PNAS Podcast เรื่อง Science of Misinformation บอกว่าอาจแยกแยะ “ข่าวเท็จ” (misinformation) ออกจาก “ข่าวลวง” (disinformation) โดยที่ข่าวเท็จ เป็นข่าวผิดๆ สร้างความเข้าใจผิด หรือไม่แม่นยำ ส่วนข่าวลวงแตกต่างตรงที่มีการตั้งใจปล่อยข่าวที่ผิด สร้างความเข้าใจผิด หรือไม่แม่นยำนั้น
ทั้งข่าวเท็จและข่าวลวง ส่งผลคือ การได้รับสารเดียวกันซ้ำๆ (repetition) ช่วยให้สมองทำความเข้าใจเรื่องนั้นง่ายขึ้น แม้คนที่เป็นคนมีเหตุผล ก็หลงเชื่อข่าวนั้นได้ง่ายขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่มีข้อมูลหลักฐานสนับสนุน ผมคิดว่าความรู้นี้ไม่น่าจะใหม่ น่าจะรู้กันมาหลายร้อยปี ทำให้เกิดการโฆษณาสินค้า และการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องอื่นๆ
ในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญความท้าทายสองอย่างพร้อมๆ กัน คือการระบาดของโซเชี่ยลมีเดีย กับการระบาดของโควิด ๑๙ มีผลให้เกิดการระบาดของข่าวเท็จเกี่ยวกับโควิด ๑๙ ในโซเชี่ยลมีเดียมากมาย ที่เป็นข่าวเท็จทางวิทยาศาสตร์ อย่างไม่เคยมีมาก่อน ส่งผลให้คนเกิดความสงสัยในคุณค่าของวิทยาศาสตร์ คล้ายๆ เสื่อมศรัทธาต่อวิทยาศาสตร์
นักวิจัยทางสังคมศาสตร์บอกในคำสนทนา และลงพิมพ์ในบทความ ว่า คนเราแต่ละคนต่างก็มีความเชื่อส่วนตัว และมีตัวตนของตนเอง เมื่อไรก็ตามที่มีเรื่องราวข่าวสารที่ไม่ตรงกับความเชื่อของเรา หรือมาท้าทายตัวตนของเรา เราก็มีแนวโน้มจะปฏิเสธข่าวสารนั้น ดังกรณีข่าวสารทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ โควิด ๑๙ ถูกปฏิเสธโดยคนอเมริกันส่วนหนึ่ง และข่าวลวงทางการเมืองได้รับการยอมรับ นี่คือความจริงทางจิตวิทยา ในระดับบุคคล
ในระดับกลุ่ม เป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่จะต้องดำรงความเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และรู้สึกว่าหากไม่เชื่อข้อมูลที่ได้รับนั้น ที่คนในกลุ่มส่งมา จะอยู่ร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มได้ยาก จึงเชื่อหรือยึดถือข้อมูลนั้น
ในระดับโครงสร้างทางสังคม ยิ่งน่าตกใจขึ้นไปอีก คือคนบางกลุ่มตกอยู่ใต้ digital connection ที่จำกัด หรืออยู่ใต้กลุ่มโซเชี่ยลมีเดียเพียงบางกลุ่ม จึงไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารที่สมดุลรอบด้าน เมื่อได้รับข่าวลวงจึงไม่รู้ว่าเป็นข่าวเท็จ
ผมชอบที่เขาบอกว่า ปรากฏการณ์ข่าวเท็จ สะท้อนความเจ็บป่วยทางสังคม ด้านความรู้ ที่เราไม่ได้รับ ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องครบถ้วน หรือรอบด้าน ผมคิดต่อว่า ความไม่ไว้วางใจต่อกัน เพราะถูกหลอกอยู่บ่อยๆ จากคนในวงการระดับสูง เป็นความเจ็บป่วยทางสังคมอย่างหนึ่ง ที่ทำให้การปล่อยข่าวลวงได้ผล และมีคนจำนวนหนึ่งไม่เชื่อข่าวที่ถูกต้องของทางการ
อีกข้อเรียนรู้จากบทความคือ คนเรามีแนวโน้มจะเชื่อเรื่องเล่า (narrative) หรือเรื่องราวรายกรณี มากกว่า เพราะธรรมชาติของเรื่องเล่าดึงดูดใจคน มากกว่าข้อมูลข่าวสารทางวิทยาศาสตร์ เขาจริงแนะนำว่า หากจะให้ข้อมูลข่าวสารทางวิทยาศาสตร์ส่งผลให้คนเชื่อละถือปฏิบัติ ให้มีเรื่องเล่าประกอบด้วย
