักยกตัวอย่างมาเปรียบถวาย เพื่อประโยชน์แก่ทูลกระหม่อม บัณฑิตทั้งหลายในโลกนี้ บางพวกย่อมรู้เนื้อความได้ด้วยอุปมา เปรียบเหมือนเรือของพ่อค้า บรรทุกสินค้าหนักเกินประมาณ ย่อมนำสินค้าอันหนักยิ่งไป จมลงในมหาสมุทร ฉันใด นรชนสั่งสมบาปกรรมทีละน้อยๆ ก็ย่อมพาเอาบาป อันหนักยิ่งไปจมลงในนรก ฉันนั้น.
               ทูลกระหม่อมเพคะ อกุศลอันหนักของอลาตเสนาบดียังไม่บริบูรณ์ก่อน อลาตเสนาบดียังสั่งสมบาปอันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติอยู่ ขอเดชะ การที่อลาตเสนาบดีได้รับความสุขอยู่ในบัดนี้ เป็นผลบุญที่ตนทำไว้แล้วในปางก่อนนั่นเอง บุญของอลาตเสนาบดีนั้นจะหมดสิ้น อลาตเสนาบดีจึงมายินดีในอกุศลกรรมอันไม่ใช่คุณ หลีกละทางตรง เดินไปตามทางอ้อม.
               นรชนสั่งสมบุญไว้แม้ทีละน้อยๆ ย่อมไปสู่เทวโลก เหมือนวีชกบุรุษผู้เป็นทาส ยินดีในกรรมอันงาม ย่อมมุ่งไปสู่สวรรค์ได้ เปรียบเหมือนตาชั่งที่กำลังชั่งของ ย่อมต่ำลงข้างหนึ่ง เมื่อเอาของหนักออกเสีย ข้างที่ต่ำก็จะสูงขึ้น.
               พระนางรุจาราชธิดา เมื่อจะทรงประกาศความนี้ จึงได้ตรัสว่า
               นายวีชกะผู้เป็นทาส เห็นทุกข์ในตนวันนี้ เพราะได้เสพบาปกรรมที่ตนทำไว้ในปางก่อน. บาปกรรมของเขาจะหมดสิ้น เขาจึงมายินดีในวินัยอย่างนี้. ทูลกระหม่อมอย่าคบหากัสสปคุณาชีวก ทรงดำเนินทางผิดเลย เพคะ.
               บัดนี้ พระนางรุจาราชธิดา เมื่อจะทรงแสดงโทษในการซ่องเสพบาป และคุณในการคบหากับกัลยาณมิตรแก่พระราชา จึงตรัสว่า
               [๘๖๒] ข้าแต่พระราชบิดา บุคคลคบบุคคลใดๆ จะเป็นสัตบุรุษก็ตาม อสัตบุรุษก็ตาม ผู้มีศีลก็ตาม ผู้ไม่มีศีลก็ตาม เขาย่อมตกไปสู่อำนาจของผู้นั้น บุคคลทำบุคคลเช่นใดให้เป็นมิตร และเข้าไปคบหาคนเช่นใด แม้เขาก็ย่อมเป็นคนเช่นนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันก็ ย่อมเป็นเช่นนั้น. ผู้เสพย่อมติดนิสัยผู้ที่ตนเสพ ผู้ติดต่อย่อมติดนิสัยผู้ที่ตนติดต่อ เหมือนลูกศรอาบยาพิษย่อมเปื้อนแล่ง ฉะนั้น นักปราชญ์ไม่ควรเป็นผู้มีคนลามก เป็นสหาย เพราะกลัวจะแปดเปื้อน
               การเสพคนพาลย่อมเป็นเหมือน บุคคลเอาใบไม้ห่อปลาเน่า แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป ฉะนั้น. ส่วนการคบหาสมาคมกับนักปราชญ์ ย่อมเป็นเหมือนบุคคลเอาใบไม้ห่อของหอม แม้ใบไม้ก็มีกลิ่นหอมฟุ้งไป ฉะนั้น.
               เพราะฉะนั้น บัณฑิตรู้ความเป็นบัณฑิตของตน ดังใบไม้สำหรับห่อ จึงไม่คบหาสมาคมอสัตบุรุษ คบหาสมาคมสัตบุรุษ อสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมให้ถึงสุคติ.
               พระราชธิดา ครั้นทรงแสดงธรรมแก่พระชนกนาถด้วย ๖ คาถาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงถึงทุกข์ อันตนเคยเสวยมาในอดีต จึงตรัสว่า
               [๘๖๓] แม้กระหม่อมฉันก็ระลึกชาติ ที่ตนท่องเที่ยวมาแล้วได้ ๗ ชาติ และระลึกชาติที่ตนจุติจากชาตินี้แล้ว จักไปเกิดในอนาคตอีก ๗ ชาติ ข้าแต่พระจอมประชาชน ชาติที่ ๗ ของกระหม่อมฉันในอดีต กระหม่อมฉันเกิดเป็นบุตรนายช่างทองในแคว้นมคธ ราชคฤห์มหานคร กระหม่อมฉันได้คบหาสหายผู้ลามก ทำบาปกรรมไว้มาก เที่ยวคบชู้ภรรยาของชายอื่น เหมือนจะไม่ตาย กรรมนั้นยังไม่ให้ผล เหมือนไฟอันเถ้าปกปิดไว้.
               ในกาลต่อมา ด้วยกรรมอื่นๆ กระหม่อมฉันนั้นได้เกิดในวังสรัฐ เมืองโกสัมพี เป็นบุตรคนเดียว ในสกุลเศรษฐี ผู้สมบูรณ์มั่งคั่ง มีทรัพย์มากมาย คนทั้งหลายสักการะบูชาอยู่เป็นนิตย์ ในชาตินั้น กระหม่อมฉันได้คบหาสมาคมมิตรสหายผู้ยินดีในกรรมอันงาม ผู้เป็นบัณฑิต เป็นพหูสูต เขาได้แนะนำให้กระหม่อมฉันรักษาอุโบสถศีลในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ตลอดราตรีเป็นอันมาก กรรมนั้นยังไม่ได้ให้ผล ดังขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้น้ำ.
