เคยหรือไม่คะ ที่ออกทริปท่องเที่ยวแล้วไม่ประทับใจ
เช่น…รถติดระหว่างทางขึ้นเขา…ไม่มีที่จอดรถ
ร้านอาหารไม่พออยู่ไม่พอกิน แย่งกันอยู่กันกิน
เวลานอนมีเสียงรบกวนจากบาร์หรือวงเหล้า
และเคยได้ยินไหมคะว่าชุมชนบางชุมชนคนเก่าคนแก่ได้ย้ายออก เพราะการท่องเที่ยวขยายตัว เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเองค่ะ บ้านที่สารคามเค้าพัฒนาส่วนที่เป็นไนท์บาซ่าห์ รถจอดขวางทางเข้าบ้านค่ะ คือวันไหนที่มีตลาดไนท์ ก็ทำใจ ให้เข้าบ้านแต่หัววัน แล้วห้ามออกไปไหน…นี่หล่ะคะผลกระทบของการท่องเที่ยว ซึ่งการพัฒนาจะยั่งยืน หากมีการจัดระเบียบการจอดรถ ให้ผู้ที่อาศัยในซอยสัญจรได้
ขยะล้นเมือง นำเสีย เพราะการจัดการไม่ได้คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม… บลา บลา บลา
ช่วงต้นเดือน กุมภาพันธ์ 2566 ฉันได้รับเกียรติจากนายอำเภอภูเขียวให้ไปช่วยทำกระบวนการที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาภูเขียวเมืองเล็กๆของชัยภูมิให้เป็นเมืองที่มีการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน…ตามหนังสือต้นเรื่องขอความอนุเคราะห์มาในฐานะของที่ปรึกษาโครงการ นับเป็นเกียรติมาก และงานแรกที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ดำเนินการคือ การเป็นวิทยากรกระบวนการ
นับเป็นงานที่หินมาก…เพราะรู้ตัวก่อนล่วงหน้า 3 วันแล้วเป็นช่วงที่งานประจำยุ่งมาก ไม่มีเวลาเตรียมข้อมูล แต่ฉันก็เตรียมตัวมาเต็มที่…วัตถุประสงค์คือ คนภูเขียวเห็นศักยภาพในการท่องเที่ยวในชุมชนอย่างไร
2 ชม.ในการทำกระบวนการ จึงเป็นเรื่องที่เครียด และหนักหนาพอสมควร…ฉันแค่ชอบเที่ยว ไม่มีโปรไฟล์ด้านการจัดการท่องเที่ยวเลย แต่ที่เต็มใจช่วยงานนายอำเภอเพราะฉันมีความถนัดด้านการจัดการข้อมูล และความที่ฉันเป็นนักท่องเที่ยวที่น่าจะสะท้อนข้อมูลในการเลือกซื้อบริการฝผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวได้มากกว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีภารกิจในการปฏิบัติงานตามการถ่ายทอดจากหน่วยเหนือ แต่สงสัยคำถามที่ฉันพูดออกไป คือ คนภูเขียวรู้หรือยังว่าที่อำเภอตัวเองคืออะไร….และถ้าต้องควักเงินตัวเองมาเที่ยว…นักท่องเที่ยวจะมาเที่ยวอะไรที่ภูเขียว…น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องค้นหาราก… ณ วันนี้ฉันได้มายืนทำหน้าที่ที่หน้าห้องประชุม
ฉันจึงเป็นกำลังใจและพร้อมสนับสนุนชุมชนในการที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้วให้เป็นการจัดการการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ฉันเป็นแค่คนผ่านไป แต่คนที่สำคัญที่จะทำให้ภูเขียวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืนคือ คนในชุมชน คนภูเขียวเองค่ะ โดยมีหน่วยงานของรัฐและเครือข่ายเป็นพี่เลี้ยง ให้คำแนะนำ ให้การสนับสนุน
