มีแฟนคลับถามผมต่างกรรมต่างวาระหลายครั้งว่าทำไมผมจึงเลิก facebook live และเลิกจัดรายการวิทยุสดที่ Clean Radio ร่วมกับพิธีกรประจำรายการ คือ คุณนพพร 

คำตอบคือ   ‘ผมกังวลใจกับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์’ 

คำถามต่อเนื่องก็คือ ‘ถ้าเราไม่ทำอะไรผิด จะไม่กลัวอะไรกับ พ.ร.บ. ​คอมพิวเตอร์’

เพื่อตอบแฟนคลับที่ถาม และเป็นการอธิบายความเพิ่มเติมเรื่องนี้ โดยเฉพาะหัวข้อวันนี้ที่ผมจั่วหัวไว้ว่า  ‘พ.ร.บ. คอมของไทยสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์’ นั้นว่า พ.ร.บ. ดังกล่าวสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์อย่างไร เผื่อผู้มีอำนาจได้อ่านแล้ว และเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ จะได้แก้ไขต่อไป

เรื่องแรกผู้ต้องเรียนว่าโลกปัจจุบันจำเป็นต้องมี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ​และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งผู้สนใจหาอ่านต้นฉบับได้ในอินเตอร์เน็ตครับ

ที่ผมเห็นว่าจำเป็นเพราะเป็นการป้องปราม และให้สิทธิผู้เสียหายใช้ข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เป็นหลักฐานประกอบการฟ้องร้อง และพิจารณาในศาล ด้วยเท่านั้น ซึ่งในช่วงต้นของ พ.ร.บ. นี้ก็อธิบายความพิดผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งก็ดีครับ แม้จะยังต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นประโยชน์กับผู้เสียหายมากขึ้น 

ผู้เสียหายที่ว่านี้รวมทั้งหน่วยงานของรัฐ องค์การเอกชน และนิติบุคคลต่าง ๆ ด้วย ใครเสียหาก็แจ้งความและฟ้องร้องเองตามกระบวนการยุติธรรมปกติ จะเป็นคดีอาญา หรือแพ่ง หรือทั้งสองแบบก็ว่ากันไป แต่การที่มีข้อกำหนดให้มีพนักบงานเจ้าหน้าที่ดังที่กำหนดไว้ในหมวด 2 นั้นคือปัญหา เพราะเจ้าหน้าที่ชุดนี้เป็นสารตั้งต้นความทผิดทั้งมวล และมีอำนาจาแฝงอีกมากมาย  

ใครจะผิดหรือไม่ผิด คณะกรรมการชุดนี้เป็นผู้วินิจฉัยเบื้องต้น แทนที่จะให้ผู้เสียหายเป็นเจ้าทุกข์เอง 

ที่เป็นปัญหามากที่่สุดคือคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ตั้งขึ้นมาตามมาตราที่ 20 นั่นแหละครับ ซึ่งมีอำนาจครอบจักรวาลครับ ถ้าจะมีคณะกรรมการชุดนี้ ก็น่าจะเป็นแค่คณะกรรมการรักษาสิทธิละเมิดตาม พ.ร.บ. ที่รัฐเสียหายเ่ท่านั้น 

กรรมการชุดนี้ และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหมวดที่ 2 นี่และครับคือกลไกที่สะกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยครับ เพราะเจ้าหน้าที่และกรรมการชุดนี้ ‘จะกลั่นกรองว่าข้อมูลไหนเป็นเท็จ หรือไม่เป็นเท็จนั้นขึ้นอยู่กับข้อมูลและองค์ความรู้เท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น’ โดยวินิจฉัยกันเอง หรือส่งข้อมูลไปสอบถามผู้เชี่ยวชาญ หรือองค์กรที่คณะกรรมการนี้เห็นว่าเป็นผู้ที่จะบอกได้ว่าอะไรเป็นเท็จหรือไม่เป็นเท็จ 

และผู้เชี่ยวชาญทุกคน หรือองค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนั้น ๆ ก็มีความเชี่ยวชาญ และข้อมูล หรือความรู้เท่าที่มีอยู่เท่านั้น ส่วนความคิดสร้างสรรค์น้้นเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ หรือทำมากก่อน 

เพราะฉนั้นคนที่คิด หรือเสนออะไรใหม่ ๆ ก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกพิจารณาว่าเป็น  ‘ข้อมุลเท็จ’  และถ้าเสนอความคิดนั้นผ่านทางอินเตอร์เน็ดก็อาจาจะถูกกล่าวหาว่านำข้อมูลเท็จเข้าสู่คอมพิวเตอร์ได้ 

ในการออกอากาศสดใน facebook  หรือจัดรายการวุทยุนั้นจะเป็นต้องหาเนื้อหา หรือ content ใหม่ ๆ หรือ เสนอมุมมองที่ไม่มีใครให้ความเห็นมาก่อน จึงเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อความผิดต่อ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เป็นอย่างยิ่ง 

แล้วที่มาเขียนความเห็นใน GotoKnow ละไม่เสี่ยงเหรอ 

เสี่ยงแต่ไม่มาก เพราะเนื้อหาสาระส่วนใหญ่เป็นเรื่องทั่วไป ตามหลักวิชา หรือความเห็นโดยหลักวิชา ซึ่งสามารถอธิบายได้ และที่สำคัญคือ ในการเขียนงานนั้น สามารถเก็บไว้เป็นหลักฐานได้ว่าเขียนไว้อย่างไรครับ 

ถ้าผู้มีอำนาจเห็นว่าสิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ข้างต้น กรุณาแก้ พ.ร.บ. นี้ใหม่ด้วยครับ 

แล้วผมจะกลับมาทำ​ ​​facebook live และไปจัดรายการวิทยุอีกก็ได้ครับ 

รักนะ จุ๊บ ๆ 

สมาน อัศวภูมิ

22 กุมภาพันธ์ 2566