               ครั้นภายหลัง บรรดากรรมทั้งหลาย ปรทารกกรรม อันใดที่กระหม่อมฉันได้กระทำไว้ ในมคธรัฐ ผลแห่งกรรมนั้นมาถึงกระหม่อมฉันแล้ว เหมือนดื่มยาพิษอันร้ายแรง ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากตระกูลเศรษฐีนั้นแล้ว ต้องหมกไหม้อยู่ในโรรุวนรก สิ้นกาลนาน เพราะกรรมของตน กระหม่อมฉันได้ระลึกถึงทุกข์ที่ได้เสวยในนรกนั้น ไม่ได้ความสุขเลย กระหม่อมฉันยังทุกข์เป็นอันมาก ให้สิ้นไปในนรกนั้นนานปี แล้วเกิดเป็นลาถูกเขาตอน อยู่ในภิณณาคตนคร.
               พระนางรุจาราชธิดา เมื่อประกาศความนั้น จึงกล่าวว่า
               [๘๖๔] กระหม่อมฉันพาลูกผู้ดีทั้งหลายไปด้วยหลังบ้าง ด้วยรถบ้าง นั่นเป็นผลแห่งกรรม คือการที่หม่อมฉันคบชู้กับภรรยาของคนอื่น.
               ก็แล ครั้นหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลานั้นแล้ว ก็ถือปฏิสนธิในกำเนิดลิงในป่า ครั้นในวันที่หม่อมฉันเกิด พวกลิงเหล่านั้นนำหม่อมฉันไปแสดงแก่ลิงผู้เป็นนายฝูง ลิงผู้เป็นนายฝูงกล่าวว่า จงนำบุตรมาให้เรา ดังนี้แล้ว จับไว้มั่นแล้วกัดลูกอัณฑะของลิงนั้น ถึงจะร้องเท่าไรก็ไม่ปล่อย.
               เมื่อพระนางรุจาราชธิดาประกาศความนั้น จึงกราบทูลว่า
               ข้าแต่พระชนกนาถผู้ปกครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติลานั้นแล้ว ก็ไปเป็นลิงอยู่ในป่าสูง ถูกลิงนายฝูงคะนองปากขบกัดลูกอัณฑะ นั่นเป็นผลของการที่เป็นชู้กับภรรยาของผู้อื่น.
               เมื่อพระนางรุจาราชธิดาจะทรงแสดงชาติอื่นๆ จึงทูลว่า
               ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลิงนั้นแล้ว ได้เกิดเป็นโค ในทสันนรัฐ. ถูกเขาตอน มีกำลังแข็งแรง. กระหม่อมฉันต้องเทียมยานอยู่สิ้นกาลนาน นั่นเป็นผลของกรรม คือ การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาผู้อื่น. ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นโคนั้นแล้ว มาบังเกิดเป็นกะเทย ในตระกูลที่มีโภคสมบัติมาก ในแคว้นวัชชี. จะได้เกิดเป็นมนุษย์ยากจริงๆ. นั่นเป็นผลแห่งกรรม คือการที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาผู้อื่น.
               ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นกะเทยนั้นแล้ว ได้ไปบังเกิดเป็นนางอัปสร ในนันทนวัน ณ ดาวดึงส์พิภพ มีวรรณะน่าใคร่ มีผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวมกุณฑลแก้วมณี เป็นผู้ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง เป็นบาทบริจาริกาของท้าวสักกะ. ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ เมื่อกระหม่อมฉันอยู่ในดาวดึงส์พิภพนั้น ระลึกชาติแม้ในอนาคตได้อีก ๗ ชาติ ที่กระหม่อมฉันจุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว จักไปเกิดต่อไป.
               กุศลที่กระหม่อมฉันทำไว้ ในเมืองโกสัมพี ตามมาให้ผล. กระหม่อมฉันจุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์. ข้าแต่พระมหาราชา กระหม่อมฉันเป็นผู้อันชนทั้งหลาย สักการะแล้วเป็นนิตย์ ตลอด ๗ ชาติ. กระหม่อมฉันไม่พ้นจากความเป็นหญิงตลอด ๖ ชาติ. ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐชาติที่ ๗ กระหม่อมฉันจักได้เกิดเป็นเทวดาผู้ชาย เป็นเทพบุตร ผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้สูงสุดในหมู่เทวดา. แม้วันนี้นางอัปสรทั้งหลายก็ยังร้อยดอกไม้เป็นพวงมาลัย อยู่ในนันทนวัน. เทพบุตรนามว่าชวะ สามีกระหม่อมฉัน ยังรับพวงมาลัยอยู่.
               ๑๖ ปีในมนุษย์นี้ราวครู่หนึ่งของเทวดา. ๑๐๐ ปีในมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของเทวดา. ดังที่ได้กราบทูลให้ทรงทราบมานี้ กรรมทั้งหลายย่อมติดตามไปทุกๆ ชาติ. แม้ตั้งอสงไขย ด้วยว่ากรรมจะเป็นกรรมดี หรือกรรมชั่วก็ตาม (ยังไม่ให้ผลแล้ว) ย่อมไม่พินาศไป.
