วันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๕ ผมไปสังเกตการณ์การจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ แก่ นศ. ครูรัก(ษ์)ถิ่น ที่จังหวัดเลย     แม้จะเป็นเวลาเพียงสองชั่วโมงเศษ    ก็ได้เห็นวิธีการ จัดการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อเข้าใจวิธีการสอนแบบสานเสวนา   ที่ทีมงานจาก CCE แห่งสหราชอาณาจักร นำมาเผยแพร่    โดยเขาใช้หลักการของศาสตราจารย์ Robin Alexander   ที่ผมตีความหนังสือของท่าน ออกมาเป็นหนังสือ สอนเสวนา สู่การเรียนรู้เชิงรุก    

ได้เห็นวิธีให้นักศึกษาครูรัก(ษ์)ถิ่น (จาก ๓ สถาบันผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่น คือ มรภ. พิบูลสงคราม, มรภ. เลย, และ ม. กาฬสินธ์) ได้เข้าใจ หลัก ๑๒ ข้อ ของการเสวนาที่ดี คือ

  1. การมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ (fully engaged) 
  2. ทำอย่างไร เมื่อตนมีความรู้ที่จะช่วยวงสนทนา
  3. ทำอย่างไร เมื่อมีคนพูดสิ่งที่ตนไม่เห็นด้วย
  4. ทำอย่างไร เมื่อไม่เข้าใจ หรือคิดไม่ออก
  5. ทำอย่างไร เมื่อบางคนไม่มีส่วนร่วม
  6. มีวิธีทำให้ความเห็นหรือข้อเสนอของตนน่าเชื่อถือ ได้อย่างไร
  7. เมื่อรู้สึกโกรธหรือเสียใจระหว่างสนทนา ทำอย่างไร
  8. ทำอย่างไร เมื่อคนอื่นกำลังพูด
  9. หาหลักฐานสนับสนุนความคิดหรือแนวทางของเราอย่างไร
  10. แสดงอย่างไร ว่าเราเปิดกว้างและยืดหยุ่น
  11. นอกจากความรู้และความคิด เราควรแบ่งปันอะไรอีกบ้าง
  12. ทำอย่างไร ไม่ให้เราปิดกั้นผู้อื่นในวงสวนา 

วิทยากรจัดกลุ่ม นศ. ๑ คน ช่วยกันตอบ  โดยวิทยากรให้โจทย์ทีละข้อ ให้เวลาคิดและเขียน ๓ นาที     เมื่อจบ ให้แลกคำตอบระหว่างกลุ่ม    แล้ววิทยากรอ่านคำเฉลย ให้นักศึกษาให้คะแนนคำตอบของเพื่อน   โดยคะแนนเต็มแต่ละข้อคือ ๑   ให้คะแนนได้ระหว่า ๐ ถึง ๑  แล้วคืนกระดาษคำตอบพร้อมคะแนนแก่เจ้าของคำตอบ   และเปิดโอกาสให้อภิปรายข้อที่สองกลุ่มไม่ตกลงกันเรื่องคะแนน   เพื่อทำความเข้าใจโจทย์และคำตอบในมิติที่ลึก   

ผมมีความเห็นว่า หากมีเวลา สามารถใช้กระบวนการนี้ทำความเข้าใจความหมายที่ลึกของแต่ละข้อในสถานการณ์จริงได้อีกมาก     

ที่จริง ยังได้เห็นวิธีฝึกให้ นศ. ใช้ ถ้อยคำเชิงสานเสวนา    โดยจับกลุ่ม ๓ + ๓ นั่งเป็นวงกลมสองวง คือวงใน ๓ คน วงนอกสามคน   วงในคิดคำพูดตามประเด็นตามป้ายบอก   และตามแนวทาง ๑๒ ข้อ ที่จั่วกระดาษขึ้นมาว่าให้พูดทำนองไหน    ให้ นศ. วงนอกคอยประเมินตามรายการ ว่าผู้พูดพูดตรงตามหลักการของแนวทางนั้นๆ อย่างไรบ้าง     จบแล้ว นศ. วงนอก feedback แก่เพื่อนวงใน      

ผมชอบคำอธิบายในเอกสารของการอบรม ที่บอกว่า

  