ถ้าพูดเรื่องการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนจะไม่พูดถึง อพท. ก็คงจะเชยไป อพท. หรือ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) เป็นองค์การมหาชนของไทย สังกัด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อพท. ยึดเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลพัฒนาพื้นที่พิเศษ ชูหลัก 3 มิติ "สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรม" เพื่อสร้างชุมชนแห่งความสุข มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของร่วมกัน เกิดการกระจายรายได้ มีความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คงสภาพแหล่งท่องเที่ยวให้มีความงดงาม สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม สำหรับเกณฑ์การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนของประเทศไทยถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผน ดำเนินการ และประเมินผลการพัฒนา การท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยมีองค์ประกอบ 5 ด้าน ดังนี้ (อ้างอิงจาก https://www.dasta.or.th/th/article/424)
1. ด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน
2. ด้านการจัดการเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดี
3. ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมชุมชน
4. ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
5. ด้านคุณภาพการบริการการท่องเที่ยวโดยชุมชน
จำนวนผู้เข้ากระบวนการวันนั้นประมาณ 30 คน เป็นเจ้าหน้าที่รัฐจากส่วนงานต่างๆ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุกตำบลหรือผู้แทน คนในชุมชน เยาวชน(นักเรียน) ผู้สูงวัย ผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่พัก หัตกรรม ผู้ทำงานด้านข่าวและการสื่อสาร ใช้เวลาช่วง 17.30-20.00 น. ฉันหล่ะกลัวคนเข้าร่วมกิจกรรมกระบวนการหิวข้าวแล้วแอบหนีกลับบ้านไป 555+
หลังจากที่นายอำเภอยกเวทีให้ ฉันก็เริ่มด้วยการให้ที่ไปที่มาว่าทำไมฉันได้มายืนอยู่ตรงนี้ และเปิดด้วยว่า “ฤาภูเขียวจะเป็นได้แค่เมืองผ่าน และโรงน้ำตาลโรงใหญ่” ดังที่ฉันเขียนบล็อกใน g2k ไว้เมื่อหลายปีก่อน…เที่ยวภูเขียวก็เปรี้ยวได้ และอีกเรื่อง คือ หลงภูเขียว: ความจำสั้นแต่บันทึกนั้นยาว ได้ผลเกินคาดคน คนภูเขียวคิดกับคำนี้และมีปฏิกิริยาสะท้อนกลับ คำถาม 3 คำถามที่โยนลงไปมีคนตอบค่ะ…จริงๆ ไม่ต้องมีกระบวนการนี้ก็ได้ ในเว็บหรือข้อมูลของหน่วยงานราชการนั้นมีอยู่แล้ว…แต่หากพูดถึงความยั่งยืน…คนในชุมชนต้องรู้จักชุมชนตัวเองก่อนและภูมิใจกับมันค่ะ
ผลที่ได้มีคำตอบหลากหลายมากมาย แต่พอใช้กระบวนการจัดกลุ่มเราจะเห็นภาพต้นทุนทางการท่องเที่ยวของเมืองภูเขียวค่ะ
จากกระบวนการนี้ฉันเพิ่งรู้ว่า ภูเขียวมีที่ท่องเที่ยวและต้นทุนทางวัฒนธรรมประเพณีอีกหลากหลายที่นำมาต่อยอดได้…ฉันไม่รู้ไม่แปลก เพราะฉันเป้นคนต่างถิ่น…แต่ที่น่ากังวลคือคนในชุมชนรู้ข้อมูลไม่ครอบคลุม ไม่ทั่วถึง
ฉันขอบคุณผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ร่วมเล่นไปด้วยกัน เรามีข้อมูลที่ต้องไปทำต่อ และฉันได้บอกว่าในการพัฒนาเมืองสำหรับการท่องเที่ยวนั้นไม่ใช่ว่าสิ่งที่คนโหวตจำนวนมากจะถูกหยิบยกมาพัฒนาก่อน ผู้รับผิดชอบอาจจะต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ เป็นองค์ประกอบในหลายๆมิติ