               ลำดับนั้น เมื่อพระนางรุจาราชธิดาระลึกถึง ภาวะที่ตนหมกไหม้ในนรก และทุกข์ที่ตนเสวยในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ความกลัวจึงเกิดขึ้น. ลำดับนั้น พระนางรุจาราชธิดา เมื่อหวลระลึกถึงชาติที่ ๖ ว่า เราเสวยทุกข์เห็นปานนี้ เพราะกรรมอะไรหนอ. จึงเห็นกัลยาณกรรมที่ตนกระทำ ในกรุงโกสัมพีในชาตินั้น. แล้วทรงตรวจดู ชาติที่ ๗ ได้เห็นกรรมคือ การคบชู้กับภรรยาคนอื่นที่ตนทำ เพราะอาศัยมิตรชั่ว ในมคธรัฐ. จึงได้รู้ว่า เราเสวยทุกข์ใหญ่นั้น เพราะผลแห่งกรรมนั้น.
               ลำดับนั้น พระนางจึงตรวจดูว่า เราจุติจากชาตินี้แล้ว จักบังเกิดในภพไหนในอนาคต. ได้รู้ว่า เราจักบังเกิดเป็นบาทบริจาริกาของท้าวสักกเทวราชนั่นแลอีก ดำรงอยู่ตลอดชีวิต. เมื่อพระนางได้ตรวจดูบ่อยๆ อย่างนี้. ได้ทราบว่าในอัตภาพที่ ๓ จักบังเกิดเป็นบาทบริจาริกาของท้าวสักกเทวราชนั่นแล. ส่วนชาติที่ ๔ และที่ ๕ ก็เหมือนกัน. รู้ว่าเราจักบังเกิดเป็นอัครมเหสีของชวนะเทพบุตร ในเทวโลกนั้นนั่นเอง แล้วตรวจดูถัดจากชาตินั้นไป. รู้ว่าในอัตภาพที่ ๖ เราจุติจากภพดาวดึงส์นี้แล้ว จักบังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสี ของพระเจ้าอังคติราช. เราจักมีนามว่า รุจา ดังนี้. จึงตรวจดูว่า ถัดจากชาตินั้นจักบังเกิด ณ ที่ไหน. รู้ว่าในชาติที่ ๗ จุติจากชาตินั้นแล้ว จักบังเกิดเป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก ในภพดาวดึงส์. จักพ้นจากความเป็นหญิง. เพราะเหตุนั้น พระนางรุจาราชธิดาจึงตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงครอบครองวิเทหรัฐ หม่อมฉันอยู่ที่นั้นระลึกชาติได้ ๗ ชาติ. แม้ในอนาคตจุติจากชาตินี้ไปก็ระลึกได้ ๗ ชาติเหมือนกัน.
               พระนางรุจาราชธิดาทรงหมายเอาอปราปรเวทนีกรรมนั้น จึงตรัสว่า กรรมจักไม่พินาศไปแล ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เพราะผลแห่งกรรมที่หม่อมฉันทำชู้กับภรรยาของคนอื่น. หม่อมฉันจึงหมกไหม้ในนรก แล้วเสวยทุกข์อย่างใหญ่ ในกำเนิดสัตว์เดียรฉาน. ถ้าแม้บัดนี้ พระองค์ทรงเชื่อถ้อยคำของคุณาชีวก จักกระทำอย่างนี้. พระองค์ก็จักเสวยทุกข์ เหมือนที่หม่อมฉันเสวยแล้ว นั่นแล. เพราะเหตุนั้น พระองค์อย่าได้ทรงกระทำอย่างนั้นเลย.
               ลำดับนั้น พระนางรุจาราชธิดา เมื่อจะทรงแสดงธรรมให้ยิ่งขึ้นไปแก่พระราชบิดานั้น จึงตรัสว่า
               [๘๖๕] ชายใดปรารถนาเป็นบุรุษทุกๆ ชาติไป ก็พึงเว้นภรรยาผู้อื่นเสีย เหมือนบุคคลล้างเท้าสะอาด. แล้วเว้นจากเปือกตม ฉะนั้น.
               หญิงใดปรารถนาเป็นบุรุษทุกๆชาติไป ก็พึงยำเกรงสามี เหมือนนางเทพอัปสร ผู้เป็นบาทบริจาริกายำเกรงพระอินทร์ ฉะนั้น.
               ผู้ใดปรารถนา โภคทรัพย์ อายุ ยศและสุขอันเป็นทิพย์ ก็พึงเว้นบาปทั้งหลาย ประพฤติแต่สุจริตธรรม ๓ อย่าง. สตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ควรเป็นผู้ไม่ประมาทด้วยกาย วาจา ใจ มีปัญญาเครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ของตน.
               นรชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ ที่เป็นคนมียศ มีโภคทรัพย์บริบูรณ์ทุกอย่าง. นรชนเหล่านั้นได้สั่งสมกรรมดีไว้ ในปางก่อนแล้วโดยไม่ต้องสงสัย. สัตว์ทั้งปวงล้วนมีกรรมเป็นของตัว.
               ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์ทรงพระราชดำริด้วยพระองค์เองเถิด. ข้าแต่พระจอมชน พระสนม (ผู้ทรงโฉมงดงาม) ปานดังนางเทพอัปสร ผู้ประดับประดา คลุมกายด้วยตาข่ายทอง เหล่านี้. พระองค์ทรงได้มา เพราะผลแห่งกรรมอะไร.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า
               พระนางรุจาราชกัญญายังพระเจ้าอังคติราชชนกนาถ ให้ทรงยินดี พระราชกุมารีผู้มีวัตรอันดีงาม กราบทูลทางสุคติแก่พระชนกนาถ ประหนึ่งบอกทางให้แก่คนหลงทาง และได้กราบทูลข้อธรรมถวาย โดยนัยต่างๆ ด้วยประการฉะนี้แล.