 การสอนแบบสานเสวนาคือวิธีการสอนใช่หรือไม่ 

คำตอบคือ “ไม่ใช่” การสอนแบบสานเสวนาไม่ใช่แค่ชุดวิธีการสอน แต่เป็นแนวทางและมุมมองในการประกอบวิชาชีพ มากกว่าจะเป็นเพียงวิธีการสอนเฉพาะแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น การสอนแบบสานเสวนาไม่ได้เกี่ยวข้องกับเทคนิคที่เราใช้เพียงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนที่เราดูแลอยู่ด้วย การสอนแบบสานเสวนาเกี่ยวข้องกับสมดุลของอำนาจระหว่างครูกับนักเรียน และเกี่ยวข้องกับวิธีที่เราใช้สร้างองค์ความรู้ขึ้นมาด้วย (ผมใส่อักษรตัวเอนเพื่อย้ำประเด็น) 

การสอนแบบสานเสวนาจำเป็นต้องใช้ทักษะของครูและความรอบคอบในการตีกรอบคำถามจากความรู้เดิมที่มี หรือมีส่วนร่วมในการพูดคุยเพื่อสืบค้นอย่างมีจุดมุ่งหมาย (purposeful exploratory)  talk) และให้เวลานักเรียนได้คิดก่อนตอบ ควบคู่ไปกับการที่ครูฟัง สังเกต มองหาหลักฐานที่บ่งชี้ให้เห็นว่าเด็กมีความเข้าใจ รวมถึงการซักถามหรือท้าทายเมื่อจำเป็นเพื่อให้เด็กนักเรียนคิดต่อไป

ในทางปฏิบัติมีลักษณะอย่างไร? 

ในห้องเรียนที่ใช้การสอนแบบสานเสวนาหรือสอนเสวนา ผู้เรียนจะไม่ได้ตอบแค่ข้อเท็จจริงสั้นๆ ให้กับคำถามประเภทถามเพื่อ 'ทดสอบ (test)' หรือคำถามประเภท 'ทวนความจำ (recall)' หรือตอบในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าครูอยากจะได้ยินเท่านั้น แต่มากไปกว่านั้นพวกเขาจะได้เรียนรู้และได้รับการสนับสนุนให้: 

▪ บรรยาย (narrate)

▪ อธิบาย (explain)

▪ วิเคราะห์ (analyze)

▪ คาดคะเน (speculate)

▪ จินตนาการ (imagine)

▪ สำรวจ (explore) 

▪ ประเมิน (evaluate)

▪ หารือ (discuss) 

▪ โต้แย้ง (argue) 

▪ ให้เหตุผลสนับสนุนความถูกต้องหรือความสมเหตุสมผล (justify) 

▪ ตั้งคำถามด้วยตนเอง (ask questions of their own) 

 

ผู้เรียนจะได้รับการส่งเสริมให้พูดคุยและแบ่งปันการเรียนรู้ของพวกเขาในทุกรายวิชาในหลักสูตร เช่นเดียวกับในชีวิตจริง การพูดคุยกันในรูปแบบต่างๆ ที่กล่าวมานั้นมีความจำเป็นต่อการเรียนรู้ทั้งสิ้น และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดการพูดคุยเพื่อเรียนรู้ในแบบต่างๆ ผู้เรียนในชั้นเรียนที่ใช้การสานเสวนาจะได้: 

▪ ฟัง (listen) 

▪ คิดเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาได้ยิน (think about what they hear) 

▪ ให้เวลาคนอื่นคิด (give others time to think) 

▪ เคารพมุมมองที่แตกต่าง (respect alternative viewpoints) 

▪ ส่งเสริมให้ผู้อื่นมีส่วนร่วมในการสนทนาเวลาผู้อื่นไม่ค่อยพูด โดยการขอความคิดหรือความคิดเห็นเพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสพูดและมีโอกาสให้คนอื่นได้ยินความคิดเห็นนั้น

อ่านเอกสารประกอบการอบรมที่จัด ๔ วัน ในหลายพื้นที่ได้ที่นี่   จะเห็นว่า เป้าหมายของการอบรมเชิงปฏิบัติการนี้ ลึกกว่าวิธีการหรือเทคนิคการสอน    แต่ลึกไปถึงเป้าหมาย และหลักการของการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑   ที่ต้องการการเรียนรู้สู่อนาคต (future skills)    ไม่ใช่แค่การเรียนรู้สมรรถนะแห่งอดีต ตามแนวทางของ passive learning ที่วงการศึกษาไทยส่วนใหญ่ยังหลงใช้กันอยู่     

วิจารณ์ พานิช 

๖ ธ.ค. ๖๕