เสียงนายอำเภอกล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมกิจกรรม และบอกว่าความยั่งยืนมันไม่ใช่จะทำขึ้นมาในวันเดียว วันนี้เป็นแค่ครั้งแรก ก็ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายด้วยดี…จึงเป็นอนาคตที่ดีในการพัฒนาเมืองภูเขียวในด้านต่างๆ คงจะมีกิจกรรมร่วมกับชุมชนในครั้งๆ ต่อไป…ฉันก็ได้แต่เป็นกำลังใจในคนภูเขียว
ในด้านข้อมูลที่รวบรวมมาได้ยังไม่หมดค่ะ จากกระดาษ Post It และการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมกิจกรรมออกไมค์นั้น ฉันได้นำมาใส่ตาราง 15 ช่อง และหาสิ่งที่สัมพันธ์กัน (ลูกศรโยง) เพื่อหาวิธีการพัฒนาภูเขียวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ทั้ง 15 ช่องนั้นเป็นวิธีการที่เกี่ยวข้องกันหมดค่ะ แต่ส่วนที่เป็นลูกศรโยงในสิ่งที่สัมพันธ์กันนั้นเป็นสิ่งที่จะลองนำมาทำเป็นโมเดลดู
พบว่าภูเขียวสามารถที่จะพัฒนา “ถนนสายวัฒนธรรม” จากสิ่งที่มีอยู่ได้ ภูเขียวเริ่มทำถนนคนเดินหรือไนท์บาซาห์มาบ้างแล้ว หากเพิ่มเรื่องราวของความเป็นมาของภูเขียว Story Telling ต่างๆ รวมถึงให้ผู้คนเข้าถึงอาหารในท้องถิ่น ได้ลิ้มลองเมื่อมาเยือน เช่น ต้มเก้า หม่ำ ขนมจีนแกงไก่ ขนมไข่โบราณ กะยาสาตร เป็นต้น มีถนนสายนึงเป็นถนนสายรองบ้านส่วนใหญ่เรือนไม้เก่าค่ะ ผู้คนยังอยู่อาศัย มีวิถีชีวิตที่งดงามตามความเป็นมาแบบดั้งเดิม เหมาะสำหรับการเดินถ่ายรูปและสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว หากมีพิพิธภัณฑ์เมืองขึ้นมาเพื่อรวบรวมสารสนเทศและสิ่งของให้ผู้คนได้เรียนรู้ ซึ่งหากเป็นไปได้ภูเขียวจะมีความโดดเด่น เพราะมีอาคารเก่าที่สวยงามทั้งของรัฐและเอกชน ที่เตะตาฉันมากก็คือ พิพิธภัณธ์ศาลภูเขียวหลังเดิม หากขยายให้เป็นพิพิธภัณฑ์เมืองภูเขียวได้หล่ะก้อ รากเหง้าของคนภูเขียวจะเป็นคุณค่าที่คนภูเขียวภาคภูมิใจ และเป็นมูลค่าเพิ่มที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนเข้ามา
ในการพัฒนาถนนสายวัฒนธรรม จะทำให้ชุมชนได้สิ่งแวดล้อมที่ดีตามมา เพราะต้องมีการพัฒนากายภาพของเมืองและรักษาความสะอาดเรียบร้อย คำนึงถึงความปลอดภัยของคนในชุมชนและนักท่องเที่ยว จัดทำแผนที่ท่องเที่ยว และป้ายการท่องเที่ยว (ไทยและสากล) เพิ่มขึ้น ให้นักท่องเที่ยวใช้ถนนคนเดินเพื่อเข้าถึงจุดท่องเที่ยว เห็นความเป็นอยู่ของผู้คน ซึ่งวิถีชีวิตนับเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสิ่งที่จะทำให้ถนนคนเดินมีชีวิต และมีชื่อเสียงที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวให้แวะเวียนมาภูเขียว มีอะไรที่ชิคๆ เพิ่มเติมจากการไปไหว้พระธาตุหนองสามหมื่น หรือรอการไปชมการแห่นาคโหด นั่นก็คือ การมีพื้นที่ศิลปะและสร้างสรรค์ (ตัวอย่างนี้อยากให้ดูเทศกาลดนตรีที่เขาใหญ่…ต้องใช้เวลาแต่เมื่อติดตลาดแล้วก็ยังขายได้ถึงทุกวันนี้)