               พระนางรุจาราชธิดาได้ทูลเล่าถึงชาติที่ตนเกิดมาแล้วในอดีต และแสดงธรรมถวายแด่พระชนกนาถ ตั้งแต่เช้าตลอดคืนยังรุ่ง แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์อย่าทรงถือถ้อยคำของคนเปลือยกาย ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิเลย โลกนี้มี โลกหน้ามี สมณพราหมณ์มี ผลของความดีความชั่วก็มี ขอพระองค์จงทรงเชื่อฟังคำของกัลยาณมิตร เช่นกระหม่อมฉันกล่าวนี้เถิด อย่าได้ทรงแล่นไป ในที่มิใช่ท่าเลย แม้เมื่อพระนางรุจาราชธิดากราบทูลถึงอย่างนี้ ก็ไม่อาจปลดเปลื้องพระชนกจากมิจฉาทิฏฐิได้ ส่วนพระเจ้าอังคติราชทรงสดับวาจาอันไพเราะของพระราชธิดานั้นแล้ว ทรงปลื้มพระราชหฤทัย.
               จริงอยู่ มารดาบิดาย่อมรักเอ็นดูถ้อยคำของบุตรที่รัก แต่คำพูดนั้นหาทำให้บิดาละมิจฉาทิฏฐิได้ไม่ แม้ชาวพระนคร ก็ลือกระฉ่อนกันว่า พระนางรุจาราชธิดาทรงแสดงธรรม หวังจะให้พระชนกละมิจฉาทิฏฐิ มหาชนพากันดีใจว่า พระราชธิดาเป็นบัณฑิต ปลดเปลื้องมิจฉาทิฏฐิพระชนกได้แล้ว จักถึงความสวัสดีแก่ชาวพระนครทั้งหลาย.
               พระนางรุจาราชธิดา เมื่อไม่อาจปลุกพระชนกให้ตื่นได้ ก็ไม่ทรงละความพยายามเลย ทรงดำริหาช่องทางต่อไปว่า จักหาอุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง มากระทำความสวัสดีแก่พระชนก แล้วประคองอัญชลีกรรมขึ้นเหนือพระเศียร นมัสการทิศทั้ง ๑๐ แล้วทรงอธิษฐานว่า ในโลกนี้ย่อมมีสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีท้าวโลกบาล ท้าวมหาพรหมเป็นผู้บริหารโลก ข้าพเจ้าขอเชิญท่านเหล่านั้นมาปลดเปลื้องมิจฉาทิฏฐิของพระชนกนาถของข้าพเจ้า ด้วยกำลังตน เมื่อพระคุณของพระชนกนาถไม่มี ขอเชิญด้วยคุณด้วยกำลัง และด้วยความสัจของข้าพเจ้า จงมาช่วยปลดเปลื้องความเห็นผิดนี้ จงได้มาทำความสวัสดีแก่สากลโลก.

 ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ได้เป็นมหาพรหมนามว่านารทะ. ก็ธรรมดา พระโพธิสัตว์มีอัธยาศัยใหญ่ด้วยเมตตาภาวนา เที่ยวตรวจดูโลกตามกาลอันสมควร เพื่อจะดูเหล่าสัตว์ผู้ปฏิบัติดีและปฏิบัติชั่ว ในวันนั้น ท่านตรวจดูโลกเห็นพระนางรุจาราชธิดานั้นกำลังนมัสการเหล่าเทวดาผู้บริหารโลก เพื่อจะปลดเปลื้องพระชนกนาถจากมิจฉาทิฏฐิ จึงมาดำริว่า คนอื่นเว้นเราเสีย ย่อมไม่สามารถเพื่อจะปลดเปลื้องมิจฉาทิฏฐิ พระเจ้าอังคติราชนั้นได้ วันนี้ เราควรจะไปกระทำการสงเคราะห์ราชธิดา และกระทำความสวัสดี แก่พระราชาพร้อมด้วยบริวารชน แต่จะไปด้วยเพศอะไรดีหนอ เห็นว่า เพศบรรพชิตเป็นที่รักเป็นที่เคารพ มีวาจาเป็นที่เชื่อฟังยึดถือของพวกมนุษย์ เพราะฉะนั้น เราจะไปด้วยเพศบรรชิต.
               ครั้นตกลงใจฉะนี้แล้ว ก็แปลงเพศเป็นมนุษย์ มีวรรณะดังทองคำน่าเลื่อมใส ผูกชฏามณฑลอันงามจับใจ ปักปิ่นทองไว้ในระหว่างชฎา นุ่งผ้าพื้นแดงไว้ภายใน ทรงผ้าเปลือกไม้ย้อมฝาดไว้ภายนอก กระทำเฉวียงบ่าผ้าหนังเสือ อันแล้วไปด้วยเงิน ซึ่งขลิบด้วยดาวทอง แล้วเอาภิกขาภาชนะทองใส่สาแหรกอันประดับด้วยมุกดาข้าง ๑ เอาคนโทน้ำแก้วประพาฬใส่ในสาแหรกอีกข้าง ๑ เสร็จแล้วก็ยกคานทอง อันงามงอนขึ้นวางเหนือบ่า แล้วเหาะมาโดยอากาศ ด้วยเพศแห่งฤาษีนี้ ไพโรจน์โชติช่วง ประหนึ่งพระจันทร์ (เพ็ญ) ลอยเด่นบนพื้นอากาศ เข้าสู่พื้นใหญ่แห่งจันทกปราสาท ได้ยืนอยู่ ณ เบื้องพระพักตร์พระเจ้าอังคติราช.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า
               [๘๖๖] ในกาลนั้น นารทมหาพรหมตรวจดูชมพูทวีป ได้เห็นพระเจ้าอังคติราชผู้ทรงมีความเห็นผิด จึงมาจากพรหมโลกถึงถิ่นมนุษย์ ลำดับนั้น นารทมหาพรหมได้ยืนอยู่ที่ปราสาท เบื้องพระพักตร์แห่งพระเจ้าวิเทหราช ก็พระนางรุจาราชธิดาเห็นนารทฤาษีนั้นมาถึง จึงนมัสการ.