วิธีการสร้างข่าวลวงให้ได้ผลคือ ออกข่าวซ้ำๆ คำอธิบายทางวิชาการคือคนเรามีแนวโน้มจะเชื่อสิ่งที่ตนเข้าใจง่าย เป็นที่รู้กันว่า การได้รับสารครั้งที่ ๒ จะเข้าใจง่ายกว่าตอนได้รับครั้งแรกมาก
การที่ข่าวลวงใช้ได้ผลทั้งๆ ที่คนเรามีความรู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว ก็คือ การละเลยความรู้ (knowledge neglect) ไม่ดึงความรู้ออกมาใช้ตรวจสอบสารสนเทศที่ได้รับ เช่นในข้อความกล่าวถึงเรื่องราวว่าเกิดที่เมืองหลวงของประเทศแคนาดา คือนครโตรอนโต เราอ่านแล้วก็ไม่สะดุด ทั้งๆ ที่มีความรู้อย่างดีว่าเมืองหลวงของแคนาดาชื่อ อ็อตตาวา
เพื่อตรวจสอบความแม่นยำของข่าวในโซเชี่ยลมีเดีย จึงเกิดเครื่องมือ fact checking ที่แม้จะแพง แต่ก็ได้ผลดี ติดตั้งในแพล็ตฟอร์มของโซเชี่ยลมีเดีย และหากผู้บริโภคข่าวกดแชร์ ก็จะมีคำเตือนว่าข่าวนั้นอาจเป็นข่าวเท็จ และเมื่อผู้บริโภคยังกดแชร์ ก็จะมีคำเตือนครั้งที่สอง หากข่าวนั้นเท็จอย่างแน่นอน เขาบอกว่าช่วยได้มากแม้จะไม่หมด เรื่องนี้ผมไม่ยืนยัน เพราะผมไม่เคยใช้โซเชี่ยลมีเดีย
ข่าวเท็จกับข่าวทางวิทยาศาสตร์เป็นขั้วตรงกันข้าม แต่ในความเป็นจริง ในข่าวทางวิทยาศาสตร์ก็มีข่าวเท็จอยู่ด้วย ซึ่งรูปแบบที่แพร่หลายมานานนม และเรารู้กันดี คือ publication bias ที่วงการวารสารวิชาการรับพิมพ์เฉพาะผลการวิจัยที่ให้ผลบวก ไม่รับตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่ให้ผลลบ (negative result) ทำให้ความรู้ด้านตรงข้ามกับความจริง ไม่ได้รับการเผยแพร่
อีกรูปแบบหนึ่งของข่าวเท็จ (หรือข่าวไม่แม่นยำ) ในวงการวิชาการ ที่เวลานี้แพร่หลายมาก คือการออกข่าวผลงานของสถาบันหรือหน่วยงาน ที่ออกโดยฝ่ายประชาสัมพันธ์ ที่มักระบุความสำเร็จของผลงานเกินจริง ไม่ระบุว่ายังเป็นผลงานทดลองขั้นต้น กว่าจะนำมาใช้กับคนทั่วไปได้ต้องมีงานวิจัยต่อเนื่อง และลงทุนอีกมากมาย ใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี และโดยธรรมชาติของผลงานวิจัยเช่นนี้ ผลงาน ๑๐๐ ชิ้น สร้างผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดได้เพียง ๒ ชิ้น
การสื่อสารผลงานทางวิทยาศาสตร์จึงเป็นศาสตร์หนึ่ง ที่ต้องสื่อสารอย่างระมัดระวัง และอย่างมีจริยธรรม ไม่อวดอ้างเกินจริง และระมัดระวังไม่ให้ผู้รับสารตีความผิด
เนื่องจากเป็นบทความในวารสาร PNAS จึงเน้นเรื่องข่าวเท็จข่าวลวงในด้านวิทยาศาสตร์ แต่ในความเป็นจริง ข่าวเท็จข่าวลวงแพร่หลายมากในวงการเมืองและวงการธุรกิจ ธุรกิจที่เก่งด้านสร้างข่าวลวงคือธุรกิจยา ดังบันทึก (๑) (๒)
วิจารณ์ พานิช
๓๑ ธ.ค. ๖๕
May I add an observation that Justice systems (the world over) are said to strive for ‘fair and just’ with lawyers (logicians of laws). Real world evidence supports ‘narrative and emotive’ with actors (seducers) manipulating (jury’s and judges’) perception (of truth, fairness and justice).
Here we have legal and highly respected institutions manipulating public opinions (thus values and future cultural directions). Is this an issue?