พื้นที่การมีพื้นที่ศิลปะและสร้างสรรค์ (Art&Creative Area) นี้จัดทำขึ้นมาเพื่อรองรับกิจกรรมต่างๆ จัดอยู่ในการท่องเที่ยวประเภทนันทนาการ สามารถเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์การใช้สอยของคนทุกวัยได้…หากภูเขียวสามารถเชื่อมโยงถนนคนเดิน ถนนสายที่มีบ้านเก่า และสวนสาธารณะหนองปังเข้าด้วยกัน ภูเขียวจะแตกต่างจากการท่องเที่ยวอื่นๆ ในแถวๆนี้ และบูรณาการการจัดกิจกรรมต่างๆเข้ามาได้ เช่น งานประเพณีประจำปี การบริการข้อมูลของหน่วยงานรัฐ การเสวนาบูรณาการให้ความรู้ร่วมกับการม่องเที่ยว พื้นที่การแสดงออกของเยาวชน เป็นต้น ที่สำคัญเป็นทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยวที่สามารถเลือกรูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลาย
คำตอบที่ต้องตอบโจทย์ในการเป็นแหล่งที่ท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในความคิดของฉัน คือ
- การท่องเที่ยวที่ยั่งยืนต้องมีพื้นฐานจากลักษณะของคน ลักษณะของเมือง ลักษณะของชุมชน (Character) หากเอาสาวเปรี้ยวมาแต่งตัวเป็นสาวหวานแบบต๊ะตอนย่อน แรกๆ ก็คงจะดูสวยดี นานๆไปก็คงไม่ใช่
- บริเวณใกล้เคียงกัน อำเภอติดกัน จังหวัดกันติดกันเค้าขายอะไร แข่งได้แข่ง แข่งไม่ได้อย่าไปทำซ้ำ เอาจุดเด่นของชุมชนตัวเองเข้าว่า (ดูประเทศญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง) อย่าแย่งกัน….เป็นทางเลือกให้นักท่องเที่ยว ไม่ใช่ต่างแย่งกันเอานักท่องเที่ยว
- ความยั่งยืนต้องนำมาซึ่งรายได้…ปกติที่ท่องเที่ยวแต่ละชุมชนก็มีอยู่แล้ว มีมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ปู่ย่าตายาย หากไม่มีรายได้ก็ไม่แตกต่างจากอดีต ในการเลือกพัฒนา ควรพิจารณาถึงสิ่งที่อยู่กับชุมชนได้บ่อยๆ มากๆ เช่น 365 วัน เที่ยวได้ทุกวันยิ่งดี หรือเป็นการท่องเที่ยวตามฤดูกาล
- ภูมิปัญญาแต่ละท้องถิ่นและทุนทางวัฒนธรรม สามารถพัฒนาต่อยอดในแนวเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ มีหน่วยงานที่พร้อมให้คำปรึกษาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ ภูมิภาคอีสานก็ติดต่อที่นี่ดูนะคะ TCDC Khon Kaen ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ขอนแก่น
ขอพูดถึงพิพิธภัณฑ์เมืองหน่อยนะคะ ประทับใจที่ตราด ที่เอาที่ว่าการหลังเก่ามาทำเป็นพิพิธภัณฑ์ ค่าเข้าชม 20 บาท ค่าแอร์ยังไมไ่ด้ค่ะ แต่เป็นการอนุรักษ์รักษาเรื่องราวในอดีต จัดเป็นการท่องเที่ยวเชิงศิลปะและวิทยการค่ะ ขอแชร์ไอเดียไว้นิดนึงนะคะ
สำหรับข้อมูลชุดนี้ได้ส่งต่อให้คนทำงานแล้วนะคะ…ทิศทางของการท่องเที่ยวภูเขียวที่ยั่งยืน คงไม่ใช่จะจบตามกระดาษไม่กี่แผ่น การพัฒนาเมืองที่ต้องมีความสอดคล้องสมดุลระหว่างสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมนั้นมีหลายปัจจัย
ฉันว่าเมืองเค้าเป็นเมืองเดินช้า (Slow Life) ค่ะ น่ามาพักร่าง นั่นคือฉันคิดคนเดียว แล้วนักท่องเที่ยวคนอื่นๆคิดยังงัยไม่รุสิคะ ว่างๆ เชิญมาเที่ยวภูเขียวดูนะคะ ใครผ่านภูเขียว ชัยภูมิลองแวะเที่ยวดูน๊า
ขออนุญาตบุคคลในรูปในการใช้รูปประกอบทั้งนี้เพื่อใช้ในการแบ่งปันความรู้นะคะ
----------Foot note สิ่งที่ยกตัวอย่างประกอบการทำกิจกรรมกระบวนการ
วิถีภูเขียวจากสัมผัสของฉัน
สิ่งที่ฉันนำมาแบ่งปันจากการแวะไปเที่ยวนู้นมาแวะไปเที่ยวที่นี่มา
และสุดท้ายคืออาหาร ผลิตภัณฑ์จากชุมชน (จากสวน) และนวดแผนไทย