               ฝ่ายพระราชา พอเห็นนารทมหาพรหม ถูกเดชแห่งพรหมคุกคามแล้ว ไม่สามารถจะทรงดำรงอยู่บนราชอาสน์ของพระองค์ได้ จึงเสด็จลงจากราชอาสน์ ประทับยืนอยู่ที่พื้น แล้วตรัสถามพระนารทะถึงเหตุที่เสด็จมา และนามและโคตร.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า
               [๘๖๗] ครั้งนั้น พระราชาทรงหวาดพระทัยเสด็จลงจากราชอาสน์ เมื่อจะตรัสถามนารทฤาษี ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ท่านมีผิวพรรณงามดังเทวดา ส่องรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ ดังพระจันทร์ ท่านมาจากไหนหนอ ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงบอกนามและโคตรแก่ข้าพเจ้า คนในมนุษย์โลกย่อมรู้จักท่าน อย่างไรหนอ.
               ลำดับนั้น นารทฤาษีคิดว่า พระราชานี้สำคัญว่าปรโลกไม่มี เราจักถามเฉพาะปรโลกแก่พระราชานั้นก่อน ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาว่า
               [๘๖๘] อาตมภาพมาจากเทวโลกเดี๋ยวนี้เอง ส่องรัศมีสว่างจ้าไป ทั่วทิศดังพระจันทร์ มหาบพิตรตรัสถามแล้ว อาตมภาพขอถวายพระพร นามและโคตรให้ทรงทราบ คนทั้งหลายเขารู้จักอาตมภาพ โดยนามว่านารทะ และโดยโคตรว่ากัสสปะ.
               ลำดับนั้น พระเจ้าอังคติราชทรงพระดำริว่า เรื่องปรโลกเราจักไว้ถามภายหลัง เราจักถามถึง เหตุที่เธอได้ฤทธิ์เสียก่อน แล้วจึงตรัสคาถาว่า
               [๘๖๙] สัณฐานของท่าน การที่ท่านเหาะไป และยืนอยู่บนอากาศได้ น่าอัศจรรย์ ดูก่อนท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามความนี้กะท่าน เออ เพราะเหตุอะไร ท่านจึงมีฤทธิ์เช่นนี้.
               ลำดับนั้น ท่านนารทฤาษีจึงทูลว่า
               [๘๗๐] คุณธรรม ๔ ประการนี้คือ สัจจะ ๑ ธรรมะ ๑ ทมะ ๑ จาคะ ๑ อาตมภาพได้ทำไว้ในภพก่อน เพราะคุณธรรมที่อาตมภาพเสพมาดีแล้วนั้น นั่นแล อาตมภาพจึงไปไหนๆ ได้ตามความปรารถนา เร็วทันใจ.
               แม้เมื่อพระโพธิสัตว์กราบทูลอย่างนี้ พระเจ้าอังคติราชก็ไม่ทรงเชื่อปรโลก เพราะทรงยึดถือมิจฉาทิฏฐิเสียมั่นดีแล้ว จึงตรัสคาถาว่า ผลของบุญมีอยู่หรือแล้ว จึงตรัสคาถานี้ว่า
               [๘๗๑] เมื่อท่านบอกความสำเร็จแห่งบุญ ชื่อว่าท่านบอกความอัศจรรย์ ถ้าแลเป็นจริงอย่างท่านกล่าว ดูก่อนท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน ข้าพเจ้าถามแล้ว ขอท่านจงพยากรณ์ให้ดี.
               นารทฤาษีจึงทูลว่า
               [๘๗๒] ขอถวายพระพร ข้อใดพระองค์ทรงสงสัย เชิญมหาบพิตรตรัสถามข้อนั้น กะอาตมภาพเถิด อาตมภาพจะถวายวิสัชนาให้มหาบพิตรทรงสิ้นสงสัย ด้วยนัยด้วยญายธรรม และด้วยเหตุทั้งหลาย.
               [๘๗๓] ดูก่อนท่านนารทะ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน ท่านถูกถามแล้ว อย่าได้กล่าวมุสากะข้าพเจ้า ที่คนพูดกันว่า เทวดามี มารดาบิดามี ปรโลกมี นั้นเป็นจริงหรือ.
               พระนารทฤาษีจึงกราบทูลว่า
               [๘๗๔] ที่เขาพูดกันว่า เทวดามี มารดาบิดามี และปรโลกมีนั้น เป็นจริงทั้งนั้น แต่นรชนผู้หลงงมงาย ใคร่ในกามทั้งหลาย จึงไม่รู้ปรโลก.
               พระเจ้าอังคติราชได้ทรงสดับดังนั้น จึงทรงพระสรวลตรัสว่า
               [๘๗๕] ที่อยู่ในปรโลกของเหล่าสัตว์ผู้ตายไปแล้วก็ต้องมี ท่านจงให้ทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะแก่ข้าพเจ้าในโลกนี้ ข้าพเจ้าจะใช้ให้ท่านหนึ่งพันกหาปณะในปรโลก.
               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจะกล่าวติเตียนในท่ามกลางบริษัท จึงทูลว่า
               [๘๗๖] ถ้าอาตมภาพรู้ว่า มหาบพิตรทรงมีศีล ทรงรู้ความประสงค์ของสมณพราหมณ์ อาตมภาพก็จะให้มหาบพิตรทรงยืมสัก ๕๐๐ แต่มหาบพิตรหยาบช้า ทรงจุติจากโลกนี้แล้ว จะต้องไปอยู่ในนรก ใครจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่ง ในปรโลกเล่า
               ผู้ใดในโลกนี้เป็นผู้ไม่มีศีลธรรม ประพฤติชั่ว เกียจคร้าน มีกรรมอันหยาบช้า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ให้หนี้ในผู้นั้น เพราะจะไม่ได้ทรัพย์คืนจากคนเช่นนั้น ส่วนบุคคลผู้ขยันหมั่นเพียร มีศีล รู้ความประสงค์ คนทั้งหลายรู้แล้ว ย่อมเอาโภคทรัพย์มาเชื้อเชิญเอง ด้วยคิดว่า ผู้นี้ทำการงานเสร็จแล้ว พึงนำมาใช้ให้.
               พระเจ้าอังคติราช อันพระนารทฤาษีกล่าวข่มขู่ด้วยประการฉะนี้ ก็หมดปฏิภาณที่จะตรัสโต้ตอบ. มหาชนต่างพากันร่าเริงยินดี เล่าลือกันทั่วพระนครว่า วันนี้ ท่านนารทฤาษีผู้เป็นเทพมีฤทธิ์มาก ปลดเปลื้องมิจฉาทิฏฐิพระเจ้าอยู่หัวได้ ด้วยอานุภาพของพระมหาสัตว์ ชนชาวมิถิลาผู้อยู่ไกลแม้ตั้งโยชน์ ก็ได้ยินพระธรรมเทศนาของพระมหาสัตว์ ในขณะนั้นสิ้นด้วยกันทุกคน ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงคิดว่า พระราชานี้ยึดมิจฉาทิฏฐิเสียมั่นแล้ว จำเราจะต้องคุกคามด้วยภัยในนรก ให้ละมิจฉาทิฏฐิ แล้วให้ยินดีในเทวโลกอีกภายหลัง ดังนี้แล้ว จึงกราบทูลว่า ขอถวายพระพร ถ้าพระองค์ยังไม่ทรงละทิฏฐิไซร้ ก็จักต้องเสด็จสู่นรก ซึ่งเต็มไปด้วยทุกขเวทนา
               แล้วเริ่มกล่าวนิรยกถาว่า
               [๘๗๗] ขอถวายพระพร มหาบพิตรเสด็จไปจากที่นี่แล้ว จักทอดพระเนตรเห็นพระองค์เองอยู่ในนรกนั้น ซึ่งถูกฝูงการุมยื้อแย่งฉุดคร่าอยู่ ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่งในปรโลก กะมหาบพิตรผู้ตกอยู่ในนรก ถูกฝูงกา ฝูงแร้ง ฝูงสุนัข รุมกัดกิน ตัวขาด กระจัดกระจาย เลือดไหลโทรม.
               ก็แล ครั้นพระนารทฤาษีพรรณนาถึงนรกอันเต็มไปด้วยฝูงกาและนกเค้าแก่ท้าวเธอแล้ว จึงกราบทูลว่า ถ้าพระองค์ไม่ไปเกิดในที่นั้น ก็จักบังเกิดในโลกันตนรก เพื่อจะทูลชี้แจงโลกันตนรกนั้นถวาย จึงกล่าวคาถาว่า
               [๘๗๘] ในโลกันตนรกนั้นมืดที่สุด ไม่มีพระจันทร์และพระอาทิตย์ โลกันตนรกมืดตื้ออยู่ทุกเมื่อ น่ากลัว กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ ผู้ต้องการทรัพย์คนไรเล่า จะพึงเที่ยวไปในสถานที่เช่นนั้นได้.
               ครั้นพระนารทฤาษีพรรณนา โลกันตนรกนั้นถวายแล้ว จึงทูลชี้แจงต่อไปว่า ขอถวายพระพร ถ้าพระองค์ยังไม่ทรงละมิจฉาทิฏฐิ ก็จักต้องได้รับทุกขเวทนาแม้อื่นๆ อีกไม่สิ้นสุด แล้วกล่าวคาถานี้ว่า
               [๘๗๙] ในโลกันตนรกนั้น มีสุนัขอยู่ ๒ เหล่า คือด่างเหล่า ๑ ดำเหล่า ๑ ล้วนมีร่างกายกำยำ ล่ำสัน แข็งแรง ย่อมพากันมากัดกินผู้ที่จุติจากมนุษยโลกนี้ ไปตกอยู่ในโลกันตนรกด้วยเขี้ยวเหล็ก.
               ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่ง ในปรโลกกะมหาบพิตร ผู้ตกอยู่ในนรก ถูกสุนัขอันทารุณร้ายกาจนำทุกข์มาให้ รุมกัดกินตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรมได้.
               [๘๘๐] และในนรกอันร้ายกาจ พวกนายนิรยบาลชื่อกาลูปกาละ ผู้เป็นข้าศึก พากันเอาดาบและหอกอันคมกริบ ทิ่มแทงนรชน ผู้ทำกรรมชั่วไว้ในภพก่อน.
               ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่ง ในปรโลกกะมหาบพิตร ผู้ถูกทิ่มแทงที่ท้องที่สีข้าง พระอุทรพรุน วิ่งวุ่นอยู่ในนรก ตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรมได้.
               [๘๘๑] ในโลกันตนรกนั้น มีห่าฝนต่างๆ ชนิด คือหอก ดาบ แหลน หลาวมีประกายวาว ดังถ่านเพลิงตกลงบนศีรษะ. สายอัสนีศิลาอันแดงโชนตกต้องสัตว์นรก ผู้มีกรรมหยาบช้า.
               และในนรกนั้นมีลมร้อนยากที่จะทนได้. สัตว์ในนรกนั้น ย่อมไม่ได้รับความสุข แม้แต่น้อย. ใครเล่าจะพึงไปทวงทรัพย์พันหนึ่ง ในปรโลกกะมหาบพิตร ซึ่งทรงกระสับกระส่ายวิ่งไปมา หาที่ซ่อนเร้นมิได้.
               [๘๘๒] ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่ง ในปรโลกกะมหาบพิตร ผู้ถูกเทียมในรถวิ่งไปวิ่งมา ต้องเหยียบแผ่นดินอันลุกโพลง ถูกแทงด้วยประตักอยู่ได้.
               [๘๘๓] ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่ง ในปรโลกกะมหาบพิตร ซึ่งทนไม่ได้ วิ่งไปขึ้นภูเขาอันดาดไปด้วยขวากกรด ลุกโชนน่าสยดสยองอย่างยิ่ง ตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรมได้.
               [๘๘๔] ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่ง ในปรโลกกะมหาบพิตร ซึ่งต้องวิ่งเหยียบกองถ่านเพลิงเท่าภูเขา ลุกโพลงน่ากลัว มีตัวถูกไฟไหม้ทนไม่ไหว ร้องครวญครางอยู่ได้.
               [๘๘๕] ต้นงิ้วสูงเทียมเมฆ เต็มไปด้วยหนามเหล็กคมกริบ กระหายเลือดคน.
               หญิงผู้ประพฤติล่วงสามี และชายผู้กระทำชู้กับภรรยาของผู้อื่น ถูกนายนิรยบาลผู้ทำตามคำสั่งของพระยายม ถือหอกไล่ทิ่มแทงให้ขึ้นต้นงิ้วนั้น.
               ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์จำนวนนั้นกะมหาบพิตร ซึ่งต้องขึ้นต้นงิ้วในนรก เลือดไหลเปรอะเปื้อน มีกายเหี้ยมเกรียม หนังปอกเปิกกระสับกระส่าย เสวยเวทนาอย่างหนัก.
               ใครเล่าจะไปขอทรัพย์จำนวนเท่านั้นกะพระองค์ ผู้หอบแล้วหอบอีก อันเป็นโทษของบุรพกรรม หนังปอกเปิก เดินทางผิดได้.
               [๘๘๖] ต้นงิ้วสูงเทียมเมฆ เต็มไปด้วยใบเหล็ก คมกริบกระหายเลือดคน.
               ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์พันหนึ่ง ในปรโลกกะมหาบพิตร ซึ่งขึ้นอยู่บนต้นงิ้วนั้น ก้าวไปเหยียบใบเหล็กอันคมดังดาบ ก็ถูกใบงิ้วอันคมนั้นบาด มีตัวขาดกระจัดกระจาย เลือดไหลโทรมได้.
               [๘๘๗] ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์จำนวนเท่านั้น กะมหาบพิตร ซึ่งเดินหนีออกจากขุมนรกไม้งิ้ว มีใบเป็นดาบ ไปพลัดตกลงในแม่น้ำเวตรณีได้.
               [๘๘๘] แม่น้ำเวตรณีน้ำเป็นกรดเผ็ดร้อน ยากที่จะข้ามได้ดาดาษไปด้วยบัวเหล็กใบคมกริบไหลอยู่.
               ใครเล่าจะไปทวงทรัพย์นั้นกะมหาบพิตร ซึ่งมีตัวขาดกระจัดกระจาย เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตลอยอยู่ในเวตรณีนทีนั้น หาที่เกาะมิได้.
                              จบนิรยกัณฑ์

               ส่วนพระเจ้าอังคติราชได้ทรงสดับนิรยกถาของพระมหาสัตว์นี้ ก็มีพระหฤทัยสลด เมื่อจะทรงแสวงหาที่พึ่งกะพระมหาสัตว์ จึงตรัสว่า
               [๘๘๙] ข้าพเจ้าแทบจะล้มเหมือนต้นไม้ที่ถูกตัด ข้าพเจ้าหลงสำคัญผิด จึงไม่รู้จักทิศ ท่านฤาษี ข้าพเจ้าได้ฟังคาถาภาษิตของท่านแล้ว ย่อมร้อนใจ เพราะกลัวมหาภัย ท่านฤาษี ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ประหนึ่งน้ำสำหรับแก้กระหายในเวลาร้อน เกาะเป็นที่อาศัย ในห้วงมหาสมุทร และประทีปสำหรับส่องสว่างในที่มืดฉะนั้นเถิด ท่านฤาษี ขอท่านจงสอนอรรถและธรรมแก่ข้าพเจ้า ในกาลก่อน ข้าพเจ้าได้กระทำความผิดไว้ส่วนเดียว ข้าแต่พระนารทะ ขอท่านจงบอกทางบริสุทธิ์แก่ข้าพเจ้า โดยข้าพเจ้าจะไม่พึงตกไปในนรกด้วยเถิด.
               ครั้นเมื่อพระมหาสัตว์ทูลบอกทางอันบริสุทธิ์แก่พระเจ้าอังคติราชนั้น เมื่อจะแสดงซึ่งข้อปฏิบัติชอบของพระราชาในปางก่อน โดยยกเป็นอุทาหรณ์ จึงกล่าวว่า
               [๘๙๐] พระราชา ๖ พระองค์นี้ คือ ท้าวธตรฐ ท้าวเวสสามิตร ท้าวอัฏฐกะ ท้าวยมทัตติ ท้าวอุสสินนระ ท้าวสิวิราชและพระราชาพระองค์อื่นๆ ได้ทรงบำรุงสมณพราหมณ์ทั้งหลาย แล้วเสด็จไปยังสวรรค์ ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน แม้มหาบพิตร ก็ฉันนั้น จงทรงเว้นอธรรม แล้วทรงประพฤติธรรม ราชบุรุษทั้งหลายจงถืออาหารไป ประกาศภายในพระราชนิเวศน์ และภายในพระนครว่า ใครหิว ใครกระหาย ใครปรารถนามาลา ใครปรารถนาเครื่องลูบไล้ ใครไม่มีผ้านุ่งห่ม จงนุ่งห่มผ้าสีต่างๆ ตามปรารถนา ใครต้องการร่ม ใครต้องการรองเท้า อย่างเนื้ออ่อน อย่างดี ราชบุรุษทั้งหลายจงประกาศดังนี้ ในพระนครของพระองค์ ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า มหาบพิตรอย่าได้ใช้คนแก่เฒ่า และโคม้าอันแก่ชรา เหมือนดังก่อน และจงทรงพระราชทาน เครื่องบริหารแก่บุคคลที่เป็นกำลัง เคยกระทำความดีไว้เท่าเดิมเถิด.
               ดังนั้น พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงทานกถาและศีลกถาแล้ว บัดนี้ เพราะเหตุที่พระราชานี้ ย่อมยินดีในพรรณนาโดยเปรียบเทียบด้วยรถในอัตภาพของตน เพราะเหตุดังนี้นั้น เมื่อจะแสดงธรรมโดยเปรียบเทียบ ด้วยรถอันให้ความใคร่ทั้งปวง จึงกล่าวว่า
               [๘๙๑] มหาบพิตรจงทรงสำคัญ พระวรกายของพระองค์ว่าเป็นดังรถ อันมีใจเป็นสารถี กระปรี้กระเปร่า (เพราะปราศจากถีนมิทธะ) อันมีอวิหิงสาเป็นเพลาที่เรียบร้อยดี มีการบริจาคเป็นหลังคา.
               มีการสำรวมเท้าเป็นกง มีการสำรวมมือเป็นกระพอง มีการสำรวมท้องเป็นน้ำมันหยอด.
               มีการสำรวมวาจาเป็นความเงียบสนิท มีการกล่าวคำสัตย์เป็นองค์รถอันบริบูรณ์ มีการกล่าวคำไม่ส่อเสียดเป็นการเข้าหน้าไม้สนิท มีการกล่าวคำอ่อนหวานเป็นเครื่องรถอันเกลี้ยงเกลา มีการกล่าวพอประมาณเป็นเครื่องผูกรัด.
               มีศรัทธาและอโลภะเป็นเครื่องประดับ มีการถ่อมตนและกราบไหว้เป็นทูบ มีความไม่กระด้างเป็นงอนรถ. มีการสำรวมศีลเป็นเชือกขันชะเนาะ มีความไม่โกรธเป็นอาการไม่กระเทือน มีกุศลธรรมเป็นเศวตฉัตร มีพาหุสัจจะเป็นสายทาบ.
               มีการตั้งจิตมั่นเป็นที่มั่น มีความคิดเครื่องรู้จักกาลเป็นไม้แก่น มีความแกล้วกล้าเป็นไม้ค้ำ. มีความประพฤติถ่อมตนเป็นเชือกขันแอก มีความไม่เย่อหยิ่งเป็นแอกเบา มีจิตไม่หดหู่เป็นเครื่องลาด.
               มีการเสพบุคคลผู้เจริญเป็นเครื่องกำจัดธุลี มีสติของนักปราชญ์เป็นประตัก มีความเพียรเป็นสายบังเหียน มีใจที่ฝึกฝนดีแล้วเช่นดังม้าที่หัดไว้เรียบเป็นเครื่องนำทาง.
               ความปรารถนาและความโลภเป็นทางคด. ส่วนความสำรวมเป็นทางตรง.
               ขอถวายพระพร ปัญญาเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนม้าในรถ คือพระวรกายของมหาบพิตรที่กำลังแล่นไปในรูป เสียง กลิ่น รส. พระองค์นั้นแลเป็นสารถี. ถ้าความประพฤติชอบและความเพียรมั่น มีอยู่ด้วยยานนี้. รถนั้นจะให้สิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง จะไม่นำไปบังเกิดในนรก.
               มหาบพิตรจะตรัสข้อใดกะอาตมภาพว่า นารทะ ขอท่านจงบอกทางแห่งวิสุทธิ ตามที่อาตมาจะไม่พึงตกนรก ด้วยประการฉะนี้แล้ว ความข้อนั้นอาตมภาพได้บอกแก่พระองค์แล้ว โดยอเนกปริยายแล.
               ครั้นพระนารทฤาษีแสดงธรรมถวายพระเจ้าอังคติราช ให้ทรงละมิจฉาทิฏฐิ ให้ตั้งอยู่ในศีลอย่างนี้แล้ว จึงถวายโอวาทกะพระราชาว่า ตั้งแต่นี้ไป พระองค์จงละปาปมิตร เข้าไปใกล้กัลยาณมิตร อย่าทรงประมาทเป็นนิตย์ ดังนี้แล้วพรรณนาคุณของพระนางรุจาราชธิดา ให้โอวาทแก่ราชบริษัทและทั้งนางใน.
               เมื่อมหาชนเหล่านั้นกำลังดูอยู่นั่นแล ได้กลับไปสู่พรหมโลกด้วยอานุภาพอันใหญ่ พระเจ้าอังคติราชทรงตั้งอยู่ในโอวาทของพรหมนารทะ ละมิจฉาทิฏฐิ บำเพ็ญบารมีทานเป็นต้น ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น. แม้ในกาลก่อน เราก็ทำลายข่ายคือทิฏฐิแล้ว จึงทรมานอุรุเวลกัสสปะนั่นเอง
               เมื่อจะประชุมชาดก จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ในตอนจบว่า
               อลาตเสนาบดี เป็น พระเทวทัต.
               สุนามอำมาตย์ เป็น พระภัททชิ.
               วิชยอำมาตย์ เป็น พระสารีบุตร.
               คุณาชีวกผู้อเจลก เป็น สุนักขัตตะ ลิจฉวีบุตร.
               พระนางรุจาราชธิดา ผู้ทรงยังพระราชาให้เลื่อมใส เป็น พระอานนท์.
               พระเจ้าอังคติราช ผู้มีทิฏฐิชั่วในกาลนั้น เป็น พระอุรุเวลกัสสปะ.
               มหาพรหมโพธิสัตว์ เป็น เราตถาคต.
               ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้แล.

               -----------------------------------------------------